Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

แนวความคิดว่าด้วยรัฐ

ชุมชนทางการเมืองในอดีต
พัฒนาการสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่
กำเนิดของรัฐ
องค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่
การรับรองรัฐ
รูปของรัฐ (Form of State)
ชาตินิยมหรือความเป็นรัฐชาติ (Nationalism and Nation State)

องค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่

รัฐหนึ่งๆ จะมีความเป็นรัฐสมัยใหม่ที่สมบูรณ์ได้ จะต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 ประการ คือ

1. ประชาชน

เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของรัฐ กล่าวคือ รัฐทุกรัฐจะต้องมีประชาชนอาศัยอยู่จึงจะเป็นรัฐขึ้นมาได้ ความเจริญก้าวหน้าหรือตกต่ำเสื่อมโทรมของรัฐนั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับประชาชนของรัฐนั้นๆ นั่นเอง ดังนั้นทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่มีค่า การที่ประชาชนมีคุณภาพสูง คือ สุขภาพอนามัยดี มีความรู้สูง มีระเบียบวินัยดี ก็จะสามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ถึงแม้ทรัพยากรจะไม่ค่อยเอื้ออำนวยก็ตาม

ทั้งนี้จำนวนประชากรก็เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นมหาอำนาจ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน มีปะชากรกว่าพันล้านคน แต่บางครั้งมหาอำนาจก็อาจจะมีประชากรจำนวนน้อย แต่มีคุณภาพสูง และการที่เราจะวางกฎเกณฑ์ที่แน่นอนได้ว่ารัฐหนึ่งๆ ควรมีประชาสักเท่าไร คงจะกระทำไม่ได้ เพียงแต่อนุมานไว้ว่ามีจำนวนประชากรเพียงพอที่สามารถปกครองตัวเองได้ก็เป็นรัฐได้

ในทางกฎหมายนั้น ประชาชนของรัฐใดก็จะมีสัญชาติ (Nationality) ของรัฐนั้น ส่วนชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ในรัฐอื่นเรียกว่าคนต่างด้าว (Alien) คนต่างด้าวเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐที่ตนไปอาศัยอยู่ด้วย อนึ่งมีข้อสังเกตในกรณีที่ราชอาณาจักรไทยมีการกำหนดเรื่องเชื้อชาติ (Race) เกี่ยวกับประชาชนชาวไทย หรือที่เรียกว่าเชื้อชาติไทย (Thai Race) ทั้งที่โดยทั่วไปความหมายชองเชื้อชาติ นั้นเป็นเกณฑ์ในการแบ่งมนุษยชาติตามผิวพรรณซึ่งมีผิวขาว ผิวเหลือง ผิดดำ หรือแบ่งเกณฑ์ตามเผ่าพันธุ์เป็นคอเคซอยด์ มองโกลอยด์ และนิกรอยด์

2. ดินแดนที่แน่นอน

เป็นความคิดใหม่เนื่องจากได้มีการประดิษฐ์เครื่องมือในการชั่ง ตวง วัดที่ทันสมัยขึ้น และเป็นสาเหตุใหญ่มากสาเหตุหนึ่งของสงครามและการปะทะกัน ดินแดนที่แน่นอนนี้มีพื้นดิน น่านน้ำทั้งอาณาเขตในแม่น้ำ ทะเลสาบ และอาณาเขตใต้ทะเล นอกจากนี้ยังรวมถึงขอบเขตของท้องฟ้าที่อยู่เหนืออาณาเขตของพื้นดินและท้องน้ำทั้งหมดอีกด้วย

อาณาเขตบนพื้นดินนั้นตามหลักการสากลแล้วมักยึดเอาพรมแดนธรรมชาติ เช่น เทือกเขา แม่น้ำ เป็นเกณฑ์ สำหรับในที่ราบก็จะมีการปักเขตแดนอย่างชัดเจน

ส่วนอาณาเขตในท้องทะเลนั้น เดิมทีตามหลักสากลจะยึดถือเอาว่าอาณาเขตของรัฐที่เรียกว่าเขตอธิปไตยนั้น นับจากชายฝั่งออกไปในทะเล 3 ไมล์ ซึ่งจัดว่าปลอดภัยจากวิถีของกระสุนปืนใหญ่ของเรือรบสมัยก่อน ต่อมาเนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอาวุธปืนใหญ่ยิงได้ไกลกว่า 3 ไมล์ ทำให้มีการกำหนดอาณาเขตทางท้องทะเลใหม่เป็น 12 ไมล์ แต่ปัจจุบันแทบไม่มีความหมาย เพราะเทคโนโลยีทางอาวุธประเภทขีปนาวุธสามารถยิงไปได้ไกลมาก จึงได้เปลี่ยนไปพิจารณาทางเศรษฐกิจแทน เนื่องจากท้องทะเลนั้นเป็นแหล่งที่มั่งคั่งด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำ และแหล่งแร่ อาทิ น้ำมัน ทองคำ ยูเรเนียม

ต่อมาได้มีการตกลงกันทำอนุสัญญา (Convention) พ.ศ.2535 ในการประชุมนานาชาติ ที่จัดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ แต่กว่าจะมีผลบังคับใช้ โดยการที่มีประเทศให้สัตยาบันครบ 60 ประเทศ ก็เป็นปี พ.ศ.2537 หลักการสำคัญ คือ ทุกประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับท้องทะเลจะมีอาณาเขตที่มีอำนาจอธิปไตยอย่างเต็มที่นับจากชายฝั่งออกไป 12 ไมล์ ส่วนเขตเศรษฐกิจจำเพาะ คือ เขตที่รัฐเจ้าของจะมีสิทธิอธิปไตยออกไป 200 ไมล์ เรียกว่า เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone) ถือเป็นเขตแดนที่รัฐเจ้าของมีสิทธิในทรัพยากรทั้งมวลในทะเล บรรดาเรือของรัฐอื่นสามารถที่จะแล่นผ่านได้ แต่ต้องไม่ทำการจับสัตว์น้ำหรือทำกิจกรรมทางธุรกิจใดๆ ทั้งสิ้น แต่ในทางปฏิบัติการวัดพื้นที่แบบนี้ ย่อมทำให้มีอาณาเขตที่ทับกันอยู่เป็นส่วนใหญ่

ที่ตั้งและสภาพภูมิอากาศก็มีความสำคัญต่อประเทศนั้นๆ เช่น ประเทศเยอมันนี้ที่ไม่พรมแดนธรรมชาติ ทำให้กลายเป็นประเทศที่นิยมการทหาร รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

3. รัฐบาล

คือ องค์การหรือสถาบันทางการเมือง ที่สามารถจัดระเบียบ ออกกฎเกณฑ์ต่างๆ และรักษาความสงบในการอยู่ร่วมกันของประชาชน ทั้งยังเป็นตัวแทนของประชาชน ทำการทุกอย่างในนามของประชาชนกลุ่มนั้นในอาณาเขตนั่นเอง

การที่มีรัฐบาลขึ้นได้นั้น จำเป็นจะต้องได้รับความยินยอมจากประชาชน รัฐบาลจะยืนยงอยู่ได้ก็ด้วยการสนองความต้องการของประชาชน สามารถรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ให้ความยุติธรรมต่อประชาชน ป้องกันการรุกรานจากประเทศอื่น โดยประชาชนมีหน้าที่เสียภาษีอากรและปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐบาลที่บัญญัติออกมา

 

4. อำนาจอธิปไตย

เป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งก็คือ การแสดงออกซึ่งเอกราชของประเทศหนึ่งๆ ที่สามารถจะเป็นตัวของตัวเองในการกำหนดนโยบายของตนเองและนำนโยบายของตนออกมาบังคับใช้ได้เต็มที่ โดยไม่ต้องตกอยู่ใต้คำบัญชาของประเทศอื่นใด

อำนาจอธิปไตยเป็นแนวคิดทางกฎหมาย ซึ่งอาจแบ่งออกเป็นอำนาจอธิปไตยภายในและอำนาจอธิปไตยภายนอก กล่าวคือ อำนาจอธิปไตยภายในเป็นอำนาจที่ออกกฎหมายและรักษากฎหมาย ตลอดจนบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนอำนาจอธิปไตยภายนอก คือ อำนาจที่ประเทศจะดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ รวมทั้งอำนาจที่จะประกาศสงครามและทำสนธิสัญญาสันติภาพ อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งก็ได้ว่า เอกราช ก็คือ อำนาจอธิปไตยภายนอกนั่นเอง

หากถามว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร” ปัจจุบันดูเหมือนจะเห็นพ้องต้องกันโดยทั่วไปว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน สำหรับประเทศไทยนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ระบุไว้ชัดเจนใน มาตรา 3 ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล มีการแบ่งแยกองค์กรที่ใช้อำนาจออกเป็น 3 หน่วยงาน คือ

อำนาจนิติบัญญัติ คือ อำนาจในการออกกฎหมายไว้ใช้ในการปกครองประเทศ ตามหลักโดยทั่วไปแล้ว คือ รัฐสภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประชาชนได้เลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชนในการออกกฎหมายต่างๆ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน และเพื่อนำมาซึ่งความกินดีอยู่ดีของประชาชนตลอดจนความมั่นคงของประเทศ ประกอบกับมีวุฒิสภาคอยพิจารณาให้ความเห็นชอบ และให้คำแนะนำในเรื่องของการออกกฎหมายต่างๆ

อำนาจบริหาร คือ อำนาจซึ่งคณะรัฐมนตรีและข้าราชการทั้งหลายใช้ในการบริหาร ปกครองประเทศ ตามกฎหมายซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติได้ตราออกมา

อำนาจตุลาการ หรือ อำนาจศาล มีอำนาจตัดสินคดีขัดแย้งต่างๆ ระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือบุคคลกับรัฐตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ตราออกมาก หรือในบางกรณีของประเทศ ยังสามารถพิจารณาได้ด้วยว่ากฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติตราออกมาขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศหรือไม่

สรุปคำจำกัดความของรัฐสมัยใหม่ คือ “ชุมชนของมนุษย์จำนวนหนึ่งที่ครอบครองดินแดนที่มีอาณาเขตแน่นอน รวมกันอยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน ซึ่งรัฐบาลมิได้อยู่ในอำนาจควบคุมของรัฐอื่นๆ สามารถที่จะปกครอง และดำเนินกิจการภายในของรัฐตลอดจนทำการติดต่อกับรัฐอื่นๆ ได้โดยอิสระ”

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com