ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

ญาณวิทยา
(Epiststemology)

เหตุผลนิยม (Rationalism)
ประจักษ์นิยม (Empiricism)
เทพนาการนิยม (Sensationism)
อนุมาน (Apriorism)
อัชฌัติกญาณนิยม (Intuitionism)

อนุมาน (Apriorism)

เกิดจากความพยายามเอาพวกเหตุผลนิยม กับประจักษ์นิยมรวมเข้าด้วยกัน นักปรัชญาที่มีความพยายามในเรื่องดังกล่าวนี้คือ อิมมานูเอล คานท์ ซึ่งเป็นนักเหตุผลนิยม คานท์ได้พิจารณาเห็นว่า ลัทธิประจักษ์นิยมและเหตุผลนิยมต่างมีความบกพร่องด้วยกัน และแต่ละปรัชญาได้ทำลายสิ่งที่ค้านท์ รักและเชิดชูด้วยกัน กล่าวคือ พวกประจักษ์นิยมมอบหมายมาตรการความจิรงให้กับผัสสะจนเกินไป จนกระทั่งปฏิเสธ กฎเกณฑ์ของคณิตศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ ส่วนผลเหตุผลนิยมก็มอบความเชื่อให้ปัญญาจนเกินไปจนกระทั่งปฏิเสธพื้นฐานทางศาสนาและศีลธรรม ซึ่งอันที่จริงแล้วค้านท์เห็นว่าทฤษฎีของพวกประจักษ์นิยมไม่เพียงพอที่จะอธิบายความเป็นจริงของโลกและชีวิตได้ และทฤษฎีของพวกเหตุผลนิยมก็ไม่เพียงพอที่จะอธิบายความจริงเช่นเดียวกัน ค้านท็คิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องสร้างทฤษฎีทางปรัชญาขึ้นมาใหม่เพื่ออธิบายความจริงและกู้ฐานะของคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศาสนา และศีลธรรมให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ดังนั้นค้านท์จึงตั้งหน้าที่จะสร้างทฤษฎีขึ้นใหม่ โดยชี้ให้เห็นความบกพร่องของปรัชญาทั้งสองซึ่งเป็นการปฏิรูปเนื้อหาปรัชญาอย่างสำคัญ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อและมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในปรัชญาของศตวรรษที่ 19 ปรัชญาของค้านท์มีลักษณะเป็นปรัชญาเชิงวิจารณ์ (The crritical Philosophy) โดยสร้างหลักการวิจารณ์ขึ้น 3 อย่าง ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจของปรัชญาค้านท์คือ หลักการวิจารณ์ด้วยเหตุผลบริสุทธ์ (The critical of pure Reason) หลักการวิจารณ์ด้วยเหตุผลปฏิบัติ (The critical of pure Reason) และหลักการวิจารณ์ด้วยเหตุผลในทางสุนทรียภาพ (The Critical of judgment)



ค้านท์เชื่อว่าโลกของเราเป็นเพียงปรากฎการณ์อันหนึ่ง โลกของปรากฎการณ์นี้เป็นวัตถุแห่งความรู้ของเรา เราไม่รู้ความจริงใด ที่อยู่ภายนอกโลกแห่งปรากฎการณ์นี้ได้จุดมุ่งหมายของวิทยาศาสตร์ก็เพื่อจะค้นหากฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของโลกของปรากฎการณ์นี้ ในกาคค้นคว้าทางญาณวิทยาของค้านท์ ความรู้เช่นเดยวกับล็อค เบริคเลย์ และฮิวม์ ค้านท์ได้แยกลักษณะพื้นฐานสองประการของประสบการณ์คือ ผัสสะและมโนภาพหรือความเข้าใจโดยกล่าวผัสสะมีรากฐานมาจากประสบการณ์ ส่วนมโนภาพมีรากฐานมาจากเหตุผลหรือปัญหา (intellect) ค้านท์เห็นด้วยกับฝ่ายประจักษ์นิยมที่ว่า ไม่มีความรู้ใดที่จะอยู่นอกเหนือจากผัสสะ แต่ค้านท์ก็ขัดแย้งกับฝ่ายประจักษ์นิยม โดยกล่าวว่าเพียงผัสสะอย่างเดียวก็ไม่อาจสร้างประสบการณ์และความรู้ของเราขึ้นมาได้ เราเองต่างหากที่ให้ความหมายแก่ประสบการณ์ ค้านท์กล่าวว่ามโนภาพถ้าปราศจากการรับรู้ทางผัสสะแล้วก็ว่างเปล่า การรับรู้ทางผัสสะถ้าปราศจากมโนภาพก็กลายเป็นความบอด

ค้านท์ได้แบ่งความรู้ออกเป็น 2 ประเภทคือ

  1. ความรู้ที่มีบ่อเกิดจากประสบการณ์ (A priori knowledge)
  2. ความรู้ที่บ่อเกิดมาจากปัญญาหรือความคิดของมนุษย์เอง (A priori knowledge) ค้านท์ได้แบ่งความรู้ประเภทที่ 2 ออกเป็น
    - Analytic knowledge คือความรู้ที่ได้มาจากความคิด แต่ไม่ได้ให้ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นจากเดิม เช่น สี่เหลี่ยมจตุรัส ได้มาจากความคิด ความเข้าใจ ไม่ได้มาจากประสบการณ์
    - Synthetic knowledge คือความรู้ได้มาจากความคิดแต่ให้ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นจากเดิม ความรู้ชนิดนี้หาได้จากคณิตศาสตร์ และวิทยาษสตร์

ค้านท์อธิบายความรู้ที่ได้มาโดยประสบการณ์ว่าเป็นความรู้เฉพาะหน่วย (particulars) ไม่กลายและจำเป็น ส่วนความรู้ที่ได้มาด้วยความคิด (innate ideas เป็น ความรู้ที่สากลและจำเป็น)

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

ข้อเขียน-บทความ »

» จินตนา แก้วขาว กราบเธอที่ดวงใจ
» ทะริด ตะนาวศรี คนไทยที่ถูกลืม
» ปู่เย็น ณ สะพานลำใย แห่งลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี

» จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ (รวมงานเขียน)
» ฉายเดี่ยว (รวมงานเขียน)
» งูเขียว หางบอบช้ำ (รวมงานเขียน)

» ตีหัวเข้าบ้าน ตะคอกโลก ตีหัวหมา
» ผายลมนี้มีผลย้อนหลัง
» ได้แต่หวังว่า เราจะอยู่ร่วมกันได้บนโลกที่เปรียบเสมือนบ้านของเราใบนี้ ด้วยความรู้สึกที่ดีประดุจดั่งกินข้าวจากหม้อเดียวกัน

» ขอเป็นตาแก่ขี้บ่นในหัวใจเธอ
» เมื่อคนขับรถปลอมตัวไปเล่นหุ้น (บันทึกการเล่นสด)

นิยาย-เรื่องสั้น »

» ตำนานบันลือโลก
» บันทึกทรราชย์
» ผมเกือบได้เป็นนักแต่งเพลงชื่อดังเสียแล้ว
» ชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งหลังเกษียณ
» แสนยานุภาพแห่งการรอคอย