Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

อภิปรัชญา

นิยามคำอภิปรัชญาตามทรรศนะตะวันตก
อภิปรัชญากับศาสนา
อภิปรัชญากับวิทยาศาสตร์
อภิปรัชญา คือ บทสังเคราะห์ข้อยุติของศาสตร์ทั้งหลาย

อภิปรัชญา คือ บทสังเคราะห์ข้อยุติของศาสตร์ทั้งหลาย

มีทรรศนะสมัยใหม่อยู่ทรรศนะหนึ่ง เห็นว่า แม้ว่าอภิปรัชญาไม่ควรเข้า ไปก้าวก่ายในปัญหาที่ศาสตร์สาขาต่าง ๆ ซึ่งมีเครื่องมือปฏิบัติการทดลองอยู่แล้วก็ตาม แต่ก็อาจจะสร้างหลักการทางอภิปรัชญาขึ้นจากรากฐานของสิ่งที่ศาสตร์สาขานั้น ๆ ค้นพบแล้วก็ได้ ตามทรรศนะนี้ หน้าที่ของอภิปรัชญา ก็คือ สร้างบทสังเคราะห์ข้อยุติทั่ว ๆ ไป ของศาสตร์สาขาต่าง ๆ ขึ้น และโดยทำนองนี้ ข้อยุตินั้นก็จะบรรลุถึงโลกทรรศน์ที่กว้างขวางกว่าข้อยุติใด ๆ ที่ศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่งโดยเฉพาะให้ไว้นักปราชญ์ที่มีความเห็นดังนี้ เช่น

ฮอฟฟ์ดิง นักปรัชญาชาวเดนมาร์กกล่าวไว้ว่า วัตถุประสงค์ของอภิปรัชญาก็เพื่อบรรลุถึงทรรศนะที่จะเปิดเผยว่า ปรากฎการณ์หลักมูลกับหลักการของศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่ง มีความสำคัญต่อกันและความสัมพันธ์เนื่องถึงกันอยู่

โอกุสต์ กองต์ ได้จัดลำดับศาสตร์ต่าง ๆ ตามเนื้อหาที่แยก ๆ กัน เริ่มต้นด้วยคณิตศาสตร์และจบลงด้วยสังคมวิทยา

มอนตากู นักปรัชญาชาวอเมริกัน เห็นด้วยกับการจัดลำดับนี้

ดังที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้

“ ขณะนี้เรามีศาสตร์สาขาใหญ่ ๆ อยู่ 6 สาขา คือ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา จิตวิทยา และสังคมวิทยา ตามหลักเหตุผลแล้ว แต่ละสาขาอาศัยสาขาที่มาก่อนตามลำดับ และสามารถจัดเรียงเข้าลำดับเป็นแบบซี่วงล้อได้หมด แต่ยังไม่มีอะไรเป็นตัวเชื่อมโยงซี่ล้อ เข้าด้วยกัน หน้าที่การเชื่อมโยงนี้แหละที่อภิปรัชญาตั้งใจจะทำอยู่

….เราขอน้อมรับด้วยความสำนึกถึงบุญคุณว่า ศาสตร์สาขาต่าง ๆ ได้ค้นพบเรื่องนี้เรื่องนั้นมามากแล้ว แต่เราก็ยังต้องถามว่า ทั้งหมดนั้นคืออะไรกัน

แม้คาร์นับ ผู้เป็นปฏิปักษ์กับอภิปรัชญาและมีความเห็นทางปรัชญาแตกต่างกับมอนตากูก็ตาม แต่ก็ยังแสดงความเห็นว่า วัตถุประสงค์ของอภิปรัชญาก็เพื่อจัดประพจน์สามัญที่สุดที่ว่าด้วยความรู้ทางวิชาการชนิดต่าง ๆ ให้เข้าเป็นระบบที่ดี

นักอภิปรัชญาบางพวกเห็นว่า การรวมข้อยุติของวิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ เข้าด้วยกันเท่านั้นยังไม่พอ ยังแคบไป อภิปรัชญาควรจะสร้างเนื้อหาขึ้นจากประสบการณ์ของมนุษย์ทุก ๆ ด้าน เช่น จากบทกวีนิพนธ์ ศีลธรรม ศาสนา รวมทั้งจากวิทยาศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ ด้วย ทรรศนะนี้ดูเหมือนจะยอมรับว่าประพจน์ทางวิทยาศาสตร์นั้น มีความสำคัญมาก ไม่ใช่เป็นเพียงความจริงเท่านั้น

แบร์กซอง กล่าวว่า มโนภาพเกี่ยวกับอภิปรัชญาเช่นว่านี้ง่ายเกินไป ทำให้ลดอภิปรัชญาลงมาเป็นสำนักงานลงทะเบียนเก็บคำ เรียงประโยค กำหนดการอ่านออกเสียง และทำให้เปลี่ยนไม่ได้ เท่านั้น ทรรศนะเช่นนี้ ทำให้อภิปรัชญาทำหน้าที่เพียงรับรองประพจน์ต่าง ๆ ที่จำต้องเชื่อล่วงหน้าว่าเป็นการแสดงลักษณะภาพของสิ่งทั้งหลายที่ถูกต้อง และมีเหตุผลเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องใช้วิจารณญาณของตนเอง

มีผู้วิจารณ์ทรรศนะนี้ว่า คำบรรยายทางวิทยาศาสตร์นั้น แม้จะเป็นคำบรรยายที่ถูกต้อง แต่ยังเป็นข้อเท็จจริงที่แยก ๆ กันอยู่ และเป็นความจริงด้านเดียว นักอภิปรัชญาผู้เคร่งครัดในการทำหน้าที่รวบรวมข้อความทั่ว ๆไป ของวิทยาศาสตร์อาจพอใจที่จะเสนอภาพของโลก ซึ่งไม่มีอะไร อื่นนอกจากการคัดลอกข้อยุติทางวิทยาศาสตร์ ทรรศนะดังกล่าว จะมีสัดส่วนจำกัด จึงไม่อาจกินความไปถึงประสบการณ์ขั้นพื้นฐานนัยต่าง ๆ ของมนุษย์ได้ทั้งหมด

มีผู้สรุปประวัติและเนื้อหาของปรัชญาไว้ อย่างน่าสนใจว่า แต่เดิมก่อนที่จะมีวิชาอะไรอุบัติขึ้นในโลก ความรู้ของมนุษย์ทุกอย่างที่ไม่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตโดยตรงแล้วต้องนับว่าเป็นปรัชญาทั้งสิ้น เพราะเป็นความพยายามของมนุษย์ที่จะตอบปัญหาอันเกิดจากความพิศวงต่อความเป็นไปตามธรรมชาติ คำตอบแรก ๆ ล้วนแต่เป็นการเสนอคำตอบที่อาจเป็นไปได้สำหรับปัญหาระดับนั้นทั้งสิ้น คำตอบไหนมีคนนิยมมากก็ถ่ายทอดกันต่อ ๆ มา คำตอบไหนคนไม่นิยมก็ลืมเลือนสูญหายไป ครั้นต่อมามีการค้นคว้าเพื่อให้รู้จริงและละเอียดยิ่งขึ้น วิชาใดมีเนื้อหามากเพียงพอและมีคำตอบที่เชื่อกันว่าแน่นอนตายตัวพอสมควรแล้ว ก็จะแยกออกตั้งตัวเป็นวิชาเฉพาะสำหรับเนื้อหาเฉพาะเรื่อง ส่วนที่เหลือก็จะเป็นเนื้อหาของปรัชญาต่อไป จนกว่าจะมีเนื้อหาเรื่องใดก้าวหน้าไปจนเป็นล่ำเป็นสันเพียงพอที่จะเป็นวิชาเฉพาะได้ก็จะแยกออกไปเป็นอีกวิชาหนึ่ง เนื้อหาที่เหลือก็เป็นของวิชาปรัชญาต่อไป

 

วิชาที่แยกเนื้อหาออกไปเป็นอิสระก่อนวิชาอื่น ๆ เห็นจะได้แก่วิชาศาสนา ศาสนาแรก ๆ ของมนุษย์ดั้งเดิม ก็เป็นความพยายามตอบปัญหาที่เกิดขึ้นในความสำนึกของมนุษย์ยุคแรก ๆ นั่นเอง ต่อมาเมื่อมีหลักคำสอนและหลักปฏิบัติแน่นอน รวมทั้งมีพิธีกรรมเป็นแบบแผนพอสมควรต้องนับว่ามีวิชาเฉพาะวิชาแรกเกิดขึ้นแล้ว เพราะมีการถ่ายทอดความรู้ทางศาสนาเป็นล่ำเป็นสัน นักปรัชญาต่อมาต้องคิดเรื่องนอกเหนือไปจากความเชื่อถือทางศาสนา จึงจะได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญา ตอนนี้เป็นตอนเริ่มต้นปรัชญากรีกโบราณ นักปรัชญากรีกรุ่นแรกเป็นนักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ไปด้วยในตัว ต่อมาไม่นาน คณิตศาสตร์ในหมู่ชาวกรีกโบราณก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนมีเนื้อหามากพอจะเป็นวิชาอิสระยูคลิดเขียนวิชาเรขาคณิตขึ้นโดยเฉพาะ ปรัชญาจึงทิ้งเนื้อหาคณิตศาสตร์ไปค้นคว้าปัญหาที่เหลือต่อไป เดส์การตส์ ยังถือว่าวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญา ดังจะเห็นได้จากคำนำหนังสือ Principles of Philosophy

“ภาคแรกของหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงเนื้อหาความรู้ทั่วไป ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นภาคแรกของปรัชญาหรือแขนงอภิปรัชญา …. ส่วนภาคที่เหลืออีก 3 ภาคจะกล่าวถึงฟิสิกส์ทั่ว ๆ ไปก่อน เช่นว่า กล่าวถึงกฎเบื้องต้นของธรรมชาติและความเป็นไปในท้องฟ้า เรื่องดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดาวหาง และเอกภพ อย่างกว้าง ๆ ที่สุด จะกล่าวเจาะจงโดยละเอียดเกี่ยวกับธรรมชาติของดิน น้ำ ไฟ ลม แม่เหล็ก และคุณสมบัติต่าง ๆ ทุกประเภทที่พบในเทห์ ดังเช่น แสงสว่าง ความร้อน ความโน้มถ่วง ดังนี้ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าคงจะได้กล่าวถึงปรัชญาครบเรื่องตามลำดับ” แต่ในระหว่างสมัยฟื้นฟูและต้นสมัยใหม่นั่นเอง วิทยาศาสตร์ก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนสามารถตั้งตัวเป็นวิชาได้และแยกตัวออกไปเป็นวิชาอิสระ และก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเรื่อยมาจนทุกวันนี้

ส่วนวิชาสังคมศาสตร์ เพิ่งจะแยกตัวออกเป็นวิชาเฉพาะในราวพุทธศตวรรษที่ 24 และวิชาจิตวิทยาก็เพิ่งแยกตัวออกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เอง วิชาที่อาจจะแยกตัวต่อไปในอนาคตก็เห็นจะได้แก่วิชาตรรกศาสตร์ เท่าที่กล่าวมานี้กล่าวตามนัยของปรัชญาสากลเท่านั้น ปรัชญาอินเดียโบราณ พัวพันอยู่กับศาสนาอย่างแยกไม่ออกจนสิ้นยุคทองของปรัชญาอินเดีย นักปรัชญาอินเดียปัจจุบันพยายามจะผสมผสานปรัชญาอินเดียโบราณกับปรัชญาตะวันตก แนวความคิดปัจจุบันจึงเป็นแบบตะวันตก โดยพยายามรื้อฟื้นความคิดเดิมของอินเดียมาเสริมให้รู้สึกว่ามีอะไรลึกซึ้ง ซึ่งหาไม่ได้ในปรัชญาตะวันตก ในเมื่อวิชาศาสนา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และจิตวิทยา แยกเนื้อหาออกไปแล้วเช่นนี้ ในปัจจุบันจะเหลือเนื้อหาอะไรสำหรับปรัชญาบ้าง หรือถามอีกอย่างหนึ่งว่า นักปรัชญาปัจจุบันสนใจค้นคว้าคำตอบเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง หรือว่าหมดเนื้อหาไม่มีอะไรเหลือไว้สำหรับวิชาปรัชญาอีกแล้ว ถามรัดกุมเฉพาะปัจจุบันเช่นนี้แล้ว จะตอบได้ไหมว่าเป็นอะไร

ถ้าถามถึงเนื้อหาของวิชาปรัชญาปัจจุบันก็ตอบได้ว่าเนื้อหาที่วิชาอื่น ๆ เหลือทิ้งไว้ให้ปรัชญานั้นเหลืออยู่เพียงเนื้อหาเดียว คือ เนื้อหาเกี่ยวกับความแท้จริง ซึ่งมีปัญหาต้องค้นคว้าอยู่ 3 ปัญหา คือ

นอกจากจะสนใจค้นคว้าเกี่ยวกับเนื้อหาของปรัชญาโดยเฉพาะดังกล่าว นักปรัชญาปัจจุบันยังสนใจติดตามผลงานของวิชาเฉพาะที่แยกออกไปอีกด้วย คือ วิชาเฉพาะแต่ละวิชาค้นคว้าได้ผลสรุปอะไรออกมา นักปรัชญาก็จะนำเอามาไตร่ตรองต่อไปว่า ยังจะมีปัญหาอะไรต่อไปได้อีก ซึ่งวิชานั้น ๆ ไม่สามารถจะให้คำตอบได้ นักปรัชญาจะเสนอคำตอบที่เป็นไปได้ให้ขบคิดกันต่อไป จึงเกิดมีแขนงปรัชญาขึ้นอีกมากมายสำหรับติดตามวิชาเฉพาะต่าง ๆ ที่แยกออกไปแล้ว เช่น มีปรัชญาศาสนา ปรัชญาคณิตศาสตร์ ปรัชญาวิทยาศาสตร์ ปรัชญาสังคม ปรัชญาจิต ปรัชญาศิลปะ ปรัชญาประวัติศาสตร์ ปรัชญาการเมือง ปรัชญากฎหมาย ปรัชญาภาษา ฯลฯ

อ้างอิง : อดิศักดิ์ ทองบุญ.2526. คู่มืออภิปรัชญา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ประยูรวงศ์จำกัด.

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com