Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้

อุทิศ สังขรัตน์

ท้องถิ่นภาคใต้ : อาณานิคมแห่งรัฐ และตัวตนของท้องถิ่น
พื้นที่ความทรงจำ : ภาพประกอบสร้าง กับ ศูนย์กลางที่เปลี่ยนไป
พื้นที่ความทรงจำ : ปฏิบัติการทางสังคม
จาก “พื้นที่ความทรงจำ” สู่ “พื้นที่และชุมชนประวัติศาสตร์”
พื้นที่อันเป็นปริมณฑลของความศักดิ์สิทธิ์
พื้นที่อันเกิดจากปรากฏการณ์ทางสังคม
พื้นที่อันเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ
พื้นที่อันเป็นวิถีวัฒนธรรมชุมชน
บทสรุป
เอกสารอ้างอิง

พื้นที่อันเป็นปริมณฑลของความศักดิ์สิทธิ์

พื้นที่อันเป็นปริมณฑลของความศักดิ์สิทธิ์เป็นพื้นที่ที่ประวัติศาสตร์ชุมชนได้ให้ความหมายผูกโยงกับเรื่องราว เหตุการณ์สถานที่ รูปเคารพ หรือบุคคล ที่คณะทีมงานยุววิจัยฯใช้สร้างความหมายให้เป็น “ศูนย์กลาง” ของประเด็นศึกษา โดยเชื่อว่าการก่อตัวของพลังชุมชนอยู่ที่การมีพื้นที่ทรงจำร่วมแบบมี “แกน” ซึ่งแกนดังกล่าวกลายเป็นศูนย์กลางที่เกี่ยวร้อยชุมชนให้เกิดปฏิบัติการทางสังคมร่วมกัน ทั้งนี้เพราะความศักดิ์สิทธิ์ที่ชุมชนยึดมั่นนำไปสู่ประเพณี/พิธีกรรม และ กิจกรรมทางสังคมบางประการ ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการสร้างอัตลักษณ์/ความหมาย ให้กับชุมชน

พื้นที่ดังกล่าวนี้ถือเป็นพื้นที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่เหนือพื้นที่ภูมิศาสตร์ของชุมชน โดยปริมณฑลของความศักดิ์สิทธิ์ เป็นพื้นที่ที่สร้างความเชื่อซึ่งบางครั้งก็ขาดการสอบทาน ที่เชื่อเพราะเชื่อต่อๆ กันมา หรือเชื่อเพราะศรัทธา ซึ่งความเชื่อเหล่านี้เป็นพื้นที่นามธรรม และชุมชนอดีตได้ให้ความสำคัญ ทั้งนี้หากกระทำการใดๆ ที่ตรงกันข้ามกับความเชื่อของชุมชน อาจทำให้เกิดผลกระทบบางประการ และผลกระทบเหล่านั้นอาจเกี่ยวโยงไปถึงวิถีการดำเนินชีวิตในสังคม และในที่สุดอาจกลายเป็นสิ่งแปลกแยกของสังคม ดังนั้นจึงต้องดำเนินชีวิตไปตามวิถีขนบที่สังคมเป็นอยู่ ดังเช่น ความศรัทธาต่อรูปปั้นพระนารายณ์ของชาวหัวเขา ตำบลศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี กับการสร้างพื้นที่ประวัติศาสตร์ชุมชนเขาศรีวิชัย ของทียุววิจัยฯ โรงเรียนวัดเขาศรีวิชัย ความว่า

วันที่ 14 เมษายนของทุกปีนอกจากจะเป็นวันสงกรานต์แล้วนั้น สำหรับชาวหัวเขาแล้ววันดังกล่าวเป็นวันหนึ่งที่มีความหมายยิ่งกว่าวันสงกรานต์ของท้องถิ่นอื่นทั่วไป นั่นก็คือเป็นวันสำคัญประจำปีของตำบลศรีวิชัย และมีพิธีกรรมหนึ่งที่มีความหมายอย่างใหญ่ยิ่งต่อคนในชุมชน คือพิธีกรรมการสรงน้ำพระนารายณ์หรือการอาบน้ำพระนารายณ์ น้ำมะพร้าวอ่อนที่หลั่งลงสู่องค์พระนารายณ์จำลอง เปรียบดังสายน้ำที่รดลงบนร่างกายทำให้เกิดความชุ่มชื่นและชุ่มช่ำกับจิตใจ ในช่วงเวลาดังกล่าวยากนักที่จะบรรยายว่าความรู้ที่เกิดขึ้นเป็นเช่นไร แต่ผู้ที่ปฏิบัติจะรู้ด้วยใจว่าขณะนี้ได้แสดงออกซึ่งความเคารพ ความศรัทธาและความกตัญญูต่อองค์พระนารายณ์ที่ชาวหัวเขาเชื่อว่าพระนารายณ์คอยช่วยเหลือปกป้องอันตรายให้กับลูกหลานตลอกมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน (โครงการยุววิจัยฯ โรงเรียนวัดเขาศรีวิชัย “พระนารายณ์ที่เขาศรีวิชัยกับวิถีชีวิตของชุมชน”)

ในพื้นที่อันเป็นปริมณฑลของความศักดิ์สิทธิ์ ในกรณีข้างต้นมี “พระนารายณ์” เป็นศูนย์กลาง หรือ “แกน” ที่เชื่อมร้อยคนในชุมชนเข้าด้วยกัน ผ่านเรื่องเล่าที่ถูกถ่ายทอดจากผู้สูงอายุ รุ่นแล้ว รุ่นเล่า ทำให้พื้นที่ปริมณฑลของความศักดิ์สิทธิ์ในงานชิ้นดังกล่าวมิได้เป็นความเลื่อนลอย แต่เป็นสิ่งที่สามารถสัมผัสได้เมื่อพื้นที่เหล่านั้นใช้ “รูปปั้นพระนารายณ์” มาเป็นตัวประสานเชื่อมต่อร้อยอดีตเข้าปัจจุบัน ดังความว่า

มีเรื่องราวซึ่งพ่อแม่เคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระนารายณ์บนเขาศรีวิชัยในสมัยสงครามว่า เมื่อสมัยที่เกิดสงครามพม่าบุกมาบริเวณเขาศรีวิชัยหรือเดิมเรียกว่าเขาพระนารายณ์ พม่าก็ได้ยินเสียงอื้ออึงบนเขาก็ตามขึ้นไปดูเพื่อฆ่าทิ้ง แต่เมื่อขึ้นไปบนเขาก็ไม่พบใครบนเขา พบเพียงเทวรูปพระนารายณ์ จึงพากันเดินกลับลงมาเมื่อมาถึงด้านล่างก็ยังคงได้ยินเสียงว่ามีชาวบ้านอยู่บนเขาเช่นเดิมจึงได้เดินกลับขึ้นไปยังเขาพระนารายณ์แต่ก็ได้พบกับเหตุการณ์เช่นเดิม ทำให้พม่าโกรธจึงฟันแขนพระนารายณ์ทิ้ง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าองค์พระนารายณ์สามารถปกป้องชาวบ้านให้รอดพ้นจากข้าศึกชาวพม่าไว้ได้ จึงเป็นความเชื่อที่ชาวหัวเขาเล่าต่อกันมาชั่วลูกชั่วหลาน เป็นเรื่องที่กล่าวขานกันมาจนถึงปัจจุบัน (โครงการยุววิจัยฯ โรงเรียนวัดเขาศรีวิชัย “พระนารายณ์ที่เขาศรีวิชัยกับวิถีชีวิตของชุมชน”)

ขณะเดียวกัน นัยยะ ความหมาย ที่สร้างพื้นที่ประวัติศาสตร์ชุมชนตำบลศรีวิชัยที่ใช้ “พระนารายณ์” เป็นศูนย์กลาง เราจึงไม่เพียงแต่เห็นรูปปั้นพระนารายณ์กับพิธีกรรมของชุมชนที่ผ่านความเชื่อเท่านั้น แต่ “พระรูปปั้นพระนารายณ์” ที่พบในชุมชนได้สร้างความหมายอื่นๆ ที่มาประกอบสร้างความเป็นพื้นที่ “ชุมชนประวัติศาสตร์” ได้ชัดแจ่มขึ้น เช่น พระนารายณ์เป็นรูปเคารพในศาสนาพราหมณ์ คนภาคใต้นับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อนศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์มีต้นกำเนิดมาจากอินเดีย เมื่อตีความแล้ว ชุมชนในตำบลศรีวิชัยเป็นชุมชนเก่าแก่ที่นับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อนที่ศาสนาพุทธจะเข้ามา ทั้งยังเคยมีความสัมพันธ์กับอินเดีย เทวรูปพระนารายณ์ที่พบในชุมชนเป็นสิ่งยืนยันถึง “การมีอยู่จริง” ของชุมชนในอดีตของประวัติศาสตร์ภาคใต้

 

การนำอดีตมาเชื่อมต่อ/ร้อยใหม่ ผ่านปริมณฑลความศักดิ์สิทธิ์ ความเคารพ ศรัทธา อันนำไปสู่การฉายภาพอดีตของชุมชนขึ้นมาใหม่ นอกจากเป็นการสร้างพื้นที่ประวัติศาสตร์อันชอบธรรมของชุมชนแล้ว พลังศรัทธายังเป็นตัวค้ำชู “การดำรงอยู่” ของชุมชน ทั้งยังเห็นการคลี่คลาย/เคลื่อนเปลี่ยน ของชุมชนอย่างมีพลวัต อันเป็นวิธีการหนึ่งที่ทีมงานยุววิจัยฯ นำมาใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้ ได้อย่างมีบริบท

กรณี ความศรัทธาใน ท่านเจ้าคุณรัตนธัชมุนี หรือ“ท่านม่วง” (ม่วง รตนธัชเถร) ของชาวบ้านชุมชนน้ำแคบ อันนำไปสู่ประเพณี “เดือนสามหลามเหนียว” ที่ทีมยุววิจัยฯ โรงเรียนบ้านโทเอก ที่ได้ยก “คำกล่าวสำคัญ” ของชาวบ้านหลังเสร็จสิ้นการทำบุญเดือนสามหลามเหนียวว่า “หวางไป ได้ทำบุญให้กับท่านม่วงแล้ววันนี้ ปีหน้าค่อยว่ากันใหม่” แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ปริมณฑลความศักดิ์สิทธิ์ มี “บางอย่าง” เป็นแกน หรือเป็น “ศูนย์กลาง” ที่จะนำมาสร้างวิธีคิดเรื่องอดีต และอดีตแหล่านี้ก็ไม่ได้ขาดหายไปกับกาลเวลา แต่มีการแปรเปลี่ยนบริบท ภาพอดีตของชุมชนในฐานะชุมชนประวัติศาสตร์จึงเป็นการสร้าง “ชุมชนใหม่” ลงบนพื้นที่ “ชุมชนเก่า” อย่างต่อเนื่องมิจบสิ้น

“ตาจัน…ศักดิ์สิทธิ์มาก ทุกคนนับถือเกรงกลัวยิ่งนัก ใครต้องการอะไรก็ให้มาบนบานศาลกล่าวจะได้สิ่งที่ปรารถนา คณะมโนราห์หรือหนังตะลุงที่เดินผ่านต้องหยุดเล่นให้ตาจันชมก่อนทุกครั้ง ถ้าไม่แสดงก็จะมีอุปสรรคในการแสดงครั้งต่อๆ ไป เมื่อตัวละครของมโนราห์หรือหนังตะลุงออกแสดง ชาวบ้านก็เห็นจระเข้โผล่ขึ้นมาในลำคลอง โดยเชื่อว่าเป็น “ตาจัน” การบนบานต้องใช้หมากพลู และดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้ ความเชื่อเรื่องตาจันเริ่มเจือจางลงหลังทศวรรษ 2520 นี้เอง” (โครงการยุววิจัยฯ โรงเรียนวัดโทเอก “เดือนสามหลามเหนียว”)

อย่างไรก็ดีเรื่องราวของ “ตาจัน” อาจเป็น “แกน” ของ “พื้นที่ชุมชนเก่า” ในยุคสมัยหนึ่ง แล้วก็พื้นที่ประวัติศาสตร์ชุมชนก็เคลื่อนเปลี่ยนไป เมื่อ “ท่านม่วง” ได้เริ่มประเพณีเดือนสามหลามเหนียว “ท่านม่วง” ได้กลายมาเป็น “แกน” ของ “พื้นที่ชุมชนใหม่” ซึ่งซ้อนทับลงบนพื้นที่ชุดเดิม เกิดเป็นความทรงจำทดแทน อันนำไปสู่การเคลื่อนเปลี่ยนพื้นที่ประวัติศาสตร์ชุมชนไปจากเดิม “ตาจัน” ในปัจจุบันจึงเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ส่วนหนึ่งในการ “ประกอบสร้าง” ให้ชุมชนบ้านน้ำแคบมี “พื้นที่ประวัติศาสตร์ชุมชน” ที่สมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น และเมื่อสังคมเปลี่ยนไป “พื้นที่ใหม่” ก็จะมาซ้อนทับพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่มี “ท่านม่วง” เป็นแกนอีกชั้นหนึ่ง นั่นหมายถึง “เดือนสามหลามเหนียว” ก็จะเปลี่ยนรูปแบบเป็นอื่นในการสร้างพื้นที่ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านน้ำแคบในอนาคต

ในบริบทของพื้นที่อันเป็นปริมณฑลของความศักดิ์สิทธิ์ ในงานเขียนของทีม ยุววิจัยฯ การก่อรูปของชุมชนประวัติศาสตร์ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ งานเขียนที่ผ่านการนำเสนอเหล่านี้ไม้ต้องการที่จะแสวงหา “ความจริง” ในการศึกษา แต่ใช้ปริมณฑลความศักดิ์สิทธิ์มาเป็น “ภาพแทนความจริง” จนกลายเป็น “สัญลักษณ์” อย่างใดอย่างหนึ่งที่สามารถให้ความหมายอดีต เช่น ชื่อหมู่บ้าน สถานที่สำคัญในชุมชน เป็นต้น โดยไม่สามารถสืบหาที่มาของความหมายที่แน่ชัด กรรมวิธีดังกล่าวเราจะเห็นได้ในงานเขียนประวัติศาสตร์ที่ใช้ ตำนาน หรือนิทาน มาเป็นโครงในการเขียน เช่น ประวัติศาสตร์เมืองพัทลุงที่เชื่อมโยงกับตำนาน “นางเลือดขาว” เป็นต้น

ในกรณีเดียวกัน เรื่องราวข “ตาหมอช่อง” ของทีมยุววิจัยฯ โรงเรียนสวัสดิ์รัตนา ภิมุข อำเภอนาโยง จังหวัดตรังที่ถ่ายทอดออกมาใน “ตำนานตาหมอช่องกับวิถีชีวิตชาวบ้านช่อง” ซึ่งใช้ตำนานตาหมอช่อง มาเป็น “ศูนย์กลาง” ในการศึกษาวิถีชีวิตของคนบ้านช่องเมื่อครั้งอดีต ซึ่งมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่าตาหมอช่อง “กลายร่างเป็นเสือ” คอยปกป้องคุ้มครองคนในชุมชน ทั้งมีความเก่งกล้าอาคมที่สามารถ “สาปช้างให้กลายเป็นหิน” เรื่องราวของตาหมอช่องจึงเป็นพื้นที่ประประวัติศาสตร์ของชุมชน ผ่านพื้นที่ความทรงจำในรูปของเรื่องเล่าที่ไม่ได้มีเป้าหมายในการเสนอความจริง ทั้งความหมายที่ปรากฏไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่หยุดนิ่ง แต่การนำเสนอความหมายได้แปรเปลี่ยนไปตามวิวัฒนาการทางสังคม และลื่นไหลแบบคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ ดังเช่น เครื่องเซ่นพลีบวงสรวงตาหมอช่อง(รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ) ในปัจจุบันที่มี “น้ำอัดลม(น้ำแดง)” มาเป็นส่วนหนึ่ง เป็นความเชื่อใหม่ที่ถูกนำมาประกอบสร้าง “ความศักดิ์สิทธิ์” การบนบานตาหมอช่องให้ “สอบนายร้อย สอบพยาบาล” ผ่าน เป็นการสร้างเงื่อนไขใหม่ในพื้นที่ความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นพื้นที่ปริมณฑลของความศักดิ์สิทธิ์อาจถูกตั้งคำถามว่า “ความศักดิ์สิทธิ์” ในแต่ละยุคสมัยเหมือนกันหรือไม่? มีรูปแบบเหมือนต่างกันอย่างไร? และถูกนำไปใช้เพื่อตอบสนองใคร จุดประสงค์ใด? เมื่อกาลเวลาแปรเปลี่ยนไป หรือ ปริมณฑลความศักดิ์สิทธิ์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองมนุษย์ที่เราเรียกว่า “ความปรารถนา” ที่มีความเป็นสากลข้ามยุคข้ามสมัยเหมือนกันใช่หรือไม่

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com