Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

เปลือกโลกและลักษณะภูมิประเทศ

โครงสร้างภายในของโลก
เปลือกโลก
การกระจายของทวีปและแอ่งสมุทร
สัดส่วนระดับความสูงของภูมิประเทศของโลก
ลักษณะภูมิประเทศลำดับที่สองของแอ่งสมุทร
ลักษณะภูมิประเทศลำดับที่สองบนทวีป
ตารางเวลาทางธรณีวิทยา
การแปรโครงสร้างแบบแผ่นลากเลื่อนลอยของทวีป

การแปรโครงสร้างแบบแผ่นลากเลื่อนลอยของทวีป

เปลือกโลกในปัจจุบันมารอยแตกลึกลงไปถึงเปลือกโลกชั้นใน และมีการเคลื่อนที่ในแนวระนาบทั้งเคลื่อนเข้าชนและเคลื่อนออกจากกัน การเคลื่อนที่เข้าชนนี้แผ่นหนึ่งต้องกดแผ่นหนึ่งให้จมลงและตัวมันเองจะค่อยๆยกตัวขึ้น เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นพร้อมกับมีการใช้แรงมหาศาลซึ่งจะตรวจพบได้ตามแนวเทือกเขาเกิดใหม่หลายแห่ง เช่น อัปปาเลเชียน หิมาลัย แอลป์ และแอนดีส เป็นต้น ในปัจจุบันนี้นักธรณีวิทยาและนักฟิสิกส์กำลังสนใจที่จะศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดในเปลือกโลกชั้นในที่อยู่ใต้ระนาบโมโฮ หลักฐานจากจากการตรวจสอบคลื่นแผ่นดินไหวทำให้สรุปได้ว่าตอนบนของเปลือกโลกชั้นในมีลักษณะอ่อนนิ่ม (Soft layer) มีความแข็งน้อย ความแข็งเช่นนี้อยู่ลึกลงไปใต้เปลือกโลก (ชั้นบน) ประมาณ 40 ไมล์ (60 กิโลเมตร) ความอ่อนจะค่อยลงลึกลงไปเรื่อยๆจนถึงระดับลึกประมาณ 125 ไมล์(200 กม.) ใต้ระดับนี้ลงไปจะค่อยๆเพิ่มขึ้น กรสูญเสียความแข็งในชั้นบนของเปลือกโลกชั้นในนั้นอาจเนื่องมาจากว่ามีความร้อนจากการแผ่รังสีมาสะสมมากทำให้อุณหภูมิของเปลือกโลกชั้นในใกล้กับจุดหลอมเหลวของหิน เช่น การเผาเหล็กที่มีอุณหภูมิสูง เหล็กจะค่อยๆหลอมเหลวแล้วไหลอย่างช้าๆ เนื่องจากมีแรงเค้นไม่สมดุกัน


รูปไดอะแกรมแสดงกระบวนการสร้างทวีปและสร้างภูเขา

เปลือกโลกรวมกับส่วนบนสุดของเปลือกโลกชั้นในนั้นเป็นส่วนของโลกที่แข็ง มั่นคง เรียกว่า ธรณีภาค (Lithosphere) ใต้ชั้นนี้ลงไปเป็นชั้นที่อ่อนกว่า เรียกว่า ธรณีภาคชั้นกลาง (Astheno sphere) ลักษณะเช่นนี้เป็นความคิดรอบยอดที่สำคัญสำหรับการทำความเข้าใจถึงการเกิดเทือกเขากลางมหาสมุทร

การแตกโก่งงอของหินเปลือกโลกมีสภาพเหมือนวัตถุที่เปราะและขอบบ้างชั้นธรณีภาคเคลื่อนที่ไปมาบนชั้นธรณีภาคเคลื่อนที่ไปมาบนชั้นภาคธรณีชั้นกลางได้ ซึ่งผลจาการะทำของแรงมนุษย์ยังมีความรู้ไม่มากนัก

ในช่วงเวลาสองสามทศวรรษที่ผ่านมาได้รับการสำรวจพื้นสมุทรเปลือกโลกใต้สมุทรมีหลักฐานที่ให้เชื่อถือได้ว่าธรณีภาคนั้นมีการเคลื่อนไหวอย่างกว้างไกล การพบหลักฐานใหม่ๆ เช่น นี้ทำให้มีการปฏิวัติความรู้ด้านธรณีวิทยาและนำไปสู่การตั้งทฤษฎีว่าด้วยกระบวนการทางธรณีวิทยาขนาดใหญ่เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้นได้ไม่นานนัก จากการค้นพบเทือกเขากลางสมุทรในปลายปี 1960 ก็มีหลักฐานยืนยันว่าตามแนวสันเทือกเขากลางสมุทรปรากฏรอยแยกของเปลือกโลก การวิจัยออกมาจึงสรุปออกมาเป็นทฤษฎีว่าด้วย การแปรโครงสร้างแบบแผ่น (Plate Tectonic) มีสภาพอย่างหยาบๆ ดังรูปที่ 10.1 ทฤษฎีดังกล่าวมีเนื้อหาพอสรุปได้ว่าธรณีภาคทั้งหมดของเปลือกโลกนั้นถูกแบ่งออกเป็น แผ่นธรณีภาค (Lithosphere plate) ซึ่งมีแผ่นหลักอยู่ 6 แผ่นด้วยกัน และแต่ละแผ่นจะแบ่งย่อยๆเป็นแผ่นขนานเล็กอีกจำนวนมาก สันเขากลางสมุทรนั้นเป็นรอยแยกของแผ่นธรณีภาพแต่ละแผ่น ซึ่งต่างก็เคลื่อนที่ออกห่างจากกันแผ่นธรณีภาคจะเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ไปบนธรณีภาพชั้นกลาง ซึ่งอ่อนนิ่มกว่า คล้ายๆกับแท่งเนยแข็งค่อยๆ เคลื่อนที่ไปบนชั้นหลอมเหลวเมื่อวางเนยแข็งบนกระทะแบนและร้อน ในแผ่นที่ธรณีภาคเคลื่อนที่สวนทางกันแผ่นธรณีภาคทั้งสองจะชนกันและแผ่นหนึ่งจะจมลงไปใต้อีแผ่นหนึ่ง แผ่นที่จมลงไปจนถึงเปลือกโลกชั้นในเรียกว่า แผ่นเปลือกโลกมุดตัว (Seduction) เขตที่แผ่นทั้งสองชนกันจะเป็นแนวเทือกเขา (Organics belt) ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว


รูปไดอะแกรมแสดงมาตราเวลาธรณีวิทยา จากช่วงกำเนิดโลกจนถึงปัจจุบัน

ตลอดเวลาทางธรณีวิทยาอันยาวนาน แผ่นธรณีภาคเคลื่อนลอยออกไปจากกันทำให้เกิดแอ่งสมุทรกว้างใหญ่เปลือกโลกส่วนที่เป็นแอ่วสมุทรนั้นประกอบด้วยชั้นหินบะซอลติดบางๆขณะเดียวกันนั้นขบวนการตกตะกอน การสร้าภูเขา และการเกิดหินอัคนีแซกซอนได้เกิดบนแผ่นเปลือกโลกมุดตัวทำให้เปลือกโลกหนาจนกลายเป็นตัวทวีปที่ประกอบไปด้วยหินเฟลซิล (แกรไนติค) อยู่ตอนบนของทวีป ทวีปได้วิวัฒนาการและเพิ่มขนาดอยู่ตลอกเวลา 3-4 พันล้านปีมาแล้ว พบว่าหินฐานธรณีในทวีมีอายุ 2.7-3.5 พันล้านปี ส่วนนี้นับว่าเป็นแก่น (Nucleis) ของทวีป จะล้อมรอบด้วยหินที่มีอายุน้อยกว่า


รูปไดอะแกรมแสดงการเคลื่อนไหวของมวลเนื้อโลก
มีผลทำให้เปลือกโลกแตกและ เคลื่อนตัวออกจากกัน

ในต้นทศวรรษที่ 9 นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป แอฟริกา ออสเตรเลีย แอนตาร์ติค อนุทวีปอินเดีย ตลอดจนมาดากัสการ์มีกำเนิดแผ่นดินเดียวกันในรูปของมหาทวีป (Supercontinent) มีชื่อว่า ปันเจีย (Pangaea) ปันเจียเริ่มแตกตัวออกจากกันเมื่อประมาณ 200 ล้านปีมาแล้ว (ยุคไตรแอสสิค) แผ่นดินค่อยเลื่อนลอยออกจากกัน บางแผ่นดินดันตัวไปตามแนวระนาบใต้อีกแผ่นหนึ่งขณะมีการหมุนรอตัวเองไปด้วย ดังรูปร่างของมหาสมุทรแอสสิคจึงมีรูปร่างเหมือนชาฝั่งทะเลอเมริกาเหนือใต้ กับยุโรปต่อแอฟริกาทฤษฎีนี้เราเรียกว่า การเลื่อยลอยของทวีป (Continental drift) ทฤษฎีนี้ได้รับการปฏิเสธจากนักวิทยาศาสตร์ส่วนมากโดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันจนกระทั่งปี 1960 เมื่อมีหลักฐานจากการสำรวจพื้นมหาสมุทรและยืนยันเปลือกโลกในมหาสมุทรบนพื้นโลกสมุทรมีการขยายตัวจริง ทฤษฎีนี้จึงเป็นที่ยอมรับในที่สุด



จากทฤษฎีการแปรโครงสร้างแบบแผ่น ทวีปอเมริกา-ใต้ เป็นส่วนหนึ่งของแผ่นอเมริกัน (American plate) ทำให้เกิดเทือกเขาคอร์ดิลทางชายฝั่งตะวันตกกลางสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติค ขณะเดียวกันขอบก้านตะวันตกของแผ่นที่ถูกให้จมลงใต้แผ่นที่อยู่ติดกัน ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตก เขตการมุดตัวลง (Seduction zone) ทำให้เกิดเทือกเขาคอร์ดิลเลอลันและแอนดีน (Cordilleran and Andean mountain) และทำให้เกิดร่องรอยลึกบาดาลทางด้านชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ และบริเวณใกล้เกาะอลูเชียน ร่องลึกบาดาลนี้เรียกว่า แอ่งจากมุดตัวของแผ่นดินมุดตัวของแผ่นมุดตัวไปทางตะวันตก ซึ่งมุดไปถึงธรณีภาคชั้นกลางและยกแผ่นดินทับขึ้นบนแผ่นอเมริกัน


รูปแผนที่เปลือกโลกแสดงแผ่นเปลือกโลกสำคัญและทิศทางการเคลื่อนที่

เมื่อมองไปยังมหาสมุทรแปซิฟิค จะพบว่าแผ่นธรณีภาคหนึ่งแผ่นมีมหาสมุทรปกคลุมทั้งหมดรอบๆมหาสมุทรนี้เป็นแนวการดำเนินภูเขา ที่เรียกว่า แนวกำเนิดภูเขารอบมหาสมุทรแปซิฟิค(Cirum Pacific Belt) ซึ่งจะเห็นแนวเกาะภูเขาไฟปรากฏอยู่ตลอดแนว เกาะเหล่าจะล้อมรอบด้วยร่องลึกบาดาล แนวนี้เป็นที่เปลือกโลกไม่เคยหยุดนิ่ง จะสังเกตได้จากการแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดอยู่ตลอดแนวนี้เป็นเขตมุดตัวของแผ่นธรณีภาค


รูปแผนที่โลกแสดงแนวรอยแยกของแผ่นเปลือกโลก
ซึ่งทั้งหมดอยู่ในพื้นสมุทรพร้อมอายุของหิน

แม้ว่าทฤษฎีการเลื่อยลอยของทวีปและการแปรโครงสร้างแบบแผ่นจะเป็นที่ยอมรับกันแล้วแต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพลังงานใดเป็นตัวทำให้แผ่นธรณีเลื่อยลอยได้ บางคนเชื่อว่าพลังงานนี้จาก การไหลของเปลือกโลกชั้นใน (Convection current) ซึ่งเชื่อว่าการไหลลอยของเปลือกชั้นในมีลักษณะคล้ายคลึงกับการยกตัวของอากาศร้อนในละติจูดต่ำในแฮดเลอร์นั่นเอง เนื่องจากหินเปลือกโลกร้อนไม่เท่ากันทำให้ทำให้หินมีความหนาแน่นต่างกัน ทำให้หินค่อยๆจมตัวลง ตรงที่หินที่เปลือกโลกชั้นในไหลขึ้นสู่ผิวโลกเมื่อแข็งตัวจึงมีสภาพเป็นเขตสันเขากลางมหาสมุทร


รูปไดอะแกรมแสดงการเลื่อยลอยของเปลือกโลกตั้งแต่ 456 ล้านปี ก่อนปัจจุบันถึงปัจจุบัน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com