ศิลปะ หัตถกรรม สถาปัตยกรรม ประติมากรรม สันทนาการ >>

ประวัติศาสตร์ศิลป์

ศิลปะเครื่องประดับนีโอคลาสสิค

นีโอคลาสสิคอยู่ในช่วงยุคปฏิบัติฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่อปีค.ศ. 1789-1797 มีแนวความคิดในเชิงต่อด้านศิลปะแบบโรโคโคที่มีแต่ความฟุ้งเฟ้อ กลุ่มนักออกแบบนีโอคลาสสิคจึงเน้นทางด้านปรัชญาและการศึกษาความรู้ต่างๆ ในสมัยกรีกเป็นสำคัญ เพื่อนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการคิดค้นหรือสร้างสรรค์ผลงานแบบใหม่ ๆ เป็นสมัยที่การเมืองมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งทางด้านกฎหมาย การปกครอง และการดำรงชีวิตของผู้คน สิ่งของเครื่องใช้ถูกผลิตโดยเครื่องจักรที่ให้ทั้งความสะดวงรวดเร็วและผลิตได้ปริมาณมาก หรือเรียกว่า Mass Production หรือสินค้ามวลรวม โดยไม่คำนึงถึงความงามมากนัก

ทางด้านการออกแบบเครื่องประดับสมัยนีโอคลาสสิคมีแนวความคิดตามสังคมเช่นเดียวกัน มีความแตกต่างจากเครื่องประดับแบบโรโคโค เน้นการออกแบบเครื่องประดับแบบยุคคลาสสิคโบราณ โดยเฉพาะแบบกรีกและโรมัน ทั้งรูปทรงและรายละเอียดการออกแบบต่างๆ บุคคลที่มีบทบาทต่อการออกแบบเครื่องประดับในสมัยนี้คือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเครื่องประดับสมัยพระเจ้าหลุยส์ เนื่องจากพระองค์เป็นแกนหลักสำคัญในการออกแบบเครื่องประดับในรูปแบบนี้

เครื่องประดับสมัยพระเจ้าหลุยส์จึงมีการแบบยุคต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • ยุค Louis Seize Period หรือเรียกว่ายุคหลุยส์ซีส์ อยู่ในช่วงปีค.ศ. 1770 เป็นต้นมา
  • ยุค Revolutionary Period หรือเรียนกว่ายุคปฏิบัติ อยู่ในช่วงปีค.ศ. 1789-1797
  • ยุค Empire Perido หรือเรียนกว่ายุคจักรพรรดิ อยู่ในช่วงปีค.ศ. 1800

ในช่วงต้นสมัยนีโอคลาสสิคเรียกเครื่องประดับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 นี้ว่า Louis Seize เป็นรูปแบบที่รู้จักกันดีในช่วงก่อนเกิดการปฏิบัติประเทศฝรั่งเศส หรืออยู่ในช่วงปีค.ศ. 1785 การออกแบบเครื่องประดับในเบื้องต้นยังคงนำรูปแบบของโรโคโคมาเป็นต้นแบบ แต่มีการตกแต่งตัวรูปแบบคลาสสิคสมัยโบราณของกรีกเช่น การใช้ใบไม้มาผสมผสาน ผู้ที่เป็นผู้นำแฟชั่นในการออกแบบเครื่องประดับนี้คือ พระนางเจ้ามารีอังตัวเน็ตแห่งประเทศฝรั่งเศส

มาถึงในช่วงการปฏิวัติประเทศฝรั่งเศส เมื่อปีค.ศ. 1789-1797 มีความสับสนทางการเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวฝรั่งเศสเป็นอันมาก เนื่องจากเกิดภาวะความแตกต่างทางฐานะค่อนข้างสูง เครื่องประดับในช่วงนี้จึงนิยมแสดงเป็นสื่อความหมายมากกว่าความงาม

การออกแบบเครื่องประดับในยุคนีโอคลาสสิคที่มีความสวยงามมาก อยู่ในช่วงปีค.ศ. 1800นำรูปแบบศิลปะของกรีกและโรมันมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องประดับใหม่ที่ชัดเจนมากที่สุด เนื่องมาจากการที่คริสต์ศตวรรษที่ 18 นี้มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก จัดเป็นยุคเฟื่องฟูทางด้านการพัฒนาเทคนิคการผลิตเครื่องประดับ ทั้งระบบอุตสาหกรรม และงานช่างฝีมือ ทำให้ ผู้คนมีความคิดริเริ่มใหม่ ๆ มีความต้องการในการศึกษาหาความรู้ โดยการเดินทางค้นหาสิ่งแปลกใหม่ ดินแดนใหม่ ความรู้ใหม่ และมีอิสรภาพสูง จึงเรียกกันคริสต์ศตวรรษนี้ว่า New World หรือช่วงแห่งการเริ่มต้นความสมัยใหม่ ความเป็นตัวของตัวเองตัวเองและความเป็นประชาธิปไตย จากการพัฒนาเครื่องจักรเทคโนโลยีและแร่ธาตุทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดนักอัญมณีศาสตร์เพื่อศึกษาแร่ธาตุต่างๆ เพื่อใช้เกี่ยวกับการทำเครื่องประดับขึ้น

จากการพัฒนานี้เอง ทำให้เกิดวงการ Costume Jewelry หรือ Paste jewelry หรือที่เรียกกันว่า เครื่องประดับเทียม สืบเนื่องมาจากการเกิดนักสะสมเรื่อยมาจากสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 จนทำให้นักสะสมมีมากเกินกว่าที่นักเครื่องประดับจะผลิตเครื่องประดับให้ทันต่อการตอบสนองได้ตามความต้องการ ดังนั้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 จึงเกิดปัญหาดังต่อไปนี้

จำนวนและความหายากของวัสดุมีค่า
วัสดุมีค่า ได้แก่ โลหะ อัญมณี หรืออินทรียมณีทั้งหลาย ล้วนเป็นแร่ธรรมชาติที่หายากมีไม่เพียงพอต่อความต้องการได้ ถึงแม้ว่ายุคนี้เป็นยุคของการเดินทาง การแสวงหาความรู้ใหม่ๆ แต่ยิ่งรู้มากความต้องการตามความรู้นั้นก็มีมากขึ้น

จากการเปลี่ยนแปลงสภาพทางสังคม
สังคมชนบทหรือสังคมที่เป็นครอบครัวเปลี่ยนมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม ผู้คนต่างมีความต้องการเช่นเดียวกับชนชั้นสง ประกอบกับพ่อค้าที่ร่ำรวยจากการค้าขายมีมากขึ้น จึงมีกำลังทรัพย์สะสมสิ่งเหล่านี้ได้

ความเป็นสังคมเมือง
ผู้คนในสังคมเมืองยากจนมีปริมาณมากขึ้น จึงทำให้เกิดการโจรกรรม และฆาตกรรมมากขึ้น จึงนิยมเครื่องประดับเทียม เพราะด้วยความปลอดภัยต่อทรัพย์สินและชีวิต

นอกจากเป็นปัญหามีปัจจัยอื่นสนับสนุนสภาพดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย

เครื่องจักรอุตสาหกรรม
เครื่องจักรกลยุคนี้สามารถผลิตเครื่องปรับแบบ mass production ได้ดียิ่งขึ้น สะดวกขึ้น ซึ่งการหล่อโลหะในสมัยนี้ใช้เทคนิค Sand casting หรือการหล่อที่ใช้ทรายเป็นเบ้าหล่อ ทำให้การหล่อมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เกิดการเลียนแบบเครื่องแต่งกายของผู้ที่มีชื่อเสียง การเลียนแบบจึงก่อให้เกิดแนวโน้มทางการออกแบบแฟชั่นเครื่องนุ่งห่มขึ้น เกิดสุนทรียภาพทางด้านศิลปะแขนงต่าง ๆ โดยเฉพาะสุนทรียภาพอย่างลึกซึ้งของหมู่ชนชั้นสูง เช่น ทางด้านวรรณกรรม จิตรกรรมรวมมาถึงการออกแบบเครื่องปรับแบบนี้โอคลาสสิค เป็นต้น

นักวิทยาศาสตร์จึงต้องทำงานหนักในการตอบสนองความต้องการสิ่งเหล่านี้ โดยการผลิตคิดค้นการลอกเลียนแบบ โดยเฉพาะอัญมณีหายาก จึงทำให้วงการเครื่องประดับแบ่งออกเป็น 2 สาย ได้แก่

สายเครื่องประดับแท้
สายเครื่องปรับแท้ มีการผลิตด้วยวัสดุจริงทุกประการ จึงมีการผลิตจำนวนไม่มาก มีราคาแพง มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไม่บ่อยนักมีรูปแบบทั้งเชิงอุตสาหกรรมและแบบศิลปะโดยแท้

สายเครื่องประดับเทียม
ซึ่งผลิตตามรูปแบบที่เป็นที่นิยมของแต่ละกาลเวลา จึงมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบมาก แต่โดยมากนิยมผลิตลอกเลียนแบบรูปแบบเครื่องประดับจริงหรือเครื่องประดับแท้ เพื่อให้ได้ทั้งราคาในการร่วมสมัย และ ดูมีค่ามากขึ้น ผลิตด้วยวัสดุเทียมและหินหรือัญมณีที่หาง่าย มีราคาถูกผลิตได้ในปริมาณมากมีการใช้ตราสัญลักษณ์ hall mark โดยการแกะสลักลงบนคริสตัลด้วย

เมื่อสิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่ 18 พระนางเจ้ามารีอังตัวเน็ตได้มีอำนาจที่พระราชวังแวร์ซายน์ทำให้เครื่องประดับหลังจากนี้จึงมีลักษณะเพื่อความงามของธรรมชาติ เช่น รูปดอกไม้ โบว์ และมีการระบายภาพคนครึ่งตัว มีภาพทุ่งหญ้า แสดงถึงความงามแบบอมตะ จึงเกิดแหล่งผลิตเครื่องประดับและช่างฝีมือที่ยอดเยี่ยมทั้งหลายที่มีชื่อเสียงคือ Josiah Wedgwood และในช่วงสมัยนี้การแต่งกายของสตรีได้นำรูปทรง Decollete square-cut bodice เพื่อแสดงสร้อยคอและจี้ห้อยคอขนาดใหญ่ให้เป็นจุดเด่น

» ลักษณะต้นแบบโบราณ

» ลักษณะการนำต้นแบบมาพัฒนาใหม่ หรือมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ

» ลักษณะการออกแบบรูปแบบใหม่

» ลักษณะการออกแบบข้ามวัฒนธรรม

» ประวัติศาสตร์ศิลปะเครื่องประดับตะวันตกยุดก่อนประวัติศาสตร์

» ประวัติศาสตร์ศิลปะเครื่องประดับอารยธรรมโบราณ

» ศิลปะเครื่องประดับอียิปต์ (Egypt)

» ยุค Middle Kingdom หรือยุคอาณาจักรกลาง

» ยุค New Kingdom หรือยุคอาณาจักรใหญ่

» ศิลปะเครื่องประดับเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia)

» ศิลปะเครื่องประดับมิโนอัน - ไมซีเน (Minoan - Mycenae)

» ศิลปะเครื่องประดับกรีก (Greek)

» ศิลปะเครื่องประดับอีทรัสกัน (Etrucan)

» ศิลปะเครื่องประดับเชลติก (Celtic)

» ยุค Princes

» ยุควัฒนธรรม La Tene

» ยุคขยายอาณาจักร

» ยุคอิทธิพลของนักรบ

» ศิลปะเครื่องประดับโรมัน (Rome)

» ศิลปะเครื่องประดับไบแซนไทน์ (Byzantine)

» ประวัติศาสตร์ศิลปะเครื่องประดับตะวันตกยุคประวัติศาสตร์

» ศิลปะเครื่องประดับช่วงยุคกลาง

» ศิลปะเครื่องประดับโกธิค (Gothic)

» ศิลปะเครื่องประดับสมัยเรอนาซองค์ (Renaissance)

» ศิลปะเครื่องประดับแมนเนอริส (Mannerist)

» นักออกแบบเครื่องประดับ Benvenuto Cellini

» การออกแบบเครื่องประดับเชิงนามธรรม

» ศิลปะเครื่องประดับสมัยอลิซาเบธที่ 1

» ศิลปะเครื่องประดับบาร็อค (Baroque)

» การประดิษฐ์ตกแต่ง

» ศิลปะเครื่องประดับโรโคโค

» ศิลปะเครื่องประดับนีโอคลาสสิค

» ศิลปะเครื่องประดับคาเมโอ (Cameo)

» ศิลปะเครื่องประดับนโปเลียนกับโจเซฟิน (Napoleon & Josephine)

» ศิลปะเครื่องประดับแบบคัทสติล (Cut Steel)

» ศิลปะเครื่องประดับแบบแชทเทิลเลน (Chatelaines)

» ศิลปะเครื่องประดับสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19

» ศิลปะเครื่องประดับอนุรักษ์นิยม

» นักออกแบบเครื่องประดับ Fortunato Pio Castellani

» นักออกแบบเครื่องประดับชื่อนาย Carlo Giuliano

» นักออกแบบเครื่องประดับชื่อ Peter Carl Faberge

» นักออกแบบเครื่องประดับชื่อ Eugene Fontenay

» ศิลปะเครื่องประดับอาร์ตนูโว (Art Nouveau)

» นักออกแบบเครื่องประดับชื่อ Rene Lalique

» นักออกแบบเครื่องประดับชื่อ Charles Lewis Tiffany

» ศิลปะเครื่องประดับวิคตอเรีย (Victoria)

» ศิลปะเครื่องประดับสมัยใหม่

» ศิลปะเครื่องประดับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

» นักออกแบบเครื่องประดับ Fulco di Verdura

» ศิลปะเครื่องประดับอาร์ตเดโค (Art Deco)

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1920

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1930

» นักออกแบบเครื่องประดับเทียมชื่อ McClelland Barclay

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1940

» บริษัทที่ออกแบบเครื่องประดับเทียมชื่อ Trifari

» บริษัทเครื่องประดับเทียมชื่อ Coro

» บริษัทเครื่องประดับเทียมชื่อ Boucher

» บริษัทเครื่องประดับเทียมชื่อ Haskell

» บริษัทเครื่องประดับแท้ชื่อ Cartier

» บริษัทเครื่องประดับแท้ชื่อ Van Cleep & Arpels

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1950

» นักออกแบบเครื่องประดับชื่อ Daniel Swarovski

» บริษัทเครื่องประดับเทียมชื่อ Eisenberg

» บริษัทเครื่องประดับเทียมชื่อ Hobe

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1960

» นักออกแบบเครื่องประดับชื่อ Bulgari

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1970

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1980

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1990

» ศิลปะเครื่องประดับหลังสมัยใหม่

» ศิลปะเครื่องประดับมินิมอล (Minimalism)

» ศิลปะเครื่องประดับเชิงศิลปะ

» ศิลปะเครื่องประดับเชิงอุตสาหกรรม

แชร์ไปที่ไหนดี แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย