ศิลปะ หัตถกรรม สถาปัตยกรรม ประติมากรรม สันทนาการ >>

ประวัติศาสตร์ศิลป์

บริษัทเครื่องประดับแท้ชื่อ Van Cleep & Arpels

ส่วนบริษัท Van Cleep & Arpels เป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นโดยมีนาย Alfred Van Cleep นาย Charles Arpels และนาย Julien Arpels ร่วมกัน โดยเริ่มเปิดร้านที่กรุงปารีส โดยเน้นผู้บริโภคที่มีฐานะ เนื่องจากบริษัท Van Cleep & Arpels ได้ออกแบบเครื่องประดับที่มีความหรูหราและสามารถเป็นเครื่องประดับแฟชั่นได้ดี

การออกแบบเครื่องประดับได้นำแรงบันดาลใจจากรูปทรงเรขาคณิตเป็นหลัก เนื่องจากสามารถผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้ดี จนผลงานเครื่องประดับของบริษัทได้เข้าร่วมงานนิทรรศการที่กรุงปารีส นอกจากเครื่องประดับที่ออกแบบเชิงเรขาคณิตแล้ว ยังนำรูปแบบในเชิงประวัติศาสตร์ที่นิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 มาออกแบบร่วมสมัยด้วย โดยเฉพาะในยุค 1930 บริษัท Van Cleep & Arpels ได้ออกแบบรูปแบบนี้อย่างชัดเจน เช่น รูปแบบอียิปต์ นโปเลียน หลุยส์ เป็นต้น ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ทั้งดารานักแสดง พระบรมวงศานุวงศ์ หรือบุคคลสำคัญต่างๆ ถึงแม้จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัท Van Cleep & Arpels ยังสามารถดำรงอยู่ได้ การออกแบบเครื่องประดับในช่วงนี้ได้พัฒนารูปแบบทางด้านพื้นผิวให้เกิดความโดดเด่นมาทดแทนสามารถเป็นเทคนิคที่มีความทันสมัยมากกว่าเครื่องประดับบริษัทอื่นๆ จึงทำให้บริษัท Van Cleep & Arpels มีความโดดเด่นมาดในช่วงยุค 1940 เป็นต้นลำดับต่อมา

เครื่องประดับแท้สามารถผลิตเครื่องประดับแบบอุตสาหกรรมได้ดีไม่แพ้กับเครื่องประดับเทียมที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนั้น แต่คุณภาพและความเป็นเครื่องประดับแท้แสดงถึงคุณค่าอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดขายที่สายเครื่องประดับแท้ได้เปรียบอยู่มาก แต่เครื่องประดับในยุค 1940 นี้ได้รับอิทธิพลการแต่งกายแบบแฟชั่นหรือแต่งกายตามแนวโน้มเป็นส่วนมากแล้ว ทำให้เครื่องประดับเทียมมีโอกาสทางการตลาดได้ดีกว่า ในปริมาณมาก เนื่องจากแฟชั่นได้แสดงแนวโน้มเป็นฤดูกาล ประเทศทางตะวันตกแบ่งฤดูกาลออกเป็นสีฤดู ทำให้การเคลื่อนไหวการแต่งกายตามแฟชั่นจึงเป็นช่วงสั้นๆ มีสีสันเฉพาะฤดู ดังนั้นเครื่องประดับเทียมจึงสามารถทำการตกแต่งร่างกายให้เป็นไปตามสมัยได้ดีกว่า และเกิดการตื่นเต้นในการแต่งกายใหม่ๆ ที่ดีกว่า จึงทำให้สุภาพสตรีทั้งหลายหันมาสวมใส่เครื่องประดับเทียมกันมาก ยิ่งเป็นยุคที่มีการทำยอดทางการตลาดด้วยวิธีการโฆษณากับสื่อต่างๆ ด้วยแล้ว เครื่องประดับเทียมจัดเป็นสีสันของเครื่องแต่งกายที่ดีเยี่ยม

ต่อมาเริ่มมีการทำลอกเลียนแบบซึ่งกันและกันเพื่อการแข่งขันที่เข้มข้นกันอยู่นั้น ได้เกิดความสมดุลของการได้เปรียบเสียเปรียบ เช่น บริษัท Trifari ทำเครื่องประดับจริงได้มีคุณภาพเหมือนกับบริษัทของ cartier และบริษัทของ VanCleep & Arpels ทำให้เป็นช่วงที่นักออกแบบเครื่องประดับเริ่มแข่งขันทางด้านการออกแบบกันสูงมาก โดยเฉพาะรูปแบบสมัยใหม่ ที่มีการออกแบบด้านการนำเสนอแนวความคิดก่อน มีการเลือกรูปทรงต่างๆ และตรวจสอบความต้องการของผู้บริโภค เป็นต้น ทำให้การออกแบบเครื่องประดับเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

จากความเข้มข้นทางธุรกิจของเครื่องประดับที่กล่าวมาในเบื้องต้นนั้น ทำให้นักออกแบบต่างคิดค้นหารูปแบบต่างๆ มานำเสนอ เพื่อให้เครื่องประดับของตนเองได้รับความสนใจ และสามารถขายผลงานได้ จึงทำให้ในยุคนี้เกิดการออกแบบเครื่องประดับที่เรียกว่า Retro หรือเครื่องประดับที่ประกอบด้วยโลหะกับความสวยงามของ อัญมณี ที่มีความโดดเด่นเพียงเม็ดเดียวหรืออัญมณีสีที่มีขนาดใหญ่ ในขณะนั้นได้มีบริษัทขายอัญมณีเทียมที่ทำมาจากแก้ว ได้ผลิตมาจากประเทศออสเตรีย ประเทศเช็กโกสโลวาเกีย และประเทศเยอรมนี เป็นตัวแทนจำหน่ายที่สำคัญ ซึ่งนักออกแบบเครื่องประดับส่วนใหญ่ได้ออกแบบเครื่องประดับแบบ Retro นี้ในรูปแบบที่คลาสสิค และมีผลงานหลายชิ้นที่ทำมาจากโลหะเงิน กับหินหรืออัญมณีกึ่งมีค่าอย่างแอมิทิส อะความารีน ทับทิม และโทปาซมากที่สุด

รูปแบบของดอกไม้ การผูกโบว์ ริบบิ้น ได้เป็นอีกงานออกแบบรูปแบบหนึ่งที่เครื่องประดับยุค 1940 นี้นิยมเช่นเดียวกัน เป็นรูปแบบที่มีเสน่ห์และสร้างความหลากหลายของเครื่องประดับได้มาก นอกจากรูปแบบของดอกไม้ พรรณไม้ต่างๆ แล้ว รูปแบบ Novelty เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน โดยอิงเรื่องราวมาใช้ในงานออกแบบเครื่องประดับ ซึ่งเป็นงานผลิตแบบอุตสาหกรรมที่ราคาไม่แพงมาก และทำการลดราคาได้อย่างรวดเร็ว เป็นรูปแบบที่สนุก มีสีสัน และมีหลายผลิตภัณฑ์ เหมาะแก่การให้เป็นของขวัญให้กับผู้อื่นได้ โดยลักษณะการออกแบบนอกจากมาเรื่องราวต่างๆ แล้ว การออกแบบมักจะมีการพิมพ์รูปแบบจากแม่พิมพ์ ทำให้การสร้างเรื่องราวเป็นไปได้โดยง่าย

นอกจากเป็นเครื่องประดับที่ทำมาจากโลหะแล้ว พลาสติกเป็นอีกวัสดุหนึ่งที่มีความนิยมเช่นกัน โดยเฉพาะบริษัท Trifari และบริษัท Cohn & Rosenberger ซึ่งได้นำพลาสติกใสมาผลิตเป็นเครื่องประดับได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะแสดงถึงความสดในของเครื่องประดับได้เป็นอย่างดี โดยออกแบบเครื่องประดับในนามของ jelly belly เป็นผลงานการออกแบบที่ได้รับความนิยมมากและทำการขายได้เป็นอย่างดี อีกรูปแบบหนึ่งที่ปรากฏในยุค 1940 นี้คือ เครื่องประดับของกลุ่มชาวเม็กซิโก เนื่องจากโดยภูมิศาสตร์ของประเทศเม็กซิโกนั้น เป็นประเทศที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศสหรัฐอเมริกาจัดเป็นตลาดการซื้อขายเครื่องประดับที่มีขนาดใหญ่ในโลก รูปแบบเครื่องประดับของชาวเม็กซิโก จึงเป็นที่น่าสนใจของเครื่องประดับโลกได้โดยง่าย หากตลาดสหรัฐอเมริกาให้ความสนใจ โดยสิ่งที่น่าสนใจของเครื่องประดับจากประเทศเม็กซิโกก็คือ การนำวัฒนธรรมของเม็กซิโกที่มีความแปลกใหม่ในขณะนั้นเป็นสิ่งนำเสนอเครื่องประดับเป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงช่วงปลายของยุค 1940 ซึ่งบริษัท Christian Dior ได้ทำการออกแบบเครื่องประดับ โดยได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ทางด้านการออกแบบเครื่องประดับนั่นก็คือ การออกแบบคอลเลคชั่นเครื่องประดับในคอลเลคชั่นที่ชื่อว่า New Look เมื่อปี ค.ศ.1947 โดยเน้นการออกแบบให้แสดงถึงการเล่นแสงของอัญมณี โดยใช้อัญมณีจำนวนมากให้เล่นแสงกันเอง จัดเป็นการออกแบบที่ท้าทายมาในการปิดท้ายในช่วงยุค 1940 นี้ เพราะรูปแบบนี้ได้รับความนิยมมาจนถึงปี ค.ศ.1950

» ลักษณะต้นแบบโบราณ

» ลักษณะการนำต้นแบบมาพัฒนาใหม่ หรือมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ

» ลักษณะการออกแบบรูปแบบใหม่

» ลักษณะการออกแบบข้ามวัฒนธรรม

» ประวัติศาสตร์ศิลปะเครื่องประดับตะวันตกยุดก่อนประวัติศาสตร์

» ประวัติศาสตร์ศิลปะเครื่องประดับอารยธรรมโบราณ

» ศิลปะเครื่องประดับอียิปต์ (Egypt)

» ยุค Middle Kingdom หรือยุคอาณาจักรกลาง

» ยุค New Kingdom หรือยุคอาณาจักรใหญ่

» ศิลปะเครื่องประดับเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia)

» ศิลปะเครื่องประดับมิโนอัน - ไมซีเน (Minoan - Mycenae)

» ศิลปะเครื่องประดับกรีก (Greek)

» ศิลปะเครื่องประดับอีทรัสกัน (Etrucan)

» ศิลปะเครื่องประดับเชลติก (Celtic)

» ยุค Princes

» ยุควัฒนธรรม La Tene

» ยุคขยายอาณาจักร

» ยุคอิทธิพลของนักรบ

» ศิลปะเครื่องประดับโรมัน (Rome)

» ศิลปะเครื่องประดับไบแซนไทน์ (Byzantine)

» ประวัติศาสตร์ศิลปะเครื่องประดับตะวันตกยุคประวัติศาสตร์

» ศิลปะเครื่องประดับช่วงยุคกลาง

» ศิลปะเครื่องประดับโกธิค (Gothic)

» ศิลปะเครื่องประดับสมัยเรอนาซองค์ (Renaissance)

» ศิลปะเครื่องประดับแมนเนอริส (Mannerist)

» นักออกแบบเครื่องประดับ Benvenuto Cellini

» การออกแบบเครื่องประดับเชิงนามธรรม

» ศิลปะเครื่องประดับสมัยอลิซาเบธที่ 1

» ศิลปะเครื่องประดับบาร็อค (Baroque)

» การประดิษฐ์ตกแต่ง

» ศิลปะเครื่องประดับโรโคโค

» ศิลปะเครื่องประดับนีโอคลาสสิค

» ศิลปะเครื่องประดับคาเมโอ (Cameo)

» ศิลปะเครื่องประดับนโปเลียนกับโจเซฟิน (Napoleon & Josephine)

» ศิลปะเครื่องประดับแบบคัทสติล (Cut Steel)

» ศิลปะเครื่องประดับแบบแชทเทิลเลน (Chatelaines)

» ศิลปะเครื่องประดับสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19

» ศิลปะเครื่องประดับอนุรักษ์นิยม

» นักออกแบบเครื่องประดับ Fortunato Pio Castellani

» นักออกแบบเครื่องประดับชื่อนาย Carlo Giuliano

» นักออกแบบเครื่องประดับชื่อ Peter Carl Faberge

» นักออกแบบเครื่องประดับชื่อ Eugene Fontenay

» ศิลปะเครื่องประดับอาร์ตนูโว (Art Nouveau)

» นักออกแบบเครื่องประดับชื่อ Rene Lalique

» นักออกแบบเครื่องประดับชื่อ Charles Lewis Tiffany

» ศิลปะเครื่องประดับวิคตอเรีย (Victoria)

» ศิลปะเครื่องประดับสมัยใหม่

» ศิลปะเครื่องประดับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

» นักออกแบบเครื่องประดับ Fulco di Verdura

» ศิลปะเครื่องประดับอาร์ตเดโค (Art Deco)

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1920

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1930

» นักออกแบบเครื่องประดับเทียมชื่อ McClelland Barclay

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1940

» บริษัทที่ออกแบบเครื่องประดับเทียมชื่อ Trifari

» บริษัทเครื่องประดับเทียมชื่อ Coro

» บริษัทเครื่องประดับเทียมชื่อ Boucher

» บริษัทเครื่องประดับเทียมชื่อ Haskell

» บริษัทเครื่องประดับแท้ชื่อ Cartier

» บริษัทเครื่องประดับแท้ชื่อ Van Cleep & Arpels

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1950

» นักออกแบบเครื่องประดับชื่อ Daniel Swarovski

» บริษัทเครื่องประดับเทียมชื่อ Eisenberg

» บริษัทเครื่องประดับเทียมชื่อ Hobe

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1960

» นักออกแบบเครื่องประดับชื่อ Bulgari

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1970

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1980

» ศิลปะเครื่องประดับยุค 1990

» ศิลปะเครื่องประดับหลังสมัยใหม่

» ศิลปะเครื่องประดับมินิมอล (Minimalism)

» ศิลปะเครื่องประดับเชิงศิลปะ

» ศิลปะเครื่องประดับเชิงอุตสาหกรรม

แชร์ไปที่ไหนดี แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย