Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย

นาคหลวง

นาคหลวงในสมัยนั้น มี 4 ประเภท คือ

  1. พระราชวงศ์ ราชสกุล ราชนิกุล มีพิธีสมโภชในพระที่นั่งแล้วแห่ไปอุปสมบทในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
  2. ข้าราชการชั้นสัญญาบัตร ไม่มีพิธีสมโภช เว้นแต่จะโปรดเกล้าฯ เป็นพิเศษ
  3. ข้าราชการต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร พระราชทานเครื่องบริขารไปอุปสมบท ตามวัดที่ติดต่อไว้เอง(ปัจจุบัน เรียกนาคหลวงประเภทนี้ว่า “นาคในพระบรมราชานุเคราะห์”)
  4. ผู้สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค

เกี่ยวกับนิกายในการอุปสมบทนาคหลวง เนื่องจากพระสงฆ์ในประเทศไทยมี 2 นิกาย ที่เรียกว่า มหานิกายและธรรมยุตินิกาย ดังกล่าวมา นาคหลวงจึงเป็นฝ่ายนิกายใดนิกายหนึ่งไปด้วย ด้วยเหตุนี้ การอุปสมบทนาคหลวงจึงต้องมีขั้นตอนเพิ่มขึ้น ดังปรากฏว่า ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ซึ้งมีคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกายเกิดขึ้นแล้ว สมเด็จพระสังฆราชเป็นพระอุปัชฌายะไม่ว่านาคหลวงเมื่ออุปสมบทแล้วจะไปจำพรรษา ณ วัดธรรมยุติหรือมหานิกาย คณะสงฆ์ที่นั่งหัตถบาสมีทั้งมหานิกายและธรรมยุติรวมกัน เมื่อภิกษุนาคหลวงไปจำพรรษา ณ วัดฝ่ายธรรมยุติก็ไปทำทัฬหิกรรม ณ พระอุโบสถของวัดที่จำพรรษานั้นเป็นการภายในอีกด้วย ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ผู้เป็นนาคหลวงขอพระราชทานทรงผนวชและอุปสมบทไปจำพรรษา ณ วัดที่เป็นฝ่ายธรรมยุต คณะสงฆ์ในพิธีจึงมีแต่ฝ่ายธรรมยุตทั้งนั้น และปรากฏว่ามีการว่างเว้นอุปสมบทนาคหลวงฝ่ายมหานิกายมาหลายปี ต่อมาปีใดมีนาคหลวงขอพระราชทานอุปสมบทฝ่ายมหานิกายด้วย จึงได้แยกอุปสมบทนิกายละวันหรือนิกายละเวลา แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือพระบรมวงศ์ชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าทรงผนวช ประกอบพิธีตามราชประเพณีที่มีคณะสงฆ์ร่วมกันทั้ง 2 นิกาย เป็นสังฆมณฑลในการทรงผนวชแล้ว จึงเสด็จไปทำทัฬหิกรรมเป็นฝ่ายธรรมยุติที่พระอุโบสถพระพุทธรัตนสถาน(รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างไว้ในบริเวณพระราชฐานชั้นในพระบรมมหาราชวัง) ตามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชนิยมไว้

การพระราชกุศลทรงผนวชและอุปสมบทนาคหลวง ในรัชกาลที่ 6-7 เป็นงานออกหมายกำหนดการเพื่อให้กระทรวง ทบวง กรม จัดข้าราชการมาเฝ้าฯ แต่ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้ที่เป็นข้าราชการทั่วไป เมื่อมีจิตศรัทธาจะอุปสมบทในพระบวรพุทธศาสนา ทางราชการมีระเบียบกำหนดไว้ให้มีสิทธิ์ลาอุปสมบทได้ไม่เกิน 120 วัน โดยเสนอใบลาอุปสมบทต่อผู้บังคับบัญชาในสังกัดตามลำดับ เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว นำใบอนุญาตนั้นไปแสดงต่อพระอุปัชฌาย์ เมื่อลาสิขาบทกลับเข้ารับราชการตามเดิมแล้ว จะต้องทำหนังสือเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อขอถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย สำหรับข้าราชการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นนาคหลวง เมื่อลาสิบขาบทแล้ว ต้องทำหนังสือเสนอต่อผู้บังคับบัญชาเมื่อทำหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการที่ผู้อุปสมบทขอถวายพระราชกุศล ส่วนข้าราชการในพระองค์ที่มีความประสงค์จะขอพระราชทานพระมหากรุณาในการอุปสมบท ต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักพระราชวังที่ได้กำหนดไว้

เกี่ยวกับพระราชพิธีทางพุทธศาสนา พระราชพิธี คือ พิธีการที่พระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามกำหนดที่เป็นแบบแผนสืบต่อมาแต่โบราณ หรือการพระราชพิธีที่ทรงพระราชดำริมีพระราชประสงค์ให้จัดทำขึ้น พระราชพิธีต่างๆได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัยก็มีหลายอย่าง และต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นหลักในการบริหารประเทศ มีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ ด้วยเหตุนี้ กิจการใดที่จะต้องทำเป็นงานพิธีของรัฐบาล ตลอดจนที่กระทรวง ทบวง กรม ดำริจัดขึ้น งานพระราชพิธีและรัฐพิธีที่กำหนดไว้เป็นงานประจำปีในปฏิทินหลวงที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พิมพ์พระราชทาน มีดังนี้ คือ

1.พระราชพิธีขึ้นปีใหม่
2.พระราชพิธีสังเวยพระป้าย
3.พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลมาฆบูชา
4.พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
5.พระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช
6.พระราบพิธีสงกรานต์
7.พระราชพิธีพระราชกุศลทักษิณานุปทานและพระราชพิธีฉัตรมงคล
8.พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
9.พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา
10.พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า
11.พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุปสมบทนาคหลวง
12.พระราชพิธีทรงบำเพ็จพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายพระพรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชชนกและวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
13.พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษา
14.พระราชพิธีเฉลิมพระชนพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี
15.พระราชพิธีสารท
16.พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระราชกุศล
17.พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยมหาราช
18.พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เกี่ยวกับการสร้างวัดไทยในต่างประเทศ ในรัชกาลปัจจุบัน ที่ควรกล่าวไว้แห่งแรก คือ การสร้างวัดไทยพุทธคยา ในประเทศอินเดีย เพราะเป็นแดนพุทธภูมิที่เกือบจะหาพุทธบริษัทไม่ได้แล้ว และผู้ดำเนินการสร้าง คือ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทั้งยังเป็นการสำนึกในน้ำใจอันเป็นกุศลของท่านประธานาธิบดีแห่งประเทศอินเดียในครั้งนั้นด้วย ที่พยายามเปิดประตูเมืองให้ประเทศไทยผู้ได้รับพระพุทธศาสนามาจากอินเดียและทำนุบำรุงไว้อย่างมั่นคงเจริญรุ่งเรืองได้มีโอกาสเข้าไปช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาขึ้นอีกครั้งในประเทศแดนพุทธภูมินั้น

ก่อนจะถึงปีพุทธศักราช 2500 ประเทศต่างๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนา แม้แต่ประเทศไทยได้เตรียมจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ(ในบางประเทศเช่น ศรีลังกา อินเดีย เรียกว่า “พุทธชยันตี”)แต่ในประเทศอินเดียนั้น แทบจะไม่มีชาวพุทธเหลืออยู่แล้ว แม้ในโลกสภา(รัฐสภา)ของอินเดีย ก็ล้วนแต่เป็นฮินดูและมุสลิมแทบทั้งสิ้น ประกอบกับอยู่ในปกครองของอังกฤษมาเป็นเวลาประมาณ 200 ปีอีกด้วย ท่านประธานาธิบดีศรีเยาวหรลาล เนรูห์ คิดว่า หากจะมิจัดงานพุทธชยันตีเช่นประเทศชาวพุทธทั้งหลายในคราว 25 พุทธศตวรรษครั้งนี้ ก็ดูจะเป็นที่น่าอับอายนานาประเทศมิใช่น้อย เพราะเป็นประเทศแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนา แต่เมื่อจะจัดขึ้น ก็ต้องใช้งบประมาณ และงบประมาณนั้นก็จะต้องได้รับอนุมัติจากโลกสภาของอินเดียด้วย ซึ่งดูแล้วก็มิใช่จะได้รับอนุมัติง่ายๆเลย ด้วยความพยายามท่านประธานาธิบดีได้แถลงต่อโลกสภาว่า “อินเดียนั้นเป็นแหล่งมาตุภูมิ แหล่งต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเกิดในประเทศอินเดีย ก็เมื่อประเทศอื่นเขาได้รับเอาพระพุทธศาสนาไปจากประเทศอินเดีย เมื่อครบ 2,500 มี ทุกประเทศเขาก็จะฉลองกัน เราในฐานะเป็นประเทศมาตุภูมิถ้าไม่จัดฉลองปี 2,500 ก็จะเป็นที่อับอายขายหน้าชาวโลกเป็นอันมาก” ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ ท่านประธานาธิบดีเนรูห์ได้รับความเห็นอกเห็นใจจากโลกสภา และได้รับอนุมัติงบประมาณจัดงานฉลอง 2,500 ปีแห่งพระพุทธศาสนา

ยิ่งไปกว่านั้น ท่านประธานาธิบดีเนรูห์ยังเห็นการณ์ไกลอย่างน่าสรรเสริญ นั่นคืออนุสรณ์สถานจากงานพุทธชยันตี ได้แก่ “โครงการเสริมสร้างและปรับปรุงบริเวณพุทธมณฑล พุทธคยา อันเป็นสถานต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนา” ฯพณฯ ดำริดังนี้ และตระหนักดีว่าลำพังกำลังของชาวพุทธในอินเดียที่เหลืออยู่ จะหันมาช่วยกันกอบกู้และฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้คืนคงสภาพได้นั้น เป็นการยากมาก ดังนั้น ฯพณฯ จึงใช้วิธีการมีหนังสือเชิญชวนรัฐบาลประเทศชาวพุทธทั้งโลกให้มาร่วมกันสร้างวัดในแบบฉบับศิลปะและวัฒนธรรมตามพุทธศาสนาของประเทศนั้นๆ วิธีการของ ฯพณฯ ได้ผล เพราะรัฐบาลไทยซึ่งเป็นรัฐบาลของพระบาทสมเจพระเจ้าอยู่หัว ได้ตอบรับคำเชิญเป็นประเทศแรก

ขณะนั้น ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สั่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างวัดไทยขึ้นในแบบศิลปะและวัฒนธรรมไทย องค์พระอุโบสถนั้นได้ถอดแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร ซึ่งเป็นศิลปะชั้นยอดของประเทศไทยไปสร้างทีเดียว วัดนี้ได้ชื่อว่า “วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย” สร้างในเนื้อที่ 12 ไร่เศษ งบประมาณสร้างในขั้นแรก 5,776,866.72 บาท นับว่าสิ้นเปลืองเงินน้อยมากในการสร้างวัดในต่างประเทศ และสร้างเสร็จตามโครงการขั้นแรกในปี พ.ศ. 2503 วัดไทยพุทธคยานี้ ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ชาวอินเดียและชาวต่างประเทศเป็นอย่างมากมี่ได้พบเห็น จึงถือได้ว่าเป็นการคาดการณ์ที่ถูกต้องของรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทยที่ได้สร้างวัดไทยขึ้นในแดนพุทธภูมิ เพื่อน้อมเป็นพุทธบูชาในปี 25 พุทธศตวรรษ ทั้งเป็นการตอบสนองพระคุณในส่วนกตัญญูกตเวทตาธรรมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งพระเจ้าอโศกมหาราชที่ได้ทรงส่งพระมหาเถระ 2 รูป คือ พระโสณะและพระอุตตระ นำมรดกอันล้ำค่าคือพระพุทธศาสนามามอบให้แก่ชนชาวไทย

ในบริเวณพุทธคยายังมีวัดของประเทศชาวพุทธอีกหลายวัด แต่เป็นวัดเล็กๆ เนื้อที่คับแคบ ไม่เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ ตรงกันข้ามกับวัดไทยพุทธคยาของเรา เพียงแต่องค์พระอุโบสถหลังเดียวก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ไปพบเป็นเป็นอย่างมาก เราสร้างพระอุโบสถให้เป็นพุทธาวาสจริงๆ คือเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธปฏิมาเท่านั้น พระสงฆ์มิได้อยู่ปะปน ตรงกันข้ามพระพุทธรูปโบราณวัตถุของอินเดียโดยทั่วไป แม้จะเป็นวัตถุเก่าล้ำค่า ก็อยู่ในสภาพตากแดดตากฝนเหมือนกับไม่ได้รับวามสนใจ ฉะนั้น นอกจากนั้นในบริเวณวัดไทยพุทธคยายังร่มรื่นด้วยไม้นานาพันธ์ โดยเฉพาะอยู่ในบริเวณพุทธมณฑลที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อการสร้างวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดียใกล้จะเสร็จ รัฐบาลไทยและคณะสงฆ์ไทยได้จัดส่งคณะสงฆ์ไทยชุดแรกไปอยู่ประจำเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมณทูตทางพระพุทธศาสนา มี 5 รูปเดินทางไปอยู่ประจำ ณ วัดไทยพุทธคยาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 ได้ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ในแดนพระพุทธองค์เป็นเวลา 3 ปี 5 เดือน จึงเดินทางกลับมาปฏิบัติศาสนกิจในประเทศไทย และคณะสงฆ์ไทยชุดที่ 2 เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจเป็นสมัยที่ 2 ตราบจนกระทั่งปัจจุบันนี้

เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2530 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยือนประเทศอินเดียตามคำทูลเชิญของรัฐบาลอินเดีย พระองค์ได้เสด็จยังวัดไทยพุทธคยา เพื่อทรงสักการนมัสการสังเวชนียสถาน และทรงนั่งบำเพ็ญสมาธิภาวนา คณะสงฆ์ไทยโดยพระธรรมมหาวีรานุวัตร เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา รับเสด็จและนำเสด็จยังสถานที่ที่เกี่ยวข้องทางพระพุทธศาสนาบางแห่ง เช่น เขาคิชฌกูฏ เป็นต้นด้วย

เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม พระมหากษัตริย์ พระองค์ปัจจุบันทรงห่วงใยในปัญหาของพสกนิกรอย่างแท้จริง เสด็จเยี่ยมพสกนิกรทั่วประเทศ และในการเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับยังพระตำหนักภูพานราชนิเวศก็ตาม พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศก็ตาม พระองค์จะเสด็จไปนมัสการพระอาจารย์ที่ทรงคุณวุฒิทางวิปัสสนาธุระบ่อยๆ เช่น พระอาจารย์ฝั้นและพระอาจารย์แหวน เป็นต้น จนเป็นที่เข้าใจกันว่าพระองค์ทรงสนพระทัยในวิปัสสนาธุระและทรงปฏิบัติธรรมด้านวิปัสสนาธุระด้วย จะเป็นด้วยองค์พระประมุขของชาติ องค์เอกอัครศาสนูปถัมภ์ ทรงปฏิบัติธรรมดังกล่าวกระมังในระยะต่อมาจึงปรกกฏว่าพุทธบริษัทในประเทศไทยได้สนใจและปฏิบัติสมาธิภาวนากันมากขึ้น

เกี่ยวกับวรรณกรรมในสมัยรัชกาลปัจจุบันนี้ เท่าที่ผ่านมาปรากฏว่าได้มีวรรณกรรมประเภทต่างๆเกิดขึ้นมากมายอย่างน่าปลาบปลื้มใจ มีทั้ง

ยุคฟูนัน (พนม) (ศตวรรษที่ 6–7)
ยุคทวาราวดี (ศตวรรษที่ 11–16)
กษัตริย์เทียบเท่าพระโพธิสัตว์
ยุคศรีวิชัย (ศตวรรษที่ 12–18)
ยุคลพบุรี (ศตวรรษที่ 15–18)
พระพุทธศาสนายุคสุโขทัย(ศตวรรษที่ 18)
พระพุทธศาสนาสมัยพ่อขุนรามคำแหง
การปกครองคณะสงฆ์สมัยสุโขทัย
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไท
พระพุทธศาสนาในสมัยล้านนา(ลานนา)
พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าเม็งราย(ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา)
พระเจ้ากือนาธรรมิกราช (ตื้อนา)
พระพุทธศาสนาสมัยกรุงศรีอยุธยา
พระพุทธศาสนาสมัยพระบรมไตรโลกนาถ
พระพุทธศาสนาสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. 2163 เป็นต้นมา)
พระพุทธศาสนาสมัยพระนารายณ์มหาราช(พ.ศ.2199เป็นต้นมา)
แผนการยึดเมืองไทยของฝรั่งเศส
พระพุทธศาสนาสมัยสมเด็จพระบรมโกษฐ์(พ.ศ. 2275เป็นต้นมา
สรุปพระพุทธศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยา
พระพุทธศาสนาในสมัยกรุงธนบุรี(พ.ศ.2310–2325)
พระพุทธศาสนาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์(พ.ศ.2325 ถึงปัจจุบัน)
พระพุทธศาสนาสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยลเดช
นาคหลวง
ภาวะแห่งความแย้งขัดระหว่างพระพุทธศาสนากับศาสนาอื่น
เกี่ยวกับนิกายแห่งศาสนาและลัทธิอื่น
นิกายหรือลัทธิใหม่ที่เกิดมีขึ้นในประเทศไทย
การเข้ามาสู่ประเทศไทยของพระพุทธศาสนา
ยุคที่ 1 ลัทธิหินยานอย่างเถรวาท
ยุคที่ 2 ลัทธิมหายาน
ยุคที่ 3 ลัทธิหินยานอย่างพุกาม
ยุคที่ 4 ลัทธิลังกาวงศ์
บรรณานุกรม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com