Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย

เกี่ยวกับนิกายแห่งศาสนาและลัทธิอื่น

พระสงฆ์อนัมนิกายในประเทศไทย คือพระสงฆ์ญวนถือฝ่ายมหายาน หรือญวนนิกาย ในปัจจุบันมีวัดพระสงฆ์ญวนในประเทศไทย 13 วัด และดำรงอยู่อย่างปกติ แต่ก่อนจะมาสร้างเป็นวัดขึ้นถึงระดับนี้ มีความเป็นมาว่า องเชียงซุน พระราชบุตรองค์ที่ 4 ของพระเจ้าเมืองเว้ ราชธานีของญวนหนีกบฏอพยพพวกพ้องและพลเมืองมาอยู่เมืองฮาเตียง เขตติดต่อกับเขมร ถูกเขมรยกทัพไล่ จึงอพยพหนีเข้าประเทศไทย ขอพึ่งบารมีพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อปีวอก พ.ศ. 2319 โปรดให้อยู่ตอนถนนพาหุรัด นับว่าเป็นพวกแรก ต่อมา ปีขาล พ.ศ. 2325 องเชียงสือ พระราชนัดดาพระเจ้าเมืองเว้ อพยพหนีศัตรูจากไซง่อนมาอยู่เกาะกระบือในเขตเขมร พระยาชลบุรี คุมเรือรบลาดตระเวนพบเข้า ช่วยนำเข้ากรุงเทพฯ รัชกาลที่ 1 ทรงรับไว้ โปรดให้อยู่ที่ตำบลคอกกระบือ(สถานทูตโปรตุเกสในปัจจุบัน) ต่อมาองเชียงสือ เขียนสารทูลลาไปกอบกู้บ้านเมือง กรมพระราชวังบวรฯ จึงโปรดให้ย้ายญวนพวกองเชียงสือไปอยู่ที่ตำบลบางโพ เขตดุสิต สืบมา

จากนั้น มีชาวญวนอพยพเข้ามาอีก 3 คราว คือ ในปีมะเส็ง พ.ศ. 2376 ครั้งเจ้าพระยาบดินทร์เดชา(สิงห์ สิงหเสนี) ได้ยกทัพไปตีเมืองญวน ได้ครอบครัวญวนส่งเข้ามาถวาย 2 พวก คือ พวกถือศาสนาพุทธ พวกนี้โปรดให้ไปอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี และพวกถือศาสนาคริสต์ พวกนี้โปรดให้ไปอยู่รวมกับพวกเข้ารีตที่ตำบลสามเสนในกรุงเทพฯ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 พวกญวนที่ไปอยู่กาญจนบุรี ปรารถนาจะเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ก็ทรงโปรดให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ย่านคลองผดุงกรุงเกษม(คลองที่โปรดให้ขุดขึ้นใหม่) และทรงโปรดให้ไปสังกัดเป็นทหารปืนใหญ่ “ฝ่ายวังหลวง” ส่วนพวกที่ถือคริสต์ให้ย้ายไปสังกัดเป็นทหารปืนใหญ่ “ฝ่ายวังหน้า” คือพวกญวนพระยาบรรลือสีหนาท ในปี พ.ศ. 2377 พระเจ้าแผ่นดินญวน ทรงพระนามว่า “มินมาง” ทรงประกาศห้ามคนญวนถือศาสนาคริสต์ และโปรดให้จับพวกเข้ารีตมาทารุณต่างๆ ชาวญวนพวกนี้จึงอพยพเข้าประเทศไทย โปรดให้ไปอยู่จังหวัดจันทบุรีบ้าง ที่ตำบลสามเสนในกรุงเทพฯบ้าง ต่อมาในปี พ.ศ. 2383 กองทัพไทยร่วมกับกองทัพเขมรเข้ารบขับไล่กองทัพญวนที่เข้ามาชุมนุมอยู่ในเขตเขมร กองทัพญวนตกอยู่ในวงล้อมหลายแห่ง และเกิดโรคระบาดขึ้นในกองทัพ จึงหนีโรคระบาดออกมาสวามิภักดิ์ต่อเจ้าพระยาบดินทร์เดชาประมาณพันกว่าคน เจ้าพระยาบดินทร์เดชาจึงส่งเข้าถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับไว้แล้วโปรดให้ไปอยู่ที่ตำบลบางโพรวมกับพวกเก่า

ไม่ว่าจะชาวญวนผ่ายไหน อยู่ที่ไหกน ที่ถือพุทธก็พยายามสร้างวัดขึ้น ที่ถือคริสต์ก็สร้างโรงสวดขึ้นเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาและลัทธิเชื่อถือ ด้วยเหตุนี้จึงมีวัดญวน พระญวน เกิดขึ้นในประเทศไทยสืบต่อมาจนทุกวันนี้

การอุปสมบทพระญวนในประเทศไทย แต่เดิมนั้นได้รับการอุปสมบทจากประเทศญวน เกี่ยวกับปัญหาทางการเมือง บางครั้ง เช่น หลังจากสิ้นรัชกาลที่ 1 พระสงฆ์ญวนในประเทศไทยมีจำนวนน้อยลง เมื่อการติดต่อไปมาไม่สะดวก พระสงฆ์อนัมนิกายในประเทศไทยจึงจัดการอุปสมบทขึ้นใหม่ ตลอดจนระเบียบแบบแผนพิธีการต่างๆ ต่อมาก็ได้ปรับปรุงแก้ไขระเรียบประเพณี และการปฏิบัติพระธรรมวินัยให้คล้องตามพระสงฆ์ฝ่ายบ้านเมืองขึ้นบางอย่าง

พระญวนในประเทศไทยได้รับการยกย่องในทางราชการ เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ทรงผนวชอยู่ พระองค์สนพระทัยเกี่ยวกับลัทธิประเพณีตลอดจนการปฏิบัติของพระสงฆ์อนัมนิกายว่าเป็นอย่างไร จึงทรงให้นิมนต์องฮึง เจ้าอาวาสวัดญวนตลาดน้อยมาสอบถาม องฮึงได้กราบทูลให้ทรงทราบจนเป็นที่พอพระทัย จึงนับแต่บัดนั้นมา องฮึงก็เป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัยและมีโอกาสเข้าเฝ้า ต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2394 สมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาช่วยปฏิสังขรณ์วัดญวนตลาดน้อย และยกย่องพระสงฆ์อนัมนิกายขึ้นเป็นพระพิธีหลวงอีกแผนกหนึ่ง เพื่อเข้าเฝ้าถวายพระพรในพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาเป็นประจำทุกปี ตราบจนรัชกาลปัจจุบัน

พระสงฆ์อนัมนิกายได้ประกอบพิธีกงเต็ก(กงเต็กหลวง)ถวายเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2411 สมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 4) และต่อมาก็มีพิธีนี้อีกหลายครั้งที่เป็นพิธีหลวง

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงเห็นความจงรักภักดีของพระสงฆ์อนัมนิกายและพระสงฆ์จีนนิกาย ที่ได้ประกอบพิธีกงเต็กถวายในงานพระราชทานเพลิงศบพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงทราบว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อนๆก็ได้ทรงเขยพระราชทานสมณศักดิ์ให้แก่พระสงฆ์รามัญเช่นเดียวกับพระสงฆ์ไทยด้วย จึงทรงเห็นสมควรแต่งตั้งพระสงฆ์อนัมนิกาย และพระสงฆ์จีนนิกายให้มีสมณศักดิ์เช่นเดียวกัน แต่โดยเหตุที่พระสงฆ์นิกายทั้งสองนับถือลัทธิมหายาน จะประกอบกิจทางพระศาสนา หรือสังฆกรรมร่วมกับพระสงฆ์ไทย และพระสงฆ์รามัญหาได้ไม่ จึงทรงโปรดเกล้าฯให้มีการจัดระเบียบสมณศักดิ์ให้แก่พระสงฆ์อนัมนิกาย และพระสงฆ์จีนนิกาย เป็นอีกแบบหนึ่งต่างหาก โดยให้เลือกสรรพระคณาจารย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม แต่งตั้งให้เป็น พระครู ปลัด รองปลัด และผู้ช่วย ส่วนพระสงฆ์จีนนิกายได้แต่งตั้งให้เป็น พระอาจารย์(เทียบได้กับพระครูวิปัสสนา) และมีฐานานุกรม เช่นเดียวกับพระสงฆ์อนัมนิกาย โดยพระราชทานสัญญาบัตรราชทินนาม พัดยศ(จำลองแบบของพระสงฆ์ไทยแต่เล็กกว่า)

เรื่องการปกครองในระยะแรกเมื่อพระสงฆ์ญวนเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนั้น ยังมิได้รับการยกย่องหรือยอมรับว่าเป็นพระสงฆ์ เพียงแต่ถือว่าเป็นนักบวชนักพรต ทั้งยังถือว่าเป็นชาวต่างด้าว ต้องอยู่ในความควบคุมของกรมท่าซ้าย เช่นเดียวกับชาวต่างชาติที่เข้าเมือง ทั้งนี้เพราะคนไทยเคยชินกับพระสงฆ์แบบเถรวาท ประกอบกับชาวญวนก็มีธรรมเนียมประเพณีและศาสนาเป็นของตนเองอยู่ด้วย แต่เมื่อเข้ามาอยู่ทางราชการหรือคนไทยก็มิได้ขัดขวางหรือรังเกียจ เพราะถือว่าเป็นศาสนาพุทธเหมือนกัน ต่อมาในรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงเห็นว่า พระญวนเป็นนักบวชทรงคุณธรรม จึงทรงให้อุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ฝ่ายมหายานด้วย องฮึง จึงเป็นพระญวนองค์แรกที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงอุปถัมภ์ ในรัชกาลที่ 5 พระองค์ก็ทรงอุปถัมภ์คณะสงฆ์อนัมนิกายสืบต่อมา และ ทรงให้โอนการบังคับบัญชาคณะสงฆ์อนัมนิกายจากกรมท่าซ้ายมาขึ้นต่อกระทรวงธรรมการ ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ทรงให้โอนการบังคับบัญชามาขึ้นต่อคณะสงฆ์ไทย ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน และได้รับการอุปถัมภ์จากทางราชการและประชาชนด้วยดีตลอดมา

ในปัจจุบันการปกครองคณะสงฆ์อื่น(อนัมนิกาย จีนนิกาย)เป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เป็นแม่บท และเป็นไปตามกฎกระทรวง ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว

คณะสงฆ์จีนนิกาย ตามประวัติศาสตร์ชาวจีนกับชาวไทยมีความสัมพันธ์กันมาช้านาน ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเรื่อยมา จนสมัยรัตนโกสินทร์ปัจจุบันนี้ ในสมัยสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงเคยเสด็จไปเยือนประเทศจีนและนำช่างจีนมาทำชามสังคโลก ชาวจีนเดินทางมาประเทศไทยทุกสมัยทั้งในรูปแสวงโชค ทำมาหากินจนตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองไทยเลยก็มีในรูปการค้าไปมาก็มี ในสมัยอยุธยาชาวจีนเข้ารับราชการจนเป็นขุนนางผู้ใหญ่ก็มี ในสมัยกรุงธนบุรีชาวจีนมีบทบาทมากขึ้น เข้าเป็นทหารช่วยรบกับพม่าก็มี ในสมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างราชธานีใหม่ที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ทรงโปรดให้ชาวจีนซึ่งมีพระยาโชศึกราชเศรษฐีเป็นหัวหน้าอพยพไปตั้งบ้านเรือนอยู่แห่งใหม่ที่สวนแถวสำเพ็ง มาในสมัยรัชกาลที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมีมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้จากศิลปะจีนมีปรากฏมากตามวัดต่างๆที่สร้างขึ้นในรัชกาลนี้ และทรงพระประสงค์จะส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมให้แพร่หลายออกไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ชาวจีนที่เข้ามาประเทศไทยช้านานแล้วจะถือศาสนาพุทธฝ่ายมหายานมาก่อนก็ไม่เคยปรกกฏว่าได้สร้างวัดขึ้นเลย จะมีก็ “ศาลเจ้า” ตามลัทธิแห่งบรรพบุรุษที่เชื่อถือมา ชาวจีนเพิ่งจะมีการสร้างวัดขึ้นเป็นครั้งแรกก็ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือ “วัดย่งฮภยี” อยู่ที่ถนนเยาวราช สร้างเมื่อ พ.ศ. 2430 และแม้ว่าชาวจีนจะมิได้สร้างวัดขึ้นดังกล่าว แต่เมื่อถึงคราวจะบำเพ็ญกุศลตามจารีตประเพณีของตนก็อาศัยวัดพระสงฆ์ไทยนั่นเอง เพราะถือว่าเป็นพระพุทธศาสนาเหมือนกัน

เหตุที่สร้างวัดและมีพระสงฆ์จีนนิกาย เนื่องจากพระภิกษุ “สกเหง” ชาวมณฑลกวางตุ้ง เป็นพระเจริญสมถวิปัสสนา ได้ทราบว่าประเทศไทยนับถือพระพุทธศาสนามีพระมหากษัตริย์อุปถัมภ์ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก ประสงค์จะนมัสการปูชนียสถานและเผยแผ่พระพุทธศาสนาลัทธิมหายานแบบจีนนิกาย จึงเดินทางเข้ามาประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 พระภิกษุสกเหงได้รับความลำบากมากเรื่องที่อยู่อาศัย เนื่องจากไม่มีวัดพระจีนนิกายเลย จึงได้พักอาศัยอยู่ที่ศาลาร้างศาลเจ้ากวนอิม ข้างๆวัดกุศลสมาคร(วัดญวน) พระภิกษุสกเหงเป็นผู้ที่ชาวจีนเคารพนับถือมาก และประสงค์จะให้มีวัดจีนขึ้นในประเทศไทย จึงได้ร่วมมือกันสร้างวัดขึ้น ณ ที่ตั้งศาลเจ้ากวนอิมนั้น ชื่อว่า ”วัดย่งฮภยี่” ดังกล่าว ต่อมารัชกาลที่ 5 พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดบำเพ็ญจีนพรต” นับว่าพระภิกษุสกเหงเป็นพระนิกายจีนรูปแรกในประเทศไทย จากนั้นจึงได้มีพระสงฆ์จีนนิกายเดินทางเข้ามาอีกหลายรูป เมื่อมีพระสงฆ์จีมากขึ้น ท่านอาจารย์สกเหงเห็นสมควรสร้างวัดเพิ่มขึ้นเพื่อให้เหมาะสมแก่จำนวนพระสงฆ์ ด้วยพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้ที่เคารพนับถือในพระอาจารย์สกเหงในการปฏิบัติวิปัสสนาธุระ จึงได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นอีก ชื่อ “วัดเล่งเน่ยยี่” ที่ถนนเจริญกรุง ต่อมารัชกาลที่ 5 พระราชทานนามวัดใหม่ ชื่อว่า “วัดมังกรกมลาวาส” และพระองค์ได้ตระหนักในคุณธรรมของพระอาจารย์สกเหง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็น “พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร”

เกี่ยวกับการปกครองและสมณศักดิ์พระสงฆ์จีนนิกายก็เช่นเดียวกับพระสงฆ์อนัมนิกาย คือได้รับพระบรมราชูปถัมภ์ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เช่นเดียวกับคณะสงฆ์ไทย โดยเป็นไปตามกฎกระทรวง ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แต่สมณศักดิ์พระสงฆ์จีนนิกายจะมีได้เฉพาะพระสงฆ์ที่มีหน้าที่ทางบริหารต่อคณะสงฆ์จีนนิกายเท่านั้น รายละเอียดปรากฏในแผนผังแสดงการปกครองคณะสงฆ์อื่น

ยุคฟูนัน (พนม) (ศตวรรษที่ 6–7)
ยุคทวาราวดี (ศตวรรษที่ 11–16)
กษัตริย์เทียบเท่าพระโพธิสัตว์
ยุคศรีวิชัย (ศตวรรษที่ 12–18)
ยุคลพบุรี (ศตวรรษที่ 15–18)
พระพุทธศาสนายุคสุโขทัย(ศตวรรษที่ 18)
พระพุทธศาสนาสมัยพ่อขุนรามคำแหง
การปกครองคณะสงฆ์สมัยสุโขทัย
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไท
พระพุทธศาสนาในสมัยล้านนา(ลานนา)
พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าเม็งราย(ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา)
พระเจ้ากือนาธรรมิกราช (ตื้อนา)
พระพุทธศาสนาสมัยกรุงศรีอยุธยา
พระพุทธศาสนาสมัยพระบรมไตรโลกนาถ
พระพุทธศาสนาสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. 2163 เป็นต้นมา)
พระพุทธศาสนาสมัยพระนารายณ์มหาราช(พ.ศ.2199เป็นต้นมา)
แผนการยึดเมืองไทยของฝรั่งเศส
พระพุทธศาสนาสมัยสมเด็จพระบรมโกษฐ์(พ.ศ. 2275เป็นต้นมา
สรุปพระพุทธศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยา
พระพุทธศาสนาในสมัยกรุงธนบุรี(พ.ศ.2310–2325)
พระพุทธศาสนาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์(พ.ศ.2325 ถึงปัจจุบัน)
พระพุทธศาสนาสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล
พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยลเดช
นาคหลวง
ภาวะแห่งความแย้งขัดระหว่างพระพุทธศาสนากับศาสนาอื่น
เกี่ยวกับนิกายแห่งศาสนาและลัทธิอื่น
นิกายหรือลัทธิใหม่ที่เกิดมีขึ้นในประเทศไทย
การเข้ามาสู่ประเทศไทยของพระพุทธศาสนา
ยุคที่ 1 ลัทธิหินยานอย่างเถรวาท
ยุคที่ 2 ลัทธิมหายาน
ยุคที่ 3 ลัทธิหินยานอย่างพุกาม
ยุคที่ 4 ลัทธิลังกาวงศ์
บรรณานุกรม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com