Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พุทธจริยศาสตร์

ลักษณะทั่วไปของวิชาพุทธจริยศาสตร์
พุทธจริยศาสตร์ระดับต้น
พุทธจริยศาสตร์ระดับกลาง
พุทธจริยศาสตร์ระดับสูง

พุทธจริยศาสตร์ระดับต้น

สิกขาบท 5 (ศีล 5) หรือ เบญจศีล หมายถึง ความประพฤติชอบทางกายและวาจา การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย การรักษาปกติตามระเบียบวินัย ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว การควบคุมตนให้ตั้งอยู่ในความไม่เบียดเบียน ศีล 5 มีดังนี้

  1. เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จิตที่เป็นกามาวจรซึ่งเป็นกุศล สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ในสมัยใด ในสมัยนั้น การงด การเว้น การงดเว้น การเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ การไม่ทำ การเลิกทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุแห่งการฆ่าสัตว์ ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปาณาติปาตาเวรมณีสิกขาบท สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยเวรมณี
  2. เจตนางดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ จิตที่เป็นกามาวจรซึ่งเป็นกุศล สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ ในสมัยใด ในสมัยนั้น การงด การเว้น การงดเว้น การเว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ การไม่ทำ การเลิกทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุแห่งการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า อทินนาทานาเวรมณีสิกขาบท สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยเวรมณี
  3. เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม จิตที่เป็นกามาวจรซึ่งเป็นกุศล สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ในสมัยใด ในสมัยนั้น การงด การเว้น การงดเว้น การเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม การไม่ทำ การเลิกทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุแห่งการประพฤติผิดในกาม ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณีสิกขาบท สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยเวรมณี
  4. เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ จิตที่เป็นกามาวจรซึ่งเป็นกุศล สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้งดเว้นจากการพูดเท็จ ในสมัยใด ในสมัยนั้น การงด การเว้น การงดเว้น การเว้นขาดจากการพูดเท็จ การไม่ทำ การเลิกทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุแห่งการพูดเท็จ ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า มุสาวาทาเวรมณีสิกขาบท สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยเวรมณี
  5. เจตนางดเว้นจากการเสพของมึนเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท จิตที่เป็นกามาวจรซึ่งเป็นกุศล สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้งดเว้นจากการเสพของมึนเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ในสมัยใด ในสมัยนั้น การงด การเว้น การงดเว้น การเว้นขาดจากการเสพของมึนเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท การไม่ทำ การเลิกทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุแห่งการเสพของมึนเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานาเวรมณีสิกขาบท สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยเวรมณี

จุดมุ่งหมายของศีลสำหรับผู้ครองเรือน

  1. เพื่อให้มีเมตตาธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อื่น สัตว์อื่น ให้เขาได้รับความเดือดร้อน
  2. เพื่อให้ดำรงตนอยู่ในสุจริตธรรม ด้วยการประกอบอาชีพที่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ลักขโมย ปล้นชิง ฉ้อโกงทรัพย์สินของผู้อื่น
  3. เพื่อให้เกิดความสันโดษในกาม มีความสัตย์ซื่อ จริงใจ ไว้เนื้อ เชื่อใจกันได้ต่อคู่ชีวิต
  4. เพื่อป้องกันการโกหกหลอกลวง ให้มีความซื่อสัตย์ มีความจริงใจ และไว้วางใจกันได้ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
  5. เพื่อป้องกันความประมาท มัวเมาอันเกิดจากการหลงลืมสติ ขาดสัมปชัญญะ และเพื่อสนับการรักษาศีล 4 ข้อ ข้างต้นให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้น

เกณฑ์ตัดสินศีลสำหรับผู้ครองเรือน

ปาณาติบาตมีองค์ 5 คือ

1. ปาโณ สัตว์มีชีวิต
2. ปาณสญฺญิตา รู้อยู่ว่าสัตว์มีชีวิต
3. วธกจิตฺตํ มีจิคคิดจะฆ่า
4. อุปกฺกโม มีความพยายามที่จะฆ่า
5. เตน มรณํ สัตว์นั้นตายด้วยความพยายามนั้น

อทินนาทานมีองค์ 5 คือ

1. ปรปริคฺคหิตํ ทรัพย์นั้นมีเจ้าของหวงแหนอยู่
2. ปรปริคฺคหิตสญฺญิตา รู้อยู่ว่าทรัพย์นั้นเจ้าของหวงแหน
3. เถยฺยจิตฺตํ จิตคิดจะลัก
4. อุปกฺกโม มีความพยายามที่จะลัก
5. เตน หรณํ ลักเอามาได้ด้วยความพยายามนั้น

กาเมสุมิจฉาจารมีองค์ 4 คือ

1. อคมนียานํ หญิงที่ไม่ควรจะคบหา
2. ตตฺถ เสวนจิตฺตํ จิตคิดจะเสพซึ่งเมถุนแก่หญิงนั้น
3. เสวน ปโยโค มีความพยายามที่จะเสพเมถุน
4. มคฺเคน มคฺคปฺปฏิปตฺติอธิวาสนํ การยังมรรคและมรรคทั้ง 2 ให้ถึงกัน

มุสาวาทมีองค์ 4 คือ

1. อตฺถํ วตฺถุ นั้นเป็นของหรือสิ่งไม่จริง (เรื่องที่พูด)
2. วิสํวาทนจิตฺตํ จิตคิดจะกล่าวให้เคลื่อน (ให้ผิด)
3. ตชฺโช วายาโม มีความพยายามอันเกิดแต่จิตนั้น
4. ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ ผู้อื่นรู้ความเท็จที่กล่าวนั้น

สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺานา มีองค์ 4 คือ

1. มชฺชภาโว น้ำนั้นเป็นน้ำเมา
2. ปาตุกามยตาจิตฺตํ จิตยินดีที่จะดื่มน้ำเมา
3. ตชฺโช วายาโม มีความพยายามที่ดื่มน้ำเมาอันเกิดแต่จิต
4. อชฺโฌหรณํ ดื่มน้ำเมาให้ล่วงลำคอ

เมื่อนำศีล 3 อย่าง 3 ระดับ มาเปรียบเทียบการประพฤติปฏิบัติของผู้สมาทานประพฤติแล้วก็จะเห็นความแตกต่างกัน ศีลที่บุคคลประพฤติด้วยฉันทะ จิตตะ วิริยะ วิมังสา อย่างทราม อย่างต่ำ หรืออย่างย่อหย่อน ชื่อว่าหีนศีล อีกอย่างหนึ่ง ศีลที่สมาทานด้วยความปรารถนายศ ปรารถนาตำแหน่ง อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าหีนศีล จัดเป็นศีลระดับต้นสำหรับผู้ครองเรือน

ธรรมสำหรับผู้ครองเรือน

เบญจธรรม 5 ท่านรวบรวมมาจาก กุศลกรรมบถ 10 ประการ ข้างต้นคือ ตั้งแต่ข้อ 1-4 เป็นชื่อของหมวดธรรมที่มีความหมายตรงข้ามกับ อกุศลกรรมบถ 10 และเป็นธรรมที่ใช้คู่กับศีล 5 เช่นเดียวกับหัวใจของพระพุทธศาสนา ข้อที่ว่า การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตใจให้ผ่องใส เมื่อบุคคลรักษาศีล 5 แล้ว ธรรมที่เป็นไปเพื่อความสนับสนุนศีล 5 ก็คือ เบญจธรรม 5 เพื่อให้ผู้รักษาศีล 5 ได้ดำเนินไปในแนวทางที่ถูกต้อง ดีงาม เป็นไปเพื่อความเจริญ ธรรมที่กล่าวมานั้น มีดังนี้

  1. เมตตา และกรุณา ความรักใคร่ปรารถนาให้มีความสุขความเจริญ
  2. สัมมาอาชีวะ การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต
  3. กามสังวร ความสังวรในกาม ความสำรวมระวังยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ์ ไม่ให้หลงใหลในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส
  4. สัจจะวาจา ความสัตย์ ความซื่อตรง
  5. สติ สัมปชัญญะ ความระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ คือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท

จุดมุ่งหมายของธรรมสำหรับผู้ครองเรือน

1. เพื่อป้องกันความโหดร้าย
2. เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ
3. เพื่อป้องความมักมากในกามคุณ
4. เพื่อป้องกันการโกหกหลอกลวง
5. เพื่อป้องกันความประมาทมัวเมา หลงลืมสติ ขาดสัมปชัญญะ

เป็นข้อปฏิบัติที่สนับสนุนให้การรักษาศีลของบุคคลผู้รักษาอยู่แล้ว ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่ให้เกิดความด่าง ความทะลุ พร้อย หรือไม่บริสุทธิ์ คือเศร้าหมอง

1. ป้องกันการประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกายของบุคคลและสัตว์
2. ป้องการความโลภและการลักขโมย
3. ป้องกันการล่วงละเมิดของรักของห่วงของบุคคลอื่น
4. ป้องกันการโกหกหลอกลวง
5. ป้องกัน การเสพสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิด ที่ก่อให้เกิดความประมาท

 

เกณฑ์ตัดสินธรรมสำหรับผู้ครองเรือน

สำหรับเกณฑ์การตัดสินธรรมสำหรับผู้ครองเรือนนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประการด้วยกัน คือ

  1. การกระทำสิ่งใด ๆ ก็ตามให้สำรวจตรวจสอบดูว่า การกระทำนั้น ๆ ตนเองเดือดร้อนหรือไม่ ทั้งทางกาย วาจา และใจ ทั้งที่เป็นปัจจุบัน หรือจะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าไม่เดือดร้อน แสดงว่าการกระทำนั้น ถูกต้อง เป็นธรรม ควรทำให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป
  2. การกระทำสิ่งใด ๆ ก็ตามให้สำรวจตรวจสอบดูว่า การกระทำนั้น ๆ ผู้อื่น เดือดร้อนหรือไม่ ทั้งทางกาย วาจา และใจ ทั้งที่เป็นปัจจุบัน หรือจะเกิดขึ้นในอนาคต วิญญูชนติเตียน หรือสรรเสริญ ถ้าไม่เดือดร้อน ไม่ถูกติเตียนจากวิญญูชน แสดงว่าการกระทำนั้น ถูกต้อง เป็นธรรม ควรทำให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป

พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้สรุปเกณฑ์วินิจฉัยการทำดีทำชั่ว ซึ่งมีทั้งเกณฑ์หลักและเกณฑ์ร่วม ในที่นี้ผู้เขียนจะข้อนำเกณฑ์ร่วม ข้อที่ 4 มาสนับสนุน เกณฑ์ตัดสินธรรมสำหรับผู้ครองเรือนในเบื้องต้น ข้อที่ว่า ให้พิจารณาลักษณะ และผลของการกระทำ

1. ต่อตนเอง
2. ต่อผู้อื่น

คุณค่าทางจริยธรรมของพุทธจริยศาสตร์

คุณค่าทางจริยธรรมของพุทธจริยศาสตร์จำแนกตามศีล 5 และธรรม 5 ตามลำดับ ตั้งแต่ข้อ 1 ถึง ข้อ 5 นั้นมีนัยดังนี้

คุณค่าทางจริยธรรมหรืออานิสงส์ของการเว้นจากการฆ่าสัตว์ มีดังนี้

1. มีอวัยวะไม่พิการ 2. สูงใหญ่สมส่วน
3. ปราดเปรียว 4. วางเท้าอย่างมั่นใจ
5. มีเสน่ห์ 6. อ่อนกว่าวัย
7. สะอาด 8. กล้าหาญ
9. แข็งแรง 10. พูดจากสละสลวย
11. เป็นที่รักของชาวโลก 12. สุภาพอ่อนโยน
13. มีบริวารจงรักภักดี 14. ไม่สะดุ้งกลัว
15. ศัตรูกำจัดมิได้ 16. ไม่ถูกฆ่าตาย
17. มีบริวารมาก 18. มีรูปงาม
19. มีทรวดทรงดี 20. เจ็บป่วยน้อย
21. ไม่เศร้าโศก 22. ไม่พรากจากสิ่งที่รัก
23. มีอายุยืน

คุณค่าทางจริยธรรมหรืออานิสงส์ของการเว้นจากอทินนาทาน มีดังนี้

1. มีทรัพย์มาก 2. มีข้าวปลาอาหารพอเพียง
3. มีโภคทรัพย์นับอนันต์ 4. โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ก็ได้
5. โภคทรัพย์ที่ได้แล้วก็ยั่งยืน 6. ได้สิ่งที่ปรารถนารวดเร็ว
7. สมบัติไม่ถูกแบ่งด้วยราชภัยเป็นต้น 8. หาสมบัติได้โดยไม่ถูกแบ่ง
9. มีโอกาสได้โลกุตตรทรัพย์ 10. ไม่รู้ไม่ได้ยินถึงความไม่มี
11. อยู่เป็นสุขทุกแห่ง

คุณค่าทางจริยธรรมหรืออานิสงส์ของการเว้นจากอพรหมจรรย์ มีดังนี้

1. ปราศจากศัตรู 2. เป็นที่รักของคนทั่วไป
3. หาเครื่องอำนวยสุขได้ง่าย 4. หลับเป็นสุข
5. ตื่นเป็นสุข 6. พ้นภัยในอบาย
7. ไม่เกิดเป็นหญิงหรือกระเทย 8. ไม่โกรธง่าย
9. มีความตั้งใจทำงาน 10. ทำงานประจักษ์เปิดเผย
11. สง่าผ่าเผย (ไม่คอตก) 12. ไม่หน้าคว่ำ
13. มีเพื่อนสนิททั้งหญิงและชาย 14. มีร่างกายสมส่วน
15. มีบุคลิกดี 16. ไม่มีใครระแวง
17. ทำแต่งานเบา 18. อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข
19. ไม่มีภัยจากใคร ๆ 20. ไม่พลัดพรากจากของที่รัก

คุณค่าทางจริยธรรมหรืออานิสงส์แห่งมุสาวาท มีดังนี้

1. มีอินทรีย์ผ่องใส 2. มีวาจาไพเราะสละสลวย
3. มีไรฟันอันเสมอชิดบริสุทธิ์ 4. ไม่อ้วนเกินไป
5. ไม่ผอมเกินไป 6. ไม่ต่ำเกินไป
7. ไม่สูงเกินไป 8. มีสัมผัสอันสบาย
9. มีปากหอมเหมือนดอกบัว 10. มีบริวารชนล้วนแต่เชื่อฟัง
11. มีถ้อยคำที่น่าเชื่อถือ 12. มีลิ้นบางแดงอ่อน
13. มีใจไม่ฟุ้งซ่าน 14. ไม่ติดอ่าง (ไม่เป็นใบ้)

คุณค่าทางจริยธรรมหรืออานิสงส์ของการเว้นจากการดื่มสุราเมรัย มีดังนี้

1. รู้สิ่งที่ควรทำทุกเวลา 2. มีสติตั้งมั่นทุกเมื่อ
3. ไม่เป็นบ้า 4. รู้ตัวเสมอ
5. ปราศจากโทษ 6. ไม่เซอะ
7. ไม่เป็นใบ้ 8. ไม่มัวเมา
9. ไม่ประมาท 10. ไม่หลงใหล
11. ไม่หวาดสะดุ้ง 12. ไม่หุนหันพลันแล่น
13. ไม่มีใครริษยา 14. มีความขวนขวายน้อย
15. มีแต่ความสุข 16. มีแต่คนนับถือยำเกรง
17. พูดแต่คำสัตย์ 18. ไม่พุดส่อเสียด
19. ไม่พูดคำหยาบ 20. ไม่พูดเพ้อเจ้อ
21. ไม่เกียจคร้านทุกวันคืน 22. มีความกตัญญูรู้คุณท่าน
23. รู้ตอบแทนผู้มีคุณ 24. ไม่มีความตระหนี่
25. รู้จักเฉลี่ยเจือจาน 26. มีศีล
27. มีความซื่อตรง 28. ไม่มักโกรธ
29. มีใจละอายบาปชั่ว 30. มีใจกลัวผลของบาปชั่ว
31. มีความเห็นถูกทาง 32. มีปัญญามาก
33. เป็นปราชญ์ 34. เป็นบัณฑิต
35. รู้จักประโยชน์และมิใช่ประโยชน์

คุณค่าทางจริยธรรมของพุทธจริยศาสตร์ถ้าจะกล่าวโดยสรุป เป็นการกล่าวแยกระดับ 3 ระดับตามที่ได้ตั้งหัวข้อเอาไว้ เพื่อง่ายต่อการจำแนกลำดับขั้นตอน คุณค่าระดับต้น มีดังนี้

1. ทิฏฐธัมมิกัตถะ คือ ประโยชน์ในปัจจุบันนี้ ผู้ที่จะบำเพ็ญประโยชน์ในปัจจุบันให้ถึงพร้อมได้ ต้องมีหลักในการดำเนินชีวิต จึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต หลักการดังกล่าว ได้แก่

1.1 อุฏฐานสัมปทา
1.2 อารักขสัมปทา
1.3 กัลยาณมิตตตา
1.4 สมชีวิตา

ศีลสำหรับบรรพชิต

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจคำว่าบรรพชิต หมายถึง นักบวช หรือผู้บวช ผู้เว้นความชั่วทุกอย่าง เดิมทีเดียวคำว่า บรรพชา หมายความว่า บวชเป็นภิกษุ เช่น เสด็จออกบรรพชา อัครสาวกบรรพชา เป็นต้น ในสมัยต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ คำว่า บรรพชา หมายถึง บวชเป็นสามเณร ถ้าบวชเป็นภิกษุ ใช้คำว่า อุปสมบท โดยเฉพาะเมื่อใช้ควบกันว่า บรรพชาอุปสมบท บรรพชิต จึงหมายถึง ผู้บวช นักบวช เช่น ภิกษุ สมณะ ดาบส ฤษี เป็นต้น แต่เฉพาะในพระพุทธศาสนา ได้แก่ ภิกษุและสามเณร และภิกษุณี สิกขมานา สามเณรี มักใช้คู่กับ คฤหัสถ์ ในภาษาไทยปัจจุบันให้ใช้เอาหมายเฉพาะนักบวชในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าในฝ่ายเถรวาทหรือฝ่ายมหายาน

ศีล 10 หรือ สิกขาบท 10 ประการ มีดังนี้

  1. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์
  2. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนางดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
  3. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนางดเว้นจากพฤติกรรม อันมิใช่พรหมจรรย์
  4. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ
  5. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนางดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือสุรา และเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท
  6. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนางดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล
  7. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี และดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล
  8. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการทัดทรง ประดับ ตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้
  9. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนางดเว้นจากการนอนบนที่นอนสูงและที่นอนใหญ่
  10. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการรับทองและเงิน

คำว่า สิกขาบท หมายถึง อุบายเครื่องบรรลุสิ่งที่จะต้องศึกษา และหมายถึงพื้นฐานที่อาศัย หรือที่ตั้งแห่งสิ่งที่จะต้องศึกษา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มีความหมาย เท่ากับคำว่า เวรมณี ดังบทวิเคราะห์ว่า “เวรมณี เอว สิกฺขาปทํ” จึงมีพระบาลีว่า เวรมณีสิกฺขาปทํ แปลว่า สิกขาบทคือเจตนางดเว้น คำว่า เจตนางดเว้น หมายถึงการงด (วิรัติ) การไม่ทำ (อกิริยา) การไม่ต้องอาบัติ (อนัชฌาบัติ) การไม่ล่วงละเมิดขอบเขต (เวลาอนติกกมะ) รวมถึงการกำจัดกิเลสด้วยอริมรรคที่เรียกว่า เสตุ (เสตุฆาตะ)

จุดมุ่งหมายของศีลสำหรับบรรพชิต

  1. เพื่อให้มีเมตตาธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อื่น สัตว์อื่น ให้เขาได้รับความเดือดร้อน
  2. เพื่อให้ดำรงตนอยู่ในสุจริตธรรม ด้วยการประกอบอาชีพที่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ลักขโมย ปล้นชิง ฉ้อโกงทรัพย์สินของผู้อื่น
  3. เพื่อให้เกิดการประพฤติแบบพรหม คือ งดเว้นจากการเสพกาม อันเป็นของชาวบ้าน
  4. เพื่อป้องกันการโกหกหลอกลวง ให้มีความซื่อสัตย์ มีความจริงใจ และไว้วางใจกันได้ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
  5. เพื่อป้องกันความประมาท มัวเมาอันเกิดจากการหลงลืมสติ ขาดสัมปชัญญะ และเพื่อสนับสนุนการรักษาศีล 4 ข้อ ข้างต้นให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้น
  6. เพื่อลดภาระ ความยุงยาก อันเกิดจากการแสวงหาอาหารเพื่อบริโภค ทำให้กายเบา เหมาะแก่การเจริญภาวนา
  7. เพื่อความสำรวมระวังต่อรูปและเสียง อันเป็นข้าศึกต่อกุศล ต่อความดีงาม สำรวมระวังไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น
  8. เพื่อความสำรวมระวัง มิให้มีการทัดทรงประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอมและเครื่องประทินผิวต่าง ๆ อันเป็นวิสัยของผู้ครองเรือน
  9. เพื่อความเป็นผู้นั่งและนอนง่ายในที่ทั้งปวง
  10. เพื่อป้องกันโทษภัยอันเกิดจากการยินดีรับทองและเงิน

เกณฑ์ตัดสินศีลสำหรับศีลของบรรพชิต

ให้พิจารณาศีลที่ตนรักษาอยู่ว่าเป็นไปเพื่อจุดมุ่งหมายใด เพื่อมุ่งลาภสักการะหรือไม่ หรือว่าเพื่อให้ผู้อื่นสรรเสริญ ดังข้อความที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรคความว่า ศีลที่เศร้าหมองด้วยโทษมีการยกตนข่มผู้อื่นอย่างนี้ว่า "เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก" ดังนี้เป็นต้นเป็นหีนศีล (ศีลอย่างต่ำ ชั้นเลว หรืออย่างหยาบ) อีกอย่างหนึ่ง ศีลที่ประพฤติเพื่อต้องการภพและโภคะด้วยอำนาจตัณหา เป็นหีนศีล

ธรรมสำหรับบรรพชิต

บุคคลผู้ตั้งใจเข้ามาบวชในพระธรรมวินัย ไม่ว่าจะบวชเป็นพระภิกษุหรือเป็นสามเณรก็ตามต้องมีการสำรวมระวัง กาย วาจา ใจ อันเป็นข้อวัตรปฏิบัติ ที่เรียกว่าคุณธรรมที่ทำให้เป็นสมณะในเบื้องต้น ควรมีคุณธรรม ดังนี้

1. สำรวมมือ
2. สำรวมเท้า
3. สำรวมวาจา
4. สำรวมตน
5. ยินดีธรรมภายใน
6. มีจิตตั้งมั่น
7. สันโดษ
8. อยู่ผู้เดียว

จุดมุ่งหมายของธรรมสำหรับบรรพชิต

เพื่อเป็นการฝึกหัดกาย วาจา ให้อยู่ในระเบียบ อยู่ในกรอบที่กำหนด และเพื่อเป็นเครื่องขัดเกลากิเลสอย่างหยาบ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา น่าเคารพ น่ากราบไหว้ ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่ของสักการะ ควรแก่ของบูชา

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com