ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พุทธสัจจะ

การเกิดนิกายและสำนักทางพุทธสัจจะ
ลักษณะของพุทธสัจจะ
หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
การเข้าใจและเข้าถึงพุทธปรัชญา
วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า

การเกิดนิกายและสำนักทางพุทธสัจจะ

ถึงแม้จะมีการทำสังคายนาคำสั่งสอนจนถือว่าเป็นที่ยุติแล้วก็ตาม แต่ยังมีสาวกบางกลุ่มได้พยายามตีความคำสอนนั้นตามอำเภอใจของตนและดำเนินชีวิตตามที่ตนเองเห็นชอบอีกด้วย ทำให้เกิดการแตกออกเป็น 4 สำนักใหญ่ๆ ดังนี้

สำนักมาธยมิกะ

เป็นสำนักทางปรัชญาในนิกายมหายาน นาคารชุน เป็นผู้ก่อตั้งปรัชญาสำนักมาธยมิกะ คำว่ามาธยมิกะ หมายถึง ทางสายลาง (มาธยมา ปฏิบัติ) ซึ่งนาคารชุนสอนมุ่งถึงอัตถิตา และนัตถิตา ของทุกสิ่งทุกอย่าง ปรัชญาสำนักนี้มองสิ่งต่าง ๆ ที่ธรรมชาติเป็นอย่างนั้น (ตถตา) ตถตาเป็นคำสอนของอัศวโฆษะ หรือ เป็นไปอย่างนั้นเอง ปราศจากแก่นสารอมตะ มีแต่ความว่างเปล่า จึงเรียกว่า ศูนยวาท

  • มาธยมิกะ ใช้การวิภาษวิธีในการตีความหมายของเนื้อหาพุทธธรรม ทัศนะของกลุ่มมหายานส่วนใหญ่ต่างเน้นเรื่องอนัตตา และมองว่าทุกสิ่งว่างจากแก่นสาร มีความว่างเป็นจุดสุดท้ายจึงเรียกว่า ศูนย์วาทะ (พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์, 2549 : 43)
  • มาธยมิกะ ไม่ได้ถือว่า สิ่งใด ๆ มีสารัตกะ หรือ ธรรมชาติที่เป็นเฉพาะของตนเอง แม้แต่ความร้อนก็พูดไม่ได้ว่าเป็นสารวัตรของธาตุไฟ เพราะความร้อนและไฟ ต่างก็เป็นสิ่งที่เกิดมาจากการรวมตัวของปัจจัยอื่น ๆ มากมาย และสิ่งใดที่เกิดมาเพราะอาศัยปัจจัยอื่น ๆ มากมายไม่อาจจะกล่าวได้ว่า “มันมีธรรมชาติแท้ หรือสารัตกะเป็นของตนเอง” สิ่งใดที่มีธรรมชาติหรือลักษณะแท้ซึ่งไม่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นเกิดในความเป็นจริงไม่มีเลย เราจึงพูดไม่ได้ว่า "มันมีอยู่" ถ้าสิ่งหนึ่งไม่มีสารัตถะ หรือไม่มีการเป็นอยู่ด้วยตัวเอง เราก็ไม่อาจจะยืนยันสารรัตถะของสิ่งใด ๆ ที่ว่า "มี" และเราก็ไม่คงจะยืนยันในเชิงปฏิเสธอีกด้วย

สำนักโยคาจาร

เป็นสำนักทางปรัชญาในนิกายมหายาน ไมตรียนาถ เป็นผู้ก่อตั้งสำนักโยคาจาร และนักปรัชญาสำคัญ มีท่าน อัศวโฆษะ มีชีวิตในช่วง ปี ค.ศ. 100 และ อารยเทวะเป็นปรัชญาแบบจิตนิยมเชิงจิตวิสัย (Subjective Idialism) ท่านอสังคะ แต่งโยคาจารภูมิ และมหายานสัม

  • ปรัชญาสำนักนี้ ยืนยันว่า สรรพสิ่งที่เกิดมาจากแดนเกิดแรก คือ วิญญาณ และเป็นเครื่องแสดงออกของวิญญาณเดิม ที่เรียกว่า อาลยวิญญาณ ซึ่งอยู่เหนือผู้รู้และอารมณ์ (พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์, 2549 : 36) ที่ปรัชญาสำนักนี้ชื่อว่า โยคาจาร เพราะการศึกษาให้รู้แจ้งสัจธรรมขั้นสูงสุดโดยการปฏิบัติ ปรัชญาโยคาจารกำเนิดขึ้นมาเพราะมีแนวคิดของปรัชญามาธยมิกที่ถือว่าความจริงทาง จิตไม่มี ปรัชญาโยคาจารแย้งว่าถ้าความจริงทางจิตไม่มีเสียแล้ว เหตุผลและทัศนะทุกอย่างก็ไม่จริงทั้งหมด และนักปรัชญามาธยมิกะ ไม่อาจยืนยันได้ว่าเหตุผลของตนถูกต้อง การกล่าวว่า ทุกสิ่งทั้งกาย และทางจิตไม่จริงนั้นเป็นการขัดแย้งในตัวเอง (พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์, 2549 : 36)
  • ปรัชญาสำนักนี้ปฏิเสธลักษณะภาพทางวัตถุวิสัยของโลกภายนอก ยอมรับว่ามีวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนแต่ละดวงเป็นขณิกะ (ชั่วคราว) เช่น ขณิกสมาธิ (สมาธิชั่วคราว) มีปัจจัยปรุงแต่ง (เจตสิก) ของตนเองและแสวงหาความรู้เพื่ออธิบาย ปรากฏการณ์ที่ประสบ โยคาจาร ถือว่าอวิชชาเป็นเหตุ เราจึงจำแนกวิญญาณหนึ่ง ๆ ออกเป็นตัวผู้นำ กรรม และความรู้สึกรู้ ซึ่งความจริง แล้ว วิญญาณเดิมนั้นมีลักษณะบริสุทธิ์ และจำแนกไม่ได้

 

สำนักเสาตรันติกะ

เป็นสำนักทางปรัชญาในนิกายหีนยาน ผู้ก่อตั้งปรัชญาสำนักนี้คือกุมารลาตะ (Kumarlata) แห่งนาครตักสิลา ปรัชญาสำนักเสาตรันติกะหรือวิพากษ์สัจนิยม ปฏิเสธคัมภีร์อภิธรรมทั้งหมด และยึดมั่นอยู่ในพระสูตรของพระพุทธองค์โดยตรง ทัศนะเกี่ยวกับการมีอยู่ของธาตุประกอบว่ามีอยู่ตลอดกาล ปรัชญาพุทธบางสาขาถือว่าธาตุประกอบ (ธรรม) ทั้งปวงมีอยู่ตลอดกาล คือในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่ปรัชญาสำนักเสาตรันติกะโต้แย้งโดยการตั้งคำถามเชิงวิจารณ์ว่า ถ้าหากว่าธาตุประกอบในอดีตและในอนาคตมีอยู่เหมือนกับที่มันมีอยู่ในปัจจุบัน เหตุใดมันจึงเป็นอนาคตและอดีต? ความแตกต่างกันชั่วคราวของสิ่งทั้งปวงจึงถูกปิดบังไว้ และไม่สามารถกล่าวได้เช่นกันว่า สารัตถะหรือแก่นแท้ของธาตุประกอบหนึ่งมีอยู่ในอดีตและอนาคตโดยไม่ใช่เป็นเพราะการกระทำตามหน้าที่ของมัน เพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่เป็นอะไรเลยเป็นแต่เพียงการกระทำตามหน้าที่ของมัน การยอมรับการมีอยู่อย่างต่อเนื่องของธาตุประกอบ เป็นการยอมรับปรัชญาอกาลิกนิยมอย่างหนึ่ง และไม่จำเป็นที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ปรากฏอยู่เป็นสิ่งที่เกิดจากความนึกคิด แนวความคิดเช่นนี้ อาจทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องขึ้นมา คืออนาคตอันห่างไกลสภาพความไม่มีอยู่ หรือนิพพานที่ไม่สามารถเข้าถึง อาจมีอยู่เมื่อคิดว่ามันมีอยู่

สำนักไวภาษิกะ

เป็นสำนักทางปรัชญาในนิกายหีนยาน สืบเนื่องมาจากการทำสังคายนาที่แคชเมียร์ อรรถกถาพระไตรปิฎกได้รับการแต่งและจารึกเป็นภาษาสันสกฤต โดยการอำนวยการของท่านวสุมิตร คัมภีร์ชื่อ "อภิธรรมมหาวิภาษาศาสตร์" ที่อธิบายคัมภีร์อภิธรรม

ไวภาษิกะ ถือว่า สิ่งที่มีอยู่จริง มีทั้งร่างกาย(วัตถุ) และจิตใจ (นามธรรม) แต่ละอย่างที่อยู่เป็นอิสระแยกจากกันไม่ขึ้นแก่กัน และสภาวะทั้ง 2 อย่างคือ วัตถุ และนามธรรม ต่างก็มีส่วนประกอบหลายอย่าง ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะมีสภาพเป็นอมตะ สรรพสิ่งมีการผันแปรเปลี่ยนแปลงเสมอ นอกจาก สภาวะ 3 อย่างคืออวกาศ และนิพพาน 2 อย่าง ซึ่งคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบที่เล็กที่สุดของวัตถุคือปรมาณู เมื่อปรมาณูรวมตัวกัน วัตถุก็ก่อเป็นรูปร่างขึ้นมา แต่ภาวะของปรมาณูเราไม่อาจสัมผัสได้ นอกจากจะสัมผัสกลุ่มที่ได้รวมตัวกันแล้วของปรมาณูที่ปรากฏเป็นรูปร่างออกมาเท่านั้น (พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์, 2549 :25)

ไวภาษิกะยืนยันว่า วัตถุภายนอกมีอยู่ เรารับรู้วัตถุนั้นในฐานะที่เป็นอารมณ์ของประจักษ์ไม่ต้องมีสิ่งใดมาเป็นตัวกลางระหว่างประสาทสัมผัสและอารมณ์ภายนอก ความรู้ก็เกิดขึ้นแล้วความรู้ทางอายตนะ ตา หู และใจ ไม่ต้องสัมผัสถึงตัววัตถุก็รับรู้ได้ แต่ความรู้ทางอายตนะอื่นๆคือจมูก ลิ้น และกาย ต้องสัมผัสถูกต้องวัตถุ (อารมณ์) นั้นโดยตรง จึงรับรู้ได้ เช่นจมูกสัมผัสกลิ่น จึงรับรู้กลิ่น ลิ้นสัมผัสรส จึงรู้รสเค็ม เปรี้ยว เป็นต้น เมื่ออายตนะภายนอกกับอายตนะภายใน 2 อย่างสัมผัสกันการปรุงแต่งทางใจเกิดขึ้นมา เพราะอาศัยการปรุงแต่งทางใจ จิตจึงเกิดการรู้แจ้งขึ้นมา

สรุปสำนักทางสัจจะ

สำนักทางพุทธปรัชญา 4 สำนัก ที่กล่าวมา หลักการใหญ่ๆ ที่มีความคล้ายคลึงกัน คือ สิ่งที่ถูกรู้นั้นคือ ธรรมชาติ (ภายนอก) ซึ่งเราจะรู้ความจริงเหล่านั้นได้จากการที่เรามีจิตใจที่มุ่งหวังและมีความพยายามใฝ่ในความรู้ด้วยตัวของเรา และพุทธปรัชญา 4 สำนักนั้นโต้เถียงกันในเรื่องความจริงขั้นสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา โดยเหตุแห่งความแตกต่างทางความคิดก็มาจากการที่ยึดหลักธรรมคนละอย่างในการอธิบายสภาวะแห่งความรู้และนิพพาน โดยสำนักมาธยามิกะมีความเข้าใจว่า ไม่มีสัจธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเลยไม่ว่าจะเป็นทางกาย หรือ ทางใจ และถือว่าทุกอย่างว่างหรือสูญ เรียกว่า สูญญตา และโยคาจารนั้นก็เข้าใจไปในทำนองเดียวกันว่า จิตอย่างเดียวเท่านั้นที่มีอยู่ ส่วนโลกียวัตถุทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่สูญเปล่าจากความจริง

แต่สำนักเสาตรันติกะ และสำนักไวภาษิกะ ถือว่าวัตถุและจิตใจเป็นสิ่งมีอยู่จริง และสำนักเสาตรันติกะเข้าใจว่าสิ่งภายนอกนั้นเราไม่สามารถสัมผัสได้และก็สัมผัสไม่ได้เลย แต่เราสามารถเข้าใจสิ่งนั้นได้โดยการอาศัยการอนุมาน และสำนักไวภาษิกะ มีความคิดว่า การรับรู้โลก

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

ข้อเขียน-บทความ »

» จินตนา แก้วขาว กราบเธอที่ดวงใจ
» ทะริด ตะนาวศรี คนไทยที่ถูกลืม
» ปู่เย็น ณ สะพานลำใย แห่งลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี

» จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ (รวมงานเขียน)
» ฉายเดี่ยว (รวมงานเขียน)
» งูเขียว หางบอบช้ำ (รวมงานเขียน)

» ตีหัวเข้าบ้าน ตะคอกโลก ตีหัวหมา
» ผายลมนี้มีผลย้อนหลัง
» ได้แต่หวังว่า เราจะอยู่ร่วมกันได้บนโลกที่เปรียบเสมือนบ้านของเราใบนี้ ด้วยความรู้สึกที่ดีประดุจดั่งกินข้าวจากหม้อเดียวกัน

» ขอเป็นตาแก่ขี้บ่นในหัวใจเธอ
» เมื่อคนขับรถปลอมตัวไปเล่นหุ้น (บันทึกการเล่นสด)

นิยาย-เรื่องสั้น »

» ตำนานบันลือโลก
» บันทึกทรราชย์
» ผมเกือบได้เป็นนักแต่งเพลงชื่อดังเสียแล้ว
» ชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งหลังเกษียณ
» แสนยานุภาพแห่งการรอคอย