Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มนุษย์ในทัศนะของเซน

ธรรมชาติส่วนที่เกี่ยวกับการบรรลุธรรม
ธรรมชาติของจิต

ธรรมชาติส่วนที่เกี่ยวกับการบรรลุธรรม

ในคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาท ท่านแบ่งคนออกเป็นสี่ประเภทตามความสามารถในการเข้าใจธรรม ดังนี้

  1. อุคฆฎิตัญญูบุคคล ได้แก่ คนที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจธรรมสูง ได้ยินข้อธรรมแต่เพียงย่อๆ ก็สามารถทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
  2. วิปจิตัญญูบุคคล ได้แก่ คนที่ไม่สามารถเข้าใจธรรมได้รวดเร็วอย่างพวกแรก คนกลุ่มนี้จะเข้าใจธรรมต่อเมื่อมีผู้ชี้แจงรายละเอียดข้อธรรมนั้นๆ อย่างชัดเจน
  3. เนยยบุคคล ได้แก่ คนที่แม้จะมีผู้ชี้แจงข้อธรรมนั้นๆ อย่างละเอียดชัดแจ้งให้ฟังแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าใจ ต้องอาศัยฟังบ่อยๆ นานๆ จึงจะค่อยๆ เข้าใจขึ้นเป็นลำดับ
  4. ปทปรมบุคคล ได้แก่ คนที่ไม่สามารถทำความเข้าใจธรรมได้เลย คนประเภทนี้ไม่มีทางที่ใครจะช่วยให้เขาใจธรรมได้ ไม่ว่าคนที่จะช่วยนั้นจะมีความสามารถเพียงใดหรือใช้ความพยายามมากเท่าไรก็ตาม

กล่าวให้ง่ายเข้าก็คือ พุทธศาสนาเถรวาทมองว่าคนเรามีความสามารถในการเข้าใจธรรมต่างกัน คนบางคนแค่ได้ยินหัวข้อธรรมย่อ ๆ ก็สามารถนำมาคิดต่อแล้วเข้าใจเนื้อหาข้อธรรมนั้นได้เอง บางคนได้ยินข้อธรรมย่อๆ ไม่พอต้องมีคนชี้แจงรายละเอียดอย่างกระจ่างเสียก่อนจึงจเเข้าใจตามได้ บางคนแม้จะมีผู้ชี้แจงเนื้อหาของธรรมนั้นอย่างละเอียดทุกแง่มุมก็ไม่อาจทำความเข้าใจได้ทันที ต้องนำกลับมาคิดบ่อยๆ ฟังบ่อยๆ จึงจะค่อยเข้าใจขึ้นเป็นลำดับ แต่บางคนไม่มีทางเข้าใจเนื้อหาธรรมได้เลยเพราะมีความบกพร่องบางประการในทางสติปัญญา

ความแตกต่างที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องที่เราอาจะพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน คนบางคนฉลาด ครูพูดอะไรให้ฟังนิดหน่อยก็สามารถติดต่อแล้วเข้าใจในส่วนที่ครูยังไม่ได้พูดถึง บางคนก็สติปัญญาปานกลาง จะเข้าใจอะไรก็ต่อเมื่อได้ศึกษารายละเอียดของสิ่งนั้นอย่างครบถ้วนแล้ว บางคนสติปัญญาค่อนข้างทึบ ต้องอาศัยความขยันหมั่นเพียรจึงจะสามารถเรียนรู้อะไรได้ แต่บางคนสติปัญญาพิการ ไม่อาจเข้าใจหรือเรียนรู้สิ่งที่คนปกติสามารถเรียนรู้ได้ ความแตกต่างเหล่านี้เป็นเรื่องทางกายภาพ เป็นคนแตกต่างที่มีสาเหตุมาจากความแตกต่างด้านสมรรถนะของสมอง ความแตกต่างที่กล่าวมาข้างต้นพึงสังเกตว่าเป็นความแตกต่างที่สืบเนื่องมาจากความแตกต่างด้านกายภาพ คนที่มีสมองพิการย่อมมีความสามารถในการเข้าใจธรรมต่ำหรือไม่สามารถเข้าใจได้เลย คนที่มีสมรรถนะของสมองต่ำกว่าปกติ พุทธศาสนาถือว่าเป็นเรื่องทางร่างกาย หากแต่เป็นเรื่องทางร่างกายที่ส่งผลมาถึงเรื่องทางจิตใจด้วย แม้ในคนที่ปกติก็ตาม การที่คนบางคนฉลาดกว่าคนอื่นก็เป็นเรื่องทางร่างกายเช่นกัน ความแตกต่างทางร่างกายนี้อยู่นอกเหนือวิสัยที่พุทธศาสนาจะปรับหรือช่วยเหลือให้เท่าเทียมกันได้ เพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาเป็นหลักคำสอนที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องเฉพาะการแก้ปัญหาทางจิตเท่านั้น ดังนั้น ในการพิจารณาว่าปัญหาใดพุทธศาสนาสามารถแก้ไขได้หรือไม่ สิ่งหนึ่งที่เราต้องคำนึงก็คือปัญหานั้นเป็นปัญหาทางด้านกายภาพหรือเป็นปัญหาทางจิตใจ ปัญหาทางด้านกายภาพบางอย่างมีผลกระทบมาถึงจิตใจ (เช่นสมองพิการย่อมมีผลกระทบถึงภาวะทางจิตใจ) แต่ปัญหาบางอย่างไม่มีผลกระทบมาถึงจิตใจ (เช่นแขนพิการไม่มีผลต่อภาวะทางจิตใจ) ในการเข้าใจธรรม ปัจจัยแรกสุดที่จำเป็นก็คือคนผู้นั้นต้องอยู่ในภาวะที่จิตใจเป็นปกติสามารถคิดหรือใช้เหตุผล ได้ตามปกติอย่างคนทั่วไป คนบ้า คนเสียสติ หรือคนที่มีสมองพิการจนไม่อยู่ในภาวะที่จะคิดหรือใช้เหตุผลได้อย่างคนทั่วไป พุทธศาสนาถือว่าเป็นบุคคลที่ไม่อยู่ในวิสัยที่จะเข้าใจธรรมได้

 

จากที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า พุทธศาสนาแบ่งคนออกเป็นสองจำพวก พวกแรกคือคนปกติ มีความสามารถที่จะคิดหรือใช้เหตุผล ส่วนพวกหลังเป็นพวกที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และความบกพร่องดังกล่าวนั้นส่งผลมาถึงภาวะทางจิตใจไม่สามารถคิดหรือใช้เหตุผลได้อย่างปกติทั่วไป ในคนสองจำพวกนี้ คนพวกแรกเท่านั้นที่สามารถเข้าใจธรรมได้ และในจำพวกที่สามารถเข้าใจธรรมได้นี้ยังแบ่งออกเป็นสามจำพวก คือ พวกที่สามารถเข้าใจได้เร็ว พวกที่สามารถเข้าใจได้ปานกลางและพวกที่สามารถเข้าใจได้ช้า นี่คือธรรมชาติของคนส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับการเข้าใจธรรมในทัศนะของพุทธศาสนาเถรวาท

นิกายเซนยอมรับว่าคนเรามีสองจำพวกคือ คนปกติกับคนผิดปกติตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่ในส่วนของคนปกตินั้นเซนมองแตกต่างไปจากเถรวาท ในทัศนะของเซนคนปกติทุกคนมีธรรมชาติอย่างหนึ่งในตัวเสมอเหมือนกัน ธรรมชาติที่ว่านี้เรียกว่า พุทธภาวะ (Buddhaood) หรือธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ (Buddha – nature) พุทธภาวะที่ว่านี้หมายถึงสิ่งสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในตัวคน และสิ่งนี้เองที่ทำให้คนสามารถเข้าใจธรรมแล้วก้าวสู่ความหลุดพ้นได้ หรืออีกนัยหนึ่ง พุทธภาวะคือความสามารถที่จะเข้าใจธรรมแล้วก้าวสู่ความหลุดพ้นได้ ความสามารถที่ว่านี้เซนถือว่าคนทุกคนมีอยู่เท่ากัน ไม่มีใครมีมากกว่าใคร

ท่านฮุยเน้ง (Hui – neng 638 - 713 A.D.) สังฆปริมาณยกองค์ที่หกแห่งนิกายเซนมีทัศนะว่า หากมองแง่มุมที่ว่าคนทุกคนต่างก็มีพุทธภาวะเท่าเทียมกัน ย่อมไม่มีความแตกต่างระหว่างพุทธบุคคล (ผู้รู้แจ้งแล้ว) กับปุถุชนที่ยังเต็มไปด้วยกิเลส ผู้รู้แจ้งแล้วคือบุคคลที่สามารถขัดเกลาอาสวกิเลส ที่หุ้มห่อพุทธภาวธรรมได้หมดสิ้น ส่วนปุถุชนคือคนที่ยังไม่อาจขจัดอาวกกิเลสที่หุ้มห่อพุทธภาวะออกไปได้ ความแตกต่างอยู่ที่จุดนี้ แต่ที่ทั้งคู่มีเหมือนกันคือพุทธภาวะ ดังนั้น หากจะให้เซนมองพระอริยบุคคลกับปุถุชนที่ฝ่ายเถรวาทเห็นว่าแตกต่างกัน เซนก็คงมองว่า ส่วนที่แตกต่างกันนั้นอยู่ที่พุทธภาวะของพระอรหันต์ไม่มีอาสวกิเลสหุ้มห่อ ส่วนพุทธภาวะของพระอนาคมมี พระสกิทาคามีพระโสดาบัน กัลยาณปุถุชน และปุถุชนธรรมดามีอาสวกิเลสหุ้มห่อหนาบางลดหลั่นกันลงมา ส่วนที่แตกต่างอยู่ที่จุดนี้ แต่ที่ทั้งหมดมีเหมือนก็คือพุทธภาวะ

ท่านผู้ใฝ่ศึกษาทั้งหลาย! เนื้อแท้แห่งจิตของเราซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์หรือแก่นของการรู้แจ้งนั้นบริสุทธิ์อยู่แล้วตามธรรมชาติ เราจะสามารถบรรลุถึงความเป็นพุทธะได้โดยตรงก็ด้วยการใช้จิตนี้ให้เป็นประโยชน์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ท่านผู้ใฝ่ศึกษาทั้งหลาย ! ปัญญาสำหรับรู้แจ้งมีอยู่แล้วภายในตัวเราทุกคนหากแต่เพราะมายาที่หุ้มห่อจิตของเราเป็นเหตุ เราจึงไม่รู้ว่าภายในตัวเรามีปัญญาดังกล่าวนี้อยู่ เมื่อไม่รู้เราจึงต้องเที่ยวเสาะหาท่านผู้รู้พ่อให้ท่านเหล่านั้น ชี้แนะทางให้แก่เรา ก่อนที่เราจะสามารถรู้จักเนื้อแท้แห่งจิตของเราด้วยตัวเราเอง พึงทราบว่าเมื่อมองจากแง่ของธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะแล้ว ย่อมไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้รู้แจ้งแล้วกับผู้ที่ยังมืดมนอยู่ ความแตกต่างนั้นอยู่ตรงคนแรกรู้ว่าภายในตัวของเขามีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะอยู่ ส่วนคนกลางไม่รู้

ทัศนะของเซนตามที่แสดงมานี้ หากพิจารณาโดยผิวเผิน อาจเห็นว่าขัดแย้งกับทัศนะของฝ่ายเถรวาท แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ดีแล้วจะเห็นว่าไม่ขัด เถรวาทมองจากแง่มุมหนึ่งแล้วสรุปว่าพระอริยบุคคลกับปุถุชนต่างกัน แต่เซนมองจากอีกแง่มุมหนึ่งจึงสรุปว่าพระอริยบุคคลกับปุถุชนไม่ต่างกัน ข้อนี้เปรียบได้กับคนสองคนมองก้อนทองคำสองก้อน ก่อนหนึ่งแวววาวไม่มีความฝุ่นจับ ส่วนอีกก้อนมีคราบฝุ่นจับหนาจนมองไม่เห็นเนื้อทองคำ คนแรกมองแล้วสรุปว่าทองคำสองก้อนนี้ต่างกันเพราะก้อนหนึ่งแวววาวอีกก้อนหม่นหมอง คนที่สองมองแล้งสรุปว่าทองคำสองก้อนนี้ไม่ต้องกัน เพราะเนื้อทองคำสองก้อนนี้เหมือนกัน ส่วนที่ต่างกันนั้นเป็นเปลือกนอก ไม่ใช่เนื้อทองคำ เนื้อทองคำแท้ ๆ อันเป็นสาระสำคัญของทองคำทั้งสองก้อนนั้นไม่ต่างกันเลย ส่วนที่ต่างกันนั้นคือเปลือกนอก หาใช่สาระสำคัญหรือเนื้อแท้ของทองคำไม่ ความเห็นของคนสองคนนี้คงไม่มีใครอยากเรียกว่าเป็นความเห็นที่ขัดแย้งกัน เพราะพูดกันคนละเรื่อง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com