Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

ภาวะวิทยา ญาณวิทยา และวิธีวิทยา

แนวพินิจทางรัฐศาสตร์
ภาวะวิทยา ญาณวิทยา และวิธีวิทยา

ผศ. เชิญ ชวิณณ์ ศรีสุวรรณ

พัฒนาการของรัฐศาสตร์ในแง่สาขาวิชา
ลักษณะเด่นของ “พฤติกรรมศาสตร์”
สาระสำคัญของวิชารัฐศาสตร์ช่วงหลังทศวรรษ 1970
ความหมายทั่วไปของ Approach
แนวพินิจการแจกแจงอำนาจ (Power Distribution Approach)
ลักษณะสำคัญของพหุนิยม
วิพากษ์ “พหุนิยม”
แนวพินิจชนชั้นนำ (Elite Approach)
วิเคราะห์ Classical Elitists
พื้นฐานคุณลักษณะทางจิตฯ 6 ชั้น
จุดเน้นของแนวพินิจชนชั้นนำแบบคลาสสิก
แนวพินิจชนชั้นนำแบบใหม่

พัฒนาการของรัฐศาสตร์ในแง่สาขาวิชา

ในแง่ของ “สาขาวิชา (Discipline)” ในหมวดวิชาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) ถือได้ว่า รัฐศาสตร์ เป็นสาขาวิชาสุดท้าย ที่ถือกำเนิดขึ้นมา ในระดับที่ มีการสอนในมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยแห่งแรก ที่ได้จัดตั้งสาขารัฐศาสตร์ เป็น คณะ หรือ สำนัก ได้แก่ École Libre des Sciences Politiques ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1872 (ซึ่งปัจจุบัน เปลี่ยนชื่อเป็น Institut d’Études Politiques)

อันที่จริง ก่อนหน้าที่จะมีการจัดตั้งเป็น คณะ หรือ สำนักรัฐศาสตร์, ดังในกรณีของประเทศฝรั่งเศส, วิชารัฐศาสตร์ ได้เปิดสอนในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ในประเทศเยอรมัน เรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า Staatswissenschaft (อ่านว่า “สต๊าต สวิซเซ่นช้าฟทฺ”, ซึ่ง Staat ก็คือ State ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า “รัฐ”, และ swissenschaft ก็คือ science ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า “ศาสตร์”. พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (พระองค์เจ้า วรรณ ไวทยากร) จึงทรงบัญญัติศัพท์เป็นภาษาไทยว่า “รัฐศาสตร์”, ตรงตามรากศัพท์ภาษาเยอรมัน. {ดูรายละเอียดจาก : วิทยทัศน์พระองค์วรรณฯ (กรุงเทพ: มูลนิธินราธิปประพันธ์พงศ์-วรวรรณ, 2544), หน้า 197-331}. อีกวิชาหนึ่งที่มีการสอนในมหาวิทยาลัยเยอรมัน ได้แก่ วิชา Staatsrechtslehre ซึ่งเรียกย่อว่า Staatslehre อันเป็นเรื่องของ กฎหมายมหาชน(Public Law). วิชา Staatswissenschaft นั้น เน้นการศึกษาเกี่ยวกับ รัฐ, การใช้อำนาจของรัฐ โดยเฉพาะอำนาจตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้, การรวมศูนย์อำนาจ ไว้ที่รัฐบาล, และ การที่รัฐมีอำนาจเหนือศาสนา

การจัดตั้งมหาวิทยาลัยในอเมริกา, ในช่วงที่ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ, ได้รับอิทธิพลจากรูปแบบสถาบันการศึกษาของอังกฤษ และจากสก๊อตแลนด์, แต่ก็ไม่ได้มาตรฐานตามระบบการศึกษาของยุโรป. แม้แต่มหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุด คือ ฮาร์วาร์ด (Harvard) ซึ่งก่อตั้งในปี 1636, และตั้งชื่อตาม John Harvard ผู้อุปถัมภ์มหาวิทยาลัยคนแรก ในปี 1639 {“Harvard”, Microsoft Encarta Reference Library 2004 (Microsoft: 1993-2003)} ก็ไม่ได้สอนอะไรมาก และไม่ได้สอนอะไรดีเท่าไหร่ (taught neither very much nor very well) {Waldo, 1975: 22}. จนถึงปี 1947 ที่ David Easton จบปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์ที่ฮาร์วาร์ด, David Easton ซึ่งปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ และศาสตราภิธานทางด้าน “แนวพินิจวิเคราะห์ระบบการเมือง” ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, วิทยาเขตเออร์ไวน์ (University of California, at Irvine), ก็ยังวิจารณ์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไว้ว่า “สมัยนั้น ต้องเรียนวิชาต่างๆ ตั้งแต่ ความคิดทางการเมือง, การเมืองท้องถิ่น, กฎหมายรัฐธรรมนูญ, นโยบายต่างประเทศ, ระเบียบกฏเกณฑ์ของรัฐบาลที่มีต่ออุตสาหกรรม, กลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มผลักดัน, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, การปกครองของต่างประเทศที่กำหนดเฉพาะเจาะจงไว้, และกระบวนการนิติบัญญัติในรัฐสภา. ตอนที่เรียนจบ หัวหมุนไปหมด. แต่ไม่มีใครช่วยให้หายสงสัยได้เลยว่า แค่สนใจเรื่องการเมือง ทำไมต้องเรียนวิชาที่กว้างขวางมากมายอย่างนั้น, ทั้งที่ควรจะเรียนเรื่องที่เกี่ยวกับการปกครองมากกว่า. หาเหตุผลไม่พบเลยว่า วิชารัฐศาสตร์เป็นเรื่องของอะไรกันแน่. ไม่มีกรอบทางทฤษฎีที่จะบอกได้ว่า วิชาต่างๆที่เรียนมา ควรจะอยู่ตรงไหน, หรือ ตรงประเด็นกับวิชารัฐศาสตร์จริงหรือไม่.”

ก่อนหน้าที่จะเกิด “สงครามกลางเมือง” ระหว่างรัฐฝ่ายเหนือ กับ รัฐฝ่ายใต้ ในสหรัฐอเมริกา (1861-1865) {Gallagher (2003)}, คนหนุ่มสาวอเมริกัน จำนวนหนึ่ง ได้ออกเดินทางไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแถบยุโรป. ส่วนใหญ่ มุ่งหน้าไปที่ มหาวิทยาลัยในเยอรมัน, เพราะเป็นแหล่งการศึกษาระดับสูงที่มีชื่อเสียงของโลก, ในสมัยนั้น. เมื่อพวกเขาสำเร็จการศึกษาจากเยอรมัน, นอกจากพวกเขาจะได้นำความรู้ใหม่ๆและทักษะที่ได้รับการศึกษาอบรมมา กลับสู่อเมริกาแล้ว, พวกเขายังได้นำความคิดใหม่เกี่ยวกับ “มหาวิทยาลัย” ที่ได้พบเห็นในเยอรมัน, กลับมาสู่บ้านเกิดเมืองนอนด้วย. ดังนั้น ในช่วงปี 1862, และปี 1890, รัฐบาลสหรัฐ(ซึ่งเป็นรัฐฝ่ายเหนือ) ได้ออกรัฐบัญญัติชื่อ Morrill Acts เพื่อให้ทุนสนับสนุน จัดซื้อที่ดินและปลูกสร้างอาคารเรียน, เพื่อจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัย ทำการสอนด้านเกษตรกรรม, วิทยาศาสตร์, และวิศวกรรมศาสตร์, และได้เปิดสอนในวิชาอื่นๆเพิ่มขึ้น ในเวลาต่อมา. มหาวิทยาลัยอย่างเช่น Johns Hopkins และ Cornell, ซึ่งเกิดขึ้นหลังมหาวิทยาลัย Harvard และ Columbia, ได้ยึดหลักการ ที่จะเป็น “มหาวิทยาลัยที่แท้จริง” ตามแบบอย่างของเยอรมัน, กล่าวคือ เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูง ที่จะฝึกฝนความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน, ความเป็นมืออาชีพ, และความสามารถด้านการวิจัย เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่ๆจึงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในด้านหลักสูตรการสอน, วิธีการในการศึกษา, รวมถึง การจัดการการศึกษา, เพื่อสร้างดุษฎีบัณฑิต ขึ้นมาเสริมระดับบัณฑิตและมหาบัณฑิต, ในระยะเวลาถัดมา

ชาวเยอรมัน ที่อพยพเข้ามาในสหรัฐฯ และได้รับการว่าจ้างให้สอนในมหาวิทยาลัย South Carolina เป็นคนแรก, และในเวลาต่อมา ได้สอนในมหาวิทยาลัย Columbia (New York City) ในปี 1857 (ซึ่งในตอนนั้น ยังเรียกว่า Columbia College), ได้แก่ Francis Lieber. {Ball, 2002; Dryzek, 2001; Waldo, 1975: 25-26}.

Lieber ได้สอนวิชาประวัติศาสตร์และการเมือง ที่ Columbia College และได้สอนนักศึกษาอเมริกันคนหนึ่ง ซึ่งเคยเรียนที่ École Libre des Sciences Politiques ณ กรุงปารีสมาก่อน, ชื่อ John W. Burgess, ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับเรียนดีที่สุด ของมหาวิทยาลัย นับตั้งแต่ก่อตั้งมา{ Roskin, 2007}. ในเวลาต่อมา, เมื่อ Burgess สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จาก Columbia College จึงได้งานเป็นอาจารย์สอน ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้.

อาจารย์ John W. Burgess ได้เสนอแนะให้ คณะกรรมการจัดการทรัพย์สิน(Trustees) ของ วิทยาลัยโคลัมเบีย (ชื่อเดิม ในสมัยนั้น), จัดตั้ง คณะรัฐศาสตร์ (School of Political Science) ขึ้นมา เป็นแห่งแรกของมหาวิทยาลัยในสหรัฐ, และปรากฏว่า สามารถดำเนินการจนแล้วเสร็จ ในเดือนมิถุนายน ปี 1880. ถัดจากนั้นไม่นานนัก มหาวิทยาลัย Johns Hopkins (ซึ่งตั้งขึ้นในปี 1876 ที่เมือง Baltimore, รัฐ Maryland) ก็ได้ตั้งคณะรัฐศาสตร์ขึ้นมาบ้าง โดยแยกตัวออกจาก คณะประวัติศาสตร์และการเมือง (ซึ่งเป็นชื่อเดิม). ในเวลาไล่เลี่ยกัน ถัดมาอีกเพียงเล็กน้อย มหาวิทยาลัย Michigan ก็ได้จัดตั้ง คณะรัฐศาสตร์ขึ้นมาเช่นกัน, ถือได้ว่า ทั้งสามมหาวิทยาลัยนี้ เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกๆของสหรัฐ ที่มีการก่อตั้งคณะรัฐศาสตร์ขึ้น

พัฒนาการของสาขาวิชารัฐศาสตร์ ในสหราชอาณาจักรอังกฤษ เป็นไปในทางตรงกันข้ามกับสหรัฐ. แม้มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของอังกฤษ คือ มหาวิทยาลัย Oxford จะประสาทปริญญาบัตรทางด้านนิติศาสตร์, ปรัชญา, เศรษฐศาสตร์, และสาขาอื่นๆ, มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13, แต่การจัดตั้ง คณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัย Oxford เพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อปี 1912, ขณะที่สถาบันซึ่งเรียกว่า London School of Economics and Political Science (LSE) ซึ่งก่อตั้งมา ตั้งแต่ปี 1872 ก็ไม่ได้มี คณะรัฐศาสตร์, อย่างที่เป็นอยู่ ในมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา

ในญี่ปุ่น, เดิมนั้น วิชารัฐศาสตร์ ถูกจัดให้อยู่ใน คณะวรรณคดี, ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว, ตั้งแต่ปี 1887 (ปัจจุบัน ภาควิชารัฐศาสตร์ ถูกโอนไปอยู่กับ คณะนิติศาสตร์). ในฟิลิปปินส์, คณะรัฐศาสตร์ ได้รับการจัดตั้งขึ้น ใน มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ (University of the Phillipines-UP) ตั้งแต่ปี 1915. ในอินเดีย, คณะรัฐศาสตร์ก่อตั้งขึ้นที่มหาวิทยาลัย Saugar เมื่อปี 1946, และที่ มหาวิทยาลัย Osmania เมื่อปี 1948

ในประเทศไทย, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้จัดตั้ง จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (ชื่อเดิม, ชื่อใหม่คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ขึ้นในปี 1916, โดยมี คณะรัฐประศาสนศาสตร์ (Faculty of Public Administration) เป็นคณะหลัก เพื่อที่จะผลิตบัณฑิตให้เข้ามารับราชการ, มากกว่าประการอื่น.

หลังจากการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย, ในปี 1932, คณะราษฎร์ ซึ่งเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขณะนั้น, จึงได้ตั้ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง (ชื่อเดิม) ขึ้นมา. ในปี 1933. จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ได้เปลี่ยนชื่อ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มาเป็น คณะรัฐศาสตร์, แต่เปิดสอนได้เพียงปีเดียว ก็ต้องโอนหลักสูตรมาให้ทาง มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์และการเมือง ดำเนินการสอนแทน, ในปี 1934. จนกระทั่งปี 1948, ทาง จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย จึงก่อตั้ง คณะรัฐศาสตร์ ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง. ต่อมา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ก่อตั้ง ในปี 1965, ได้เริ่มจัดตั้ง ภาควิชารัฐศาสตร์ ขึ้นในคณะสังคมศาสตร์), มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ก่อตั้งปี 1971), ก็เริ่มเปิดสอน สาขาวิชารัฐศาสตร์ ซึ่งจัดตั้งเป็น ภาควิชา ขึ้นมาก่อนใน คณะนิติศาสตร์, ต่อมาในปี 1973 จึงได้แยกก่อตั้งเป็น คณะรัฐศาสตร์. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ก่อตั้ง ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ขึ้นในปี 1975, และ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ ได้ก่อตั้ง คณะวิทยาการจัดการ ขึ้นในปี 1979

Herbert Baxter Adams (1850-1901) อาจารย์ที่สอนวิชาประวัติศาสตร์ ในมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ได้เริ่มต้นเขียนหนังสือชุดรวม 4 เล่ม ที่มีชื่อว่า Johns Hopkins Studies in Historical and Political Science ขึ้นในปี 1884. ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้ที่นำคำว่า Political Science มาใช้ในตำราเป็นคนแรก ทั้งที่ ผลการศึกษาดังกล่าว จะเน้นการนำเอา วิธีวิทยา (Methodology) ในทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในมิติประวัติศาสตร์ ค่อนข้างมาก, และแนวคิดโดยรวมก็จัดได้ว่าเป็นแนวคิดทาง “ประวัติศาสตร์การเมือง” มากกว่าจะเป็นแนวคิดทาง “รัฐศาสตร์”.

อย่างไรก็ดี, ถ้าหากจะถือเกณฑ์ว่า นักวิชาการ ที่นำคำว่า Political Science มาใช้ในตำรารัฐศาสตร์เป็นคนแรก, ก็ต้องยกย่องอาจารย์ของมหาวิทยาลัย Cambridge (เคมบริดจ์) ที่ชื่อ John Robert Seeley เพราะเป็นผู้เขียนตำราที่ชื่อว่า An Introduction to Political Science ขึ้นในปี 1896 (โดยก่อนหน้านั้น มีอาจารย์ของมหาวิทยาลัย Oxford ชื่อ Sir Frederick Pollock ได้เขียนตำราชื่อ The History of the Science of Politics ขึ้นในปี 1890, หรือ เขียนก่อนหน้าถึง 6 ปี, เพียงแต่ ไม่เรียกว่า Political Science, เท่านั้นเอง)

Sir Pollock ได้เน้นให้เห็นความแตกต่าง ระหว่าง วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (ซึ่งศึกษาสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับศีลธรรม) กับ วิทยาศาสตร์ทางศีลธรรม ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับคนในสังคม, เกี่ยวกับการเมือง (เช่น จริยธรรมของผู้ปกครอง).

ขณะที่ Seeley ได้ชี้ให้เห็นว่า รัฐศาสตร์มีพื้นฐานความรู้มาจากประวัติศาสตร์, ซึ่งเน้นการรวบรวมข้อมูล, การตรวจสอบความถูกต้อง, และการแยกแยะ เพื่อค้นหาเหตุผลในการอธิบายข้อเท็จจริง.

พัฒนาการของสาขาวิชารัฐศาสตร์ในสหรัฐ ในระยะแรก, ก่อนที่จะมีการจัดตั้งเป็น “คณะ (Faculty)” หรือ “สำนัก (School)” ขึ้นที่ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในปี 1880, เน้นการเรียนการสอนอยู่ 3 อย่าง ได้แก่ :

(1) วรรณกรรมคลาสสิกที่คัดเลือกมา เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ด้านประวัติศาสตร์และภาษา (โดยเฉพาะภาษา Latin, ซึ่งเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตก);

(2) ความคิดทางการเมืองที่มีความคลาสสิก เช่น The Republic by Plato, Politics by Aristotle, ผลงานของ John Locke (ซึ่งเป็นรากฐานของ แนวคิดประชาธิปไตย);

(3) สนธิสัญญา และ ตำราทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศ

นักรัฐศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา ได้จัดตั้ง สมาคมรัฐศาสตร์อเมริกัน (American Political Science Association - APSR) ซึ่งเป็นสมาคมวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์, ขึ้นในปี 1903. หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด, ก็ได้กลายเป็นสมาคมวิชาชีพ ที่มีอิทธิพลทั้งทางด้านวิชาการ, ด้วยการนำเสนอ แนวพินิจ (Approaches) ใหม่ๆ, ผ่านวารสารของสมาคม ที่ชื่อ ปริทัศน์รัฐศาสตร์อเมริกัน (American Political Science Review) ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1906. ในเวลาเดียวกัน, ก็มีอิทธิพลทางด้านวิชาชีพ ด้วยการวิ่งเต้นโน้มน้าว หน่วยงานภาครัฐ, บุคลากรของรัฐบาล, มูลนิธิของภาคเอกชน, สมาคมวิชาชีพอื่นๆ, เพื่อให้ได้มาซึ่งการสนับสนุนและการช่วยเหลือด้านต่างๆ, จนสามารถจัดกิจกรรม ตั้งแต่ การอบรม, การให้รางวัล, การฝึกงาน, ได้ด้วยดี

“รัฐศาสตร์แบบอเมริกัน” หรือ การทำให้วิชารัฐศาสตร์เป็นแบบอเมริกัน (Americanization of the Discipline of Political Science) เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1908, เมื่อครูและผู้สอนในโรงเรียนต่างๆทั่วสหรัฐ ถูกกำหนดว่า ต้องมีความรู้เป็นอย่างดีทางด้านรัฐศาสตร์ ในช่วงทศวรรษ 1970, มีนักรัฐศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั่วทั้งโลก กว่า 17,000 คน, และในจำนวนนี้, 14,000 คน ทำงานอยู่ในสหรัฐ. บรรดาบทความและตำราทางด้านรัฐศาสตร์ ร้อยละ 95 ผลิตในสหรัฐทั้งสิ้น.

ถ้าหากลองพิจารณาจาก : คู่มือมาตรฐานด้านเนื้อหาของวิชาประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ สำหรับโรงเรียนในรัฐแคลิฟอร์เนีย  ก็จะพบว่า นักเรียนอเมริกันตั้งแต่ Grade One ซึ่งเทียบได้กับ ประถมศึกษาปีที่ 1 ของไทย, จะต้องมีความรู้ เกี่ยวกับ สัญลักษณ์ของสหรัฐอเมริกา (เช่น ธงชาติ, เพลงชาติ, เทพีสันติภาพ, ตรารูปนกอินทรีของสหรัฐ), ประเพณีของชาติ (รวมถึงวันหยุดที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติ), ซึ่งเป็นสื่อช่วยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติ, และ ประวัติศาสตร์เบื้องต้นของชาติ เกี่ยวกับ การประกาศเอกราช, หลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ.

นอกจากนั้น นักเรียนจะต้องเรียน แนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์อย่างกว้างๆ เกี่ยวกับ ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี, ทางเลือกที่มีเหตุผลของประชาชนอเมริกัน, และมีความรู้ด้าน ภูมิศาสตร์เบื้องต้น เกี่ยวกับ แผนที่สหรัฐอเมริกา, แผนที่รัฐแคลิฟอร์เนีย, แผนที่ชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่ร่วมกับเพื่อนคนอื่นๆ. ทั้งยังได้รับความรู้เรื่อง สิทธิและความรับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นพลเมืองอเมริกัน, เช่น สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งเมื่อบรรลุนิติภาวะ, เข้าใจกฎกติกามารยาท ที่จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างยุติธรรมและเสมอภาค, มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะ, เคารพสิทธิและความเห็นของผู้อื่น ซึ่งถือเป็น “กฎทอง(Golden Rule)” ของสังคมอเมริกัน. นักเรียนที่เรียนชั้นสูงขึ้น ยิ่งจะได้รับความรู้ ด้านประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ กว้างขวางและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น, เท่ากับเป็นการเตรียมตัวให้พลเมืองอเมริกัน มีความพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ในระบบประชาธิปไตย, ตั้งแต่เยาว์วัย

ในช่วงต้นทศวรรษ 1920, Moritz Schlick นักวิทยาศาสตร์ ชาว เยอรมัน ซึ่งสนใจด้าน Physics และ “ปรัชญาวิทยาศาสตร์ (Philosophy of Science)”, ได้รับการว่าจ้างให้เป็นอาจารย์สอน ใน มหาวิทยาลัยเวียนนา, ประเทศออสเตรีย. Schlick ได้เสนอแนวคิดที่ว่า ความรู้ที่แท้จริง คือ ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์. ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จะวางอยู่บนพื้นฐานของ การสังเกต, และ การทดลอง. สิ่งที่ไม่สามารถสังเกตได้ หรือ ไม่สามารถประจักษ์ว่ามีอยู่จริง, อย่างเช่น พระเจ้า มีจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องของ “อภิปรัชญา(Metaphysics)”, ไม่มี “ความหมาย” ในทางวิทยาศาสตร์. ดังนั้น, วิทยาศาสตร์ จะปฏิเสธ “ถ้อยคำ” ที่ “ยังหาคำตอบไม่ได้” อาทิเช่น พระเจ้า (นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่า มนุษย์เป็นผู้สร้าง “พระเจ้า” เพื่อมีอำนาจครอบงำมนุษย์ผู้อื่น), เสรีภาพ (นักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อว่า มนุษย์จะมี อิสระ จากพันธะกรณีในสังคม).

แนวคิดของ Schlick ได้ดึงดูดให้นักวิทยาศาสตร์, นักคณิตศาสตร์, นักปรัชญา, จำนวนมากในยุโรป, ให้เข้าร่วมสัมมนา, ทั้งใน มหาวิทยาลัยเวียนนา และ Gesellschaft für empirische Philosophie (Berlin Society for Empirical Philosophy – สมาคมปรัชญาเชิงประจักษ์แห่งนครเบอร์ลิน).

การที่นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญากลุ่มนี้ มีความคิดใกล้เคียงกัน หรือ ตรงกัน, จึงเกิดการเกาะกลุ่มกัน, และเรียกกลุ่มของตนเป็นภาษาเยอรมันว่า Wiener Kreis ซึ่งในภาษาอังกฤษเท่ากับ Vienna Circle, ขอแปลเป็นภาษาไทยให้ไพเราะว่า “อาศรมเวียนนา” แต่คนส่วนใหญ่เรียกพวกเขาว่า Logical Positivism. มีบางคนเรียกพวกเขาว่า Logical Empiricism, หรือ Scientific Empiricism. บ้างก็เรียกพวกเขาว่า Unity of Science Movement.



ผู้ที่เข้าร่วมกลุ่ม “อาศรมเวียนนา” ประกอบด้วย : Rudolf Carnap, Otto Neurath, Kurt Gödel, Philipp Frank, และ Hans Hahn. แนวคิดของ กลุ่มนี้ ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งในยุโรปและอเมริกา หันมาสนใจ “วิธีวิทยาทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Methodology)” ซึ่งเป็นเรื่องของ “กระบวนการในการได้มาซึ่งความรู้(ทางวิทยาศาสตร์)”, นับตั้งแต่ การใช้ศัพท์ที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อใช้ในด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งเรียกว่า “ศัพท์เฉพาะ (Terminology)”, เพื่อลดความกำกวมในการแปลความหมาย, เช่น ศัพท์คำว่า Gravity Force, Cells, Nucleus, Atom, Nano, ไปจนถึง การสังเกต ซึ่งจะมีวิธีการในการสังเกต และการอ้างเหตุผล ในแบบ Inductive, ซึ่งเน้น การสรุปผลจาก กลุ่มตัวอย่าง, มาสู่ข้อสรุปที่ “มีความเป็นไปได้” (ไม่ได้หมายความว่า จะต้อง “ถูกต้อง (Valid)” แต่มีความเป็นไปได้ที่จะถูกต้อง), มาจนถึง ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล (จาก กลุ่มตัวอย่าง), ขั้นตอน การวิเคราะห์ข้อมูล (เพื่อหา ความสัมพันธ์, ความคล้ายคลึง, ความเหมือน, ความแตกต่าง), และ การสรุปผล ในท้ายที่สุด.

วิธีวิทยา(Methodology) ในทางวิทยาศาสตร์ มีอิทธิพลต่อวิชาจิตวิทยา, สังคมวิทยา, เศรษฐศาสตร์, และรัฐศาสตร์ อย่างถ้วนทั่วกัน. น่าสังเกตว่า ในช่วงทศวรรษ 1920, ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกัน ที่กลุ่ม “อาศรมเวียนนา” เริ่มมีบทบาทสำคัญ ต่อแนวคิดด้าน “วิธีวิทยา” นั้น, นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ชื่อ James Broadus Watson ก็ได้เสนอแนวคิดว่า การที่นักจิตวิทยาในขณะนั้น มุ่งศึกษาถึง สภาวะทางจิต ซึ่งเป็นเรื่องความคิดและความรู้สึกภายในของบุคคล, ซึ่ง “ไม่สามารถสังเกตได้” นั้น, มีความเสี่ยงสูงต่อการผิดพลาดในการสรุปผลการศึกษา. แต่ถ้านักจิตวิทยา หันมาศึกษา พฤติกรรมของบุคคล “ที่สามารถสังเกตเห็น/รับรู้ได้” ในการ “สนองตอบ (Response)” ต่อ สิ่งแวดล้อม ที่มีอิทธิพลในแง่ที่เปรียบเสมือน “สิ่งเร้า (Stimuli)” ที่ทำให้บุคคล มีพฤติกรรมไปในทิศทางเช่นนั้น, น่าจะทำให้ จิตวิทยามีความเป็น “วิทยาศาสตร์” หรือ มีความน่าเชื่อถือ, มีความถูกต้องในการศึกษา/วิจัย มากกว่าที่เป็นอยู่.

แนวคิดของ James B. Watson ได้รับการตอบรับจากนักจิตวิทยาจำนวนมาก. แนวคิดของเขามีผู้เรียกว่า Behaviorism (พฤติกรรมนิยม), เพราะมุ่งเน้น ความสนใจไปที่ “พฤติกรรม” ที่คนเราแสดงออก, มากกว่า จะสนใจ ความคิด, ความรู้สึก, ซึ่งมองไม่เห็น. อันที่จริง Watson ได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจาก การทดลองของนักจิตวิทยาชาวรัสเซีย ชื่อ Ivan P. Pavlov และ Vladimir M. Bekhterev ซึ่งทดลองใช้ “กระดิ่ง” เป็น “สิ่งเร้า (Stimulus)” ให้สุนัขในห้องทดลอง เกิดการ “ตอบสนอง(Response)” ที่จะได้มาซึ่งอาหาร, และพบว่า สุนัขมีน้ำลายหยด เมื่อได้ยินเสียง “กระดิ่ง”. ทฤษฎีของ Watson เรียกว่า Stimulus-Response Theory หรือ S-R Theory.

น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า James B. Watson จบปริญญาเอกด้านจิตวิทยาจากมหาวิยาลัยชิคาโก, เนื่องจากในช่วงทศวรรษ 1920 นั้น มหาวิทยาลัยชิคาโก มีอาจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์, ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์, ชื่อ Charels E. Merriam, ก็ได้ได้เขียนบทความในปี 1921, ชื่อ “The Present State of the Study of Politics”, American Political Science Review, 15 (May, 1921) : 173-85; และได้เขียนหนังสือชื่อ New Aspects of Politics (Chicago: University of Chicago, 1925). บทความและหนังสือของ Merriam มุ่งที่จะกระตุ้นให้นักรัฐศาสตร์ในขณะนั้น ได้ตระหนักว่า วิชารัฐศาสตร์ ขาดพื้นฐานของ “ความเป็นวิทยาศาสตร์” (ได้แก่ ความถูกต้อง, ความแน่นอน, ซึ่งสามารถวัดผลเชิงปริมาณได้), จึงไม่อาจเป็น “ศาสตร์ (Science)” ตามนัยของวิชาวิทยาศาสตร์ได้เลย. ดังนั้น จึงเรียกร้องให้นักรัฐศาสตร์ สนใจที่จะใช้วิธีการและผลการค้นพบในสาขาวิชาสังคมวิทยา, สังคมจิตวิทยา, ภูมิศาสตร์, ชาติพันธุ์วรรณา, ชีววิทยา, และ สถิติ, มาใช้ในสาขาวิชารัฐศาสตร์

Merriam ได้จัดประชุมทางวิชาการระดับชาติ ภายใต้หัวข้อเรื่อง “วิทยาศาสตร์การเมือง (The Science of Politics)” ขึ้นถึง 3 ครั้งระหว่างปี 1923-1925, โดยได้วิ่งเต้นเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆ, จนได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิ Rockefeller, และได้จัดตั้งองค์กรเรียกว่า คณะกรรมการวิจัยรัฐศาสตร์ (Committee on Political Research-CPR) ขึ้นในสมาคมรัฐศาสตร์อเมริกัน, ซึ่งในที่สุด ก็สามารถโน้มน้าว ให้มีการจัดตั้ง สภาวิจัยทางสังคมศาสตร์ (The Social Science Research Council-SSRC) ซึ่งตนเองเป็นประธาน ได้สำเร็จ. Merriam ได้เน้นย้ำหลายครั้ง ถึงการนำเทคนิคในทางวิทยาศาสตร์ และวิธีวิทยาทางวิทยาศาสตร์ (scientific methodology) มาใช้ในวิชารัฐศาสตร์. โดยเชื่อว่า สักวันหนึ่ง นักรัฐศาสตร์อาจจะนำแนวพินิจที่แตกต่างจากแนวซึ่งเป็นที่ยอมรับกันแล้ว, มาใช้ทั่วกัน, และเริ่มที่จะพิจารณา “พฤติกรรมทางการเมือง” เป็นจุดสนใจในการศึกษาค้นคว้า (แทนที่ ปรัชญาการเมือง และ สถาบันการเมือง (อย่างเช่น รัฐธรรมนูญ).

เนื่องจาก Merriam มาจากมหาวิทยาลัยชิคาโก และเป็นผู้นำในการวางรากฐาน “วิทยาศาสตร์การเมือง”, ซึ่งต่อมา ในช่วงทศวรรษ 1950 ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น “แนวพินิจพฤติกรรมศาสตร์”, จึงทำให้มีผู้เรียกนักรัฐศาสตร์ ที่เชื่อมั่นในแนวทางของ Merriam ว่า “สำนักชิคาโก (Chicago School)” , ซึ่งในความเป็นจริง ไม่มีการก่อตั้งสำนักในชิคาโก แต่อย่างใดทั้งสิ้น ถือว่าเป็นการเรียกขาน เพื่อความสะดวกมากกว่า.

นับได้ว่า คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิคาโก, ตั้งแต่ช่วงที่ Merriam เป็นอาจารย์และขึ้นมาเป็น “คณบดี”, ได้สร้างศิษย์เก่าซึ่งในเวลาต่อมา ล้วนมีอิทธิพลในแง่ของ การสร้าง “แนวพินิจ” ต่างๆในทางรัฐศาสตร์, อย่างหลากหลาย. ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยชิคาโกที่เด่นดัง มีอาทิเช่น Harold Dwight Lasswell (แฮ้เริ่ลด์ ดไว้ทฺ แล้สเซิ่ลล์, ไม่ออกเสียงว่า แลสเวลล์

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1-2, การเกิด “ระบอบการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ(Totalitarian Regimes)” นับตั้งแต่ “ระบอบโซเวียต” ในรัสเซีย, ไปจนถึง “ระบอบฟาสซิสต์” ในอิตาลี, และ “ระบอบนาซี” ในเยอรมัน, ได้ทำความตกตลึงแก่นักรัฐศาสตร์อเมริกันเป็นอันมาก, เพราะบรรดาวิชาต่างๆที่สอนในคณะรัฐศาสตร์, อย่างเช่น รัฐธรรมนูญ, ปรัชญาการเมือง, กฎหมายปกครอง, และวิชาที่เน้นหนักเฉพาะความรู้ทางการเมืองในระบบสหรัฐ, ไม่สามารถให้คำตอบได้เลยว่า “เหตุใด” และ “ทำไม” จึงเกิดระบอบการเมืองที่สุดขั้วในเชิงการใช้อำนาจ ไปได้ถึงขนาดนั้น.

นักรัฐศาสตร์อเมริกันหลายคน เริ่มเกิดการตระหนักว่า ความรู้ทางรัฐศาสตร์ซึ่ง “เป็นที่ยอมรับกันแล้ว” ในขณะนั้น, เป็นเพียงการพรรณนาความ ตามกรอบของ “สถาบันการเมือง” อย่างเช่น รัฐธรรมนูญ, ทั้งที่ใน “ความเป็นจริง” ซึ่งเป็นเรื่องของ “ภาวะวิทยา (Ontology)” หรือ สภาวะที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่จริง, ไม่ได้เป็นไปเช่นนั้น. การที่จะ “อธิบาย” สภาวะที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ (ภาวะวิทยา) ให้ “ถูกต้องตามความเป็นจริง (valid)” จำเป็นต้องเปลี่ยน “กรอบความคิด”, ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ขอบเขตในการศึกษา”, ไปจนถึง “วิธีการในการศึกษา” ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ญาณวิทยา (Epistemology)” หรือ ที่มาของความรู้, เช่น สังหรณ์ (Intuition), การผ่านพบ (Experiences) ซึ่งเป็นศัพท์บัญญัติของ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (พระองค์เจ้า วรรณ ไวทยากร) การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส(Sense Perception), การอ้างอิงผู้รู้ (Authority), และ การอ้างเหตุผล (Reasoning) ซึ่งอาจจะเป็นแบบ Deductive ที่เน้นการอ้างเหตุผลจาก “ภาพรวมทั้งหมด” และ “ข้อเสนอที่สนับสนุนการสรุปผล (Premise)”, หรือเป็นแบบ Inductive ที่เน้นการอ้างเหตุผลจาก การสังเกต “ส่วนย่อยๆส่วนหนึ่ง” และ “สรุปผลจากความเป็นไปได้” ซึ่งสนับสนุน “สมมติฐาน” ที่กำหนดไว้แล้ว

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง, นักรัฐศาสตร์อเมริกันหลายคน จึงได้เริ่ม “ปฏิวัติ” วิธีการศึกษาวิชารัฐศาสตร์. สาเหตุสำคัญคือ ความรู้สึกไม่พอใจต่อขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์ที่เล่าเรียนสืบทอดกันมา, ซึ่งมุ่งเน้นเฉพาะด้านประวัติศาสตร์, ปรัชญา, และพรรณนาเฉพาะเรื่องสถาบันการเมือง. อีกประการหนึ่งคือ ถ้ามีการนำวิธีการใหม่ๆ, โดยเฉพาะวิธีการแบบวิทยาศาสตร์, เข้ามาประยุกต์ใช้ในการศึกษา ปรากฏการณ์และพฤติกรรมการเมือง น่าจะทำให้วิชารัฐศาสตร์ ก้าวไปสู่ “ความเป็นวิทยาศาสตร์” ได้เช่นเดียวกันกับ วิชาฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา. จึงได้เริ่มศึกษาการเมือง ในรูปแบบของ การสังเกตพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เป็น, รวมทั้ง มีการนำเอาสถิติ หรือ มีการสร้างตัวแบบทางคณิตศาสตร์ เพื่อวัดผลในเชิงปริมาณ.

ตัวอย่างของการนำแนวพินิจทางคณิตศาสตร์มาใช้ในทางรัฐศาสตร์ เริ่มตั้งแต่ การวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดสงครามของ Quincy Wright (ศิษย์ของ Charles E. Merriam แห่งสำนักชิคาโก) ซึ่งปรากฏในหนังสือที่ท่านเขียน เรื่อง A Study of War (Chicago: University of Chicago Press, 1942). ต่อมา V.O. Key , Jr. ลูกศิษย์อีกคนของ Merriam ก็ได้นำสถิติ เข้ามาช่วยวัดผลเชิงปริมาณ ในการศึกษาวิจัยเรื่อง การเลือกตั้งระดับรัฐและระดับชาติในภาคใต้ของสหรัฐ, ซึ่งปรากฏในหนังสือชื่อ Southern Politics in State and Nation (New York: Knopf, 1949).

กลุ่มนักรัฐศาสตร์ที่เน้นการศึกษา “พฤติกรรมการเมือง” ได้รับการขนานนามว่า “พฤติกรรมศาสตร์ (Behavioralism)”, ได้ก่อตัวขึ้นใน ศูนย์ศึกษาแบบก้าวหน้าด้านพฤติกรรมศาสตร์(Center for Advanced Study in the Behavioral Sciences) ณ มหาวิทยาลัย Stanford, แผนกพฤติกรรมศาสตร์ของมูลนิธิฟอร์ด(Behavioral Science Division of the Ford Foundation), สถาบันพฤติกรรมศาสตร์(Institute of Behavioral Sciences) มหาวิทยาลัย Colorado. วารสารที่เน้นหนักด้านพฤติกรรมศาสตร์ ได้แก่ Behavioral Science และ American Behavioral Scientist. ความเคลื่อนไหวของนักรัฐศาสตร์แนวพฤติกรรมศาสตร์ ปรากฏให้เห็นเชิงรูปธรรม ในคณะทำงานของสภาวิจัยทางสังคมศาสตร์อเมริกันที่มีชื่อยืดยาวว่า The Social Science Research Council’s Committee on Political Behavior และคณะทำงานที่มีชื่อว่า The Committee on Comparative Politics . บุคคลที่มีบทบาทสำคัญมากคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นบรรณาธิการของวารสาร American Behavioral Scientist ได้แก่ Alfred de Grazia.

David Easton ได้อธิบายขอบเขตและเค้าโครงความเชื่อของขบวนการพฤติกรรมศาสตร์ ไว้ 8 ประการดังนี้ :

  1. ความสม่ำเสมอแน่นอน (Regularities) หมายความว่า พฤติกรรมทางการเมือง เป็นเรื่องที่โดยทั่วไปแล้ว สามารถสรุปความหมาย (Generalization) และสร้างทฤษฎี (Theory) อธิบายรวมทั้ง ทำนายผลของพฤติกรรมดังกล่าวได้.
  2. ความสามารถที่จะยืนยันผลได้ (Verification) หมายความว่า ความถูกต้อง (Validity) ของ การสรุปความหมาย ตามข้างต้น จะต้องสามารถตรวจสอบ หรือวัดผลที่แน่นอนได้ (Testable) อย่างสอดคล้องกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง.
  3. ความสามารถที่จะนำเทคนิค หรือวิธีการ เข้ามาช่วยแปลความหมายข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมมา (Techniques) หมายความว่า วิธีการในการจัดเก็บข้อมูลและการแปลความหมายของข้อมูล จะต้องไม่เชื่อล่วงหน้าไว้ก่อนว่า ข้อมูลที่ได้มานั้นเป็นจริงโดยไม่ตรวจสอบ(cannot be taken for granted) เพราะจะเป็นปัญหากระทบถึงความถูกต้อง, จึงจำเป็นต้องอาศัยวิธีการที่แน่นอน มาใช้ตั้งแต่ การสังเกต, การบันทึกข้อมูล, และ การวิเคราะห์พฤติกรรม.
  4. ความสามารถที่จะวัดผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษา เป็นเชิงปริมาณ(Quantification) หมายความว่า การบันทึกข้อมูล และ การสรุปผลการศึกษา จำเป็นต้องมีความเที่ยงตรง (Precision) ด้วยเหตุนี้ การวัดผลให้เป็นตัวเลข หรือ วัดให้เป็นเชิงปริมาณ, จะทำให้เกิดความหมายว่า สิ่งที่ค้นพบ มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร.
  5. การยึดบรรทัดฐานของคุณค่า (Values) หมายความว่า การประเมินผลในทางจริยธรรม(Ethical evaluation) กับ การอธิบายความหมายในเชิงประจักษ์(Empirical explanation) เป็นเรื่องที่มีความแตกต่างกัน ในแง่ของการวิเคราะห์. ผู้ที่เน้นด้านพฤติกรรมศาสตร์ จะต้องแยก “ค่านิยม (Values)” ออกจาก “ข้อเท็จจริง (Facts)” ให้ชัดเจน. มิเช่นนั้นแล้ว, ผลของการศึกษาก็จะเป็นเพียง การใช้ “ค่านิยมส่วนตัว” มาประเมินผลพฤติกรรมทางการเมือง, ซึ่งยิ่งจะทำให้เกิดความผิดพลาดเพิ่มมากขึ้น. (ซึ่ง มีความหมายเป็นนัยว่า ฝ่ายพฤติกรรมศาสตร์ จะต้องยึด “หลักฐานเชิงประจักษ์” มากกว่า ยึด “ค่านิยม” ใดๆ).
  6. การทำให้เกิดความเป็นระบบ (Systemization) หมายความว่า การวิจัยจะต้องมีความเป็นระบบ, กล่าวคือ ทฤษฎี กับ งานวิจัย จะต้องเชื่อมสัมพันธ์กัน อย่างเป็นเหตุเป็นผล และอย่างเป็นลำดับต่อเนื่อง เป็นองค์ความรู้ที่ถูกต้อง. งานวิจัยที่ปราศจากกรอบของทฤษฎี ก็จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวที่ไม่มีค่าอะไร(trivial), ทฤษฎีที่ปราศจากงานวิจัย (หรือ ข้อมูลเชิงประจักษ์) มาสนับสนุน ก็ยิ่งไร้ประโยชน์ (futile).
  7. ความเป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้ (Pure Science) หมายความว่า การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้(ในชีวิตจริง) เป็นส่วนที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะมองในแง่ของ ความอุตสาหพยายามในทางวิทยาศาสตร์, หรือ ในแง่ของ ความเข้าใจในทางทฤษฎี. การทำความเข้าใจและการอธิบายพฤติกรรมทางการเมือง อย่างเป็นเหตุเป็นผล, จะช่วยสร้างพื้นฐานของการนำความรู้ทางรัฐศาสตร์ ไปช่วยแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในสังคมได้ ในทางที่ปฏิบัติได้จริง (เช่นเดียวกับที่ วิชาวิทยาศาสตร์ที่แท้ ได้ช่วยให้เกิดความเจริญด้านต่างๆขึ้นในสังคม).
  8. ความสามารถในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เกิดแก่หมวดวิชาสังคมศาสตร์ (Integration) หมายความว่า วิชาต่างๆในทางสังคมศาสตร์ ล้วนมุ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ, ในสถานการณ์ต่างๆ, ให้กับสังคมโดยรวม, เพียงแต่ว่า แต่ละสาขาวิชา ก็มุ่งแก้ไขปัญหาของสังคมไปในแนวทางของตนเอง, ไม่สัมพันธ์ร่วมมือกัน. ถ้าหากพฤติกรรมศาสตร์ ได้เริ่มนำแนวทางของวิชาต่างๆ (เช่น จิตวิทยา, สังคมวิทยา, เศรษฐศาสตร์, สถิติ) มาใช้เป็นแนวสหวิทยาการ, ก็อาจจะช่วยให้วิชารัฐศาสตร์ กลายเป็น ราชันย์แห่งศาสตร์ หรือ ศาสตร์ที่มีความสำคัญสูงสุด, เหมือนเช่นที่เป็นในอดีตได้.

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com