ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

ราหูอมจันทร์

กรอบแนวคิดที่ใช้ในการตีความ
แนวคิดการตีความแบบโรแมนติคของชไลมาเคอร์
วิธีการตีความแบบบุคลาธิษฐาน (Allegorical Method)
เทพ กับอสูร ในคัมภีร์อเวสตะของอิหร่าน
เทวาสุรสงครามในคัมภีร์พระเวท
เทวาสุรสงคราในวรรณคดีบาลี
ทัศนะเกี่ยวกับเทวาสุรสงคราม
เนื้อหาของจันทิมสูตร และสุริยสูตร
จันทิมสูตร กับสุริยสูตร กับบริบททางสังคม
จันทิมสูตรและสุริยสูตร : ไม่ใช่การเสนอข้อเท็จจริงทางอภิปรัชญา
ราหูอมจันทร์/อาทิตย์ : การแสดงธรรมแบบบุคลาธิษฐาน
สรุปและเสนอแนะ
อ้างอิง

ราหูอมจันทร์/อาทิตย์ : การแสดงธรรมแบบบุคลาธิษฐาน

พระพุทธศาสนาทั้งสายเถรวาทและมหายาน ยอมรับว่าข้อในพุทธธรรมมี 2 ประเภท คือ ข้อความแบบนีตัตถะ (นีตารถะ) และข้อความแบบเนยยัตถะ (เนยารถะ) ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ผู้ใดแสดงพระสูตรที่เป็นเนยยัตถะ ว่าเป็นนีตัตถะ หรือแสดงพระสูตรที่เป็นนีตัตถะ าเป็นเนยยัตถะ ผู้นั้นชื่อว่ากล่าวตู่พระตถาคต” ท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายข้อความทั้งสองนี้ว่า เนยยัตถะ (indirect meaning) หมายถึงพระสูตรซึ่งมีความหมายที่จะต้องไขความ พุทธพจน์ที่ตรัสตามสมมติ อันจะต้องเข้าใจความจริงแท้ที่ซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง เช่น ที่ตรัสเรื่องบุคคล ตัวตน เรา-เขา เป็นต้น นีตัตถะ (direct meaning) หมายถึง พระสูตรซึ่งมีความหมายแสดงชัดโดยตรงแล้ว พุทธพจน์ที่ตรัสโดยปรมัตถ์ ซึ่งมีความหมายตรงไปตรงมาตามสภาวะ ถ้ามองจากกรอบข้อความ 2 ประเภทนี้ จะเห็นว่า แนวคิดเรื่องราหูอมจันทร์/อาทิตย์ในพระสูตรทั้งสอง ไม่ใช่ข้อความที่ตรัสโดยปรมัตถ์ หรือแสดงความจริงตามสภาวะ หากแต่เป็นข้อความที่มีความหมายแบบเนยยัตถะ คือ มีความหมายโดยอ้อม หรือมีความหมายที่จะต้องตีความนั่นเอง ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่ยอมรับว่าข้อความในพุทธศาสนามี 2 ประเภท คือ ข้อความแบบภาษาธรรม และความแบบภาษาคน โดยท่านได้อ้างพุทธพจน์ที่ว่า “อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคณฺหาติ ปณฺฑิโต” แปลว่า ผู้ที่เป็นบัณฑิตเป็นผู้ไม่ประมาท ย่อมถือเอาอรรถทั้งสองได้เมื่อข้อความในจันทิมสูตร และสุริยสูตร เป็นข้อความที่จะต้องตีความ ปัญหาจึงมีต่อไปว่า เราจะตีความอย่างไร ? แนวทางการตีความแบบหนึ่งที่ผู้เขียนคิดน่าจะสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้ามากที่สุด คือ การตีความแบบบุคลาธิษฐาน (Allegorical Method) ดังนี้

 

  • ราหูอมจันทร์/อาทิตย์ ในฐานะเป็นสัญลักษณ์ของสภาพจิตฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว: แนวคิดเรื่องราหูอมจันทร์ในพระสูตรทั้งสองนี้ ถ้าตีความแบบบุคลาธิษฐาน ก็คือ “เทวาสุรสงครามทางจิตใจ” นั่นเอง จันทิมเทพบุตร และสุริยเทพบุตร คือตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของสภาพจิตฝ่ายดีหรือฝ่ายกุศล คือ อาจจะเป็นกามาวจรกุศลจิต รูปาวจรจิต หรืออรูปาวจรจิตก็ได้ ส่วนอสูร ก็คือสัญลักษณ์ของสภาพจิตฝ่ายอกุศล หรือสภาพจิตที่ถูกครอบงำด้วยโลภะ โทสะ โมหะ (หรืออวิชชา ตัณหา อุปทาน)

     เนื้อหาในพระสูตรที่บอกว่า พระจันทร์และพระอาทิตย์ถูกราหูอมไว้จนไม่สามารถเปล่งแสงได้ ก็หมายความว่า สภาพจิตฝ่ายดีระดับโลกิยะ แม้จะดีขนาดระดับสภาพจิตของเทพหรือพรหม แต่ก็ยังเป็นสภาพจิตที่ยังไม่ปลอดภัย กล่าวคือยังท่องเที่ยวอยู่ในวังวนแห่งสังสารวัฏ อาจจะเสื่อมหรืออาจถูกครอบงำด้วยอสูรคืออวิชชาได้ตลอดเวลา มองในแง่หนึ่ง การพระพุทธเจ้ายกเรื่องราหูอมจันทร์/อาทิตย์ขึ้นมาแสดง ก็คือการปฏิเสธสถานะความสูงสุดของแนวคิดเรื่องเทพและพรหมของสังคมสมัยนั้นนั่นเอง
  • คำสอนของพระพุทธเจ้าในฐานะทางออกจากสภาพของเทพและอสูร: ข้อความในพระสูตรที่บอกว่า จันทิมเทพบุตรและสุริยเทพบุตรไปขอให้พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของตน พระพุทธเจ้าจึงขอร้องให้ราหูคลายพระจันทร์และพระอาทิตย์เสีย ราหูจึงคลายเพราะกลัวพระคาถาของพระพุทธเจ้า ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ “คาถาของพระพุทธเจ้า” ถ้ามองอย่างผิวเผินก็ดูประหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าก็ใช้เวทมนต์คาถา (Magic) มาขับไล่อสูร ซึ่งไม่ก็ต่างจากพวกพ่อมดหมอผีใช้เวทมนต์ขับไล่ภูตผีปีศาจ

    แต่ความจริงไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะพระองค์เป็นผู้ปฏิเสธอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของเวทย์มนต์คาถาหรือเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์อยู่แล้ว ข้อความตรงนี้ถ้าเราตีความด้วยภาษาธรรม คำว่า “คาถาของพระพุทธเจ้า” ก็คือ อริยมรรคอันเป็นทางหลุดพ้นจากทั้งภาวะแห่งเทพและอสูรนั่นเอง เมื่อจิตหลุดพ้นจากทั้งภาวะแห่งเทพและอสูรแล้ว ก็ชื่อว่าอยู่เหนือทวิภาวะ (dualism) คืออยู่บวก (เทพ) และลบ (อสูร) และไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก นี้คือภาวะสิ้นสุดแห่ง “เทวาสุรสงครามทางจิตใจ” เพราะในภาวะเช่นนั้นไม่หลงเหลือความเป็นเทพและอสูรให้ทำสงครามกันอีกต่อไป จากคำกล่าวของเทพบุตรทั้งสองที่ว่า “พระองค์เป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง ข้าพระองค์ตกอยู่ในภาวะคับขัน…” ข้อความตรงนี้ชี้ชัดว่าเป็นข้อความที่มุ่งไปที่ภาวะคับขันทางจิตใจ เพราะเทพบุตรทั้งสองกล่าวยกย่องพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง แล้วก็โยงกลับมาพูดถึงตัวเองว่าตกอยู่ในภาวะคับขัน คล้าย ๆ กับจะบอกว่า พระพุทธเจ้าไม่ตกอยู่ในภาวะคับขันเพราะพระองค์ไม่มีกิเลส

    ส่วนพวกตนยังตกอยู่ในภาวะคับเพราะยังมีกิเลส จึงได้เข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระพุทธเจ้า แน่นอนเหลือเกินว่า วิธีการช่วยเหลือของพระพุทธเจ้าที่จะทำให้เทพบุตรทั้งสองปลอดภัยมากที่สุด คือ การให้คาถา (อริยมรรค) สำหรับทำตนให้หมดกิเลสแล้วจะได้เป็นผู้ไม่ตกอยู่ในภาวะคับขันเช่นเดียวกับพระองค์

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย