เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ วิศวกรรม เกษตรศาสตร์ >>

ยางพารา

วัชพืชและการป้องกันกำจัด

วัชพืชฤดูเดียว เป็นวัชพืชที่ครบวงจรชีวิตภายในฤดูเดียว ส่วนมากขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

  • วัชพืชประเภทใบแคบ มีลักษณะที่เห็นได้ชัด คือ ใบจะเรียวยาว เส้นใบขนานกัน ระบบรากเป็นรากฝอย ไม่มีรากแก้ว ได้แก่ หญ้าตีนนก หญ้าตีนกา หญ้านกสีชมพู หญ้าตีนติด หญ้าใบไผ่ หญ้ามาเลเซีย หญ้าหวาย

  • วัชพืชประเภทใบกว้าง ลักษณะที่เห็นเด่นชัด คือ เส้นใบแตกเป็นร่างแห ระบบรากมีทั้งรากแก้วและรากฝอย ได้แก่ หญ้าเขมร สาบแร้งสาบกา หญ้ายาง วัชพืชข้ามปี เป็นวัชพืชที่ส่วนมากขยายพันธุ์ด้วยต้น ราก เหง้า หัว และไหล ได้ดีกว่าการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

  • วัชพืชประเภทใบแคบ ได้แก่ หญ้าคา หญ้าขจรจบดอกเหลือง หญ้าแพรก

  • วัชพืชประเภทใบกว้าง ได้แก่ สาบเสือ ขี้ไก่ย่าน

การป้องกันกำจัดทำได้ 3 วิธี คือ

1. ใช้วิธีการแบบเขตกรรม คือ

  • ไถและพรวนดินอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนปลูก

  • เก็บเศษซากวัชพืชออกให้หมดหลังการพรวนดิน

  • ใช้แรงงานขุด ถาก ดาย หรือตัดวัชพืชที่ขึ้นในแถวยาง และควรทำก่อนวัชพืชออกดอก

  • ใช้วัสดุคลุมดิน โดยนำวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ เช่น เปลือกถั่ว ฟางข้าว ซังข้าวโพด หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ คลุมโคนต้นยาง เฉพาะต้นหรือตลอดแถว เว้นระยะพอควร อย่าให้ชิดโคนต้นยาง

2. ใช้วิธีปลูกพืชคลุมดิน

การปลูกพืชคลุมดินในระยะแรกของการปลูกสร้างสวนยาง ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ป้องกันการพังทลายของดิน และช่วยควบคุมวัชพืช เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการปราบวัชพืช

ประโยชน์ของพืชคลุมดิน

1. ควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืช
2. ป้องกันการชะล้างหน้าดิน และช่วยลดการพังทลายของดิน
3. ช่วยลดอุณหภูมิในดินลง และช่วยรักษาความชื้นในดิน
4. เพิ่มธาตุไนโตรเจนให้แก่ดิน
5. ลำต้นและใบที่ร่วงจะเปลี่ยนเป็นอินทรียวัตถุ
6. ลดการเกิดโรครากของต้นยาง

พันธุ์พืชคลุมดิน

พืชคลุมดินที่เหมาะกับการปลูกในสวนยาง เป็นพืชตระกูลถั่ว ได้แก่

  • คาโลโปโกเนียม เป็นพืชคลุมชนิดเถา เลื้อยไปตามผิวดิน ฝักมีขน ใบใหญ่ ดอกเล็กสีน้ำเงินอ่อน เมล็ดเล็กแบนสีน้ำตาลอ่อน เจริญเติบโตคลุมพื้นที่ได้รวดเร็วมากจนแน่นทึบคลุมดินได้หนา 30 – 60 ซม. ภายในเวลา 5 – 6 เดือน ออกดอกหลังจากปลูกประมาณ 3 – 5 เดือน เมื่อมีอายุ 18 เดือนไปแล้วก็เริ่มขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ชอบฝนตกชุก แต่ไม่ชอบน้ำขัง ไม่ชอบร่มเงา น้ำหนัก 1 กก.มีจำนวนเมล็ดประมาณ 68,400 เมล็ด

  • เซนโตรซิมา เป็นพืชคลุมดินชนิดเถา เลื้อยไปตามผิวดิน ชอบเลื้อยพันขึ้นต้นไม้ ดอกใหญ่สีม่วงอ่อน ใบเล็ก เมล็ดเล็กแบนสีน้ำตาลอมเขียวมีลายกระ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ถั่วลาย เถาขึ้นไม่สู้ทึบ ในระยะแรกเจริญเติบโตช้า แต่ต่อไปจะขึ้นได้แน่นและอยู่ได้นาน รากแทงลงในดินได้ลึกแผ่ออกข้าง ๆ มาก ชอบดินค่อนข้างดี ไม่ชอบน้ำขัง ขึ้นได้ดีภายใต้ร่มเงา น้ำหนัก 1 กก.มีจำนวนเมล็ดประมาณ 39,700 เมล็ด

  • เพอราเรีย เป็นพืชคลุมดินชนิดเถา มีเถาใหญ่ ชอบเลื้อยพันต้นไม้ มีขนมาก ใบใหญ่และหนา ดอกสีม่วง เมล็ดเล็กค่อนข้างกลมสีน้ำตาลแก่ เปลือกเมล็ดแข็ง งอกช้า คลุมดินได้หนาทึบภายใน 5 – 6 เดือน กินปุ๋ยมาก ไม่ค่อยออกดอก ให้เมล็ดน้อย คลุมดินได้ดีเมื่ออายุ 2 ปีไปแล้ว ควบคุมวัชพืชได้ดี ทนร่มเงา ชอบดินเหนียวโปร่ง น้ำหนัก 1 กก.มีจำนวนเมล็ดประมาณ 82,500 เมล็ด

  • ซีรูเลียม เป็นพืชคลุมชนิดลำต้นเถาเลื้อยแข็งแรง เห็นขนไม่ชัด เถาแก่มีรากเป็นปุ่มเล็ก ๆ สีขาวเกือบทุกข้อ ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันค่อนข้างหนาคล้ายใบโพธิ์ ดอกเป็นช่อสีม่วง เริ่มสร้างดอกในเดือนธันวาคม ลักษณะฝักแบนค่อนข้างเหลี่ยม ยาวประมาณ 5 ซม. สีน้ำตาลเข้ม มีเมล็ดฝักละ 2 – 9 เมล็ด เมล็ดมีสีเขียวอ่อนจนถึงน้ำตาล ผิวเรียบเป็นมัน ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี การเจริญเติบโตในระยะแรกสู้วัชพืชไม่ได้ คลุมดินได้หนาทึบในปีที่ 2 มีจำนวนเมล็ดประมาณ กก. ละ 28,000 เมล็ด

การปลูกพืชคลุมดิน

  • ปลูกแบบหว่าน ห่างจากแถวยาง 2 เมตร เหมาะกับสวนที่โล่งเตียนและเตรียมพื้นที่อย่างดี

  • ปลูกแบบเป็นแถว ปลูกห่างกัน 2 เมตร 3 แถว เหมาะกับสวนที่ปลูกพืชแซมและสวนที่อยู่บนเนินเขา

  • ปลูกแบบเป็นหลุม ระยะ 30 x 100 ซม. จำนวน 5 แถว เหมาะสำหรับสวนที่มีวัชพืชขึ้นบ้างแล้ว แต่ยังไม่หนาแน่น

การเตรียมเมล็ดพืชคลุม

  • ผสมเมล็ดพืชคลุม คาโลโปโกเนียม : เซนโตรซิมา : เพอราเรีย อัตรา 5 : 4 : 1 หรือ 2 : 2 : 1 หรือ 1 : 1 : 1

  • ใช้เมล็ดพืชคลุมผสม อัตราไร่ละ 1 กก.

  • แช่เมล็ดในน้ำเย็นหรือน้ำอุ่น ( น้ำเดือด : น้ำเย็น อัตรา 2 : 1 ) นาน 12 ชม.

  • ผสมปุ๋ยหินฟอสเฟตในอัตราส่วน 1.5 เท่าของน้ำหนักเมล็ด คลุกเมล็ดพืชคลุมก่อนปลูก

การบำรุงรักษาพืชคลุม

เพื่อให้พืชคลุมเจริญเติบโตคลุมพื้นที่ได้เร็ว และเพื่อเพิ่มปริมาณเศษซากพืชคลุม ควรใส่ปุ๋ยหินฟอสเฟต ( 0 – 3 – 0 , 25 % Total ) บำรุงพืชคลุม

3. การใช้สารเคมี

เป็นวิธีที่ให้ผลดี ประหยัดแรงงานและเวลา นิยมใช้กับต้นยางที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป หรือต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาล สูงจากพื้นดินมากกว่า 75 เซนติเมตรไปแล้ว ส่วนต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินน้อยกว่า 75 เซนติเมตร ไม่ควรใช้วิธีนี้

 

พื้นที่ปลูกยางพาราในประเทศไทย
ความสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมของยางพารา
ร่างยุทธศาสตร์พัฒนายางพารา ปี 2552 - 2556
ส่วนต่าง ๆ ของยางพารา
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกยาง
พันธุ์ยาง
ชนิดของต้นพันธุ์ยาง
ปัจจัยสำคัญที่เกษตรกรจะต้องพิจารณาประกอบการเลือกใช้พันธุ์ยาง
การเตรียมพื้นที่ปลูกยาง
วิธีปลูกต้นยาง
การปลูกยางพาราในภาคเหนือ
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในยางพารา
การตัดแต่งกิ่ง
วัชพืชและการป้องกันกำจัด
คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย
โรคและศัตรูพืชที่สำคัญของยางพารา
การเสริมรายได้เจ้าของสวนยาง
การกรีดยาง
ระบบกรีด
การใช้สารเคมีเร่งน้ำยางกับรอยกรีดหน้าล่าง
การแปรรูปผลผลิตน้ำ
ลักษณะของยางแผ่นคุณภาพดี

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย