Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

วิลลียม เช็คสเปียร์

(William Shakespeare)

       วิลเลียม เช็กสเปียร์ เกิดเมื่อประมาณวันที่ 23 เมษายน ปี ค.ศ. 1564 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ภายหลังจากที่พระนางทรงขึ้นครองราชย์ได้ 6 ปี ซึ่งรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 คือยุคทองของอังกฤษ เพราะมีความรุ่งเรืองทั้งในด้านภูมิศาสตร์และอาณานิคม ศิลปะและวรรณคดี ถิ่นที่เกิดของวิลเลียม เช็กสเปียร์ คือบ้านที่ถนนเฮนลีย์ (Henley Street) เมืองสแตรทฟอร์ด อะพอน เอวอน (Stratford-upon-Avon) ในเขตวอร์ริกไชร์ (Warwickshire) โดยอยู่ประมาณใจกลางของประเทศอังกฤษ และในปัจจุบันเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยือนกันมาก

บิดาของวิลเลียม เช็กสเปียร์ มีชื่อว่าจอห์น เช็กสเปียร์ (John Shakespeare) เป็นพ่อค้าถุงมือและทำการปศุสัตว์อื่นๆ ผู้ประสบความสำเร็จที่ถูกเลื่อนชั้นเป็นเทศมนตรีแห่งเมืองสแตรทฟอร์ด ส่วนมารดาของเขาคือแมรี่ อาร์เดน (Mary Arden) เกิดมาในตระกูลของชนชั้นผู้ดีเจ้าของที่ดินทั้งสองแต่งงานกันในปีค.ศ. 1557 พอมาในปี ค.ศ. 1558 บิดาของเขาถูกเลือกเป็นผู้ที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของชุมชน ซึ่งคงจะเป็นตำแหน่งเทศมนตรี และสุดท้ายก็ถูกยกให้เป็นผู้นำอาวุโสของเมืองสแตรทาฟอร์ด อีกทั้งยังมีหน้าที่ตัดสินคดีความต่างๆ ไปด้วย

วิลเลียม เช็กสเปียร์ คือลูกชายคนโตของคนทั้งสอง แต่บางแหล่งข้อมูลก็กล่าวว่าเขาเป็นลูกคนที่ 3 และเขาได้รับการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนมัธยมในเมืองสแตรทฟอร์ดที่เขาเกิด กล่าวกันว่าโรงเรียนนั้นคือ “King Edward VI Grammar school” และวิชาที่เขาน่าจะศึกษาคือภาษาลาติน ตรรกศาสตร์ และวรรณคดี เพราะเช็กสเปียร์ได้ใช้ความรู้ทางด้านภาษาลาตินในการเขียนบทละครของเขา และในบางตอนของผลงานเรื่อง The Merry Wives of Windsor นั้นมีการกล่าวถึงวิธีการสอนภาษาลาตินในสมัยนั้น

ประวัติทางด้านการเรียนของเช็กสเปียร์มีปรากฏอยู่เท่านี้ และไม่มีการบ่งบอกอันใดเลยว่าเขาได้เรียนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ เพราะมีหลักฐานสำคัญว่าในปี ค.ศ. 1582 เมื่อเขามีอายุได้ 18 ปีนั้น เขาได้แต่งงานกับแอนน์ แฮธาเวย์ (Anne Hathaway) ลูกสาวของชาวนาผู้หนึ่งในละแวกบ้าน ที่โบสถ์ชื่อแกรฟตัน (Temple Grafton) ใกล้ๆ กับเมืองสแตรทฟอร์ด แอนน์ แฮธาเวย์เป็นสตรีที่มีอายุมากกว่าเช็กสเปียร์ถึง 8 ปี ดังนั้นเขาน่าจะเลิกเรียนหนังสือทันทีที่แต่งงาน ทำให้เชื่อว่าการแต่งงานของเขาน่าจะเป็นไปอย่างเร่งด่วนและฉุกละหุก เพราะขณะนั้นแอนน์ แฮธาเวย์ตั้งครรภ์ได้ 3 เดือนแล้ว และภายหลังจากที่แต่งงานได้ 6 เดือนแอนน์ แฮธาเวย์ ก็ได้ให้กำเนิดบุตรสาวคนแรกเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1583 ชื่อว่าซูซานน่า (Susanna) และในปี 1585 ก็ได้มีลูกฝาแฝดชายหญิงคือแฮมเน็ต (Hamnet) และจูดิธ (Judith) และในช่วงที่เขายังอยู่ที่บ้านเกิดเขาได้ฝึกทำงานด้านค้าขายกับบิดาอยู่ระยะหนึ่ง

ต่อมาวิลเลียม เช็กสเปียร์ ได้เดินทางจากบ้านเกิดเพื่อเข้าสู่กรุงลอนดอน สาเหตุที่เขาจากไปมีการสันนิษฐานหลายอย่าง บ้างก็ว่าบิดาของเขาประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนักทำให้เขาตัดสินใจเดินทางไปกรุงลอนดอนเพื่อสร้างฐานะและเสี่ยงโชค บ้างก็ว่าเขาจากไปเพื่อที่จะไปทำงานกับคณะละครแห่งหนึ่ง คาดกันว่าเมื่อไปอยู่ ณ กรุงลอนดอนในช่วงแรกๆ วิลเลียม เช็กสเปียร์ คงจะไม่มีเงินเลย ทำให้ต้องไปรับจ้างดูแลม้าให้กับบรรดาผู้คนที่เข้ามาชมละครที่โรงละครชื่อเธอร์เตอร์ (The Theatre) หรือไม่ก็ที่โรงละครชื่อเคอร์เทน (The Curtain) ซึ่งอยู่ในตำบลชอร์ดิทช์ และกิจการดูแลม้าคงจะเป็นไปได้ด้วยดีทำให้มีเงินเก็บ และในช่วงนี้เองที่ทางเจ้าของโรงละครชักชวนให้เขาเข้าร่วมแสดงละครด้วยเพราะเห็นแววทางการแสดงของเขาเข้า

ค.ศ. 1592 เป็นปีที่เช็กสเปียร์เริ่มมีชื่อเสียงในวงการแสดงละคร และเขาได้ไปสังกัดอยู่กับคณะละครของลอร์ดแชมเบอร์เลน (Lord Chamberlain) ประมาณค.ศ. 1594 และเป็นหนึ่งในสามนักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดังของคณะละครนี้ ซึ่งส่งผลให้เขาได้แสดงละครถวายต่อหน้าพระพักตร์ของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 โดยในเวลานี้เองที่เช็กสเปียร์เริ่มแต่งบทละครและผลงานอื่นๆ เอาไว้มากมาย ซึ่งปี ค.ศ. 1591 (บ้างก็ว่าปี ค.ศ. 1588) คงจะเป็นปีที่เขาเริ่มเขียนบทละครเป็นเรื่องแรก คือบทละครชวนหัวเรื่อง Love’s Labour’s Lost ซึ่งเป็นเรื่องที่รวมเอาข้อสังเกตต่างๆ เกี่ยวกับแฟชั่นในกรุงลอนดอน ความคิดตลกๆ วิธีการพูดและการล้อเลียนคำพูดต่างๆ ในสมัยนั้น

บทละครที่เช็กสเปียร์แต่งขึ้นต่างนำมาจากเค้าโครงเรื่องของงานเขียนเก่าๆ และเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาดัดแปลง เช่นบทละครเรื่อง The Tempest นั้นเช็กสเปียร์ก็ได้ดัดแปลงเค้าโครงเรื่องมาจากเรื่องของบอกกาจจิโอและซินธิโอ และจากกาพย์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของโฮลินแชดและพลูทาร์ค เรื่อง Hamlet และ King Lear ดัดแปลงมาจากบทละครเก่าๆ โดย Hamlet นำมาจากเรื่องที่สูญหายไปในอดีตที่มีชื่อว่า Ur-Hamlet หรือแม้กระทั่งบรรดาบทละครอย่าง Henry IV, Henry V, Richard II, King John และ Richard III ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกษัตริย์อังกฤษในราชวงศ์ทิวดอร์ (Tudor) และแพลนเทจเทท (Plantagenet) ยุคก่อนๆ ที่ปกครองบ้านเมืองในช่วงปี ค.ศ. 1154 – 1547 โดยเช็กสเปียร์นำเค้าโครงเรื่องมาดัดแปลงและเสริมเติมแต่งให้ปมเรื่องมีความสลับซับซ้อน เต็มไปด้วยชนวนเลือดและเรื่องราวของวีรบุรุษต่างๆ



จะว่าไปแล้วนับเป็นความโชคดีของโลกเราที่ในยุคสมัยนั้นขุนนางชั้นสูงและราชวงศ์นิยมให้ความอุปถัมภ์แก่คณะละครและเหล่านักแสดง กวี และนักประพันธ์ทั้งหลายมิเช่นนั้นแล้วผลงานอมตะทั้งหลายคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ วิลเลียม เช็กสเปียร์ ก็เช่นเดียวกัน เขาได้รับการอุปถัมภ์จากขุนนางหลายคน

หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับการแสดง เช็กสเปียร์ได้เป็นหุ้นส่วนกับโรงละครชื่อเดอะโกลบ (The Globe) จนทำให้มีฐานะมั่งคั่ง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่จอห์น เช็กสเปียร์ บิดาของเขาได้รับอนุมัติให้มีตราประจำตระกูลจากวิทยาลัยแฮรัลด์ (Herald’s College) ในปี ค.ศ. 1596 ซึ่งการที่เขามีฐานะดีขึ้นมาทำให้สามารถซื้อบ้านใหม่ที่นิวเพลส (New Place) ในเมืองสแตรทฟอร์ด

วิลเลียม เช็กสเปียร์ และฟรานซิส แลงก์ลีย์ (Francis Langley) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโรงละครชื่อเดอะ สวอน (The Swan) ได้มีเรื่องกับวิลเลียม คาร์ดิเนอร์ (William Cardiner) ซึ่งเป็นผู้พิพากษาอยู่ในกรุงลอนดอนในปี ค.ศ. 1596 ในเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ต่างๆ โดยในเวลานั้นเช็กสเปียร์ได้พำนักอยู่ที่คฤหาสน์เซนต์เฮเลนส์ (Saint Helens) ที่ตำบลบิชอปเกต (Bishopgate)

ภายหลังจากที่วิลเลียม เช็กสเปียร์เริ่มเขียนบทละครเรื่องแรก เขาก็ได้ลงมือเขียนเรื่อง The Two Gentlemen of Verona และ The Comedy of Errors ต่อ ถัดมา จากนั้นจึงเขียนบทละครโศกนาฏกรรมเป็นเรื่องแรกคือเรื่องโรมิโอกับจูเลียต ซึ่งเป็นบทละครเรื่องแรกที่แสดงถึงความสามารถทางการประพันธ์ของเช็กสเปียร์ได้อย่างแท้จริง โดยเรื่องเหล่านี้ถูกแต่งขึ้นมาขณะที่เช็กสเปียร์กำลังรุ่งเรืองทางด้านกิจการการละคร คณะละครของเขาเล่นที่ลอนดอน แต่บางครั้ง

เช็กสเปียร์ก็ต้องพาคณะละครออกไปแสดงในท้องถิ่นอื่นๆนอกเมืองหลวง จนกระทั่งเกิดการระบาดของโรคกาฬโรคครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอนทำให้โรงละครของเช็กสเปียร์ต้องปิดการแสดงลงชั่วคราว

โรงละครของเช็กสเปียร์เปิดทำการอีกครั้งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1592 และคณะละครประเดิมการแสดงด้วยเรื่อง Henry IV และได้รับความนิยมมากจนทำให้ต้องเพิ่มการแสดงต่อไปอีกถึง 2 ตอน และแม้กระทั่งสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 ยังทรงโปรดให้วิลเลียม เช็กสเปียร์ สเปียร์แต่งบทละครเรื่อง Henry VI นี้ขึ้นมาเพื่อล้อชีวิตรักของตัวละครที่ชื่อเซอร์ จอห์น ฟาล์สตาฟ (Sir John Falsstaff) ซึ่งบทละครเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พระองค์โปรดปรานมากและสั่งให้เช็กสเปียร์แต่งให้เสร็จภายในเวลาประมาณ 11 – 14 วัน เพื่อที่พระองค์จะทรงได้ทอดพระเนตรเร็วๆ โดยความสำเร็จจากการสร้างละครเรื่องนี้ทำให้นักเขียนคนอื่นๆ หลายคนต้องอิจฉา การที่เรื่อง Henry IV ประสบความสำเร็จและมีผู้ที่นิยมกันมาก เพราะผู้คนในสมัยของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 นั้นให้ความสนใจแก่ประวัติศาสตร์มาก ต่างคิดกันว่าเรื่องราวจากอดีตยังดำเนินและส่งผลมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รู้สึกว่าการฆาตกรรมหรือการจลาจลที่เกิดขึ้นในเรื่องของเช็กสเปียร์คงจะเกิดขึ้นอีกในวันใดวันหนึ่ง ผู้คนในสมัยนั้นชอบภาพของกษัตริย์ที่อ่อนแอแต่มีอัศวินและขุนนางที่มีความสามารถและกล้าหาญมาช่วยเหลือ

เมื่อบทละครเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกษัตริย์ในยุคก่อนๆได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลาม เช็กสเปียร์จึงนำบทละครเรื่องอื่นๆ อย่าง King John และ Richard III ออกมาแสดงในเวลาถัดมา และต่อมาในปี ค.ศ. 1596 และ 1597 เช็กสเปียร์ได้เขียนเรื่อง A Midsummer Night’s Dream, Taming of the Shrew และ The Merchant of Venice ขึ้นมา โดยเรื่อง The Merchant of Venice นี้เป็นการบรรยายในเชิงตลกเสียดสีถึงพ่อค้าชาวยิวผู้ร่ำรวยที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ จึงเข้ากับยุคสมัยเป็นอย่างดีเพราะในเวลานั้นพ่อค้าที่ร่ำรวยส่วนใหญ่มักจะเป็นชาวยิวซึ่งมีภาพพจน์ที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมหน้าเลือด

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1594 เช็กสเปียร์ถูกเรียกให้เข้าไปแสดงละครถวายสมเด็จพระราชินี อลิซาเบธที่ 1 ในพระราชวัง สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 ทรงโปรดปรานเช็กสเปียร์มาก โดยเช็กสเปียร์ได้แต่งเรื่อง The Merry Wives of Windsor ขึ้นมาเพื่อถวายแก่พระองค์ และในบทละครหลายๆ เรื่องของเขาก็มีหลายตอนที่กล่าวยกย่องสรรเสริญสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 1

ในช่วงปี ค.ศ. 1598 ที่คณะละครของเช็กสเปียร์เริ่มมีคู่แข่งเพราะผู้ชมหันไปให้ความสนใจมากกว่า เขาก็ได้หันมาแต่งบทละครเชิงโศกนาฏกรรม เช่นเรื่อง Julius Caesar และ Hamlet ซึ่งในเรื่อง Hamlet นั้นมีฉากที่บรรยายถึงคณะละครกับคู่อริที่เป็นวัยรุ่น

อย่างไรก็ตาม,กิจการละครของเช็กสเปียร์กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่งเมื่อพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ซึ่งเป็นกษัตริย์ของสก็อตแลนด์พระราชโอรสของพระนางแมรี่ ขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 ที่ทรงเสด็จสวรรคตโดยไม่มีรัชทายาท โดยพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ทรงสนับสนุนการละครมากกว่าสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 เสียอีก และละครที่เช็กสเปียร์ผลิตออกมาล้วนแต่มีชื่อเสียงกว้างขวางและประสบความสำเร็จด้วยดี อาทิเช่น เรื่อง Macbeth, King Lear, Antony and Cleopatra และ Othello ซึ่งในยุคนั้นนับว่าเป็นยุคมืดของละครตลก เพราะคนทั่วไปหันมานิยมชมแต่ละครโศกนาฏกรรม ผลงานของเช็กสเปียร์หลายเรื่องที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสุขุมรอบคอบและความคิดที่ลึกซึ้งของเขา โดยการนำเสนอให้เห็นถึงธรรมชาติของมนุษย์ในเรื่องการมักใหญ่ใฝ่สูง ดังเช่นในเรื่อง King John, Julius Caesar, Hamlet, Macbeth, King Lear และ Coriolanus

มีบทละครบางเรื่องของวิลเลียม เช็คสเปียร์ที่เขาได้เขียนร่วมกับนักเขียนคนอื่นอย่าง คริสโตเฟอร์ มาร์โลว์ (Christopher Marlowe) ซึ่งเป็นนักเขียนบทละครที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งในสมัยนั้น อย่างเช่นเรื่อง Henry IV, Richard II และ Richard III และละครลำดับสุดท้ายที่เช็กสเปียร์ผลิตออกมาก็คือเรื่อง The Tempest

บทละครของวิลเลียม เช็กสเปียร์ได้ถูกรวบรวมเพื่อตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1623 โดยการจัดการร่วมกันของหุ้นส่วนใหญ่ที่สำคัญ 2 คนในกิจการคณะละครของวิลเลียม เช็กสเปียร์ สเปียร์เอง ซึ่งก็คือจอห์น เฮมมิ่ง (John Hemming) และเฮนรี่ คอนเดลล์ (Henry Condell) โดยก่อนหน้านี้นั้นไม่มีการตีพิมพ์ผลงานที่เป็นบทละครของเขา คงจะเนื่องจากว่าสมัยนั้นการพิมพ์ยังไม่เจริญก้าวหน้า อีกทั้งยังไม่นิยมพิมพ์เพื่อเผยแพร่บทละครก่อนที่จะเปิดการแสดง ซึ่งการตีพิมพ์ในครั้งนี้มีบทละครรวมทั้งหมด 20 เรื่อง และมีชื่อเรียกหนังสือที่รวมบทละครเหล่านี้ว่า The First Folio

ในช่วงที่วิลเลียม เช็กสเปียร์ยังมีชีวิตอยู่ แม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงมาก แต่เขาก็ยังไม่ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีเอกอันดับหนึ่งของยุคนั้น เพราะยังมีกวีที่มีชื่อเสียงอื่นๆ อีกหลายคน จนกระทั่งมาถึงช่วงศตวรรษที่ 17 ที่เช็กสเปียร์ถูกพิจารณาว่าเป็นสุดยอดนักเขียนบทละครแห่งประเทศอังกฤษ และชื่อเสียงของเช็กสเปียร์มาถึงจุดที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือในช่วงศตวรรษที่ 19

ช่วงบั้นปลายชีวิตของวิลเลียม เช็กสเปียร์ ได้เลิกเขียนบทละคร กลับไปใช้ชีวิตและพักผ่อนอยู่ที่เมืองสแตรทฟอร์ดบ้านเกิดในบ้านที่เขาสร้างสำหรับครอบครัว ว่ากันว่าชีวิตครอบครัวของเช็กสเปียร์นั้นไม่ได้สมบูรณ์นัก เพราะเช็กสเปียร์แต่งงานได้ไม่นานก็จากภรรยาเพื่อมายังกรุงลอนดอน ส่วนลูกๆ ของคนทั้งสองก็ต้องเสียชีวิตไปก่อนวัยอันควร เพราะลูกชายคนเดียวของเขาคือแฮมเน็ต ได้เสียชีวิตลงตั้งแต่ยังเด็กในปี ค.ศ. 1596 ส่วนจูดิธซึ่งเป็นลูกสาวอีกคนและฝาแฝดของแฮมเน็ตก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา เหลือเพียงลูกคนที่ซูซานน่า ซึ่งในเวลาต่อมาได้แต่งงานกับหมอที่ชื่อจอห์น ฮอลล์ (John Hall) และบ้านของพวกเขา “Hall’s Croft” ในปัจจุบันนี้ก็ยังสงวนไว้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนหนึ่งของเช็กสเปียร์ซึ่งบริหารงานโดย The Shakespeare Birthplace Trust

วิลเลียม เช็กสเปียร์ ได้ทำพินัยกรรมไว้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1616 และเสียชีวิตลงในปีเดียวกันนั้นเอง คือวันที่ 23 เมษายน มีอายุรวม 52 ปี ศพของวิลเลียม เช็กสเปียร์ ถูกฝังอยู่ในโบสถ์ The Holy Trinity ของบ้านเกิด ซึ่งเป็นโบสถ์เดียวกับที่เขาทำพิธีล้างบาปในตอนเด็ก

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com