วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา >>

อาวุธเคมี

        มนุษย์ได้เริ่มใช้อาวุธเคมีในรูปแบบลูกธนูและลูกดอกอาบยาพิษ รวมทั้งการใช้ในรูปแบบของควันพิษ ภายหลังได้มีการนำไปใช้ในรูปแบบการสังเคราะห์สารเคมีขึ้น โดยใช้ในปริมาณมากในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเยอรมนีใช้แก๊สคลอรีนโจมตีฝ่ายสัมพันธมิตรที่เมืองYpres ประเทศเบลเยี่ยม และในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นใช้อาวุธเคมีในการรบกับจีน นอกจากนี้ยังมีการใช้อาวุธเคมีในสงครามอ่าวเปอร์เซีย ระหว่างอิรักกับอิหร่าน และยังใช้ในการก่อการร้ายในประเทศญี่ปุ่น ที่เมืองมัตสึโมะโตะ(2537) และที่สถานีรถไฟใต้ดิน กรุงโตเกียว (2538) ดังนั้นจะเห็นว่าอาวุธเคมีมีความสัมพันธ์กับมนุษยโลกมาโดยตลอด

อาวุธเคมี(Chemical weapons) ตามอนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี(Chemical Weapons Convention: CWC ) ได้นิยามคำว่า “อาวุธเคมี” ไว้ว่า อาวุธเคมี คือสารเคมีพิษ หรือสารที่ใช้ผลิตสารเคมีพิษ(Precursor) ซึ่งสามารถทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต บาดเจ็บ หรือไร้สมรรถภาพ โดยกระบวนการปฏิกิริยาเคมี นอกจากนี้ยุทธปัจจัย(Munition) หรืออุปกรณ์บรรจุที่ออกแบบไว้เพื่อนำส่งสารเคมีพิษ ไม่ว่าจะบรรจุสารเคมีแล้วหรือยังไม่บรรจุก็ตาม ให้ถือว่าเป็นอาวุธเคมีด้วย ซึ่งในมติสหประชาชาติก็ได้จัดอาวุธเคมีไว้เป็น “อาวุธทำลายล้างมวลมนุษย์”(Weapons of Mass Destruction , WMD) เนื่องจากสามารถทำให้เกิดการสูญเสียเป็นกลุ่มก้อนในพื้นที่ขนาดใหญ่และมีผลอันตรายตกค้าง ครอบคลุม และคงทนอยู่ได้นานในพื้นที่นั้น อีกทั้งจำเป็นต้องใช้มาตรการที่กำหนดชื่อและใช้สิ่งอุปกรณ์ที่ออกแบบโดยเฉพาะในการป้องกัน

สารที่ใช้ในการทำสงครามเคมี (Chemical warfare agents) แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. สารสังหาร (Lethal agents) หมายถึง สารเคมีใดที่ผลจากปฏิกิริยาทางเคมีของมัน ที่มีผลต่อกระบวนการของชีวิต ทำให้มนุษย์และสัตว์เจ็บป่วยอย่างรุนแรง เสียชีวิต หรือเกิดอันตรายถาวร ซึ่งแบ่งได้เป็น 5 พวก คือ

  1. สารประสาท (Nerve agents) เป็นกลุ่มสารที่มีพิษร้ายแรงทำอันตรายต่อระบบประสาท ทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ซึ่งมี 2 ชนิด คือ ชนิดที่ระเหยเป็นไอง่าย จะทำอันตรายเมื่อสูดหายใจเข้าปอด และชนิดที่หนืดมากจะทำอันตรายเมื่อสัมผัสและซึมผ่านผิวหนัง
  2. สารพุพอง (Blister agents) เป็นของเหลวหนืดคล้ายน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์จะระเหยได้ช้า จุดมุ่งหมายคือทำให้เกิดอันตรายเมื่อสัมผัสผิวหนัง ทำให้เกิดความเจ็บปวด เกิดแผลพุพอง ไอของสารจะก่ออันตรายต่อผิวหนัง นัยน์ตา และอวัยวะของระบบทางเดินหายใจ ถ้ากลืนกินจะทำอันตรายต่ออวัยวะระบบทางเดินอาหาร เมื่อซึมเข้าร่างกาย จะเป็นพิษ ทำให้ถึงแก่ความตายได้
  3. สารโลหิต (Blood agents) เป็นของเหลวที่ระเหยเป็นไอง่าย เมื่อสูดหายใจเข้าปอด สารจะแพร่ไปทั่วร่างกายผ่านทางกระแสโลหิต ทำให้เซลล์ในร่างกายไม่สามารถนำออกวิเจนจาโลหิตไปใช้ได้ จึงทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนและเสียชีวิต
  4. สารสำลัก (Chocking agents) เป็นแก๊สที่ทำให้ปอดและหลอดลมเป็นแผล และมีของเหลวคั่งในปอดทำให้เสียชีวิตจากบาดแผลและการขาดออกซิเจน
  5. ทอกซิน (Toxin) เป็นพิษตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นพิษจากสัตว์ พืช และจุลินทรีย์บางชนิด โดยนำมาสังเคราะห์เพื่อใช้เป็นอาวุธแล้วปล่อยกระจายในลักษณะละออง

 

2. สารทำให้ไร้สมรรถภาพ (Incapacitating agents) หมายถึง สารเคมีใดที่มีผลอันตรายของมัน ทำให้มนุษย์หมดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจชั่วคราว อาจเป็นอาการทางกาย ทางจิต หรือทั้งสองทาง และไม่ทำให้เสียชีวิตหรือเกิดอันตรายถาวร และอาการที่เกิดขึ้นจะหายเองโดยไม่ต้องรักษา ซึ่งแบ่งย่อยได้ 3 พวก คือ

  1. สารออกฤทธิ์ทางจิต (Psychotomimetic agents) ทำให้เดอาการทางจิตชั่วคราว หรือทั้งกายและจิตพร้อมกัน จะออกฤทธิ์ช้าแต่มีผลนาน
  2. สารอาเจียน (Vomiting agents) ทำให้เกิดการคลื่นไส้ อาเจียน อดีตเคยใช้เป็นอาวุธเคมี และสารควบคุมจลาจล แต่ถ้านำมาใช้ในการรบจะถือว่าเป็นอาวุธเคมีทันที
  3. สารน้ำตาไหล (Tear agents/ Lachrymatory agents) ทำให้เกิดอาการแสบตา น้ำตาไหล ระคายเคืองระบบทางเดินหายใจส่วนบน และแสบผิวหนัง ออกฤทธิ์เร็วและอาการจะหายเองได้เร็วเช่นกัน ใช้เป็นสารควบคุมจลาจลและการฝึก แต่ถ้านำไปใช้ในการรบจะถือว่าเป็นอาวุธเคมีทันที ซึ่งการใช้งานทั้งจากการยิงจากปืนยิงแก๊สน้ำตา และใช้แบบระเบิดขว้าง ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์ทหารบกใช้วิจัยลูกระเบิดขว้างแก๊สน้ำตา พบว่า ระยะเวลาการเกิดควัน 50 วินาที ครอบคลุมพื้นที่ 150 ตารางเมตร และยังส่งผลอันตรายแก่ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง หรือโรคหัวใจอยู่เดิมด้วย

3. สารทำลายพืช (Antiplant agents) เป็นสารที่ใช้ทำอันตรายพืชในทางปฏิบัติการทางทหาร ใช้เพื่อทำลายพืชที่ฝ่ายตรงข้ามใช้หลบซ่อนช่องสุมกำลัง หรือที่ซุ่มโจมตี แม้กระทั่งทำลายพืชผลของฝ่ายตรงข้าม ดังเห็นได้ในสงครามเวียดนาม

อาวุธเคมีได้นำมาใช้ในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในปัจจุบันได้มีการใช้อาวุธเคมีอย่างแพร่หลาย ดังนั้นพยาบาลจำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจถึงสารเคมีที่ใช้เป็นอาวุธดังกล่าว รวมทั้งการปฐมพยาบาลและรักษาผู้ป่วยที่ได้รับอันตรายจากอาวุธเคมีด้วย เพื่อจะได้ให้การพยาบาลกับผู้ป่วยที่ได้รับอาวุธเคมีอย่างถูกต้องและรวดเร็ว

บรรณานุกรม

  • เฉลิมศึก ยุคล , ม.จ., (2548), การรักษาพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บจากอาวุธนิวเคลียร์ชีวะเคมี , ตำราเวชศาสตร์ทหาร, กรุงเทพฯ: นำอักษรการพิมพ์.
  • แผนกพยาบาลจักษุกรรม กองการพยาบาล โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า,(2551), แก๊สน้ำตา,เวชสารแพทย์ทหารบก, ปีที่ 61 ฉบับพิเศษ(1) พฤศจิกายน 2551
  • จุฑา สุขอารมณ์,น.อ.,ไทยกับอนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี , ในhttp://www.navy.mi.th/science/BrithDay46/Brithday_data/thai.htm  : 27/02/2552.

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

ข้อเขียน-บทความ »

» จินตนา แก้วขาว กราบเธอที่ดวงใจ
» ทะริด ตะนาวศรี คนไทยที่ถูกลืม
» ปู่เย็น ณ สะพานลำใย แห่งลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี

» จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ (รวมงานเขียน)
» ฉายเดี่ยว (รวมงานเขียน)
» งูเขียว หางบอบช้ำ (รวมงานเขียน)

» ตีหัวเข้าบ้าน ตะคอกโลก ตีหัวหมา
» ผายลมนี้มีผลย้อนหลัง
» ได้แต่หวังว่า เราจะอยู่ร่วมกันได้บนโลกที่เปรียบเสมือนบ้านของเราใบนี้ ด้วยความรู้สึกที่ดีประดุจดั่งกินข้าวจากหม้อเดียวกัน

» ขอเป็นตาแก่ขี้บ่นในหัวใจเธอ
» เมื่อคนขับรถปลอมตัวไปเล่นหุ้น (บันทึกการเล่นสด)

นิยาย-เรื่องสั้น »

» ตำนานบันลือโลก
» บันทึกทรราชย์
» ผมเกือบได้เป็นนักแต่งเพลงชื่อดังเสียแล้ว
» ชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งหลังเกษียณ
» แสนยานุภาพแห่งการรอคอย

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-