Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

หลักการของสหนัยนิยม

หลักการของสหนัยนิยมและปัญหาโดยทั่วไป
ปัญหาเรื่อง input จาก Audi
การแก้ปัญหาของ Banjour
การแก้ปัญหาของ Bonjour เกี่ยวกับความเป็น Directness
การแก้ปัญหาประเด็นคนบ้าที่คิดว่าตนเป็นพระเจ้าตาก
การแก้ปัญหาประเด็นความเชื่อทางศาสนา

หลักการของสหนัยนิยมและปัญหาโดยทั่วไป

Coherentism หรือสหนัยนิยมเป็นแนวคิดตรงข้ามกับ Foundationalism หรือพื้นฐานนิยมในปรัชญาญาณวิทยา พื้นฐานนิยมนั้นมีใจความสำคัญๆว่าความรู้อยู่สองประเภทที่ไม่ต้องการสิ่งใดมายืนยันความน่าเชื่อถือให้มันอีก ความรู้ทั้งสองนั้นก็คือ ความรู้ทางผัสสะ หรือ perception กับ ความรู้ด้วยเหตุผล

ทางฝ่ายสหนัยนิยมนั้นไม่เห็นด้วยกับทางพื้นฐานนิยมเพราะเหตุผลที่ว่าความรู้ทางผัสสะนั้นบางกรณีก็ยังต้องทบทวนต่อไปว่ามันถูกต้องหรือไม่ เช่นการเห็น ในบางกรณีเราก็ต้องมี justification อื่นๆมาสนับสนุนด้วยว่า แสงที่ทำให้เราเห็นนั้นมีอยู่พอดี ไม่มืดไป หรือ มีความมั่นใจว่า เราไม่ได้มีประวัติผิดปกติทางจิตแล้วเห็นอะไรไปเอง หรือ สายตาไม่ดี เป็นต้น ทางฝ่ายสหนัยนิยมจึงนำประเด็นนี้มาโต้แย้งว่า knowledge และ justification ที่พื้นฐานนิยมคิดว่าไม่ต้องมีอะไรมาสนับสนุนความน่าเชื่อถือแท้จริงแล้วนั้นก็ต้องมีอยู่ดี

ส่วนความรู้ที่พื้นฐานนิยมเรียกว่าเป็นพื้นฐานความรู้ประเภทที่จริงตามเหตุผลนั้น ก็ยังสามารถโต้แย้งได้ว่ามันก็ยังสามารถพิสูจน์ว่าผิดได้ และไม่ได้มีความเป็นจริงในตัวของมันเองโดยไม่เกี่ยวกับค่าความจริงอื่นๆ เช่น ประโยค analytic และ สูตรต่างๆทางเรขาคณิต เป็นต้น ก็ยังมีนักปรัชญาเช่น Quine กล่าวว่าความจริงเหล่านี้ไม่ใช่ความจริงในตัวของมันเอง และสามารถจะกล่าวได้ว่ามันก็ไม่ควรนำไปเป็นฐานรองรับความเป็นจริงอื่นๆได้อีกต่อไป เพราะความเป็นจริงในตัวมันก็ยังอิงความเป็นจริงจากข้อความอีกหลายข้อความ และไม่เป็นอิสระจากโลกประจักษ์ หรือ หากพูดโดยย่อตามคำพูดอันเลื่องชื่อของ Quine นั้นก็คือความรู้แบบเหตุผลกับความรู้ทางประจักษ์แท้จริงแล้วไม่ได้แตกต่างกันโดยประเภท แต่ต่างกันโดยดีกรีของความยากง่ายในการแก้ไข เท่านั้นเช่นความรู้ที่ว่าประชากรในกรุงเทพมีมากกว่าประชากรในจังหวัดเชียงใหม่ กับความรู้ที่ว่า สามเหลี่ยมมีสามมุม และ องศาของทั้งสามมุมบวกรวมกันได้ 180 นั้นเป็นความรู้ประเภทเดียวกันแต่ต่างกันตรงที่ว่าความรู้อันแรกที่เกี่ยวกับจำนวนประชากรนั้นง่ายกว่าที่จะเปลี่ยนแปลงในขณะที่อันที่สองที่เกี่ยวกับมุมและองศาของสามเหลี่ยมนั้นยากกว่าที่จะเปลี่ยนแปลง

สหนัยนิยมจึงนิยามความรู้ใหม่ว่าความรู้และหลักการสนับสนุนความรู้นั้นไม่น่าจะมีฐานตามที่พื้นฐานนิยมเคยนิยามเอาไว้ แต่ความรู้เปรียบเสมือน เกม crossword ที่คำในช่องว่าง x จะสามารถช่วยสนับสนุนความน่าจะเป็นให้กับคำในช่องว่างอื่นๆ เช่นในช่อง y หรือ z และในขณะเดียวกันคำช่อง y และ z ก็จะช่วยสนับสนุนความน่าจะเป็นให้กับคำในช่อง x นอกจากนี้ยังมีบางคนเอาแนวคิดแบบสหนัยนิยม ไปเปรียบเทียบกับใยแมงมุมที่เส้นใยแต่ล่ะเส้นช่วยพยุงเส้นอื่นๆและในขณะเดียวกันที่เส้นๆนั้นไปช่วยพยุงเส้นอื่นๆ เส้นๆนั้นก็ต้องการการช่วยพยุงจากเส้นใยเส้นอื่นๆที่มันไปช่วยพยุงด้วย ซึ่งหากขาดไปหนึ่งเส้นก็ไม่สามารถทำให้ใยแมงมุมนั้นพังลงมาได้ แต่แค่ทำให้ใยแมงมุมทั้งหมดอ่อนแอ่ลง ฉันใด ในกลุ่มความเชื่อหนึ่งหากขาดความเชื่อย่อยๆไปสักความเชื่อหรือสองความเชื่อก็ไม่สามารถทำให้กลุ่มความเชื่อนั้นต้องล่มไป เพียงแต่หากขาดไปความเชื่อหนึ่ง ความน่าเชื่อถือในกลุ่มนั้นก็อาจจะมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือน้อยลงไปด้วย และยิ่งความเชื่อในกลุ่มนั้นถูกลดน้อยลงไปอีก ก็ยิ่งน่าเชื่อน้อยไปอีก หรือมีมากขึ้นก็น่าเชื่อถือมากขึ้นนั้นเอง

หากนำหลักดังกล่าวมาพิจารณาในกรณีเรื่องความเชื่อก็จะมีตัวอย่างเช่น ช่วงเวลากลางคืนขณะที่ข้าพเจ้ากำลังจะเข้านอนข้าพเจ้าได้ยินเสียงก๊อกแก๊ก แล้วทำให้คิดสงสัยว่าจะมีขโขยเข้าบ้านเพราะเพื่อนบ้านพึ่งเล่าให้ฟังว่าบ้านของตนพึ่งโดนขโมยขึ้นบ้านแถวๆนั้นจึงน่าจะมีขโมย แต่พอนึกย้อนดูอีกทีว่าที่บ้านข้าพเจ้าเลี้ยงแมวอยู่ วัยกำลังซนและชอบวิ่งเล่นในที่มืดๆตอนกลางคืนด้วย จึงทำให้ข้าพเจ้าค่อนข้างแน่ใจว่าไม่ใช่ขโมย และที่แน่ใจไปมากกว่านั้นคือที่บ้านของข้าพเจ้าแทบไม่มีอะไรจะให้ขโขยเลย มีแต่หนังสือ คงไม่มีขโมยคนไหนมีความมุมานะถึงขนาดบุกเข้าบ้านเพื่อที่จะมาขโมยหนังสือปรัชญาที่ข้าพเจ้ามีอยู่แน่ การที่ข้าพเจ้ามาถึงจุดที่เชื่อว่าเสียงดังกล่าวที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงแมว ก็มาจากความสอดคล้องหลายๆความเชื่อที่ช่วยสนับสนุนกันและกัน เช่นความเชื่อที่ว่าข้าพเจ้าเลี้ยงแมว และแมวที่ข้าพเจ้าเลี้ยงอยู่ยังอยู่ในวัยซน และธรรมชาติของแมวที่ซนๆจะชอบเล่นในที่มืด บวกกับความเชื่ออื่นๆเช่น ความเชื่อที่ว่าไม่ใช่ขโมยแน่ๆ ก็มาจากความเชื่ออื่นๆที่สามารถนำมาสนับสนุน เช่น ขโมยจะเข้าแต่ละบ้านก็ต้องสำรวจก่อนว่าบ้านนี้มีฐานะหรือ ปล่าว ไม่ใช่เข้าไปสุ่มสี่สุมห้าแล้วเข้าไปเจอบ้านที่อยู่ของนักเรียนปรัชญาซึ่งไม่มีอะไรให้ขโมยนอกจากหนังสือ หรือ หากขโมยต้องการจะขโมยหนังสือปรัชญาก็ยิ่งไม่น่าเป็นไปได้มากเข้าไปอีก เพราะมันจะดูขัดแย้งกับคนที่ชอบเรียนปรัชญาเพราะคนต้องการอ่านปรัชญาน่าจะมีจิตสำนึกที่ดีกว่าการที่จะมาเป็นขโมยปีนขึ้นบ้านคนอื่น เพราะฉะนั้น ความเชื่อต่างๆเหล่านี้ได้ช่วยให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือของกันและกัน จนข้าพเจ้ามาถึงบทสรุปที่จะเชื่อว่าเสียงดังกล่าวเป็นเสียงแมว ที่อาจจะวิ่งไล่จิ้งจกอยู่ก็เป็นได้

 

การอธิบายด้วยวิธีการเปรียบเทียบความเชื่อและการสนับสนุนความเชื่อของ coherentism โดยการเปรียบเทียบกับใยแมงมุมหรือเกม crossword นั้นดูจะชัดเจนดี และพอเอามาเปรียบเทียบกับหลักการสนับสนุนความรู้แล้วก็ดูเป็นหลักการที่น่าจะเข้าใจได้ง่ายและน่าเห็นด้วยในระดับสามัญสำนึก แต่พอมองดูให้ลึกซึ่งเข้าไป แนวคิดแบบสหนัยนิยมก็จะเจอปัญหาหลายประการ

ในส่วนนี้ของบทความ ข้าพเจ้าจะเสนอปัญหาของสหนัยนิยมแบบคร่าวๆว่ามีสามข้อ ว่าด้วยปัญหาเกี่ยวกับความสอดคล้อง ปัญหาเรื่องหลักการ และ ปัญหาเรื่อง input ซึ่งปัญหาแรกนำมาสู่ปัญหาที่สอง ส่วนปัญหาที่สามข้าพเจ้าจะอธิบายในลายละเอียด ซึ่งปัญหาข้อที่สามเป็นปัญหาที่ Audi นำมาเสนอใน text ซึ่งในขอบฟ้าปรัชญา อ. โสรัจจ์ จะเรียกปัญหานี้ว่า isolation problem นั้นเอง

ปัญหาแรกก็คือ ต้องอธิบาย Coherentist แบบ universalism ซึ่งเสนอแนวคิดที่ว่าความเชื่อทุกความเชื่อต้องสอดคล้องกับความเชื่อทุกความเชื่อ ซึ่งต่างจากแนวคิดแบบ particularism ที่เสนอว่าบางความเชื่อสามารถสนับสนุนบางความเชื่อได้เท่านั้น (หนังสือบางเล่มเช่นใน Bonjour จะเรียกว่า แนวคิด สหนัยแบบอ่อน กับแบบจัดนั้นเอง แต่เนื้องจากคำอธิบายนี้ข้าพเจ้านำมาจาก Everitt Fisher จึงจะขอใช้ศัพท์เฉพาะของเจ้าของหนังสือ) ปัญหาข้อแรกคือ แนวคิดแบบ universalism จะบอกว่าความเชื่อหนึ่งชุดซึ่งตามสามัญสำนึกอาจจะเห็นว่าไม่เกี่ยวกัน ก็ยังสามารถนำมาสนับสนุนกันได้ เช่น ความเชื่อที่ว่าน้ำทะเลเค็ม สามารถนำมาสนับสนุน ความเชื่อที่ว่าพรุ่งนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ทั้งสองข้อความไม่มีความขัดแย้งกัน นักสหนัยนิยมแบบ universalism ยอมรับว่าความเชื่อทั้งสองนำมาสนับสนุนกันได้ ปัญหาก็คือ ความเชื่อทั้งสองมันไม่ได้ช่วยสนับสนุนอะไรให้กันได้ เพราะหากไม่รู้ว่าน้ำทะเลเค็มก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไม่รู้ว่าพระอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันออก หรือในทางกลับกัน เราสามารถบอกได้ว่าเราแน่ใจได้ว่าพรุ่งนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกโดยหาความเชื่ออื่นๆอีกหลายความเชื่อที่ไม่ใช่ความเชื่อที่ว่าน้ำทะเลเค็มมาสนับสนุนก็ได้ เพราะฉะนั้นความเชื่อทั้งสองถึงแม้ไม่ขัดแย้งกันแต่มันไม่มีความสัมพันธ์ใดๆทางตรรกะทั้งแบบจำเป็นหรือพอเพียง(necessary/sufficiency) ให้กันและกันได้เลยเลย

ส่วนแนวคิดแบบ particularism ได้พยามจะแก้ปัญหาให้แนวคิดแบบ universalism โดยเสนอว่าการสนับสนุนความเชื่อที่จะต้องสอดคล้องกันคือการ สอดคล้องแบบสามารถอธิบายกันและกันได้ เป็นลักษณะความสอดคล้องที่ระบบสหนัยนิยมแนว particularism บอกว่าเป็น explanation ให้กันได้

แนวคิดแบบ particularism เสนอว่าความเชื่อใดๆนั้นต้องมีกลุ่มความเชื่อที่เฉพาะกลุ่มเท่านั้นที่สามารถนำมาสนับสนุนความน่าเชื่อถือของความเชื่อนั้นๆได้ เช่น ความเชื่อที่ว่าน้ำทะเลเค็ม กับ ความเชื่อที่ว่าน้ำทะเลมีเกลือเยอะ เกลือมีรสชาติเค็ม อาจจะจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่ความเชื่อที่ว่า พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จะถูกจัดอยู่คนล่ะกลุ่มกัน เช่นอาจจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเชื่อที่ว่าโลกเดินทางรอบดวงอาทิตย์ ที่นี้ปัญหาของพวก particularism มีอยู่คือจะนำหลักการใดมากำหนดว่าความเชื่อใดถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเชื่อประเภทใด เพราะความเชื่อบางความเชื่อยังสามารถอยู่ได้ในหลายกลุ่มในเวลาเดียวกัน และบางความเชื่อมีความคลุ่มเครือ (vagueness) อยู่ซึ่งจะกำหนดไปตายตัวไม่ได้ว่ากลุ่มความเชื่อหนึ่งจะต้องมี sub-set ของความเชื่อใดบาง เช่นหากจะหาข้อ explanation ไปเรื่อยๆว่าทำไมโลกเดินทางรอบดวงอาทิตย์ ก็อาจจะต้องหาคำอธิบายที่เกี่ยวกับระบบสุริยะ จนในที่สุดแล้วคำอธิบายถึงระบบสุริยะ อาจจะพาดพิงมาถึงระบบนิเวศของโลกแล้วท้ายที่สุดก็อาจจะมาพาดพิงถึงความเชื่อเกี่ยวกับการขึ้นลงของน้ำทะเล และส่วนผสมของเกลือในน้ำทะเล และความเค็มของน้ำทะเลอีก จนท้ายที่สุดเราอาจจะแยกไม่ได้เลยแต่แรกว่ากลุ่มความเชื่อนั้นจริงๆแล้วไม่อาจจะถูกจัดแบ่งให้เป็นกลุ่มและมีเส้นแบ่งระหว่างกลุ่มที่ตายตัวลงไปได้ที่ตรงไหนกันแน่

ในท้ายที่สุดการพิจารณาสหนัยนิยม แนว particularism จะมีปัญหาดังกล่าวและต้องกลับไปพิจารณาหลักการของ universalism ใหม่ เพราะแนวของ universalism นั้นปัดประเด็นปัญหาของ particularism ได้เพราะ universalism ปฏิเสธว่าไม่มีกลุ่มความเชื่อที่เราจะสามารถแยกออกมาเป็นกลุ่มๆ แต่เสนอว่าทุกความเชื่อไม่มีเส้นแบ่งว่าความเชื่อดังที่ particulaism เสนอว่า a,b,c ต้องอยู่ในกลุ่ม A และ กลุ่ม B มี ก ข ค แต่ universalism เสนอว่า a,b,c,ก,ข และ ค อยู่กลุ่มเดียวกัน และไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มความเชื่อใดๆ ซึ่งหากการแก้ปัญหาดังกล่าวตามแนว Universalism นั้นก็จะเจอปัญหาเรื่องการอธิบายกันไม่ได้นั้นเอง

ส่วนปัญหาอีกข้อหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้กันก็คือเรื่อง empirical input หรือ ปัญหา isolation ที่ Audi นำมาเสนอใน text ซึ่งข้าพเจ้ากำลังจะกล่าวต่อไปในลายละเอียดในส่วนต่อไปของบทความชิ้นนี้ ซึ่งปัญหาที่ข้าพเจ้าเสนอที่ผ่านมาอาจจะอยู่คนล่ะ scope กันกับปัญหาที่ Audi นำเสนอนั้นก็คือเรื่อง isolation แต่ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นนั้นไม่อาจถูกล่ะเลยได้ เพราะเป็นปัญหาที่หากใครจะพูดถึงแนวคิดแบบสหนัยนิยมก็ต้องพูดถึงปัญหาดังกล่าวอย่างลีกเลี่ยงไม่ได้นั้นเอง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com