Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

หลักการของสหนัยนิยม

หลักการของสหนัยนิยมและปัญหาโดยทั่วไป
ปัญหาเรื่อง input จาก Audi
การแก้ปัญหาของ Banjour
การแก้ปัญหาของ Bonjour เกี่ยวกับความเป็น Directness
การแก้ปัญหาประเด็นคนบ้าที่คิดว่าตนเป็นพระเจ้าตาก
การแก้ปัญหาประเด็นความเชื่อทางศาสนา

การแก้ปัญหาของ Bonjour เกี่ยวกับความเป็น Directness ของ Empirical Input

การแก้ปัญหาของ Bonjour ก็เลยดูจะเป็นการประณีประนอมระหว่าง dilemma ทั้งสองนั้นก็คือ การบอกว่า empirical input นั้นมีความเป็น directness แต่นั้นไม่ได้หมายความว่ามันไม่สามารถมีอธิพลต่อกลุ่มความเชื่ออื่นๆที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว และในทางกลับกันด้วยว่า empirical input ต่างๆนั้นถึงแม้มันจะ direct และไม่ต้องการ inference แต่ความเชื่ออื่นๆก็ยังสามารถมีอธิพลต่อ empirical input นั้นๆได้ แต่ไม่ได้มีอธิพลในแง่ที่ว่าถ้าไม่มีความเชื่ออื่นมาสนับสนุนก็ไม่ได้หมายความว่า empirical input นั้นจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งตามความหมายนี้ก็จะหมายความว่าข้อมูลทางผัสสะนั้นเกิดขึ้นมาแบบ spontaneous หรือเกิดขึ้นกับตัวผู้รู้เองโดยไม่ต้องมีอะไรมาสนับสนุนให้มันมีอยู่แต่พอเกิดขึ้นแล้วการนำความเชื่ออื่นๆมาวิเคราะห์ข้อมูลทางผัสสะเหล่านั้นก็จะถือเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งซึ่งแยกออกมาต่างหากจากตอนที่ผู้รู้รับรู้ข้อมูลผัสสะนั้นๆ ที่นี้การที่ข้อมูลผัสสะนั้นจะถูกนำไปใช้เป็นหลักการหรือความเชื่อที่สนับสนุนหรือหักล้างความเชื่ออื่นๆที่มีในระบบอยู่แล้วก็ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สองดังเช่นกับขั้นตอนที่ความเชื่อที่อยู่ในระบบที่มีอยู่ก่อนแล้วจะสามารถมีอธิพลเหนือข้อมูลผัสสะนั้นเอง

Bonjour นั้นโต้แย้ง ปัญหาในลักษณะที่ Audi เสนอมาโดยการบอกว่า สหนัยนิยม ยังมีช่องว่างให้มี empirical input หรือข้อมูลใหม่ๆทางผัสสะได้ เพียงแต่ว่าข้อมูลที่เข้ามาใหม่นั้นมันต้องสอดคล้องกับความเชื่อที่มีอยู่ก่อนแล้ว และประเด็นสำคัญก็คือการจะดูว่าข้อมูลทางผัสสะที่เข้ามาใหม่นั้นสอดคล้องกับระบบความเชื่อหรือกลุ่มความเชื่อเดิมหรือไม่ก็เป็นการตอบปัญหาไปโดยนัยๆอยู่แล้วว่าอะไรมันจะสอดคล้องกันหรือไม่มันต้องเป็นข้อมูลคนล่ะกลุ่มกันแต่แรกอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่นการเห็นหนังสือสีแดง การเห็นสิ่งๆหนึ่งบนโต๊ะนั้น เป็นข้อมูลใหม่ทางผัสสะ ส่วนความเชื่อเรื่องศักยภาพในการมองของเราและความรู้เรื่องสีแดงเป็นความเชื่ออีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนำมาสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ ในกรณีอื่นที่ความเชื่อกับข้อมูลที่เข้ามาใหม่แล้วไม่สอดคล้องกันนั้นก็ยิ่งสามารถอธิบายได้ชัดยิ่งขึ้นว่าความเชื่อที่มีอยู่ก่อนแต่เดิมนั้นเป็นกลุ่มความเชื่อที่ไม่ได้รวมข้อมูลทางผัสสะเอาไว้อยู่แล้วด้วย การที่ในบางกรณีเราต้องตัดสินใจว่ามันสอดคล้องกันหรือไม่นั้นก็เป็นการบอกอยู่ในตัวแล้วว่าเรามีกลุ่มความเชื่อเก่าและใหม่อยู่ให้เราต้องพิจารณาว่ามันไปด้วยกันได้หรือไม่ ซึ่งหากจะบอกว่าเราไม่มี input อะไรใหม่ๆเข้ามาเลยก็จะทำให้เราไม่ต้องไปถึงจุดๆที่เราต้องตัดสินใจว่ามันสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับกลุ่มความเชื่อเก่าแต่แรกด้วยซ้ำ



นอกจากนั้น Bonjour ยังยอมรับอีกด้วยว่า input ที่เข้ามาใหม่จากผัสสะยังสามารถเปลี่ยนแปลงระบบความเชื่อที่เรามีอยู่แล้วก็ได้ เช่นสมมติว่าข้าพเจ้าเห็นคนๆหนึ่งอยู่ไกลๆในโรงอาหารคณะอักษร แล้วชายคนนั้นไม่มีผมบนหัว ข้าพเจ้านึกว่าคนๆนั้นคือเพื่อนของข้าพเจ้าที่ชื่อ ชญานิน ความเชื่อที่มีอยู่ก่อนก็คือเพื่อนของข้าพเจ้าที่ชื่อ ชญานิน ไม่มีผม หรือไว้ผมทรง skinhead และชายคนนั้นในโรงอาหารไม่มีผม มันก็สนับสนุนกันไปในตัวว่าจะต้องเป็นเพื่อนข้าพเจ้าที่ชื่อ ชญานิน แน่ๆ แต่พอเดินเข้าไปใกล้กลับไม่ใช่แต่เป็นคนอื่นไป ทำให้ข้าพเจ้าต้องเปลี่ยนความเชื่อโดยใช้ความเชื่อเดิมที่มีอยู่แล้วบวกกับข้อมูลทางผัสสะใหม่มาสนับสนุนว่าตกลงชายผู้นี้ไม่ใช่เพื่อนของข้าพเจ้า ประเด็นก็คือหากสหนัยนิยมไม่ยอมรับข้อมูลใหม่ๆทางผัสสะจริงอย่างที่ Audi กล่าวข้าพเจ้าจะไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อที่ว่าชายผู้นั้นคือเพื่อนของข้าพเจ้าได้เลย หรือแม้แต่จะมีหลักเกณฑ์ใดๆมาช่วยตัดสินหรือถึงจุดที่จะต้องตัดสินว่าชายผู้นั้นคือ ชญานินหรือไม่ใช่กันแน่

ตามตัวอย่างที่ข้าพเจ้าเสนอมานั้นก็เพื่ออธิบายประเด็นของ Bonjour ที่พยามจะแก้ปัญหาที่ Audi เสนอมาโดยการบอกว่า empirical input (การเห็นคุณ ชญานินในโรงอาหาร) นั้นมีความเป็น direct แต่ยังไม่ขัดกับระบบความคิดของสหนัยที่ว่าพอมันเป็น direct แล้วมันก็สนับสนุนความน่าเชื่อถือในตัวมันเอง หรือมีอยู่อย่างโดดๆโดยที่ไม่ต้องพึ่งความเชื่ออื่นๆ แต่เป็น direct ในแง่ที่มันเกิดขึ้นโดยตรงต่อผู้เห็น ในขณะที่ความ direct นั้นไม่ขัดแย้งกับระบบความเชื่อแบบสหนัยเพราะความเชื่ออื่นๆที่มีอยู่ก่อนแล้ว (ที่ว่าเพื่อนของข้าพเจ้าที่ชื่อชาญานินไว้ผมทรงดังกล่าว) ยังสามารถมาเพิ่มหรือลงน้ำหนักในความน่าเชื่อถือของความเชื่อดังกล่าวนั้นเอง

นอกจากนั้น Bonjour ยังได้วิพากย์ว่าการพูดถึงสหนัยนิยมแบบ Audi ที่ว่า empirical input นั้นมีความเป็น direct ต่อผู้รู้เหมือนกับเป็นความเชื่อที่สนับสนุนความน่าเชื่อโดยไม่ต้องมี inferences ใดๆนั้นแท้จริงแล้วเป็นการเข้าใจผิด หรือ อย่างน้อยที่สุดก็คือเป็นการเข้าใจผิดว่า สหนัยนิยมให้คำนิยามถึง empirical input ตามหลักการของ deep foundationalism นั้นเอง โดย deep foundationalism นั้นเสนอว่า เราต้องมีความเชื่อหรือกลุ่มความเชื่อกลุ่มหนึ่งมาเป็นฐานรองรับความน่าเชื่อถือของความเชื่อนั้นๆได้ แต่ในแง่ของ สหนัยนิยมนั้นจะเสนอว่ากลุ่มความเชื่อนั้นไม่ได้เป็นฐานรองรับให้กับ direct empirical input แต่เป็นตัวตัดสินว่าความเชื่อของ empirical input ที่ได้มานั้นน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไร โดยที่กลุ่มความเชื่อที่จะมาตัดสินน้ำหนักความน่าเชื่อถือนั้นก็ยังเป็น loose end หรือ สามารถลดหรือเพิ่มเติมสมาชิกในกลุ่มความเชื่อได้

ตามที่ Bonjour ได้พยามเสนอว่าแนวคิดของสหนัยนิยมนั้นเสนอในทางกลับกันด้วยว่าตัว direct empirical input เองก็ยังสามารถมีอิทธิพลในการให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือของสมาชิกในกลุ่มความเชื่อที่จะมาสนับสนุน empirical input เองด้วย และประเด็นนี้เองที่ทำให้ สหนัยนิยม ไม่ต้องเจอกับปัญหาที่ deep foundationalism ได้เจอ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com