Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สุขภาพ ความงาม อาหารและยา สมุนไพร สาระน่ารู้ >>

สมุนไพร

บทบาทของพืชสมุนไพร

นภาพร แก้วดวงดี
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

พืชสมุนไพรมีสรรพคุณทางยาดีมาก คนโบราณใช้ทำการรักษาโรคกันมานานแล้วควรอนุรักษ์เอาไว้ให้ดี ในวงการแพทย์ก็มองเห็นความสำคัญของพืชที่มีประโยชน์ในทางยานี้มากเช่นเดียวกัน มีการนำเอาพืชสมุนไพรไปสะกัดเอาสารสำคัญที่มีอยู่ในส่วนต่างๆ ของพืชสมุนไพรทำประโยชน์กันมากในชนบทที่ห่างไกลก็ใช้พืชสมุนไพรช่วยในการบำบัดรักษาโรค และอาการเจ็บไข้ได้ป่วยซึ่งก็นับว่าได้ผลดีมากเช่น ใช้ชุมเห็ดเทศเป็นยาถ่าย ยาระบาย บัวบกเป็นยาแก้เจ็บคอ แก้ร้อนใน มะนาวเป็นยาแก้เลือดออกตามไรฟันหรือโรคลักปิดลักเปิด มะระเป็นยาขมเจริญอาหาร กะเพราเป็นยาเพิ่มน้ำนมในสตรีหลังคลอด ไพลเป็นยารักษาโรคหืด ตำลึงรักษาโรคเบาหวาน สิ่งเหล่านี้เป็นความสามารถของแพทย์แผนโบราณที่ยึดเอา "พืชสมุนไพร"เป็นหลักในการักษาโรคที่เกิดขึ้นกับคนเรามานับร้อยนับพันปีมาแล้ว

การเก็บรักษาพืชสมุนไพร

การเก็บรักษาพืชสมุนไพรเอาไว้เป็นระยะเวลานานมักจะเกิดการขึ้นรา หรือเกิดมีหนอน เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะของสี กลิ่น ทำให้ยาสมุนไพรเสื่อมคุณภาพลงได้ ทำให้ไม่ออกฤทธิ์ในการบำบัดรักษาโรคได้ เกิดการสูญเสียฤทธิ์ของยาไปเลย ด้วยเหตุนี้เองจะต้องมีการเก็บรักษาที่ดีเพื่อประกันคุณภาพและฤทธิ์การรักษาของยาสมุนไพร การเก็บรักษาควรปฏิบัติดังนี้

  1. ยาที่เก็บรักษาเอาไว้จะต้องทำให้แห้ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการขึ้นราและการเปลี่ยนลักษณะเกิดภาวะออกซิไดซ์ (oxidize) ยานี้ขึ้นราได้ง่าย จะต้องนำมาผึ่งแดดอยู่เสมอ
  2. สถานที่เก็บรักษาจะต้องแห้ง เย็น การถ่ายเทอากาศดี ควรแบ่งเก็บเป็นสัดเป็นส่วนเช่น ยาที่มีพิษ ยาที่มีกลิ่นหอมควรเก็บแยกไว้ต่างหาก
  3. ควรเก็บในภาชนะที่ปิดมิดชิดป้องกันการสับสนปะปนกัน ต้องคอยหมั่นดูแลอย่าให้มีหนอน หนู และแมลงต่างๆ มารบกวนรวมทั้งระวังเรื่องความร้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้

สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant)

สารต้านอนุมูลอิสระเป็นสารอาหารที่สามารถกำจัดอนุมูลอิสระหรือยับยั้งปฏิกิริยาเติมออกซิเจน สารอาหารเหล่านี้มักพบมากในผักและผลไม้ หากร่างกายได้รับสารอาหารนี้ในปริมาณที่ต่ำกว่าอัตราที่ควรได้รับในแต่ละวัน ร่างกายก็จะเริ่มอ่อนแอและก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระยังเป็นองค์ประกอบร่วมของเอนไซม์ต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างเส้นใยคอลลาเจนใต้ผิวหนังและอีลาสตินใต้ผิวหนัง ซึ่งโดยปกติเราต้องใช้ระบบเอนไซม์ในร่างกายต่อสู้กับผลร้ายจากอนุมูลอิสระโดยมีปัจจัยหลายประการดังกล่าวข้างต้นเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด

อนุมูลอิสระ (free radical) เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) ในสิ่งมีชีวิตที่ใช้ออกซิเจนในกระบวนการเมตาบอลิสม นอกจาก นี้พบว่าปัจจัยภายนอกเช่น รังสีอัลตร้าไวโอเลต (UV) โอโซน ควันจากท่อไอเสีย ควันบุหรี่ และยาบางชนิด ล้วนมีผลต่อการเกิดอนุมูลอิสระทั้งสิ้น โดยการเกิดอนุมูลอิสระจากปัจจัยเหล่านี้เริ่มต้นจากโมเลกุลที่เป็นสารตั้งต้นอาจได้รับความร้อนหรือแสงหรือได้รับอิเลคตรอนจากโมเลกุลที่เป็นสารรีดิวซิง (reducing agent) เช่น เหล็ก (Fe2+) หรืออาจเกิดจากปฏิกิริยาของเอนไซม์บางชนิดที่กระตุ้นให้สารตั้งต้นเปลี่ยนเป็นอนุมูลอิสระ

ซึ่งอนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่ไม่เสถียรเนื่องจากมีอิเลคตรอนวง นอกไม่ครบคู่ ดังนั้นจึงมีความไวสูงในการเข้าทำปฏิกิริยากับโมเลกุลอื่นๆข้างเคียง เนื่องจากต้องการดึงเอาอิเลคตรอนจากโมเลกุลอื่นมาเป็นของตนเอง เพื่อให้ตนเองกลายเป็นโมเลกุลที่เสถียร โมเลกุลที่ถูกดึงอิเลคตรอนไปก็จะกลายเป็นอนุมูลอิสระแทนและต้องไปดึงอิเลคตรอนจากโมเลกุลอื่นมาเป็นของตนเองอีก

ดังนั้นปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระจึงเรียกได้ว่าเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain reaction) อนุมูลอิสระเหล่านี้โดยทั่วไปจะทำลาย ชีวโมเลกุลที่เป็นองค์ประกอบของเซลล์ได้แก่ ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และกรดนิวคลีอิค ถ้าโมเลกุลใดสูญเสียอิเลคตรอนไปก็หมายความว่าโมเลกุลนั้นสูญเสียหน้าที่ของมันไปด้วย ดังนั้นปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระจึงมีผลทำลายสมดุลของระบบต่างๆ ในร่างกายเช่น ทำลายหน้าที่ของเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้โปรตีนหรือเอนไซม์ต่างๆในร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ดีเอ็นเอหรือสารพันธุกรรมเปลี่ยนแปลงไป ผลเสียเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดพยาธิสภาพของโรคร้ายต่างๆ เช่น มะเร็ง โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ไขข้ออักเสบ ต้อกระจก เป็นต้น

ในร่างกายจะมีระบบควบคุมหรือป้องกันอนุมูลอิสระเรียกว่า ระบบแอนติออกซิแดนท์ (antioxidant defense system) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. กลุ่มของเอนไซม์ ได้แก่ เอนไซม์คะตาเลส (catalase) ซูเปอร์ออกไซด์ ดิสมิวเทส (superoxide dismutase) และกลูตาไธโอน เปอร์ออกซิเดส (glutathione peroxidase) เป็นต้น
  2. กลุ่มของสารและโปรตีนบางชนิด ได้แก่ กลูตาไธโอน (glutathione) ยูเรต (urate) ยูบิควินอล (biquinol) อัลบูมิน (albumin) และทรานส์เฟอริน (transferrin) เป็นต้น
  3. กลุ่มของสารอาหารบางชนิด ได้แก่ วิตามิน เบต้า-แคโรทีน (beta-carotene) และฟลาโวนอยด์ (flavonoid) เป็นต้น

สารต่างๆเหล่านี้เรียกว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหรือสารแอนติออกซิเเดนท์ ซึ่งจะทำหน้าที่ต่อต้านหรือยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน หยุดปฏิกิริยาลูกโซ่ของอนุมูลอิสระ หรือแม้กระทั่งป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระไปมีผลทำลายเซลล์ต่างๆในร่างกาย ถึงแม้ว่าในร่างกายจะมีระบบแอนติออกซิแดนท์ทำหน้าที่ในการกำจัดอนุมูลอิสระแล้วก็ตาม แต่ในปัจจุบันมนุษย์ต้องสัมผัสกับมลภาวะอันเป็นพิษในสิ่งแวดล้อมซึ่งทำให้ต้องรับเอาอนุมูลอิสระเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น ระบบแอนติออกซิแดนท์ในร่างกายจึงไม่สามารถกำจัดอนุมูลอิสระส่วนเกินนี้ได้ ผลที่ตามมาก็คือเกิดการเสื่อมทำลายของเซลล์อันเนื่องมาจากอนุมูลอิสระ รวมทั้งก่อให้เกิดโรคต่างๆได้อีกด้วย

สารต้านอนุมูลอิสระมีประโยชน์อย่างมากต่อระบบที่สำคัญต่างๆ ในร่างกายทั้ง 5 ระบบได้แก่ ระบบหลอดเลือดและหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกัน กลุ่มเซลล์ประสาทที่ทำงานเฉพาะในสมอง การต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ และการชะลอความชรา เป็นที่ทราบกันดีว่า ผัก ผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ขัดสีเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งกลุ่มของสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปได้แก่

  1. วิตามินซี เป็นวิตามินที่จำเป็นสำหรับร่างกายเพราะทำให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ และเป็นวิตามินที่ร่างกายไม่อาจผลิตขึ้นได้เอง วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีชนิดหนึ่ง และยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้อย่างดีโดยจะทำงานร่วมกับเซลล์เม็ดเลือดขาวนอกจากนี้วิตามินซียังช่วยลดปริมาณการเกิดไนโตรซามีน (nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหารอีกด้วย วิตามินซีมีความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสารชีวเคมีที่สร้างคอลลาเจน (collagen) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างกระดูกของมนุษย์และเป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวหนัง กล้ามเนื้อ และปอด ถ้าร่างกายได้รับวิตามินซีน้อย โครงสร้างของร่างกายในส่วนต่างๆก็จะอ่อนแอลง เซลล์ที่ผิดปกติจะสามารถฝังตัวหรือแพร่กระจายออกไปตามส่วนต่างๆและก่อให้ เกิดเนื้องอกหรือมะเร็งได้ในที่สุด วิตามินซีจะสร้างเสริมคอลลาเจนมากขึ้นซึ่งคอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้
  2. วิตามินอี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน เมื่อรับประทานวิตามินอีเข้าไปจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและถูกนำไปสะสมตามเซลล์ต่างๆ โดยมักสะสมอยู่บนผนังเซลล์ซึ่งเป็นด่านแรกในระบบป้องกันร่างกาย วิตามินอีบนผนังเซลล์จะทำหน้าที่คอยจับอนุมูลอิสระที่ผ่านจากเลือดเข้ามาเพื่อป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระเข้าทำลายเซลล์ วิตามินอีบนผนังเยื่อปอดจะช่วยป้องกันอันตรายจากมลพิษในสิ่งแวดล้อมให้กับเยื่อปอด วิตามินอีในเลนส์ตาจะช่วยป้องกันปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดต้อกระจก และวิตามินตามผิวหนังจะช่วยป้องกันผนังเซลล์ ทำให้ผิวหนังสดชื่น และช่วยชะลอความแก่
  3. เบต้า-แคโรทีน เป็นสารสีหรือรงควัตถุที่พบได้ทั่วไปในพืชหลายชนิด ส่วนมากเป็นสารที่ให้สีส้ม เหลือง หรือแดงในผักและผลไม้ เบต้า-แคโรทีนเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (carotenoid) ซึ่งพบใน คลอโรพลาสต์ (chloroplast) ของพืช ในผักและผลไม้ที่ยังไม่สุกจะพบแคโรทีนอยด์น้อยกว่าผักและผลไม้ที่สุกแล้ว เนื่องจากผักใบเขียวหรือผลไม้ที่ยังดิบอยู่แคโรทีนอยด์จะอยู่ในส่วนของคลอโรพลาสต์ ในขณะที่ผักหรือผลไม้สุกนั้นแคโรทีนอยด์จะถูกสังเคราะห์ขึ้นในโครโมพลาสต์ (chromoplast) เป็นปริมาณมากเนื่องจากเอนไซม์ที่ใช้ในการสังเคราะห์มีมากขึ้น เบต้า-แคโรทีนเป็นสารที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ และยังสามารถดักจับอนุมูลอิสระเข้าไว้ในโมเลกุลโดยมีประสิทธิภาพดีกว่าวิตามินอี ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเบต้า-แคโรทีนดักจับอนุมูลอิสระไว้แล้ว โมเลกุลของเบต้า-แคโรทีนจะอยู่ในลักษณะที่เป็นเรโซแนนซ์ (resonance) ที่มีความเสถียร
  4. ฟลาโวนอยด์ เป็นสารในกลุ่มสารประกอบฟีนอลิค (phenolic compounds) มีสูตรโครงสร้างทางเคมีเป็นวงแหวนอะโรมาติก (aromatic ring) ที่มีจำนวนหมู่ไฮดรอกซิล (hydroxyl group) รวมอยู่ในโมเลกุล สามารถละลายน้ำได้ ส่วนใหญ่มักพบอยู่รวมกับน้ำตาลในรูปของสารประกอบไกลโคไซด์ (glycoside) สารในกลุ่ม ฟลาโวนอยด์มีสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระโดยทำหน้าที่ในการหน่วงเหนี่ยวหรือป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน นอกจากนี้ยังสามารถทำให้อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นกลายเป็นสารที่มีความเสถียร จึงช่วยหยุดปฏิกิริยาลูกโซ่ของอนุมูลอิสระได้

จะเห็นได้ว่าในธรรมชาติมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในอาหารที่มาจากพืชมากมายการรับ ประทานอาหารจำพวกพืชผักและผลไม้จึงทำให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระมากขึ้น เนื่องจากมนุษย์ได้รับอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้นจากมลพิษในสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ไม่ได้เอาใจใส่กับการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพเพราะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้

การรับประทานอาหารที่ด้อยคุณค่าทางโภชนาการเป็นเหตุผลหนึ่งที่สำคัญซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ตรงกันข้าม การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้เต็มที่ การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำจะทำให้มั่นใจได้ว่าร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระมากมายโดยไม่มีไขมันส่วนเกิน

ดังนั้นเพื่อการมีสุขภาพที่สมบูรณ์และแข็งแรงจึงควรรับประทานอาหารจำพวกผักทุกมื้อให้หลากหลายชนิดสลับกันไป ส่วนผลไม้ควรรับประทานเป็นประจำสม่ำเสมอโดยเฉพาะหลังอาหารหรือรับประทานเป็นอาหารว่างแทนการรับประทานขนมหรือของหวาน

เอกสารอ้างอิง

 

กานพลู
สมุนไพรช่วยย่อยอาหาร
หางไหลกำจัดศัตรูพืช
สมุนไพรกำจัดไรฝุ่น
สมุนไพรแก้ท้องผูก
สมุนไพรน่ารู้
สมุนไพรเพื่อความงาม
สมุนไพรเพื่อวัยสูงอายุ
สมุนไพรรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้
สมุนไพรลดความอ้วน
สมุนไพรใกล้ตัว
สมุนไพรกับชีวิตประจำวัน
สมุนไพรแก้อาการหวัด
สมุนไพรรักษาน้ำกัดเท้า
รางจืดสมุนไพรล้างพิษ
สมุนไพรไทย ต้านโรคมะเร็ง
สมุนไพรไล่แมลง
ประโยชน์และโทษ สรรพคุณสมุนไพรจีน
น้ำตะไคร้
ทำยาอมสมุนไพร
ลูกประคบสมุนไพร
การแปรสภาพสมุนไพร
สาระน่ารู้เกี่ยวกับสมุนไพร
ยาสมุนไพร
สมุนไพรพื้นบ้าน
ชะคราม วัชพืชสมุนไพรต้านอนุมูลอิสระในป่าชายเลน
บทบาทของพืชสมุนไพร
มะรุม
หญ้าปักกิ่ง
สมุนไพรยอบ้าน
สมุนไพรและเครื่องเทศ
สะระแหน่
มะระขี้นก
สมุนไพรขิง
แคลเซียมจากพืชสมุนไพร
เคล็ดลับยาสมุนไพรรักษาโรค

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com