Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สุขภาพ ความงาม อาหารและยา สมุนไพร สาระน่ารู้ >>

สมุนไพร

สมุนไพรขิง
HERBER OF GINGER

นาย อับดุลฮาเล็ม มาลี
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

ชื่อท้องถิ่น : ขิงแดง ขลิงแกลง (จันทบุรี) ขิงบ้าน ขิงแครง ขิงป่า ขิงเขา ขิงดอกเดียว (ภาคกลาง) ขิงเผือก ( เชียงใหม่) สะเอ (กะเหรี่ยง - แม่ฮ่องสอน) ขิงแกลง,ขิงแดง
ชื่อสามัญ : Ginger, Zingiber
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber officinale Roscoe.
วงศ์ : Zingiberaceae
ส่วนที่ใช้: เหง้า (Rhizome) แก่และอ่อน ทั้งสดและแห้ง ราก

แหล่งกำเนิดของขิงไม่มีรายงานหรือปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีถิ่นกำเนิดจากที่ใด แต่สันนิษฐานว่าขิงมีแหล่งกำเนิดอยู่ในบริเวณเอเชียตอนใต้ โดยเชื่อว่าแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศจีน(Akamine,E.K. 1962; นิรนาม 2525)ชาวอินเดียได้นำขิงเข้าไปจำหน่ายในทวีปยุโรป ประมาณในศตวรรษที่ 7 ได้มีผู้นำเข้าไปจำหน่ายในประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีชื่อภาษาสันสกฤตว่า “Singabera” พวกกรีกและลาติน เรียกว่า “Zingiber” ซึ่งคำนี้ปัจจุบันคือ ชื่อสกุล (Genus)ของขิง (วิทิต วัณนาวิบูล, 2544)เชื่อว่าแหล่งกำเนิดของขิงน่ามาจากประเทศในแถบเอเชียอาคเนย์ ปัจจุบันขิงเป็นพืชที่มีปลูกมากในในประเทศอินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีและประเทศในแถบเอเชียอาคเนย์

คนเอเชียเช่นจีน ใช้ประโยชน์จากขิงมามากกว่า 2000 ปี มีการใช้ขิงในยุโรปตอนเหนือมาเกือบ 1000 ปี แต่เชื่อไหมว่าเจ้าขิง สมุนไพรที่ดีเลิศประเสริฐศรีนี้ เมื่อครั้งแรกที่ถูกนำไปอเมริกาเมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 นั้น ขิงถูกลืมทิ้งไว้ในเรือและในตอนนั้นคนอเมริกันใช้ขิงกันไม่เป็น

จีนเป็นชนชาติเก่าแก่ที่มีการใช้ประโยชน์จากขิงมายาวนาน แพทย์จีนโบราณจัดขิงเป็นพืชรส เผ็ดอุ่น มีฤทธิ์แก้หวัดเย็น ขับเหงื่อ บำรุงกระเพาะ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ลดคลอเลสเตอรอลที่สะสมในตับและเส้นเลือด ชาวบ้านทั่วไปจะรู้ดีว่าถ้าต้มขิงกับน้ำตาลอ้อยจะช่วยแก้หวัด ถ้าใช้ขิงสดปิดที่ขมับทั้งสองข้างจะช่วยแก้ปวดหัว และถ้าเอาขิงสดอดไว้ใต้ลิ้นจะช่วยแก้อาการกระวนกระวาย แก้คลื่นไส้อาเจียนได้ดี

ในตำรับเภสัชของสาธารณรัฐประชาชนจีน ค.ศ. 1985 จึงบรรจุทั้งขิงสด ขิงแห้งและทิงเจอร์ ขิงเป็นสมุนไพรแห่งชาติตัวหนึ่ง แพทย์จีนโบราณจะใช้ประโยชน์จากขิงสดและขิงแห้งในแง่มุมที่ต่างกันโดยจะใช้ขิงแห้งในภาวะที่ขาดหยาง ภาวะขาดหยาง คือ ภาวะที่ร่างกายอาการเย็น หนาวง่ายทนต่อความเย็นได้น้อย การย่อยอาหารไม่ดี เป็นต้น ทั้งยังมีการใช้ขิงแก่ในคนไข้ปวดข้อรูมาติกส์ม (รุ่งรัตน์ เหลืองนทีเทพ, 2540)

จากตำราพืชสมุนไพรไทย (THAI MEDICINAL PLANTES) ฉบับภาษาอังกฤษ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ขิงซึ่งเป็นอาหารและเครื่องดื่มมาช้านานแล้วนั้น จริง ๆ แล้วเป็นสมุนไพร ที่ออกฤทธิ์บำบัด ได้กว้างขวางแทบจะสารพัดโรค ซึ่งแน่ละว่าเราคงไม่หวังพึ่งขิงแต่เพียงลำพัง ในการบำบัดโรคต่าง ๆ แต่การได้รับทราบสรรพคุณมากมายของขิง ทำให้เราบริโภคขิง ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างมั่นใจ และอุ่นใจว่าสิ่งที่เราดื่มหรือรับประทานลงไปนั้น นอกจากจะเสริม รสชาติของอาหารและเครื่องดื่มแล้ว สารประกอบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในขิงยังจะช่วยบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ให้แก่เราด้วยไม่มากก็น้อย (ใกล้หมอ , 2541 )

ขิงเป็นพืชที่มีความสำคัญทางอาหารเนื่องมีธาตุฟอสฟอรัสและวิตามิน เอ สูงและยังช่วยในการปรับปรุงรสชาติอาหาร คนโบราณนำส่วนต่างๆ ของขิง ได้แก่ แง่งขิง เปลือกขิง น้ำมันหอมระเหยและใบ สดๆ มาใช้เป็นยาสมุนไพร เพื่อรักษาโรคชนิดต่างๆ (ไฉน ยอดเพชร,2542)

ประโยชน์ของขิง

ขิงสดจะใช้ในจุดมุ่งหมายที่ต้องการกำจัดพิษที่เกิดจากการติดเชื้อภายในร่างกายโดยการขับพิษออกมาทางเหงื่อ ขิงสดช่วยทำให้ร่างกายปรับสภาพในภาวะที่ร่างกายมีอาการเย็นได้เช่นเดียวกับขิงแห้ง ขิงสดช่วยลดการคลื่นไส้อาเจียน โดยใช้ขิงสด 30 กรัม ( 3 ขีด) สับให้ระเอียดต้มทานน้ำในขณะท้องว่างนอกจากนี้ขิงยังช่วยกำจัดพิษโดยการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ขิงสดยังช่วยขับเสมหะ โดยใช้ขิงสดคั้นเอาแต่น้ำประมาณครึ่งถ้วยผสมน้ำผึ้ง 30 กรัม ( 6 ช้อน) อุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน

ปัจจุบันจีนมีการศึกษาวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ของขิงพบว่าขิงแห้งช่วยให้กระเพาะอาหารแข็งแรง ทั้งขิงสดและขิงแห้งมีฤทธิ์ด้านการคลื่นไส้อาเจียน และในการศึกษาในห้องทดลองพบว่าขิงมีฤทธิ์แก้ปวดและต้านการอักเสบ

ส่วนญี่ปุ่นได้มีการนำขิงมาใช้ประโยชน์ต่างๆ คริสต์ศตวรรษที่ 8 การใช้จะเหมือนๆ กับของจีนปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับขิงในญี่ปุ่นพบว่าขิงมีฤทธิ์บำรุงหัวใจ ลดความดันโลหิต ลดคลอเลสเตอรอล

อินเดียเป็นชาติหนึ่งที่มีการใช้สมุนไพรขิงอย่างแพร่หลาย การใช้ขิงแห้งและขิงสดไม่แตกต่างกัน โดยใช้ขิงในการทาถูนวดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ใช้ขิงลดการอักเสบ แก้ปวด ลดอาการบวมน้ำ ใช้เป็นยากระตุ้นการอยากอาหาร เป็นยาช่วยย่อย ช่วยขับลมในลำไส้ นอกจากนี้ขิงยังช่วยทำความสะอาดปากและคอ ช่วยระงับการคลื่นไส้อาเจียน ช่วยกระตุ้นกำหนัด

ในตำรับยาทางอายุรเวทยังมีการใช้ขิงในการลดการบวม และการอักเสบของตับ คนพื้นเมืองอินเดียทั่วไปยังนิยมใช้น้ำคั้นจากกระเทียมรักษาอาการหอบหืด ทั้งยังมีการใช้ขิงผงแห้งละลายน้ำอุ่นทาที่หน้าผากรักษาอาการปวดหัว

ในประเทศตะวันตกมีการนำขิงไปใช้ประโยชน์ตั้งแต่มีการติดต่อค้าขายจากทะเลแดงถึงอเล็กซานเดรีย ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หมอชาวกรีกจะใช้ขิงช่วยย่อยอาหารและช่วยแก้พิษ และกาเลนแพทย์ที่มีชื่อเสียงของกรีกได้การใช้ขิงในการรักษาอัมพาต โรคปวดปลายประสาท และโรคเก๊าฑ์

แพทย์ชาวอาหรับโบราณก็ใช้ประโยชน์จากขิงคล้ายๆ กัน แต่ที่แตกต่างคือจะเน้นการใช้ขิงในการกระตุ้นความกำหนัด ส่วนคนยุโรปโดยทั่วไปจะใช้ขาขิงในการช่วยย่อย ช่วยรักษาอาการท้องอืดจากการดื่มเหล้า ช่วยขับลม ทั้งยังใช้ในการรักษาโรคเก๊าฑ์ และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต

นักสมุนไพรรุ่นใหม่ของตะวันตกมักแนะนำให้ใช้ขิงในการช่วยย่อยอาหาร ช่วยในการไหลเวียนของโลหิต และลดการคลื่นไส้อาเจียน จากการเคลื่อนไหวที่ไม่สมดุล (motion sickness) รวมทั้งให้ใช้ลดการคลื่นไส้อาเจียนจากการแพ้ท้องได้บ้างในคนท้อง แต่คนท้องไม่ควรรับประทานเป็นประจำ

ปัจจุบันตลาดสมุนไพรในประเทศตะวันตกมีผลิตภัณฑ์ขิงอยู่เป็นจำนวนมากทั้งในรูปแบบของแคปซูล ขิงแห้งป่น ชาขิง และทิงเจอร์

ประเทศไทยนับว่าโชคดีที่เราสามารถปลูกขิงได้เอง มีขิงใช้ทั้งปี เป็นได้ทั้งอาหารเป็นได้ทั้งยา ยิ่งใกล้หนาวขิงดูเหมือนจะเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายมากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอมีความต้านทานต่ออากาศเย็นได้น้อย เดี๋ยวจะพลอยเป็นหวัด ไม่สบายไปในหน้าหนาว หรือคนที่มีโรคหอบหืดประจำตัวหน้าหนาวก็มักจะมีอาการกำเริบมากขึ้น (รุ่งรัตน์ เหลืองนทีเทพ, 2540)นอกจากนี้ใช้เป็นอาหารและใช้ในการปรุงกลิ่นแล้ว(วิทิต วัณนาวิบูล, 2544)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของขิง

เป็นพืชล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน สูงประมาณ 1 เมตร ใบรูปพายกาบใบยาวหุ้มลำต้น ดอกเล็กๆเป็นช่อทรงกระบอก ตั้งออกจากเหง้าใต้ดิน กาบสีแดง กลีบสีเหลืองอมเขียว ผลกลม นิยมปลูกไว้ปรุงอาหารขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อเปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวลมีกลิ่นเฉพาะ แทงหน่อหรือลำต้นเทียมเช่นเดียวกับไพล ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 15-20 ซม. ดอกช่อแทงออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียว ใบประดับสีเขียวอ่อน ผลเป็นผลแห้ง มี 3 พู(สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ,ขิงเป็นพืชอยู่ในตระกูล ข่า กระวาน ขมิ้นและ ปุด(จำลอง, 2542)

ขิงเป็นพืชไร่และยังจัดเป็นพืชผักประเภทหนึ่งชนิดล้มลุก ลำต้น มีลำต้นใต้ดิน เรียกว่า เหง้า หรือแง่ง (Rhizome) เจริญขึ้นเป็นกอ ลำต้นแท้มีลักษณะเป็นข้อๆ แข็ง มีสีขาวหรือเหลืองอ่อน มีเยื่อและเกล็ดเล็กๆ ห่อหุ้ม จะแตกขนานไปกับพื้นดิน ลักษณะการแตกแขนงเป็นแบบนิ้วมือ คือ แง่งอันแรกจะเจริญและแตกแง่งย่อยๆ ต่อกันไป เหง้าหรือลำต้นใต้ดินนี้สามารถดำรงชีวิตข้ามฤดูหรือหลายฤดู ซึ่งต่างจากลำต้นเหนือดินที่มีอายุได้เพียงฤดูเดียว หรือประมาณ 8 - 12 เดือน ลำต้นส่วนเหนือดินเป็นลำต้นเทียม (Clump) ส่วนนี้ประกอบด้วยกาบใบซ้อนทับกันหลายๆ ชั้น เจริญจากตาที่ปรากฏอยู่บนแง่งของขิง ลำต้นมีความสูง ประมาณ 50 - 100 เซนติเมตร

ใบ เป็นใบเดี่ยว รูปหอกเกลี้ยงๆ ยาวประมาณ 15 - 17 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 1.8 - 3 เซนติเมตร ใบออกเรียงสลับกันเป็นสองแถว หลังใบห่อจีบเป็นรูปรางน้ำ ปลายใบสอบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ และจะเป็นกาบหุ้มลำต้นเทียม

ดอก มีสีขาว ออกเป็นช่อ (Inflorescence) รูปเห็ดหรือรูปกระบองโบราณ ยาวประมาณ 5 - 7 เซนติเมตร ก้านช่อดอกยาวประมาณ 15 - 25 เซนติเมตร ดอกเกิดจากยอดที่ไม่มีใบหรือเกิดแยกกับลำต้น ลักษณะดอกเป็นตุ่มมีเกล็ดเล็กๆ ดอกจะแซมออกมาตามเกล็ดนั้น ปกติขิงเป็นพืชที่ไม่ค่อยออกดอกหรือติดเมล็ด

ผล มีลักษณะกลม แข็ง โต มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร

สารที่พบในขิง

สารออกฤทธิ์ทางยาในขิง

  1. ลดระดับไขมันโคเลสเตอรอล โดยการลดดูดซึมโคเลสเตอรอลจากอาหารในลำไส้ แล้วปล่อยให้ร่างกายกำจัดออกทางอุจจาระ
  2. ช่วยลดความอยากของคนติดยาเสพติดได้
  3. มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ช่วยระงับการชักในสัตว์ทดลอง, เสริมฤทธิ์ของยานอนหลับ กลุ่ม BARBITURATE บรรเทาปวดลดไข้, ลดอาการเวียนศีรษะ
  4. ออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย
  5. ป้องกันฟันผุ
  6. ออกฤทธิ์ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด
  7. บรรเทาอาการไอ
  8. ป้องกันและบำบัดอาการปวดศีรษะจากไมเกรนได้
  9. ลดการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร (ใกล้หมอ, 2541 )
  10. แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน(รำพรรณ รักศรีอักษร, 2544)

คุณสมบัติ

  1. ช่วยขับลม ช่วยขยายหลอดเลือดใต้ผิวหนัง
  2. ช่วยย่อยอาหารให้เร็วขึ้น เจริญอาหาร
  3. แก้จุกเสียดแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน
  4. ขับเสมหะ
  5. ทำให้เหงื่อออกมาก ปรับอุณหภูมิในร่างกายให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย

สรรพคุณ

ใช้ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน การที่เหง้าขิงแก่สามารถลดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ เพราะในเหง้าขิงแก่ มีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย GINGEROL และ SHOGAOL เป็นสารช่วยป้องกันการคลื่นไส้อาเจียน แก้อาการท้องอืดเฟ้อ ขับลม การที่เหง้าขิงแก่ ลดอาการท้องอืดเฟ้อ และช่วยขับลมได้ เพราะในเหง้าขิงแก่มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยลดอาการไอ และระคายคอ จากการมีเสมหะ การที่เหง้าขิงแก่ สามารถลดอาการไอ และระคายคอจากการมีเสมหะเพราะมีสารออกฤทธ์เป็นสารชนิดเดียวกันกับ ที่ป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียน คือ GINGEROL และ SHOGAOL ช่วยย่อยโปรตีน ช่วยขับลมป้องกันโรคกระเพาะและลำไส้(ทีมงานนิตยสาร,2540)

พันธุ์ขิง

การแบ่งพันธุ์ขิง มีหลายแบบ พวงเพ็ชร (2521) แบ่งพันธุ์ขิงออกเป็บพันธุ์คือ พันธุ์จาไมก้า พันธุ์เซียราเลโอน พันธุ์ไนเจีย พันธุ์อินเดีย(พันธุ์โคชนและคาลิกัต) พันธุ์ Assam พันธุ์ญี่ปุนพันธุ์ Rio-Jneiro (บารซิล) พันธุ์เคอราลา และพันธุ์จีน ส่วน ธงชัย (2531) แบ่งพันธุ์ขิงออกเป็น 6 พันธุ์ด้วยกันคือ พันธุ์จาไมก้า พันธุ์อินเดีย พันธุ์ญี่ปุ่น พันธุ์อาฟริกา พันธุ์จีน และพันธุ์ไทย การศึกษาเกี่ยวกับขิงในปัจจุบัน จึงออกเป็น 7 พันธุ์ด้วยกัน คือ

พันธุ์ขิงไทย

พันธุ์ขิงไทย รุ่งรัตน์ เหลืองนทีเทพ (2540) แยกได้เป็น 2 ประเภท คือ

  1. ขิงใหญ่หรือขิงหยวกหรือขิงขาว ลักษณะแง่งใหญ่ ข้อห่าง เนื้อละเอียด มีเสี้ยนน้อยมาก รสไม่เผ็ดจัด เมื่อลอกเปลือกออกเนื้อในไม่มีสี หรือมีสีเหลืองเรื่อๆ ตาที่ปรากฏบนแง่งมลักษณะกลมมน ปลายใบป้านและมีความสูงมากกว่าขิงเล็ก เหมาะสำหรับรับประทานเป็นขิงอ่อนหรือขิงดอง ขิงชนิดนี้มีจำหน่ายมากมายในท้องตลาด
  2. ขิงเล็กหรือขิงเผ็ด บางแห่งเรียกว่า ขิงดำ ลักษณะเป็นแง่งเล็ก สั้น ข้อถี่ เนื้อมีเสี้ยนมาก และรสค่อนข้างเผ็ด เมื่อลอกเปลือกออกแล้วมีสีน้ำเงินหรือน้ำเงินปนเขียว ตาบนแง่งมีลักษณะแหลม ปลายใบแหลม การแตกกอดี นิยมใช้ทำยาสมุนไพรและทำขิงแห้ง เพราะให้น้ำหนักดีกว่าขิงหยวก แต่ไม่นิยมปลูกขายในลักษณะขิงอ่อนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ขิงพันธุ์จาไมก้า(Jamaican ginger of west indies)

เป็นขิงที่มีคุณภาพสูงที่สุด ภายนอกมีสีเหลืองน้ำตาลอ่อนๆ จึงถึงเหลืองอมส้ม มีกลิ่น(Aroma) และรสชาติดี มีคุณสมบัติเป็นยาสมุนไพร มักใช้อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม (Soft drink)

ขิงพันธุ์อินเดีย

เป็นขิงที่มีแป้งมากกว่าและเผ็ดมากกว่านิยมใช้ในอุตสาหกรรมเบียร์แบ่งได้ 3 ชนิด

  1. ขิงโคชิน ( Cochin ginger) เป็นขิงที่ดีที่สุดของอินเดีย ภายในเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือปนเทา มีกลิ่นมะนาวเล็กน้อย
  2. ขิงคาลิกัต(Calicuginger) มีกลิ่นมะนาวมากกว่าขิงโคชิน ขิงคาลิกัตเป็นขิงที่ดีที่สุด มีกลิ่นและรสดีขิงชนิดนี้สามารถทำเป็นขิงแห้งได้ดีแม้จะมีใยต่ำก็ตาม

ขิงพันธุ์อาฟริกา

แบ่งไดเป็น 2 ชนิด

  1. ขิงไนจีเรีย (Nigeria)
  2. ขิงเซียราเลโอน (Sieria leone) เนื้อภายในมีสีเหลืออ่อนถึงสีน้ำ มีเส้นใยมาก ไม่เหมาะแก่การทำขิงดองเกลือ นิยมใช้อุตสาหกรรมเนื้อ

ขิงพันธุ์จีน

ขิงจีนแง่งมีผิวขาว ไม่มีเส้นใยในเนื้อขิง จึงกับการทำขิงดอง

ขิงพันธุ์ญี่ปุ่น

เป็นขิงชนิด Zingiber mioga และ Zingiber zerumbet มีลักษณะแง่งเล็ก เปราะหักง่าย เส้นใยน้อย มีกลิ่นหอมฉุน รสเผ็ดมาก เหมาะแก่การใช้ทำมาตินี่ (Martinique ginger)

ขิงพันธุ์ออสเตรเลีย

ขิงพันธุ์นี้มีลักษณะคคุณภาพดีกว่าขิงพันธุ์อื่นๆ เช่น เป็นขิงที่มีกลิ่นมะนาวมากกว่าขิงพันธุ์อินเดียซึ่ง Connell and Jordan (1971) กล่าวว่า น้ำมันขิงที่สกัดจากขิงออสเตรเลียมีปริมาณกรดมะนาวสูงถึง 8-27 เปอร์เซ็นต์

วิธีการปลูก

ขิงชอบดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี ควรเป็นดินร่วนปนทราย หรือดินเหนียวปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ในการปลูกจะให้ได้ผลดีจะต้องเตรียมดินปลูกให้มีสภาพเหมาะสม ขิงสามารถปลูกได้ดีตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนกระทั่งความสูงประมาณ 1,500 เมตร อุณหภูมิ ขิงชอบอากาศชื้นและมีอุณหภูมิสูงพอสมควร

ขิงเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก ต้องการน้ำฝนโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 80 - 100 นิ้ว ไม่ชอบขึ้นในที่ลุ่มและมีน้ำขัง เพราะจะทำให้เหง้าเน่าได้ง่าย สถานที่ปลูกขิงต้องมีที่กำบังแดดไม่ให้แดดส่องถูกกับขิงโดยตรง ถ้าแสงแดดส่องมากๆ แปลงปลูกจะร้อนซึ่งจะเป็นสาเหตุที่จะทำให้ขิงไม่งอก หรือขิงอาจจะเน่าได้ วัสดุพรางแสงอาจจะใช้ ทางมะพร้าว ใบจาก ใบหญ้าคา ฟางข้าว ไม้ไผ่ หรือไม้ระแนงก็ได้

การปลูกขิง ใช้เหง้าหรือหัวพันธุ์จากขิงแก่อายุ 10-12 เดือน เอามาผึ่งลมให้แห้ง แล้วนำมาหันเป็นท่อนๆ ยาวท่อนละ 2 นิ้ว มีตาติดอยู่ 2-3 ตา(มูนิธิสุขภาพไทย, 2544)

ขิงขยายพันธุ์ได้โดยใช้เหง้า มักใช้วิธีการยกร่องปลูกเพื่อให้มีการระบายน้ำดี ระยะห่างระหว่างสันร่อง ประมาณ 50 - 70 เซนติเมตร และสูงประมาณ 15 - 25 เซนติเมตร ความยาวของร่องไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและขนาดของที่ดิน การปลูกขิงทำได้โดยวางท่อนพันธุ์ลงในหลุมลึกประมาณ 4 - 5 เซนติเมตร หลุมละ 1 ท่อน ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 25 - 35 เซนติเมตร ขิงที่ใช้ทำพันธุ์ควรเป็นขิงแก่อายุประมาณ 10 - 12 เดือน ก่อนนำมาปลูกให้เอาขิงไปผึ่งไว้ในที่ร่มแห้งและมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อให้เหมาะต่อการขยายพันธุ์ต่อไป หลังจากนั้นจึงนำท่อนพันธุ์มาหั่นเป็นท่อน แต่ละท่อนยาวประมาณ 2 นิ้ว ซึ่งประกอบด้วยตาประมาณ 2 - 3 ตา แล้วนำไปแช่น้ำยาป้องกันโรครากเน่าและเชื้อรา ประมาณ 10 นาที จากนั้นนำไปผึ่งให้แห้งอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะเอาไปปลูก(รุ่งรัตน์ เหลืองนทีเทพ, 2540)

ฤดูปลูกขิง

การปลูกขิงก็ยังมีอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งเหมาะสำหรับการปลูกแบบอุตสาหกรรม เป็นการปลูกขิงอ่อนเพื่อใช้บริโภคสดเท่านั้น แต่ไม่เหมาะสำหรับทำขิงดองเนื่องจากมีสภาพอ่อนมากเกินไปคือ มีอายุประมาณ 3 เดือน แต่ขิงที่ใช้ทำขิงดองควรมีอายุประมาณ 4 - 6 เดือน การปลูกขิงโดยวิธีนี้ทำได้โดยการเตรียมแปลงเพาะให้มีขนาดความกว้างประมาณ 1.0 - 1.2 เมตร แล้วใส่ทรายลึกประมาณ 10 - 12 นิ้ว วางพันธุ์ขิงทั้งแง่งในแนวตั้งให้เอียงเล็กน้อย โดยมีส่วนยอดชูขึ้นด้านบน วางเรียงติดต่อกันจนเต็มร่องตลอดทั้งแปลง ระยะระหว่างร่องห่างกันพอสมควร เพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยว

การปฏิบัติดูแลรักษา

การปลูกขิงอาจจะใช้น้ำฝนหรือปลูกโดยอาศัยน้ำชลประทาน ถ้าปลูกขิงโดยอาศัยน้ำฝนจะทำให้ขิงได้รับน้ำเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกเท่านั้น Anonymous (1982) กล่าวว่าในขณะที่ขิงงอกใหม่ๆ ถ้าขิงขาดน้ำและได้รับอุณหภูมิสูงประมาณ 32 องศาเซลเซียส จะทำให้ขิงเป็นโรคใบไม้ หากในปีใดฝนทิ้งช่วงนานๆ อาจจะทำให้ขิงมีอาการเหี่ยวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแง่งขิงที่มีขนาดเล็ก อาจจะทำให้ขิงชะงักการเจริญเติบโตได้ จึงควรวางแผนให้น้ำแก่พืชซึ่งอาจใช้ระบบให้น้ำแบบสปริงเกอร์ ส่วนการปลูกโดยอาศัยน้ำชลประทานจะจัดทดน้ำเข้าพื้นที่ปลูกขิง วิธีนี้สามารถควบคุมปริมาณน้ำในการเพาะปลูกได้ หากพบว่าแปลงปลูกมีน้ำท่วมขังให้รีบระบายน้ำออกทันที และให้เปิดวัสดุที่ใช้คลุมแปลงออก ปล่อยให้พื้นที่เพาะปลูกได้รับแสงแดดเต็มที่ จะช่วยลดปัญหาโรคเน่าของขิงได้

เมื่อปลูกขิงแล้วให้ใช้วัสดุคลุมดิน จะช่วยลดปัญหาเรื่องวัชพืช และยังเป็นการช่วยรักษาความชื้นในแปลงปลูก ทำให้การเจริญเติบโตของขิงเป็นไปด้วยดี และยังเป็นการช่วยลดการชะล้างหน้าดิน ขณะที่มีฝนตกได้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียธาตุอาหารในดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุไนโตรเจน ซึ่งจะสูญเสียได้ง่ายเมื่อละลายน้ำ และจะซึมลงในดินหายไป พืชจึงไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

ขิงเป็นพืชผักที่ต้องการธาตุอาหารครบถ้วนและเพียงพอต่อการเจริญเติบโต สำหรับปุ๋ยที่ใช้ในแปลงปลูกขิงโดยทั่วไปแบ่งได้ 2 ประเภท

  1. ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสดหรืออาจใส่กากถั่วต่างๆ ซึ่งจะใส่ในขณะทำการ เตรียมดินและใส่หลังจากปลูกขิงแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจะใส่หลังจากปลูกขิงได้ประมาณ 2 เดือน และครั้งหลังจะใส่ปุ๋ยเมื่อขิงมีอายุได้ 4 เดือน ซึ่งการใส่ปุ๋ยทั้งสองครั้งจะใช้ปุ๋ยในอัตราประมาณ 5,000-6,000 กิโลกรัมต่อไร่

    จากการศึกษาของ อนงค์ และ พัน (2521) พบว่าปุ๋ยอินทรีย์เหมาะแก่การนำมาใช้ในการปลูกขิงมากที่สุด เพราะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของดินให้ดีขึ้น สำหรับปุ๋ยคอกชนิดที่มีคุณภาพสูงและนิยมใช้กัน ได้แก่ ปุ๋ยมูลไก่ มูลสุกร มูลค้างคาว แต่สำหรับปุ๋ยมูลเป็ดห้ามใช้กับขิงเด็ดขาด เพราะจะทำให้ขิงเป็นจุดดำ ไม่เป็นที่นิยมของพ่อค้า ทำให้ราคาตกต่ำ
  2. ปุ๋ยเคมี การใส่ปุ๋ยเคมีให้กับขิงนั้น ถ้าไม่จำเป็นแล้วไม่ควรใสเพราะส่งเสริมขิงนั้นเป็นโรคเน่ามากขึ้น (อนงค์ และ พัน, 2521; ธงชัย, 2531) อย่างไรก็ตามการปลูกขิงในจำนวนหลายๆไร่ อาจจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี เพราะเกษตรกรไม่สามารถหาปุ๋ยอินทรีย์มาใช้ตามจำนวนที่ต้องการได้

การป้องกันกำจัดวัชพืช ขิงมักประสบปัญหาเกี่ยวกับโรคและศัตรูพืชบางชนิด ซึ่งทำความเสียหายให้แก่ผู้ปลูกเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเน่าซึ่งจะเป็นกับแง่งขิงใต้ดินได้ทุกระยะของการเจริญเติบโต และมักเกิดกับพื้นที่แฉะและมีน้ำขัง ส่วนขิงดำหรือขิงเผ็ดค่อนข้างจะมีความคงทนต่อโรคได้ดีกว่าขิงหยวก สำหรับโรคของขิง ได้แก่ โรคแอนแทรคโนส โรคใบจุดซึ่งเกิดจากเชื้อรา โรครากปมซึ่งเกิดจากไส้เดือนฝอย โรคขิงเน่าซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และอาจจะเกิดจากเชื้อราก็มี ส่วนแมลงศัตรูขิง ได้แก่ หนอนหรือตั๊กแตนกินใบ เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอยและไส้เดือนฝอย เป็นต้น

ผู้ปลูกขิงต้องหมั่นตรวจแปลงปลูกขิงอยู่เสมอ ต้องทำการป้องกันศัตรูพืชต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคโคนเน่าทำความเสียหายต่อขิงปลูกได้มากและระบาดได้รวดเร็ว มักเกิดได้ง่ายในบริเวณที่ปลูกขิงซ้ำกันหลายๆ ครั้ง การป้องกันอย่างง่ายๆ คือ ย้ายที่ปลูกหรือนำพืชอื่นมาปลูกแทนสักระยะก่อนที่จะหันกลับไปปลูกขิงใหม่อีกครั้ง และก่อนปลูกให้นำท่อนพันธุ์ไปแช่ในน้ำยาป้องกันเชื้อราก็จะช่วยป้องกันโรครากเน่าได้ (รุ่งรัตน์ เหลืองนทีเทพ, 2540)

การเก็บเกี่ยว

การปลูกขิงโดยทั่วไปในช่วง เดือนมีนาคม-เมษยนของทุกปี และสามารถเก็บเกี่ยวเป็นขิงอ่อนในเดือนกรกฏาคม-สิงหาคมส่วนขิงแก่เก็บเกี่ยวในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ของปีถัดปี (ฝ่ายระบบวิจัยและสารสนเทศ กองแผนงานและวิชาการกรมวิชาการเกษตร, 2544. )

ขิงอ่อน จะเก็บเกี่ยวได้เมื่อขิงมีอายุประมาณ 4 - 6 เดือน ราวเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม ช่วงนี้เป็นระยะที่ขิงมีเสี้ยนน้อยและมีเนื้ออ่อนเหมาะสำหรับการรับประทานสดหรือดองหรือแปรรูปต่างๆ การเก็บไม่นิยมใช้เครื่องมือเพราะอาจจะทำให้แง่งขิงหักเสียหายได้ มักนิยมขุดหลังจากฝนตกแล้ว เพราะดินอ่อนนุ่มขุดได้ง่าย แต่ถ้าฝนไม่ตกควรรดน้ำให้ทั่วแปลง เพื่อให้ง่ายต่อการขุดหรือถอน โดยถอนขึ้นมาทั้งกอแล้วเขย่าดินออก ขิงอ่อนที่มีอายุประมาณ 6 เดือน จะให้ผลผลิตสูงสุด เนื่องจากขิงมีความสดและอวบน้ำมาก จะได้ผลผลิตประมาณ 3,000 - 4,000 กิโลกรัมต่อไร่ แต่หลังจากนี้ขิงจะเริ่มแห้ง

ขิงแก่ จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่อขิงมีอายุได้ประมาณ 8 - 12 เดือน ซึ่งสังเกตได้จากใบและลำต้นจะเริ่มมีสีเหลืองและเหี่ยวเฉา ปกติใบขิงจะเริ่มเหี่ยวเมื่ออายุได้ประมาณ 8 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ อุณหภูมิและน้ำเป็นสำคัญ พื้นที่บางแห่งมีน้ำมาก ลำต้นและใบขิงจะเจริญเติบโตนานกว่า 8 เดือน จึงต้องยืดอายุการเก็บเกี่ยว โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวขิงแก่ประมาณเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว มีอากาศแห้งแล้ง ทำให้ดินค่อนข้างจะแข็งและแห้ง ไม่สะดวกในการที่จะทำการขุดโดยใช้เครื่องมือ จึงต้องทำการรดน้ำให้ทั่วแปลง เพื่อที่จะทำให้ดินอ่อนตัวเสียก่อนจึงทำการขุดแง่งขิงขึ้นมา เขย่าดินออกนำไปล้างน้ำ ตัดรากและใบเหี่ยวออกให้เหลือแต่แง่งสด ผลผลิตได้ประมาณ 3,000 - 5,000 กิโลกรัมต่อไร่

อ้างอิง

 

กานพลู
สมุนไพรช่วยย่อยอาหาร
หางไหลกำจัดศัตรูพืช
สมุนไพรกำจัดไรฝุ่น
สมุนไพรแก้ท้องผูก
สมุนไพรน่ารู้
สมุนไพรเพื่อความงาม
สมุนไพรเพื่อวัยสูงอายุ
สมุนไพรรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้
สมุนไพรลดความอ้วน
สมุนไพรใกล้ตัว
สมุนไพรกับชีวิตประจำวัน
สมุนไพรแก้อาการหวัด
สมุนไพรรักษาน้ำกัดเท้า
รางจืดสมุนไพรล้างพิษ
สมุนไพรไทย ต้านโรคมะเร็ง
สมุนไพรไล่แมลง
ประโยชน์และโทษ สรรพคุณสมุนไพรจีน
น้ำตะไคร้
ทำยาอมสมุนไพร
ลูกประคบสมุนไพร
การแปรสภาพสมุนไพร
สาระน่ารู้เกี่ยวกับสมุนไพร
ยาสมุนไพร
สมุนไพรพื้นบ้าน
ชะคราม วัชพืชสมุนไพรต้านอนุมูลอิสระในป่าชายเลน
บทบาทของพืชสมุนไพร
มะรุม
หญ้าปักกิ่ง
สมุนไพรยอบ้าน
สมุนไพรและเครื่องเทศ
สะระแหน่
มะระขี้นก
สมุนไพรขิง
แคลเซียมจากพืชสมุนไพร
เคล็ดลับยาสมุนไพรรักษาโรค

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com