Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สุขภาพ ความงาม อาหารและยา สมุนไพร สาระน่ารู้ >>

สมุนไพร

แคลเซียมจากพืชสมุนไพร

นางสาว สูบียะ มาดีโมง
คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

สมุนไพรมีคุณค่าทางยาอยู่แล้ว สรรพคุณของพืชสมุนไพรก็แตกต่างกันไปตามชนิด นอกจากนี้พืชสมุนไพรต่างๆก็ยังมีคุณค่าทางโภชนาการอีก มีเกลือแร่ มี แคลเซียม และมีวิตามินต่างๆอีกมากมายร่วมกันอยู่ เมื่อวิเคราะห์วิจัยออกมาตามหลักวิทยา ศาสตร์ก็จะทราบได้ทันทีว่าพืชสมุนไพรอะไร ชนิดไหน มีสารอาหารอะไร มีสรรพคุณทาง ยาอย่างไร เช่น พืชผักสมุนไพรที่มีแคลเซียมสามารถหามารับประทานได้ไม่ยาก หาได้ ทั่วไปแม้บางอย่างอาจจะมีอยู่ในบริเวณบ้านของท่านเอง เช่น ใบชะพลู ใบบัวบก ยอดกระ ทิน ยอดสะเดา ยอดขี้เหล็ก ยอดตำลึง ผักกระเฉด ใบโหระพา ยอดแค คะน้า มะเขือ พวง ใบเตย เป็นต้น แคลเซียมนับว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่งที่สำคัญสำหรับร่างกายของ มนุษย์ เพราะแคลเซียมต้องทำหน้าที่บำรุงกระดูก บำรุงฟัน ทำให้ไขกระดูกทำหน้าที่ใน การสร้างโลหิต ทำให้ร่างกายคนเราเกิดความสมบูรณ์ในเรื่องระบบการย่อย ระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อยืดหดทำหน้าที่ได้ดี ทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ ช่วยทำให้ไขกระดูกสมบูรณ์ เพื่อผลิตโลหิตและแคลเซียม แคลเซียมมีคุณแก่ร่างกายของคนเราอีกมากมายทีเดียว

หากร่างกายขาดแคลเซียมแล้วก็หมายความว่าร่างกายของบุคคลผู้นั้นเสื่อมสภาพลงไป อย่างทันตาเห็นความอ่อนแอเกิดขึ้น ความจริงแคลเซียมมีอยู่ในอาหารที่เรารับประทานกัน เข้าไปนี้ เพียงแต่ว่าบางอย่างก็มีมาก บางอย่างก็มีน้อย แตกต่างกันไปเท่านั้นเอง ซึ่งบางทีคนเราก็สนใจ โดยเฉพาะพืชผักสมุนไพรต่างๆนั้นมีแคลเซียมอยู่มากเพียงพอที่จะ ทำให้ร่างกายสมบูรณ์ด้วยแคลเซียมเสมอ เพียงแต่ว่าจะต้องรับประทานพืชผักสมุนไพรดัง กล่าวนี้ให้ถูกต้องแล้วก็รับประทานบ่อยๆเท่านั้นเองโดยหมุนเวียนกันรับประทานเป็นการ บำรุงร่างกายได้ดี

ความหมายของแคลเซียม

แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย คือประมาณ 1,250 กรัม ซึ่งร้อยละ 55 จะอยู่ในกระดูกและฟัน โดยจับกันเป็นผลึกอยู่กับฟอสฟอรัส เป็นเกลือ Calcium Phosphates ดังนั้น เวลากล่าวถึง Calcium ในร่างกาย จึงมักนึกถึงเฉพาะกระดูก ทั้งที่จริง แล้วยังมีแคลเซียมอีกส่วนอยู่ในเลือดโดยจับอยู่กับโปรตีนในเลือดและอยู่เป็นแคลเซียม อิสระ

หน้าที่ของแคลเซียม

ดูดซึมนอกจากจะเป็นส่วนประกอบของกระดูกแล้ว ยังมีหน้าที่อื่นๆ อีกได้แก่ ช่วยในการแข็งตัวของเลือด เกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อระบบประสาท ทำให้เกิดการ หดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อทั่วไป รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจให้เป็นไปตามปกติ นอกจากนั้น calcium ยังเป็นตัวกระตุ้นการทำงานของโปรตีนอื่นๆ เช่น Osteocalcin ซึ่งเป็น corboxylated- glutamic acid ให้จับกับ แคลเซียมของ Hydroxyapatite ช่วยในกระบวน การสร้างและสลายกระดูก เรื่องที่สำคัญอีกอย่าง คือ แคลเซียมจากกระดูกยังทำหน้าที่ใน การควบคุมความสมดุลของกรดและด่างในร่างกายด้วย

ความสมดุลของแคลเซียมในร่างกาย

แม้ว่า แคลเซียม ที่กระดูกดูเหมือนจะติดอยู่อย่างถาวร แต่อันที่จริงแล้วกระดูก จะมีการสลายออก (resorption) และยังสร้างขึ้นใหม่ (formation) อยู่ตลอดเวลา โดยขึ้น กับความสมดุลของฮอร์โมน หลายตัว ได้แก่ Parathyroid Hormone ( PTH ),Calcitonin (CT) และ 1,25[OH2]D3 ซึ่งช่วยให้มีการแคลเซียม ไม่ถูกละลายออกจากกระดูก และ Parathyroid hormone จะทำให้เกิดขบวนการ Resorption ขึ้น ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอยู่ ตลอดเวลาแต่เมื่ออายุมากขึ้นโดยเฉพาะในหญิงหลังหมดประจำเดือนอาจเกิดการขาดดุล ของแคลเซียมอย่างรวดเร็วคือ มีกระบวนการสลายมากกว่า

ความต้องการของแคลเซียม

ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการ จะเปลี่ยนแปลงตามวัย และสภาวะต่างๆ ของร่างกาย

ทารก เด็ก และวัยรุ่น เป็นช่วงที่มีการสร้างกระดูกมากที่สุด ทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวัย รุ่น จึงเป็นช่วงสำคัญ ในการสะสมมวลกระดูก สำหรับการเจริญเติบโต และเพิ่มมวลกระดูก ให้มีปริมาณสูงสุด

วัยหนุ่มสาว ในช่วงอายุ 19-30 ปี ยังมีการสะสมมวลกระดูกอีกเล็กน้อย จึงจะถึงปริมาณสูงสุด

วัยผู้ใหญ่ และวัยสูงอายุ เป็นช่วงที่มีการดึงแคลเซียมออกจากกระดูกเพิ่มขึ้น ทำให้มวลกระดูกลดลง โดย เฉพาะผู้หญิงที่หมดประจำเดือน ในช่วง 5 ปีแรก มวลกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว

หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมลูก เนื่องจากในขณะตั้งครรภ์ หรือให้นมลูก ร่างกายมีการปรับตัวโดยการดูดซึม แคลเซียม ที่ลำไส้เล็กเพิ่มขึ้น และดึงแคลเซียมออกจากกระดูกน้อยลง ดังนั้น ปริมาณ แคลเซียมที่แนะนำในกลุ่มนี้ จึงเท่ากับก่อนตั้งครรภ์ แต่เนื่องจากหญิงก่อนตั้งครรภ์ส่วน ใหญ่ มักจะบริโภคแคลเซียม ในปริมาณน้อยกว่าที่แนะนำ ดังนั้น ในระยะตั้งครรภ์ และให้ นมลูก จึงต้องบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มขึ้น ให้เพียงพอตามที่แนะนำ เพื่อการสร้าง กระดูกของทารกในครรภ์ ซึ่งจะส่งผลให้มีพัฒนาการ และการเจริญเติบโตที่ดี

คนที่มีการสะสมมวลกระดูกมาก ตั้งแต่วัยเด็ก ถึงวัยหนุ่มสาว เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน และวัยชรา จะยังมีมวลกระดูกเหลืออยู่ มากกว่าคนที่มีการสะสมมวลกระดูกน้อย และลด ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนในวัยสูงอายุ

ผลของการขาดแคลเซียม

ในภาวะที่ร่างกายได้รับแคลเซียมจากอาหารลดลงเพียงเล็กน้อย พาราธัยรอยด์ ฮอร์โมนจะส่งสัญญานให้ไตสกัดกั้นแคลเซียมที่จะขับออกทางปัสสาวะเอาไว้ ในขณะเดียว กันจะปล่อยวิตามินดีที่สะสมในตับออกมาใช้ถ้าร่างกายยังคงได้รับแคลเซียมจากอาหาร น้อยมาก วิตามินดีจะไปยืมเอาแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ เพื่อให้การทำงานของกล้ามเนื้อ และประสาทเป็นไปอย่างปกติ ซึ่งจะทำให้มีอาการปรากฏตามมาคือ

การผิดปกติของการสร้างกระดูก ( bone malformation ) การขาดแคลเซียมมีผล ทำให้การมีแคลเซียมไปจับเกาะ( calcification ) ช้าลงของกระดูกและฟัน ในกรณีที่ขาด แคลเซียมร้ายแรงซึ่งจะปรากฏไม่บ่อยนัก ถ้าไม่ขาดฟอสฟอรัสและวิตามินดีด้วย การขาด จะนำมาซึ่งการฟอร์มตัวที่ผิดไปของกระดูก กระดูกจะไม่แข็งแรงและอ่อนทำให้มีรูปร่างและ ลักษณะแตกต่างออกไป เช่น โรคกระดูกอ่อนในเด็ก ( ricket ) มีอาการขางอโค้ง ข้อมือ และเท้าใหญ่ หน้าอกยื่น กระดูกอกกลวง และโรคกระดูกอ่อนในผู้ใหญ่ ( osteomalacia หรือ adult ricket ) อาการคือส่วนประกอบของสารในกระดูกลดลง ทำให้โครงร่างผิดไป และร้าวง่าย มักเกิดกับผู้หญิงที่อาศัยในถิ่นที่ขาดแสงแดด และใช้เสื้อผ้าที่ป้องกันแสงแดด มีแคลเซียมต่ำในอาหาร คนท้องติดๆกัน และคนที่ให้นมบุตรเป็นระยะเวลานาน

โรคกระดูกพรุน ( osteoporosis ) เป็นโรคที่มีเนื้อกระดูกน้อยเกินไป ความหนา แน่นความทึบของกระดูกลดลง ในขณะที่องค์ประกอบของกระดูกมิได้เปลี่ยนแปลง กระดูก จะพรุนและหักง่าย เนื่องจากแคลเซียมถูกดึงออกจากกระดูกเร็วกว่าที่จะมาสะสม ทั้งนี้ เพราะภายในกระดูกมีเซลล์อยู่ 2 ชนิด คือ เซลล์สลายกระดูก ซึ่งจะมีหน้าที่สลายกระดูก ส่วนที่ผุกร่อน ส่วนเซลล์สร้างกระดูกใหม่ทดแทนส่วนที่ทรุดโทรมผุสลายกระบวนการ สลายกระดูกและสร้างใหม่นี้จะใช้เวลา 100 วัน และทุกๆ 10 ปี ร่างกายจะมีการสร้างกระดูก ขึ้นมาใหม่เพื่อความแข็งแกร่งและทนทาน แต่การสร้างและสลายกระดูกนี้จะมีการเปลี่ยน แปลงตามอายุ ตอนแรกคลอดเซลล์สร้างกระดูกจะทำหน้าที่มากกว่าเซลล์สลายกระดูกและ กระดูกจะค่อยๆเพิ่มขึ้นเมื่ออายุ 20-30 ปี และช่วงก่อนอายุ 50 ปี โดยเฉพาะในสตรีที่หมด ประจำเดือน เซลล์สลายกระดูกจะทำหน้าที่มากกว่าสร้างกระดูก ทั้งนี้เพราะรังไข่จะค่อยๆ หยุดการทำงาน ทำให้การสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลงจนไม่มี ซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจนนี้ เป็นฮอร์โมนที่ช่วยป้องกันไม่ให้สูญเสียเนื้อกระดูกเร็ว ดังนั้นในผู้หญิงที่รังไข่หยุดการทำ งานไม่มีการสร้างฮอร์โมนเอสโตเจน หรือการสร้างน้อยลง จะมีการสูญเสียเนื้อกระดูก ทำ ให้กระดูกบางเร็วมาก อาการที่ปรากฏคือ จะเจ็บบริเวณกระดูก ข้อ เตี้ยลง เนื่องจากกระดูก สันหลังยุบตัว ทำให้หลังงอ และส่งผลไปยังช่องท้อง ระบบอาหารถูกกระทบกระเทือน ถ้า หากล้มเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้กระดูกหัก และยากที่จะประสานได้

เทแทนนี่ ( tetany ) เป็นอาการผิดปกติที่ประสาทจะไวผิดปกติในการตอบรับสื่อ กระตุ้น ทำให้ไม่สามารถควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ เกิดอาการชัก มีอาการมือกำ เอา ปลายนิ้วทุกนิ้วเข้าหากัน โรคนี้พบบ่อยมากในหญิงตั้งครรภ์และคลอดบุตร เพราะเป็นช่วงที่ ต้องการแคลเซียมมากกว่าปกติ

ดังนั้นความสำคัญของแคลเซียมจึงมีมากมาย มีความสำคัญและจำเป็นมากต่อชีวิต มนุษย์จริงๆ อย่ามองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปเสีย ในเมื่อไม่ต้องการเกิดปัญหาในเรื่อง ของกระดูกรวมกับความบกพร่องอื่นๆในร่างกายซึ่งจะต้องอาศัยแคลเซียมตามธรรมชาติ

ผลของการได้รับแคลเซียมมากไป

ถ้ารับประทานแคลเซียมและวิตามินดีมากจะทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูง ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ความดันเลือดสูง ปัสสาวะน้อย มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อและอาจเกิดนิ่วในไต ซึ่งเป็นสภาพที่มีผลจากการมีแคลเซียมไปจับเกาะ (calcification) ที่มากเกินไปตรงไต นอกจากนี้จำนวนแคลเซียมที่มากเกินไป จะทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมทำงานมากเกินไป แข็งเกร็งจนไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ คนไข้จะตายทันที เพราะหัวใจวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นโรคหัวใจมาก่อน นอกจากนี้ยังมีอาการทางจิต ความคิดสับสน เก็บกด และในที่สุดจะปรากฏอาการทางจิต

ประโยชน์ต่อร่างกาย

เป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน ในเถ้าถ่านกระดูกจะมีแคลเซียมถึงร้อยละ 50 เป็นแคลเซียมไตรฟอสเฟตร้อยละ 80 แคลเซียมคาร์บอเนตร้อยละ12 และอีก ร้อยละ 3 อยู่ในสภาพของแคลเซียมไฮดรอกไซด์ สารประกอบแคลเซียมจะอยู่ในโพรง กระดูก ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ตอนปลายของกระดูกซึ่งเราเรียกว่า “ ทราเบคูลาร์ ( trabeculae ) ” ถ้าร่างกายได้รับแคลเซียมมากเพียงพอ ทราเบคูลาร์ จะได้รับการพัฒนา อย่างดี จะทำให้ส่วนปลายของกระดูกแข็งแรง ภายในโพรงกระดูกมีเส้นเลือดและของเหลว มาติดต่อ เพื่อนำแคลเซียมไปช่วยรักษาระดับแคลเซียมในเลือดในกรณีที่ได้รับแคลเซียม จากอาหารน้อยลง เพื่อปรับระดับแคลเซียมในเลือดให้สมดุลตลอดเวลา ในระยะที่เป็นเด็ก ร่างกายกำลังเจริญเติบโต ร่างกายจะมีการสร้างกระดูกโดยดึงแคลเซียมเข้าไปที่กระดูก ( bone formation ) มากกว่าที่จะสลายออกมา ( bone resorption ) แต่เมื่ออายุมากขึ้น การ สลายแคลเซียมออกมาจากกระดูกมีมากกว่าการดึงแคลเซียมเข้าไป จึงเป็นสาเหตุทำให้ กระดูกมีรูพรุน เปราะและหักง่าย ถ้าไม่มีการรักษาสมดุลของแคลเซียมในเลือดไว้ จำเป็น ต่อการทำงานขกล้ามเนื้อและประสาท ถ้าแคลเซียมในเลือดน้อยจะทำให้ กล้ามเนื้อไว ต่อการกระตุ้นและทำให้เกิดการชักเกร็ง แต่ถ้ามีระดับแคลเซียมมากเกินระดับปกติจะไปกด การทำงานของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้นในท่าบีบตัว ทำให้ ประสาทเกิดการเฉื่อยชา แคลเซียมในขนาดพอเหมาะจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเต้น ของชีพจร และการหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจทำหน้าที่เป็นตัวเร่งหรือยับยั้งการทำงานของน้ำ ย่อยหลายชนิด เช่น น้ำย่อยไลเปสจากตับอ่อน จำเป็นในการแข็งตัวเป็นลิ่มของเลือด กล่าว คือ เมื่อเซลล์ได้รับบาดเจ็บ แคลเซียมที่อยู่ในเลือดจะกระตุ้นให้มีการขับ ทรอมโบพลาสติ น ( thromboplastin )ออกมาจากเกล็ดเลือด (platelets ) แล้วทรอมโบพลาสตินจะเร่งให้มี การเปลี่ยน โพรทรอมบิน( prothombin ) ไปเป็น ทรอมบิน ( thombin ) และทรอมบินจะ ช่วยให้ไฟบริโนเจน ( fibrinogen ) เปลี่ยนไปเป็น ไฟบริน ( fibrin )ในที่สุดคือการทำให้ เลือดแข็งตัว ช่วยในการย่อยโปรตีนของน้ำนม ( casein ) ควบคุมความสมดุลของกรดและ ด่างในร่างกาย โดยควบคุมการผ่านของสารต่างๆให้น้อยลง เพื่อป้องกันการสะสมที่มากเกิน ไปของกรดหรือด่างในเลือด ในขณะที่โซเดียมและโปตัสเซียมปล่อยให้สารเหล่านี้ผ่านเข้า ออกได้มากขึ้น จำเป็นในการสังเคราะห์ อะซิทิลโคลีน ( Aceylcholine ) ซึ่งเป็นสารจำเป็น ในการส่งกระแสความรู้สึกของระบบประสาทช่วยในการดูดซึมวิตามินบี12 ที่ลำไส้เล็กตอน ปลาย เป็ส่วนประกอบของ intracellular cement ทำให้เซลล์คงตัวอยู่ได้ ช่วยป้องกัน อาการผิดปกติระยะก่อประจำเดือน และอาการในวัยใกล้หมดประจำเดือน ต่อต้านผลที่ เป็นอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี สตรอนเทียน 90 เมื่อร่างกายได้รับแคลเซียม และเหล็ก เพียงพอจะช่วยป้องกันมิให้สารตะกั่วดูดซึมเข้าที่ลำไส้ผ่านเข้าสู่เนื้อเยื่อ แต่ถูกขับออก จากร่างกายแทน

แคลเซียมในพืชสมุนไพรบางชนิด

ไม่น่าเชื่อว่าในพืชสมุนไพรทั้งหลายนั้น มีอยู่เป็นจำนวนมากหลายที่มีธาตุแคลเซียม ผสมผสานอยู่ด้วย แล้วก็มีจำนวนมากเพียงพอที่จะเอามาใช้ประโยชน์กับร่างกายของคนเรา เสมอ

แคลเซียมในสมุนไพรทั้งหลายที่คนเราเอามารับประทานเป็นอาหารนั้นมีอยู่เสมอใน พืชผักต่างๆที่เอามาแนะนำนี้หลายถึงพืชผักสมุนไพรที่มีธาตุแคลเซียมมากไปหาน้อยลด หลั่นกันไป ซึ่งสามารถเอามารับประทานเป็นอาหารได้ดีในเมื่อต้องการเสริมสร้างแคลเซียม ขึ้นในร่างกายที่ขาดแคลเซียมหรือต้องการเสริมสร้างแคลเซียม

อาหารต่างๆที่เป็นพืชผักมีแคลเซียมอยู่เช่นเดียวกัน บางอย่างอาจจะมีอยู่มากหมาย แทบไม่น่าเชื่อทีเดียว ซึ่งน่าสนใจมาก และบางที่ราคาย่อมเยาอีกด้วย จึงเป็นประโยชน์ไม่ ย้อยในการนำเอามาเป็นอาหารในการรับประทานได้ดีมาก เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการ และมีแคลเซียมบำรุงสุขภาพได้ดีอีกด้วย

พืชผักสมุนไพรที่มีอยู่ในธรรมชาตินั้น เอวมาปรุงเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนากามากมาย รวมทั้งมีสรรพคุณทางสมุนไพรด้วยหลากหลาย โดยเฉพาะในที่นี้ ติองการเน้นถึง เรื่องแคลเซียมเอาไว้เป็นสำคัญ จึงต้องเอาสิ่งที่มีแคลเซียมมากๆมาทำอาหารกันดีกว่าเพื่อ บุคคลที่ต้องการธาตุแคลเซียม ต้องการเอาแคลเซียมไปสะสมเอาไว้ไม่ให้เกิดการขาด แคลเซียมจนเกิดเป็นโรคกระดูกมีปัญหาอย่างที่บุคคลที่ขาดแคลเซียมทั้งหลาย

พืชสมุนไพรมมากๆ ยังมีหลายต่อหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งไม่น่าเชื่อ เลยว่าจะมีอยู่ เพราะมีการศึกษาวิเคราะห์ วิจัยออกมาแล้วจึงทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ แต่ก่อนนั้นอาจจะยังไม่ทราบว่าแคลเซียมเป็นยังไร มีความเป็นมายังไรมี คุณสมบัติยังไร เป็นผลดีต่อร่างกาย

เมื่อมีการศึกษา วิจัยกันทางวิทยาศาสตร์ แล้วจึงทราบได้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับคน เรามาก เพราะเมื่อทราบว่าพืชผักสมุนไพรชนิดไหนมีธาตุอะไรอยู่มากน้อยเท่าใด อย่างไร นับว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการนำเอามาช่วยทำให้ร่างกายมีแร่ธาตุนั้นอย่างถูกต้อง

พืชผักสมุนไพรมีแคลเซียมอยู่มากเพียงพอที่จะเข้าไปบำรุงกระดูกให้เป็น ปกติได้ดี นับว่าเป็นแคลเซียมที่ได้มาจากธรรมชาติที่ดีเยี่ยมรับประทานอาหารพวกนี้แล้วได้ ทั้งอาหารที่บริสุทธิ์ธรรมชาติและได้ทั้งสรรพคุณทางยาที่วิเศษจริงๆอีก ไม่ต้องไปรับ ประทานแคลเซียมเสริมให้เปลืองเงินทองอีกด้วย สมุนไพรที่มีแคลเซียมหาได้ทั่วไปแม้ใน รั่วบ้านของท่านเอง

คิดคำนวณจากน้ำหนักในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม

ใบมะกรูด 1,672 มิลลิกรัม
ใบโหระพา 336 มิลลิกรัม
ยอดกระถินอ่อน 137 มิลลิกรัม
ยอดแค 157 มิลลิกรัม
ยอดขี้เหล็ก 156 มิลลิกรัม
ยอดตำลึง 126 มิลลิกรัม
ใบชะพลู 601 มิลลิกรัม
ผักกระเฉด 387 มิลลิกรัม
ใบแมงลัก 140 มิลลิกรัม
คะน้า 245 มิลลิกรัม
ยอดสะเดา 354 มิลลิกรัม
มะเขือพวง 158 มิลลิกรัม
ใบบัวบก 146 มิลลิกรัม
ใบเตย 124 มิลลิกรัม

ยังมีพืชผักอีกไม่น้อยที่มีแคลเซียมมากเพียงพอที่จะเอามารับประทานเป็นอาหารและ เป็นยาบำรุงกระดูก

1. ใบมะกรูด

กลิ่นหอมรสชาติดี เคี้ยวกลืนเข้าไปเถิดท่านจะได้รับคุณค่าทางโภชนาการไม่ มาก เพราะใบมะกรูดนั้น มีแคลเซียมอยู่มากมายถึงร้อยละ1672 มิลลิกรัม ท่านที่ต้องการได้รับแคลเซียมรับประทานเข้าไปแล้วไม่ผิดหวังเลย

ในใบมะกรูดนี้ มี วิตามิน เอ อีกร้อยละ 3028 หน่วย
ในใบมะกรูดนี้ มีวิตามิน ซี อยู่อีกร้อยละ 20มิลลิกรัม
ในใบมะกรูดนี้มี ธัยอะมิน ร้อยละ 0.20 มิลลิกรัม
ในใบมะกรูดนี้ มีไลโบฟลาวิน ร้อยละ 0.35 มิลลิกรัม
ในใบมะกรูดนี้ มีไนอาซีน ร้อยละ 1.0มิลลิกรัม

นอกจากนี้แล้ว ในใบมะกรูดที่เอามาปรุงแต่งกลิ่น รส สีสันอาหารให้เอร็ดอร่อย ยังมีธาตุเหล็กอีก ร้อยละ 3.8มิลลิกรัม

มีฟอสฟอรัส ร้อยละ 20มิลลิกรัม
ใบมะกรูด ยังมีเส้นใยอาหารมากมายถึง ร้อยละ 8.2กรัม
มีคาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 20.8 กรัม
มีไขมันอยู่อีกด้วย ร้อยละ 3.1กรัม
มีโปรตีนอยู่อีกด้วย ร้อยละ 6.8กรัมอีกด้วย ไม่เลวเลย

ส่วนประกอบ มะกรูด มีกรดซิตริก (citric acid) เป็นสารหลัก คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอาซิน วิตามินซี สารสำคัญในผิวมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหย เช่น เบต้าไพนีน (pinine) ไลโมนีน (limonine) ซิโตรเนลลัล (citronellal) และซิโตรเนลลิลอะซีเตท (citronellyl)

นี่คือยอดสมุนไพร ใบมะกรูดที่มีเกลือแร่และวิตามินมากหมายน่าศึกษาและน่า สนใจเป็นอย่างยิ่งนัก นับว่าไม่ควรมองข้ามไปเลย เพระมีการวิเคราะห์วิจัยกันมานานแล้ว ทางด้านโภชนาการจาก ฝ่ายวิเคราะห์อาหารและโภชนาการกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เมื่อพ.ศ.2535 แล้วไม่ใช้เรื่องลึกลับซับซ้อนอันใด

ใส่ใบมะกรูดหั่นเป็นเส้นฝอยลงไปมากๆ ย่อมได้ประโยชน์ ท่านที่ไม่ชอบรับประทาน ใบมะกรูก็จะได้รับประทานสารอาหารที่ดี สรรพคุณทางยาสมุนไพรที่ดี จากใบมะกรูดเข้าไป ด้วยมี่น้อย ได้ประโยชน์มากมาย

2. ใบโหระพา

เราท่านรู้จักใบโหระพากันดีอยู่แล้วเพราะเอามารับประทานกันมากในปัจจุบันนี้ เคยเห็นร้านกวยเตี่ยวเนื้อบางร้านที่ขายกวยเตี่ยวเนื้อเปื่อย เนื้อตุ่น เอาใบโหระพาหรือยอด โหระพามารับประทานร่วมด้วย อร่อยมากถูกกันดีมากเข้ากันได้เสมอกับกวยเตี่ยวเนื้อทั้งหลาย

ใบโหระพามีคุณค่าทางโภชนาการมาก นอกจากมีแคลเซียมอยู่มากมายถึง 336 มิลลิกรัม แล้วยังมีสารอาหารอื่นๆอีกมากมายดังนี้

ใบโหระพา มีธาตุเหล็กมากมายถึง 22.0 มิลลิกรัม
ใบโหระพา มีวิตามิน เอมากมายถึง 20,712 หน่วย
ใบโหระพา มีวิตามิน ซี 3 กรัม
ใบโหระพา มีโปรตีน 3.3 กรัม
ใบโหระพา มีไขมัน 1.0 กรัม
ใบโหระพา มีคาร์โบไฮเดรต 5.4 กรัม
ใบโหระพา มีเส้นใยอาหาร 2.5 กรัม

ใบโหระพา พืชผักสมุนไพรไทยมีคุณค่ามากมายเช่นนี้เอง น่าสนใจไม่น้อย เอ ใบหระพามาสักหนึ่งยอดแล้วเอามาจิ้มน้ำพริกอะไรก็ได้ คุณค่าทางอาหารก็มากมายเหลือ เกิน แคลเซียมก็ได้รับมากมายจริงๆ ผู้ที่ต้องการแคลเซียมทั้งหลายไม่ผิดหวังเลย

3.ยอดกระถินอ่อน

ในการเอายอดกระถินอ่อนๆมาจากต้นสดๆ เอามาล้างน้าให้สะอาด แล้วเอามา เป็นผักจิ้ม โดยการจิ้มกับน้าพริกต่างๆ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากอีกอย่างหนึ่ง อร่อย รสชาติดี ได้คุณค่าทางโภชนาการดีมาก เพราะมีเกลือแร่ มีวิตามินต่างๆ มากมาย

ยอดกระถินอ่อนมีแคลเซียมอยู่ 137 มิลลิกรัม ใน 100 กรัม ทีเดียว ถ้าเอา ยอดกระถินอ่อนมายำก็จะได้รับแคลเซียมได้อย่างมากด้วย

นอกจากนี้แล้วยังมีเกลือแร่ต่างๆ วิตามินต่างๆ อีกไม่น้อยดังต่อไปนี้

ยอดกระถินอ่อน มีธาตุเหล็ก 9.2 มิลลิกรัม
ยอดกระถินอ่อน มีวิตามิน เอ 7,883 หน่วย
ยอดกระถินอ่อน มีโปรตีน 8.4 กรัม
ยอดกระถินอ่อน มีคาร์โบไฮเดรต 5.0 กรัม

พืชผักสมุนไพรดังกล่าวนี้เป็นของพื้นเมือง ของพื้นบ้าน สมุนไพรพื้นบ้านหรือพืช ผักพ้นบ้านส่วนมากขึ้นเอง บางทีก็เป็นพืชผักสมุนไพรข้างรั้ว เอามาปลูกเป็นรั้วล้อมอาณา บริเวณบ้าน บางทีก็เจริญงอกงามอยู่ตามชายป่าชายดง ริมทางเท้า ข้างถนน เพราะสามารถ เจริญงอกงามอยู่ในพื้นดินทุกๆสภาพอยู่แล้ว มีความอยู่บ้างก็อยู่ได้ มีผู้เก็บเอายอดอ่อนเอา ฝักอ่อนมารับประทานเป็นผักได้อย่างวิเศษมาก

ในปัจจุบันอาจจะเอามาปลูกกันเพราะเอาไปทำเป็นอาหารสัตว์ได้ราคาดี ส่วนการ เอามาเป็นผักจิ้มสำหรับรับประทานนั้นคนไทยเราเอามารับประทานกันมาเป็นเวลาช้านาน ตั้งแต่บรรพบุรุษมานับเป็นพันๆปีก็ว่าได้ เพราะยอดกระถินเป็นผักพื้นบ้าน เป็นผักพื้น เมืองที่รู้จักกันดีนั่นเอง

4.ยอดแค

น่าแปลกที่ยอดแคนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแคลเซียมมากมาย ในปริมาณยอดแค ในส่วนที่รับประทานได้นั้น 100 กรัม มีแคลเซียมอยู่มากถึง 395 มิลลิกรัม มากเพียง พอและมากพอที่ร่างกายจะได้รับเอาแคลเซียมไว้บำรุงกระดูกได้อย่างดี ทำให้กระดูก สมบูรณ์ แข็งแรง เพียงรับประทานยอดแคลวกจิ้มน้ำพริก หรือเอาไปแกงส้มอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องไปซื้อแคลเซียมเป็นเม็ดๆมารับประทานด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง แตกต่าง จากราคาของสมุนพรชั้นดีที่มีชื่อว่ายอดแคมากมายนัก

เมื่อเอาพืชผักสมุนไพรที่ดี เหมาะสม มีสรรพคุณทางยาดี มีสารอาหารที่ดีมาใช้ ประโยชน์เช่นนี้แล้วก็เป็นการช่วยลดรายจ่ายลงไปได้ไม่น้อย อีกทั้งยังได้รับสิ่งที่เป็น ธรรมชาติจากพืชผักสมุนไพรสดๆ มีคุณค่ามหาศาล ไม่มีพิษมีภัยแต่ประการใดอีกด้วย ยอดแคนี่เองที่เป็นพืชผักสมุนไพรชั้นดีอย่างหนึ่งในการเอามารับประทานเพื่อเพิ่ม แคลเซียมให้แก่กระดูกคนเรา

นอกจากนี้ยอดแคจะมีแคลเซียมอยู่ 395 มิลลิกรัม ใน 100 กรัม แล้วยังมีคุณค่า ทางโภชนาการอีกดังต่อไปนี้

ยอดแค มีธาตุเหล็ก 4.1 มิลลิกรัม
ยอดแค มีเบต้า แคโรทีน อยู่ 8,654 ไมโครกรัม
ยอดแค มีวิตามิน วี 19 มิลลิกรัม

พืชสมุนไพรทีเรียกว่ายอดแคนี้นับว่าเป็นยอดสมุนไพรที่ดีมาก ราคาย่อมเยาหาได้ ตามตลาดสดที่จำหน่ายผักพื้นเมืองต่างๆ แต่ทว่าคุณค่าทางโภชนาการนั้นมหาศาลมากมายเหลือเกิน จึงต้องนำเอามากล่าว เอาไว้ ณ ที่นี้เพื่อเชิญชวนให้ท่านต้องการเสริมสร้างแคลเซียมพืชผักสมุนไพรราคาถูก คุณภาพเปี่ยมล้นฟ้าด้วยความปรารถนาดี เพราะผู้เขียนเข้าใจและหาซื้อยอดแคมาลวกจิ้ม น้ำพริกรับประทานอยู่เสมอ

ปลูกต้นแคไว้ในบริเวณบ้าน เพื่อเก็บเอายอดอ่อนมารับประทานเสมอ มิหนำ ซ้ำยังบอกต่อกันไปในหมู่ญาติมิตรที่มักคุ้น และให้เก็บยอดอ่อนๆไปลวกจิ้มน้ำพริกรับ ประทาน อย่ามองข้ามของราคาถูกชนิดนี้ไปเลยเชียวท่าน

เมื่อเอ่ยถึงยอดแคแล้วก็ต้องลามไปถึงยอดขี้เหล็ก เพราะยอดขี้เหล็กมีของดีอยู่ใน ตัวเองมากมาย โดยเฉพาะ มีแคลเซียมอยู่ด้วยไม่น้อย เป็นผักพื้นบ้านหาไม่ยาก เอามาแกงคั่วใส่เนื้อย่างหรือหมูย่าง แล้วอร่อยเอร็ดนักหนา

5. ยอดขี้เหล็ก

มีแคลเซียมอยู่ 156 มิลิกรัม ในปริมาณ 100 กรัม นอกจากนี้มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย ลองพิจารณาดังนี้

ยอดขี้เหล็ก มีธาตุเหล็กอยู่ 5.8 มิลลิกรัม
ยอดขี้เหล็ก มีเบต้า แคโรทีนอยู่ 7,181 ไมโครกรัม

มองดูแล้วก็น่าเอายอดขี้เหล็กมารับประทานมาก เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการไม่ใช่ น้อยเลย ราคาก็ไม่แพง เอามาลวกน้ำร้อนเป็นผักจิ้มก็ได้หากไม่รังเกียจรสขมที่มีอยู่ โดยลวกน้ำร้อนทิ้งไปเสียก่อนครั้งสองครั้งรสขมก็จางลงมากมายแล้ว ไม่ว่าจะเอามาแกง คั่วหรือเอามาเป็นผักจิ้มก็ตามที รสชาติดีมากและมีสารอาหารที่น่าสนใจสำหรับบำรุงร่าง กายเป็นยาดีทำให้นอนหลับ แก้อาการไข้ ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ได้ด้วย ไม่เป็นไข้ก็ ป้องกันการเป็นไข้ได้อีก ยอดขี้เหล็กเป็นยาระบายที่ดีอีกด้วย

นับว่ายอดขี้เหล็กก็เป็นสมุนไพรที่ดีมากอย่างหนึ่ง ท่านที่ต้องการเพิ่มแคลเซียมก็ เอายอดขี้เหล็กมารับประทานได้ทั้งแกงคั่ว ทั้งลวกน้ำจิ้ม

6. ยอดตำลึง

นี่ก็เป็นพืชผักสมุนไพรที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมี แคลเซียมอยู่ไม่น้อยเลยน่าสนใจจริงๆ ยอดตำลึงมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะยอดตำลึงมีแคลเซียมอยู่ 126 มิลิ กรัม จากปริมาณ 100 กรัม

ยอดตำลึง มีธาตุเหล็กอยู่ 4.6 มิลลิกรัม
ยอดตำลึง มีโปรตีนอยู่ 3.3 มิลลิกรัม
ยอดตำลึง มีคาร์โบไฮเดรตอยู่ 4.5 มิลลิกรัม

นี่คือยอดตำลึงอันเป็นพืชผักสมุนไพรที่เป็นยอดจริงๆสำหรับคนเรา เพราะมีคุณค่า ทางโภชนาการมากมายนัก เป็นยอดผักชนิดหนึ่งที่รู้จักกันมาช้านาน ต้นตำลึงมักเจริญงอก งามขึ้นเองได้ตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป ป่าดงพงไพรมักมองเห็นต้นตำลึงซึ่งเป็นไม้เลื้อย มีเถาเกี่ยวพันอยู่เสมอ แตกยอดอ่อนสวยงามน่าเก็บเอามาแกงเลียงและเอามาเป็นผักจิ้ม โดยการผัดกับน้ำมันก็ได้ เอาเถาตำลึงแก่ๆมาล้างให้สะอาด สับเป็นชิ้นเล็กๆต้มเอาน้ำมา ดื่มแก้อาการโรคเบาหวานได้อย่างวิเศษอีกด้วย ดื่มน้ำยาที่ต้มนี้เช้า-เย็น เพียงเดือนเศษ อาการของเบาหวานก็ทุเลาลงเรื่อยๆจนหายไปเอง นี่คือสรรพคุณทางยารักษาโรคเบาหวานของตำลึงยอดสมุนไพรที่ล้าค่าของมนุษย์

7.ยอดชะพลู หรือใบชะพลู

พืชผักสมุนไพรชั้นดีที่มองข้ามไม้ได้เลย จะต้องเอามารวมเอาไว้ ณ.ที่ตรงนี้อีกเพื่อ ให้ท่านเอามารับประทานเป็นยาและเป็นอาหารที่ดี มีประโยชน์ นั่นเนื่องจากว่ายอดชะพลูหรือใบชะพลูนี้แหละที่มีแคลเซียมมากมายอยู่ในตัวมาช้า นาน ไม่มีการเสื่อมสลายไปไหนจะต้องอุดมสมบูรณ์ด้วยแคลเซียมร่ำไปคู่กับโลกนี้

เมื่อเอ่ยถึงใบชะพลูทุกท่านนึกไปถึงอาหารที่เคี้ยวได้อย่างเอร็ดอร่อยมาก คือ เมี่ยง คำ ที่จะต้องเอาใบชะพลูมาห่อหุ้มกับเครื่องปรุงต่างๆ ใบชะพลูเอามาเป็นผักจิ้มก็ได้เช่น เดี่ยวกัน ใบชะพลูมีแคลเซียมมากมายในปริมาณ 100 กรัม จะมีแคลเซียมอยู่ถึง 601 มิลลิกรัม ใบชะพลูมีคุณค่าทางโภชนาการมากมายอย่างนี้ จึงมองข้ามไปอีกไม่ได้เลย เช่น เดียวกับสมุนไพรอื่นๆ

8.ผักกระเฉด

ผักกระเฉดมีแคลเซียมมากถึง 387 มิลลิกรัม ใน 100 กรัม มากมายเพียงพอที่ เดี่ยวในการเอามารับประทานเป็นการเสริมแคลเซียมแก่ร่างกายของผู้ที่ขาดแคลเซียมทั้ง หลาย เอาผักกระเฉดมาแกงส้มก็เลิศรส เอามายำก็รสดีมาก เอามาผัดน้ำมันหอยก็อร่อย นอกจากผักกระเฉดจะมีแคลเซียมมากมายแล้ว ยังมีสารอาหารต่างๆอีกดังนี้

ผักกระเฉด มีธาตุเหล็กอยู่ 5.3 มิลลิกรัม
ผักกระเฉด มีวิตามิน ซี 34 มิลลิกรัม
ผักกระเฉด มีโปรตีน 6.4 กรัม

ผักกระเฉดนับว่ามีสารอาหารต่างๆมากมาย โดยเฉพาะแคลเซียมรวมไปถึง เบต้า แคโรทีน ซึ่งก่อให้เกิดคุณค่าบำรุงร่างกายได้ดีด้วยกันทั้งนั้น

9.ใบแมงลัก

ยอดผักสมุนไพรที่ยอดเยี่ยมอีกอย่างหนึ่งที่คนไทยเราเอามาปรุงแต่งเป็นเครื่องแต่งกลิ่น อาหารที่ดี ใบแมงลักหรือยอดแมงลักมีแคลเซียมอยู่ 140 มิลลิกรัม ในจำนวน 100 กรัม นอกจากนี้ยังแล้วยังมีสารอาหารต่างๆดังต่อไปนี้

ใบแมงลัก มีธาตุเหล็กอยู่ 17.2 มิลลิกรัม
ใบแมงลัก มีโปรตีน 2.9 กรัม
ใบแมงลัก มีคาร์โบไฮเดรต 2.4 กรัม
ใบแมงลัก มีเส้นใยอาหาร 2.6 กรัม

นับว่าคุณค่าทางโภชนาการของใบแมงลักมีมากมายนัก ข้อสำคัญในที่นี้ใบแมงลักมีแคลเซียมไม่น้อยด้วย

10.คะน้า

ผักคะน้าที่เอามาประกอบอาหารต่างๆรับประทานกันนี้ก็มีแคลเซียมมากเช่นเดียวกัน ผัก คะน้านี้แหละเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อเอ่ยถึงผักคะน้าก็จะต้องนึกไปถึงก๋วยเตี่ยว ข้อสำคัญเอายอดคะน้าหรือต้นคะน้ามาผัดรวมกันรับรองว่าเพิ่มรสที่โอชะยิ่งขึ้นแน่ๆ อย่าลืมทีเดียวคะน้านั้นมีแคลเซียมอยู่มากมายคือมีอยู่ 245 มิลลิกรัม ใน 100 กรัม นอกจากนี้ก็มีสารอาหารอื่นๆอีกดังต่อไปนี้

คะน้า มีธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม
คะน้า มีวิตามิน ซี 147 มิลลิกรัม
คะน้า มีโปรตีน 2.7 กรัม
คะน้า มีคาร์โบไฮเดรต 2.2 กรัม

นับว่ามีสารอาหารมากมายในคะน้าที่ว่ามานี้ และโดยเฉพาะแคลเซียมนั้นมีอยู่มากถึง 245 มิลลิกรัมเลยทีเดียว

11. ยอดสะเดา

ยอดสะเดาที่คนไทยเรานิยมเอามารับประทานนี่เอง มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นอันมาก อีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วยอดสะเดาทั้งหลายนั้นมีแคลเซียมอยู่มากมาย ลองมาดูคุณค่าทางโภชนาการของยอดสะเดากันบ้างว่ามีสารอาหารอะไรอยู่บ้างดังต่อไปนี้

ยอดสะเดา มีธาตุเหล็ก 4.6 มิลลิกรัม
ยอดสะเดา มีโปรตีน 5.4 กรัม
ยอดสะเดา มีไขมัน 0.5 กรัม
ยอดสะเดา มีคาร์โบไฮเดรต 12.5 กรัม

ยอดสะเดามีแคลเซียมอยู่ 354 มิลลิกรัมใน 100 กรัมแล้ว ยังสารอาหารอื่นๆอีกมากมาย ทีเดียว หากชอบรสขมของสะเดาก็ไม่น่าพลาดโอกาสสมควรรับประทานกันเอาไว้เพราะ คุณค่าดีมาก

12.มะเขือพวง

มะเขือพวงแพ่รหลายและเป็นที่รู้จักดีมากในบรรดาพืชผักทั้งหลาย เพราะบทบาทของ มะเขือพะวงนั้นเอามาใส่แกงเผ็ดต่างๆได้อย่างเหมาะสม ไม่น่าเชื่อว่าในผลของมะเขือพวงนั้นมีแคลเซียมอยู่ 158 มิลลิกรัม ใน 100 กรัมด้วย นอกจากนี้แล้วยังมีสารอาหารต่างๆอยู่ในมะเขือพะวงดังต่อไปนี้

มะเขือพวง มีธาตุเหล็ก 7.1 มิลลิกรัม
มะเขือพวง มีโปรตีน 2.8 กรัม
มะเขือพวง มีคาร์โบไฮเดรต 7.4 กรัม

นับว่ามะเขือพะวงมีสารอาหารไม่น้อย โดยเฉพาะแคลเซียมที่ต้องการนั้นมีอยู่ 158 มิลลิกรัม

13.ใบบัวบก

ยอดสมุนไพรชนิดหนึ่งของมนุษย์ ใบบัวบกเป็นยาเย็น แก้อาการช้ำในก็ได้ด้วยใบบัวบกมีแคลเซียม อยู่ 146มิลลิกรัม ใน100กรัม การดื่มน้ำใบบัวบกจึงดีมาก นอกจากอร่อยสดชื่นแล้วยังได้สรรพคุณทางยาและมีสาร อาหารต่างๆมากมาย นอกจากใบบัวบกจะมีแคลเซียมอยู่มากแล้ว ยังมีคุณค่าทางโภชนาการอีกมากมายดัง ต่อไปนี้

ใบบัวบกมีธาตุเหล็ก อยู่3.9 มิลลิกรัม
ใบบัวบกมีโปรตีน 1.8กรัม
ใบบัวบกมีคาร์โบไฮเดรท 2.6กรัม

นี่คือสารอาหารที่มีในใบบัวบกเป็นยอดยาสมุนไพรและเป็นอาหารที่มีคุณค่าของคนเรา

14 ใบเตย

ใบเตยมีกลิ่นหอมบำรุงหัวใจ ได้ดีมากตามตำรับยาสมุนไพรที่แพทย์แผนโบราณของไทยเราท่านระบุเอาไว้ในตำรับยามา แล้วช้านาน ในใบเตยนั้นไม่น่าเชื่อเลยว่ามีแคลเซียมอยู่มากอีกด้วย คือมีอยู่124 มิลลิกรัมใน100 กรัม นอกจากนี้แล้วยังมีสารอาหารต่างๆที่มีคุณค่า มีประโยชน์อีกมากมาย ดังต่อไปนี้

ใบเตย มีธาตุเหล็ก 0.1มิลลิกรัม
ใบเตยมีโปรตีน 1.9 กรัม
ใบเตยมี คาร์โบไฮเดรท 4.9 กรัม

นับว่าใบเตยมีประโยชน์มากทั้งสรรพคุณทางยาสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการ มากมาย

เอกสารอ้างอิง

 

กานพลู
สมุนไพรช่วยย่อยอาหาร
หางไหลกำจัดศัตรูพืช
สมุนไพรกำจัดไรฝุ่น
สมุนไพรแก้ท้องผูก
สมุนไพรน่ารู้
สมุนไพรเพื่อความงาม
สมุนไพรเพื่อวัยสูงอายุ
สมุนไพรรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้
สมุนไพรลดความอ้วน
สมุนไพรใกล้ตัว
สมุนไพรกับชีวิตประจำวัน
สมุนไพรแก้อาการหวัด
สมุนไพรรักษาน้ำกัดเท้า
รางจืดสมุนไพรล้างพิษ
สมุนไพรไทย ต้านโรคมะเร็ง
สมุนไพรไล่แมลง
ประโยชน์และโทษ สรรพคุณสมุนไพรจีน
น้ำตะไคร้
ทำยาอมสมุนไพร
ลูกประคบสมุนไพร
การแปรสภาพสมุนไพร
สาระน่ารู้เกี่ยวกับสมุนไพร
ยาสมุนไพร
สมุนไพรพื้นบ้าน
ชะคราม วัชพืชสมุนไพรต้านอนุมูลอิสระในป่าชายเลน
บทบาทของพืชสมุนไพร
มะรุม
หญ้าปักกิ่ง
สมุนไพรยอบ้าน
สมุนไพรและเครื่องเทศ
สะระแหน่
มะระขี้นก
สมุนไพรขิง
แคลเซียมจากพืชสมุนไพร
เคล็ดลับยาสมุนไพรรักษาโรค

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com