Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

สิทธิมนุษยชน

บทที่ 1 ปฐมบท
บทที่ 2 นโยบายสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
บทที่ 3 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน
บทที่ 4 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนตามกลุ่มเป้าหมาย
บทที่ 5 การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามสนธิสัญญา และแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ
บทที่ 6 การส่งเสริมการดำเนินงานสิทธิมนุษยชน
บทที่ 7 กลไกการบริหารการจัดการเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

บทที่ 3 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน

แผนปฏิบัติการแม่บทว่าด้วยสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา

สภาพปัญหา

1. การสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่พึงปรารถนา จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพ และสมรรถนะของคนในชาติให้เป็นคนเก่ง คนดี มีคุณธรรม มีสุขภาพพลานามัยที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องอาศัยการศึกษาให้ เป็นกลไกที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาคน แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540- 2544) มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการ ของบุคคล ชุมชน และประเทศ อีกทั้งความก้าวหน้า มั่นคงทางเศรษฐกิจในประชาคม โลกบนพื้นฐานของความเป็นไทย

การพัฒนาการศึกษาในระยะที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จในการบริหาร การให้ บริการศึกษาแก่เด็ก เยาวชน และประชาชนในระดับหนึ่ง แต่มีปัญหาหลักที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งให้การบริการการศึกษา ความเสมอภาคทางการศึกษา คุณภาพการศึกษา และการ บริหาร การจัดการศึกษาให้ครอบคลุมทุกระดับ จากการที่ประเทศกำลังประสบกับปัญหา เศรษฐกิจ ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ คือ เป็นผลมาจากความล้มเหลวของการ จัดการศึกษา เพราะปัจจุบันคนไทยมีโอกาสได้รับการศึกษาโดยเฉลี่ยเพียง 5.3 ปี และการ ศึกษาที่จัดให้ก็ไม่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตในสังคม กล่าวคือ เน้นการท่องจำ ไม่ ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ ซึ่งระบบบริหารการศึกษายังรวมอำนาจเข้าสู่ส่วน กลาง ทำให้การดำเนินงานล่าช้าและไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการ จัดการศึกษา

วิกฤตของประเทศไทยขณะนี้ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเตรียม กำลังคนให้มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 ได้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาไว้หลายมาตรา เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการ ศึกษาของชาติได้แก่

มาตรา 81 กำหนดให้มีกฎหมายการศึกษาของชาติ เพื่อปรับปรุงการศึกษา ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคม

มาตรา 43 กำหนดว่าบุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาอบรม ขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่าย

ซึ่งถึงแม้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะขยายโอกาสการศึกษา เป็น 12 ปี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กได้เข้าอยู่ในระบบการศึกษาให้นานมากขึ้นกว่าเดิม แต่การดำเนินการในการรักษาสิทธิด้านการศึกษาของประชาชนกลุ่มเป้าหมายตามที่ กฎหมายได้กำหนดไว้ ยังมีปัญหาในเรื่องต่อไปนี้ คือ

(1) การสร้างความเข้าใจให้เห็นความสำคัญและเกิดความตระหนักในสิทธิของตนเอง กล่าวคือ ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ในวัยศึกษาไม่ได้เข้ารับการ ศึกษาในระดับมัธยม สืบเนื่องมาจากปัญหาความยากจนซึ่งถึงแม้รัฐจะจัดระบบให้การสนับสนุนการศึกษาแบบให้เปล่า ก็ยังไม่แน่นักว่าจะได้รับการตอบสนอง ทั้งนี้เพราะ ประชาชนวัยดังกล่าวเป็นวัยที่สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

(2) ความพร้อมของรัฐในการจัดบริการด้านการศึกษา ทั้งนี้เพราะประเทศไทยอยู่ในช่วงประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐจึงมีข้อจำกัดในเรื่องของการขยายสถาน ศึกษา เพิ่มบุคลากรเพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนประชากร

(3) การรวบอำนาจการจัดการศึกษาและการบริหารจัดการไว้ที่ส่วนกลาง ในแทบจะทุกๆ ด้าน จึงทำให้เกิดปัญหาหลายประการด้วยกัน คือ

ก) ความล่าช้า ขาดประสิทธิภาพในการดำเนินการต่างๆ และการแก้ไขปัญหา

ข) ขาดความหลากหลายทางสังคม วัฒนธรรม ประเทศไทยประกอบด้วย ชุมชน ย่อยต่างๆ มากมาย ซึ่งแต่ละชุมชนมีลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ ที่แตกต่างกันสภาพปัญหาของแต่ละชุมชนไม่เหมือนกัน การรวบอำนาจไว้อย่างไม่เปิด โอกาสให้ประชาชน และชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ย่อมทำให้การศึกษามี นัยยะที่คับแคบ และไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง การศึกษา ลักษณะนี้จึงเป็นการศึกษาที่ตัดขาดจากชีวิตจริงไปโดยปริยาย ซึ่งแทบจะไม่ก่อให้เกิด ประโยชน์แก่ผู้เรียนแต่อย่างใด

ค) เป็นการดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน การรวบอำนาจ การจัด การศึกษาไว้ที่ส่วนกลางโดยไม่ยินยอมให้ประชาชนมีส่วนร่วมนั้น เป็นการบอกโดย กลายๆ ว่าประชาชนไม่มีความรู้ความสารมารถ ไม่สามารถจะอยู่ในฐานะที่จะถ่าย ทอดความรู้ หรืออบรมสั่งสอนบุตรหลานของตนได้ ทำให้ประชาชนขาดความภาค ภูมิใจในตนเอง

ง) เป็นการศึกษาแบบทางเดียว คือรับจากส่วนกลาง โดยที่ครอบครัว และชุมชน ไม่ได้ใช้และแสดงศักยภาพของตนแต่อย่างใด การแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศในระยะ ยาวจำเป็นต้องระดมความคิดที่หลากหลาย การเน้นที่แนวความคิดใดความคิดหนึ่ง เพียงความคิดเดียวย่อมไม่เกิดประโยชน์ อันใดในระยะยาว

จ) การศึกษาเป็นแบบเน้นการท่องจำเป็นหลัก ให้ผู้เรียนคิดคล้ายๆ กันอย่าง ขาดความหลากหลาย และใช้วิธีบังคับให้เชื่อทั้งโดยทางตรง และทางอ้อม และขาดจินตนาการ จึงทำให้ผู้เรียนขาดความเป็นตัวของตัวเอง ไม่รู้จักคิดและแก้ปัญหา ทั้งขาดความสุขในการเรียนรู้ ที่สำคัญก็คือ เนื้อหาการเรียนการสอนมีส่วนสัมพันธ์ กับความเป็นจริงในชีวิตค่อนข้างน้อย ทั้งขาดการกระตุ้นให้มีการท้าทายและแลกเปลี่ยน ในทางความคิด ดังเป็นที่ยอมรับกันว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระบบส่วนใหญ่ ขาดความ สามารถในการเผชิญหน้า ตอบรับ และแก้ปัญหาในชีวิต จริงได้

สังคมไทยปัจจุบันจึงค่อนข้างมีลักษณะที่หยุดนิ่ง ขาดศักยภาพในการเคลื่อนไปสู่ การกระทำที่มีพลังเคลื่อนไหวยืดหยุ่น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการท้าทายจากปัญหาใหม่ๆ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ยากที่จะตอบโต้ใน เชิงสร้างสรรค์ได้

(4) ครู อาจารย์ และสถานศึกษาใช้อำนาจกับเด็กเกินขอบเขต ยังผลให้มีการ ล่วงละเมิดสิทธิเด็กมากมาย

(5) ครู และอาจารย์บางคนไม่มีจรรยาบรรณทำให้มีการทำร้ายและละเมิด สิทธิเด็กหลายประการ

2. ในการจัดทำแผนปฏิบัติการแม่บทว่าด้วยสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา ได้กำหนดกรอบแห่งข้อตกลงว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ โดยถือว่า การจัดการศึกษาในประเทศไทยจักต้องวางอยู่บนพื้นฐานของการเคารพในศักดิ์ศรีของ ความเป็นมนุษย์ มีการเคารพในสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพของประชาชน ไม่มีการแบ่งแยก ชนชั้นวรรณะ สีผิว เชื้อชาติ เพศ ภาษา ศาสนา ฯลฯ

ในอดีตระบบการศึกษานั้นเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐในการปลูกฝังและกำหนด กรอบวิธีคิด ค่านิยมฯลฯ ให้แก่ประชาชน ดังนั้น ในปัจจุบันระบบการศึกษาจึงควรเป็น เครื่องมือของประชาชนที่กำหนดกรอบวิธีคิดและค่านิยมต่างๆ เห็นควรให้แนวการ จัดการศึกษาดำเนิน ไปตามหลักการดังต่อไปนี้

หลักแห่งความเสมอภาค

คนทุกคนที่อาศัยอยู่บนพื้นแผ่นดินไทยจักต้องได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่า เทียมกันทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพอย่างไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะและชาติพันธุ์ ไม่ว่า บุคคลผู้นั้นจะเป็นคนมั่งมี หรือยากจน หรือมีความบกพร่องในทางใดทางหนึ่งก็ตาม หรือเป็นชนกลุ่มน้อยที่ยังไม่ได้รับการรับรองในเรื่องการมีสัญชาติเป็นประชาชนชาวไทย จากทางราชการ หรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้โดยมีรัฐเป็นผู้สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือทั้งไม่ กีดกันไม่ว่าจะโดย ทางตรงหรือทางอ้อม

หลักแห่งเสรีภาพ

1. การจัดการศึกษาจักต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิและเสรีภาพส่วน บุคคล โดยการศึกษานั้นต้องยอมรับความหลากหลายของตัวบุคคล ต้องเข้าใจว่าบุคคล แต่ละคนย่อมมีความรู้ ความสามารถ ความถนัด ความชอบพอ ความสนใจ วิธีการแสวง หา รับรู้ เรียนรู้ และทำความเข้าใจแตกต่างกันออกไป ดังนั้นแนวการจัดการศึกษาจัก ต้องมีความหลากหลาย และเหมาะสมแก่คุณลักษณะของผู้เรียน ทั้งนี้และโดยที่การศึกษา ต้องเปิดกว้างให้ผู้เรียนมีเสรีภาพในทางความคิด ความเชื่อ รวมไปถึงการแสดงออกซึ่ง ความคิด ความเชื่อของตน อย่างปราศจากการครอบงำและบังคับไม่ว่าจะโดยทางใด ทางหนึ่ง ทั้งนี้คำว่าสิทธิและ เสรีภาพย่อมครอบคลุมถึงการมีสิทธิและเสรีภาพในการ เป็นตัวของตัวเอง ในการศึกษาเรียนรู้ตามความสมัครใจ และชอบใจของตน มีจินตนาการ และกำหนดเจตจำนงหรืออุดมการณ์ของตน โดยปราศจากการแทรกแซง บังคับ

2. การจัดการศึกษาจักต้องเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยตั้งอยู่ บนพื้นฐานของการเคารพในสิทธิ และเสรีภาพ ในความมีเอกลักษณ์ และความเป็นตัว ของตัวเองของแต่ละครอบครัวและชุมชน ทั้งนี้ โดยจักไม่เข้าไปครอบงำ ทำลาย บิดเบือน หรือก้าวก่ายแทรกแซงวิถีชีวิต ภาษา ค่านิยม ภูมิธรรม วัฒนธรรม หรือขนบธรรมเนียม ประเพณีด้วยประการทั้งปวง หากอุดหนุนและสนับสนุนให้ครอบครัวและ ชุมชนต่างๆ สามารถรักษาและพัฒนาระบบคุณค่าต่างๆ รวมไปถึงความคิดและความเชื่อ ของตนไว้ได้ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการเรียนรู้จักปัญหาและเรื่องราว รวมทั้งประวัติศาสตร์ของชุมชนด้วย ด้วยการส่งเสริมให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการ ศึกษา

ทั้งต้องมีหลักประกันว่า วัฒนธรรมท้องถิ่นต่างๆ จะไม่ถูกครอบงำโดยวัฒนธรรม ส่วนกลาง วิถีชีวิตของชนกลุ่มน้อยต่างๆ จักต้องได้รับการเคารพและเรียนรู้เพื่อนำ ภูมิปัญญาดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตสมัยใหม่

3. การจัดการศึกษาและสถานศึกษาต้องเคารพในสิทธิและเสรีภาพเรื่องการ นับถือศาสนา โดยปราศจากการบังคับ ครอบงำ ดูถูกเหยียดหยามหรือก่อความรู้สึก ที่ไม่ดีแก่บุคคลที่นับถือศาสนาที่ต่างไปจากศาสนาประจำชาติหรือศาสนาที่ผู้มีอำนาจ ในรัฐ หรือผู้มีหน้าที่จัดการศึกษานับถือเลื่อมใส ไม่ว่าจะโดยการจัดหลักสูตรก็ดี การ บริหารจัดการก็ดี ต้องอนุญาตและเปิดกว้างให้ผู้เรียนหรือผู้สอนสามารถเลือกนับถือ ศาสนาได้อย่างเสรี ให้ผู้เรียนได้สามารถเรียนรู้ศาสนาที่ผู้เรียนนับถือได้ และมีความ ภาคภูมิใจ ในศาสนาที่ตนเองนับถือ พร้อมกับที่ให้ผู้เรียนมีใจกว้างเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ไปยัง ศาสนาอื่นๆ ด้วย อย่างปราศจากการดูถูกเหยียดหยามหรือเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ด้วยการเปิด โอกาสให้สถาบันศาสนาและครอบครัวมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยเฉพาะในส่วน ของหลักสูตรเนื้อหาการเรียนการสอน

ในการนี้ ระบบการศึกษาและปรัชญาการศึกษาจักต้องวางอยู่บนรากฐานของการ มีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง การตัดสินใจที่สำคัญๆ จะต้องได้รับความเห็น พ้องต้องกันจากประชาชนวงกว้าง จะต้องรับฟังเสียงคัดค้าน ต้องเปิดให้มีการโต้แย้ง อภิปรายกันอย่างเต็มที่ นัยหนึ่งการจัดการศึกษาต้องตั้งอยู่บนฐานของการกระจาย อำนาจอย่างแท้จริง จึงจะเรียกได้ว่าเป็นระบบการศึกษาที่ตั้งอยู่บนรากฐานของมนุษยชน

หลักแห่งภราดรภาพ

เมื่อมนุษย์ได้รับความเสมอภาพและเสรีภาพแล้ว มนุษย์จำต้องเรียนรู้การอยู่ ร่วมกันอย่างสันติ เราจำเป็นต้องตระหนักว่ามนุษย์เป็นหน่วยชีวิตที่มิอาจดำรงสภาวะ ความเป็นอยู่ได้โดยลำพังโดดๆ หากชีวิตเป็นข่ายใยที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ชีวิตทุกหน่วย จำเป็นต้องพึงพาอาศัยกัน ซึ่งความสัมพันธ์นี้ไม่ได้หมายเฉพาะระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ด้วยกันเท่านั้น หากรวมถึงมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นและธรรมชาติด้วย

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

1. รณรงค์ให้ประชาชนคนไทยและคนที่อาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทยเห็นคุณค่าของการศึกษา และเห็นความจำเป็นในอันจะช่วยกันทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการ เรียนรู้

2. เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ และสร้างจิตสำนึกเกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมและ คุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่ทุกคนที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย และรณรงค์ให้ประชาชนทุก คน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม ในทุกพื้นที่ตระหนักในสิทธิทางการศึกษาว่าเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้รับการคุ้มครองและส่งเสริม

3. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนตระหนัก ถึงสิทธิดัง กล่าว ของประชาชน รวมทั้งมีความเข้าใจอย่างถูกต้องถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมของ ประชาชน ในการจัดการศึกษาพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน และกิจกรรม ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา

4. และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐ เอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการ จัดการศึกษา บุคคล ครอบครัว ชุมชน และสถาบันศาสนา มีส่วนร่วมในการจัดการ ศึกษาให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน บุคคล ชุมชน สังคม ศาสนา และประเทศให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในชีวิตจริง ทั้งในส่วนบุคคล ชุมชน สังคม ศาสนา และประเทศ

5. ให้มีเนื้อหาและหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอนเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้เป็นหนึ่งในเนื้อหาสำคัญของการจัดการศึกษาในทุกระดับ และทุกรูปแบบการศึกษา รวมทั้งมีทางเลือกใหม่ๆ ทางการศึกษา

6. หลักสูตรและเนื้อหารวมทั้งกระบวนการการเรียนการสอนที่อยู่บนฐานของการ เคารพในสิทธิและเสรีภาพแห่งภูมิปัญญาส่วนบุคคล ชุมชน ฯลฯ ด้วยการเปิดกว้างให้มี การท้าทายทางความคิดได้ มิใช่เป็นการบังคับและยัดเยียดให้เชื่อตาม

มาตรการดำเนินงาน

1. เร่งให้มีการศึกษาสาระสำคัญต่างๆ ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง พิธีสารเลือกรับแห่ง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง พิธีสารเลือกรับ ฉบับที่สอง แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมือง กติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือก ปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิใน การพัฒนา ปฏิญญาเวียนนาและแผน ปฏิบัติการ คณะกรรมการประสานงานองค์กร สิทธิมนุษยชน ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชน ชุมชนได้รับทราบและเข้าใจถึงสิทธิเสรีภาพ ของตน และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

2. เร่งให้มีการศึกษาเนื้อหาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่มีความเกี่ยวพันและผูกพันต่อทุกคน ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

3. เร่งให้มีการศึกษาเนื้อหาของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในอันที่จะเข้ามามีส่วน ร่วมและมีบทบาทในการจัดการศึกษา ดังมี

1.1 บททั่วไป

การศึกษา มีบทบาทสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศประชาชนทุกคน ต้องได้รับการศึกษาตลอดชีวิต และให้ทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการ จัดการศึกษา รวมทั้งต้องพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง การจัดการศึกษา ยึดหลักความมีเอกภาพด้านนโยบายความหลากหลายในการปฏิบัติ การกระจายอำนาจ ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา การกำหนด มาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษา การส่งเสริมมาตรฐาน การศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษา ส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู และพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง

1.2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา

บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย บุคคลผู้พิการผู้ด้อยโอกาส รวมทั้ง ผู้มีความต้องการพิเศษ บิดามารดา บุคคล ชุมชน และองค์การต่างๆ ที่จัดการศึกษา แบบศูนย์ได้รับสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาอบรมให้กับผู้เรียนด้วย

1.3 ระบบการศึกษา

การศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ผลการเรียนทั้งสามรูปแบบสามารถเทียบโอนกันได้ไม่ว่าจะเป็นผลมาจากสถานศึกษา เดียวกัน หรือไม่ สถานศึกษาจัดการศึกษาได้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้งสามรูปแบบ

การศึกษาในระบบมีสองระดับ คือ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับอุดม ศึกษา ให้มีการศึกษาภาคบังคับเก้าปี นับจากอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนย่างเข้าปีที่สิบหก การจัดการศึกษาจะได้หลากหลายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และให้มีกฎหมายว่า ด้วยการอาชีวศึกษา

1.4 แนวการจัดการศึกษา

การจัดการศึกษายึดหลักว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาตาม ธรรมชาติ ความสนใจ และเต็มตามศักยภาพ การจัดการศึกษาเน้นทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการ เรียนรู้ และบูรณความรู้ ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสังคม เพื่อการ พัฒนาทักษะต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้กำหนดหลักสูตรแกนกลางและสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น ให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลายในการประเมินผล ผู้เรียน และการจัดสรรโอกาสเข้าศึกษาต่อ

1.5 การบริหารและการจัดการศึกษา

ให้มีกระทรวงศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมมีหน้าที่ กำกับดูแลการศึกษา การ ศาสนา และวัฒนธรรมกำหนดนโยบายและมาตรฐานการศึกษาและสนับสนุนทรัพยากร โดย บริหารงานในรูปคณะบุคคล มีสื่อองค์กรหลัก คือสถานศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรมแห่งชาติ คณะกรรมการอุดมศึกษา คณะกรรมการขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการ ศาสนาและวัฒนธรรม

กระทรวงกระจายอำนาจการบริหารและจัดการศึกษา ไปยังเขตพื้นที่การศึกษาและ สถานศึกษาโดยตรง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิจัดการศึกษาได้ตามความพร้อม สถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาได้ทุกประเภท โดยรัฐส่งเสริมสนับสนุน และสิทธิ ประโยชน์อื่น

1.6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา

ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการ ศึกษาทุกระดับ หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดระบบการประกันคุณภาพภายใน รวมทั้งประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษาทุกปี และให้สำนักงานรับรองมาตรฐาน และ ประเมินคุณภาพการศึกษา พัฒนาเกณฑ์ วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และจัดให้ สถานศึกษาทุกแห่งได้รับการประเมินภายนอกอย่างน้อยหนึ่งครั้งทุกห้าปี

1.6.1 ครูและบุคลากรทางการศึกษา

ส่งเสริมวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงมีงบประมาณ และ กองทุนสำหรับพัฒนาครูคณาจารย์และบุคคลทางการศึกษาอย่างพอเพียงมี กฎหมายว่าด้วยเงินเดือน ค่าตอบแทนสวัสดิการฯ มีองค์กรอิสระกำหนดมาตรฐาน วิชาชีพครู รวมทั้งออก และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและผู้บริหารการศึกษา กระจายอำนาจการ บริหารบุคคลสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาให้ครูและบุคลากร ทางการศึกษา เป็นข้าราชการในสังกัดองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู

สำหรับสถานศึกษาระดับปริญญา ให้เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะของแต่ละแห่ง

1.7 ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา

ให้มีการระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน จากรัฐ และทุกส่วนของสังคม รวมทั้งต่างประเทศ มาใช้จัดการศึกษา สถานศึกษาที่เป็น นิติบุคคล มีอำนาจปกครอง ดูแลบำรุงรักษาให้และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน ของตน

รัฐจัดสรรงบประมาณให้กับการศึกษาในฐานะมีความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนา ที่ยั่งยืนของประเทศในรูปกองทุน เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายบุคคล และทุนการศึกษารวม ทั้งจัดให้มีระบบตรวจสอบ ติดตาม และประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการใช้จ่าย งบประมาณ

1.7.1 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

รัฐจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำ และโครงการสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการโทรคมนาคม และการสื่อสาร เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา ส่งเสริมการผลิตแบบเรียนและ สื่อต่างๆ อย่างเสรี พัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิตและผู้ใช้ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การผลิต เทคโนโลยีเพื่อการศึกษารวมทั้งระดมทุนเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อการศึกษา

บทเฉพาะกาล

1. บรรดากฎหมายและข้อบังคับ เกี่ยวกับการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม เดิมยังคงใช้บังคับได้ ซึ่งต้องไม่เกินห้าปี นับแต่วันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับ และ กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษา ยังคงมีฐานะ และอำนาจ หน้าที่ เช่นเดิมจนกว่าจะได้มีการดำเนินการตามกฎหมายนี้ ภายในเวลาไม่เกินสามปี

ให้จัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา เป็นองค์กรมหาชนเฉพาะกิจทำหน้าที่เสนอ ระบบ โครงสร้างการแบ่งส่วนงาน เรื่องการลงทุนเพื่อการศึกษา และบุคลากรทางการ ศึกษา ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อศึกษารวมทั้งเสนอร่างกฎหมายและปรับปรุงกฎหมาย และข้อบังคับต่างๆ ให้สอดคล้องกับกฎหมายนี้ให้แล้วเสร็จภายในเวลาสามปี

2. เร่งให้รัฐบาลมีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการปฏิรูปการศึกษาโดยเร็ว สำหรับประเด็นการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดไว้มีดังนี้

2.1 การปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้ "ผู้เรียนเป็นศูนย์ กลาง" เรียนอย่างมีความสุข
2.2 การจัดบริการทางการศึกษาสำหรับกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษ
2.3 การคืนอำนาจการจัดการศึกษาแก่ทุกกลุ่มในสังคม
2.4 คุณภาพและมาตรฐานการศึกษา
2.5 การกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการการศึกษา
2.6 ครูและผู้บริหารการศึกษา
2.7 ทรัพยากรเพื่อการศึกษา
2.8 สื่อและเทคโนโลยีการศึกษา
2.9 การอุดมศึกษา
2.10 การศึกษาขั้นพื้นฐาน

3. ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นำเสนอเรื่องการส่งเสริมและคุ้ม ครองสิทธิมนุษยชน เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ

3.1 ให้สถานศึกษาทุกระดับจัดทำหลักสูตรในการจัดการเรียนการสอน

- การศึกษาในระบบ นักเรียน นักศึกษา บรรจุหลักสูตรการศึกษาสิทธิมนุษยชนไว้ในทุก ระดับ
- การศึกษานอกระบบ กลุ่มเป้าหมายพิเศษ การอบรมพิเศษ สำหรับกลุ่มเฉพาะ เช่น การอบรม สำหรับแรงงาน การอบรมเลื่อนขั้น
- การศึกษาตามอัธยาศัย ประชาชนทั่วไป รณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจสิทธิ มนุษยชนพื้นฐาน

3.2 ให้มีการฝึกอบรมและให้ความรู้แก่ครู อาจารย์และผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษา ในเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง

3.3 ให้มีการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้เข้าใจง่ายและทันสมัย

3.4 ให้สถานศึกษามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรต่างๆ ให้สอด คล้องกับสภาพของท้องถิ่น

3.5 ให้มีการจัดทำข้อมูลกลางเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนเพื่อใช้ในการแลก เปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารระหว่างกัน ให้มีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสนับสนุนซึ่งกันและกัน

4. ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานเกี่ยวข้องด้านการประชาสัมพันธ์ทั้งของ ภาครัฐและ เอกชนเพื่อการเผยแพร่การพัฒนาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมและคุ้ม ครองสิทธิมนุษยชน ผ่านทางสื่อมวลชนทุกแขนงโดยนำเสนอในรูปของข่าวสาร บทความ สารคดีสั้น และสปอต

4.1 สื่อสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร แผ่นพับ ปฏิทิน สมุดฉีก การจัดนิทรรศการ โปสเตอร์ สติ๊กเกอร์
4.2 สื่อวิทยุ
4.3 สื่อโทรทัศน์
4.4 สื่อบุคคล
4.5 สื่อประเพณี สื่อท้องถิ่นต่างๆ
4.6 สื่อ Internet

ระยะเวลาดำเนินการ : ต่อเนื่องตลอดทั้งแผน

หน่วยงานที่รับผิดชอบ กระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา

3.1 สิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา
3.2 สิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรม
3.3 สิทธิมนุษยชนด้านอาชีพ
3.4 สิทธิมนุษยชนด้านการสาธารณสุข
3.5 สิทธิมนุษยชนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
3.6 สิทธิมนุษยชนด้านที่อยู่อาศัย
3.7 สิทธิมนุษยชนด้านสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่ม
3.8 สิทธิมนุษยชนด้านการได้รับข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
3.9 สิทธิมนุษยชนด้านสิทธิเสรีภาพด้านสื่อสารมวลชน
3.10 สิทธิมนุษยชนด้านการเมืองและการปกครอง
3.11 สิทธิมนุษยชนด้านศาสนา

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com