Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

สิทธิมนุษยชน

บทที่ 1 ปฐมบท
บทที่ 2 นโยบายสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
บทที่ 3 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน
บทที่ 4 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนตามกลุ่มเป้าหมาย
บทที่ 5 การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามสนธิสัญญา และแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ
บทที่ 6 การส่งเสริมการดำเนินงานสิทธิมนุษยชน
บทที่ 7 กลไกการบริหารการจัดการเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

บทที่ 4 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนตามกลุ่มเป้าหมาย

แผนปฏิบัติการแม่บทว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของเด็ก

ความหมายของ "เด็ก"

"เด็ก" ในที่นี้หมายถึง หญิงและชาย ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี (ตามอนุสัญญาสิทธิ เด็กและที่ใช้ในสากล)

I. เด็กทั่วไป

1. สิทธิเด็กในการได้รับการพัฒนาศักยภาพและความสามารถ

1.1 สภาพปัญหา

เด็กไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพและความสามารถให้เต็มที่และบริการการพัฒนาศักย ภาพยังไม่มีทั่วถึงเด็กทุกคน

1.2 สาเหตุของปัญหา

1.2.1 รัฐยังไม่สามารถปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนในโรงเรียน เนื่องจากวิธีการปรับปรุงที่แล้วๆ มา มุ่งเน้นไปในปัจจัยอื่นๆ มากกว่ากระบวนการการ เรียนการสอน เช่น การเพิ่มปริญญาของผู้สอน การเพิ่มปริมาณของผู้สอน การจัดให้มี สื่อการสอนโดยไม่มีการอบรมวิธีใช้สื่อการปรับปรุงหลักสูตรโดยไม่มีการฝึกอบรมวิธีการ ใช้หลักสูตร การไม่เน้นวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน ฯลฯ

1.2.2 เด็กที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้ทันผู้เรียนส่วนใหญ่ในชั้นเรียนหรือใน กลุ่มหรือเด็กที่เรียนช้าไม่ได้รับบริการจากผู้สอนที่จะเยียวยาแก้ไข โดยที่ผู้สอนอาจไม่ ตระหนักเยียวยาในปัญหาไม่เข้าใจในปัญหา ไม่มีความรู้และทักษะเกี่ยวกับการแก้ไข หรือผู้บริหาร ไม่ให้ความสำคัญเรื่องนี้

1.2.3 ขาดการกำหนดมาตรฐานคุณภาพที่เป็นสากล หรือเป็นที่ยอมรับ หรือเป็นที่เข้าใจตรงกัน และขาดการชี้นำหรือวิธีการที่จะบรรลุถึงมาตรฐานคุณภาพดัง กล่าว

1.2.4 บริการที่เอื้อต่อการพัฒนาความสามารถพิเศษ ความสามารถ เฉพาะทาง หรือพรสวรรค์ของเด็กมีไม่เพียงพอ โดยที่รัฐยังไม่มีนโยบายและความมุ่งมั่น ที่ชัดเจนและไม่มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบเพื่อการนี้ พร้อมทั้งยังไม่เห็นความ สำคัญเพียงพอที่จะจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ

1.2.5 ยังมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาในระบบ เช่น เด็กเร่ร่อน แรงงานเด็ก เด็กที่อยู่ในกลุ่มภาวะยากลำบากและเด็กด้อยโอกาส (โปรดดู II) ที่ระบบโรงเรียนปกติไม่สามารถตอบสนองได้ เนื่องด้วยยังขาดนวัตกรรมและขาด ทางเลือกใหม่ๆ ให้แก่เด็กเหล่านี้ เพื่อที่จะสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้

1.2.6 เด็กที่ต้องออกกลางคันจากสถานศึกษา ไม่ได้รับความสนใจจริง จัง หรือมีการติดตามเด็กเหล่านี้อย่างเป็นระบบเพื่อให้ความช่วยเหลือ

1.2.7 สื่อมวลชน ซึ่งเป็นการศึกษาตามอัธยาศัยไม่ได้มีบทบาทสำคัญ ในการเอื้อให้เด็กได้รับความรู้ ทักษะ และได้รับการพัฒนาศักยภาพและความสามารถ ต่างๆ เท่าที่ควร โดยที่สื่อมวลชนยังอาจคิดถึงผลประโยชน์อื่นๆ มากกว่าผลประโยชน์ที่ จะมีต่อเด็ก

1.2.8 บริการการพัฒนาศักยภาพของเด็กวัยต่ำกว่าระดับประถมศึกษา ยังขาดคุณภาพและความทั่วถึง เนื่องจากความหลากหลายของผู้จัดบริการที่ไม่มีเป้า หมายร่วมกันและขาดความตระหนังในการมีภารกิจร่วมกัน

1.3 ผลกระทบ

เด็กคืออนาคตของชาติ ถ้าขาดคุณภาพและไม่สามาระพัฒนาศักยภาพและความ สามารถได้อย่างเต็มที่แล้วชาติก็ไม่สามารถพัฒนาให้ก้าวหน้าให้ทันโลก หรือก้าวหน้า อย่างเต็มที่ที่สุดได้

นอกจากนี้ เด็กที่ไม่ได้รับการพัฒนาอาจเป็นตัวถ่วงต่อสังคมมิให้ประเทศใช้ ทรัพยากรไปในทางสร้างเสริมและสร้างสรรค์ได้ เพราะจะต้องนำมาใช้เยียวยาแก้ไข ปัญหา

1.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

1.4.1 ให้ผู้จัดการศึกษาแก่เด็กทุกระดับและประเภทของการศึกษา รับผิดชอบในการให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ หรือกระบวนการการเรียนการ สอนที่เพิ่มคุณภาพและพัฒนาศักยภาพและความสามารถของเด็ก

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงศึกษาธิการ (ทุกกรม) มหาวิทยาลัย รัฐและเอกชน กรุงเทพมหานคร เทศบาล เมืองพัทยา กระทรวงแรงงานและสวัสดิการ สังคม กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ)

1.4.2 พัฒนาองค์ความรู้และทักษะแก้ไขเยียวยาแก่เด็กที่เรียนช้าใน ลักษณะต่างๆ และฝึกอบรมผู้สอนให้สามารถช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ให้สามารถเรียน รู้อย่างเต็มที่ได้

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : เช่นเดียวกับ 1.4.1)

1.4.3 พัฒนานโยบาย แผนงาน และการปฏิบัติการที่พัฒนาผู้ที่มีความ สามารถพิเศษ ความสามารถเฉพาะทางหรือพรสวรรค์ สร้างองค์ความรู้และทักษะเกี่ยว กับเด็กกลุ่มนี้เพื่อส่งเสริมผู้สอน จัดบริการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง รวมทั้งการจัดสรร ทรัพยากร

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : เช่นเดียวกับ 1.4.1 รวมทั้งองค์การในรูปแบบ ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการวิจัย)

1.4.4 กำหนดมาตรฐานคุณภาพขั้นต่ำพร้อมทั้งเป้าหมายในอุดมคติ ในการพัฒนาคุณภาพของบริการในการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของเด็ก

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : เช่นเดียวกับ 1.4.1)

1.4.5 รัฐร่วมจัดและสนับสนุนทรัพยากรภาคเอกชนให้จัดบริการดูแล และบริการพัฒนาศักยภาพของเด็กที่อยู่ในภาวะยากลำบาก และเด็กด้อยโอกาสกลุ่ม ต่างๆ เพิ่มทางเลือกและนวัตกรรมในการจัดการศึกษา โดยรัฐมีหน้าที่ต้องตามและ ประเมินผล

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 1.4.1 รวมทั้งภาคเอกชน)

1.4.6 จัดให้มีกลไกและวิธีการติดตามเด็กที่ออกกลางคันจากสถานศึกษา และจัดการช่วยเหลือเป็นรายบุคคล

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 1.4.1 รวมทั้งภาคเอกชน)

1.4.7 จัดอัตราส่วนของเวลาหรือพื้นที่ของหน้ากระดาษหรือพื้นที่ใน space (?) ของสื่อทั้งหมดให้เป็นรายการของเด็ก

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 1.4.1 รวมทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี องค์การ ของสื่อมวลชนทุกแขนง)

1.4.8 จัดบริการพัฒนาศักยภาพเด็กวัยต่ำกว่าระดับประถมศึกษาที่มี คุณภาพตามข้อกำหนด โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการ รวมทั้งจัดให้มีแผน งานที่ชัดเจนร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาคเอกชน และชุมชนที่เกี่ยวข้อง

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 1.4.1 รวมทั้งภาคเอกชน องค์การบริหาร ส่วนตำบล (อบต). และคณะอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ หรือมีส่วนในการพัฒนาท้องถิ่น)

2. สิทธิเด็กในการได้รับการเลี้ยงดู ดูแลและการพัฒนาสุขภาพกาย และสุขภาพจิต

2.1 สภาพปัญหา

2.1.1 ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการตายของทารกแรกเกิดและการให้ภูมิคุ้มกัน โรคที่ยังไม่ครบถ้วนและทั่ว ถึงรวมทั้งด้านโภชนาการของเด็กที่ไม่เหมาะสมกับวัยและการ ไม่ได้กินนมแม่

2.1.2 เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้รับการดูแลและพัฒนาด้านสุขภาพจิต

2.2 สาเหตุของปัญหา

2.2.1 บิดามารดาและผู้ปกครองมีความรู้ไม่เพียงพอเกี่ยวกับการมีบุตร การดูแลบุตรในครรภ์ การเลี้ยงดูบุตรให้เหมาะสมตามวัยทั้งทางกายและทางใจ

2.2.2 บริการด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตยังไปไม่ถึงทุกครอบครัว เพราะขาดการปฏิบัติการที่ต่อเนื่อง ขาดความเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขาด การขานรับจากชุมชนและองค์กรชุมชน และขาดวิธีติดตามกรณี อย่างเป็นระบบเพื่อ ให้ความช่วยเหลือและการแนะนำ

2.2.3 ประชาชนโดยทั่วไปยังให้ความสนใจน้อยและให้ความสำคัญน้อย ด้านการพัฒนาสุขภาพจิตและการมีสุขภาพจิตดีของเด็ก

2.3 ผลกระทบ

2.3.1 คุณภาพทางกายของเด็กจะด้อยหรือขาดความสมบูรณ์ ทำให้เกิด การเจ็บป่วยและการตาย โดยทั้งๆ ที่เป็นเรื่องป้องกันได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเสียทรัพยากร มนุษย์ แทนที่ทรัพยากรมนุษย์นั้น จะมีพลังมารับใช้ประเทศชาติ

2.3.2 การมีสุขภาพจิตเสื่อมโทรมทำให้ขาดการมีความผาสุกและสันติสุข ในครอบครัว ในชุมชน และในสังคม อาจทำให้มีเรื่องความขัดแย้งและความรุนแรงได้

2.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

2.4.1 ให้ความรู้และบริการแก่บิดามารดาเพื่อให้ทารกอยู่รอดให้มาก ที่สุด เท่าที่จะทำได้

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร เทศบาลเมืองพัทยา องค์การชุมชน มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน สถานศึกษาระดับและ ประเภทอื่นๆ หน่วยงานเอกชน)

2.4.2 ให้ความรู้และรณรงค์ชักชวนบิดามารดา ผู้ปกครอง พร้อมจัด บริการที่เกี่ยวกับการให้ภูมิคุ้มกันโรคและที่เกี่ยวกับโภชนาการ พร้อมทั้งการให้ลูกได้กิน นมแม่

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : เช่นเดียวกับ 2.4.1)

2.4.3 ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิต และการมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่าง สมาชิก ในครอบครัว และระหว่างบุคคล โดยเฉพาะระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ รวมทั้งการจัดให้มีบริการแนะแนวและการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตและด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพกายและจิต ทั้งสำหรับเด็กและสำหรับครอบครัว

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : เช่นเดียวกับ 2.4.1 รวมทั้งกรมประชาสงเคราะห์ สำนักนายกรัฐมนตรี)

3. สิทธิเด็กในการนันทนาการ

3.1 สภาพปัญหา

3.1.1 เด็กส่วนใหญ่ได้รับการจำกัดในการมีนันทนาการตามความสนใจ และความถนัด

3.2 สาเหตุของปัญหา

3.2.1 มีความเข้าใจผิดว่ากิจกรรมนันทนาการเป็นเรื่องไม่จำเป็นสำหรับ ชีวิต หรือเป็นกิจกรรมที่ไม่เป็นประโยชน์และเป็นการสูญเปล่า ทั้งๆ ที่กิจกรรมนันทนา การและการเล่นที่ถูกต้องเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาเด็กทุกด้าน คือ กาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และ สังคม ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

3.2.2 มีองค์ความรู้ไม่เพียงพอเกี่ยวกับสาระของนันทนาการ และการจัด นันทนาการให้แก่เด็ก

3.2.3 ส่วนใหญ่ ภาครัฐจะถือไม่เป็นธุระในการจัดหานันทนาการให้แก่ เด็ก โดยคิดว่าเป็นกิจกรรมพิเศษที่บิดามารดาผู้ปกครอง ควรจัดหาให้แก่เด็กเอง หรือ ให้เด็ก แสวงหาเองตามยถากรรม

3.3 ผลกระทบ

3.3.1 เด็กขาดพัฒนาการรอบด้านอันเป็นผลจากการมีนันทนาการที่ดี ขาด ความเข้าใจเรื่องสุนทรียภาพ ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา การเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี การฝึก กล้ามเนื้อและทักษะเฉพาะต่างๆ รวมทั้งการฝึกให้เป็นคนสร้างสรรค์และเป็นคน มีความริเริ่ม

3.3.2 เด็กไม่รู้จักการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์

3.3.3 เด็กมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของผู้แสวงหาผลประโยชน์จากเด็ก อันได้ แก่ การใช้เวลาไปในทางเสียหายหรืออบายมุขต่างๆ

3.3.4 เด็กเสียโอกาสในการที่จะมีงานอดิเรกและพัฒนางานนันทนาการ เป็นอาชีพได้อีกทางหนึ่ง

3.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

3.4.1 จัดกิจกรรมนันทนาการให้แก่เด็กในรูปแบบที่หลากหลาย และทั่วถึง ทุกพื้นที่ (เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ การกีฬาและการออกกำลังกาย ศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม วรรณคดี การอ่าน การเดินป่า การจัดค่ายพักแรม ฯลฯ)

(กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน สถาบันการศึกษาอื่นๆ กระทรวงศึกษาธิการ การกีฬาแห่ง ประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคธุรกิจเอกชน ภาคเอกชน สมาคมต่างๆ องค์กรเด็กและองค์กรเยาวชน เทศบาล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วน ตำบล (อบต.) องค์การชุมชน สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง มหาดไทย สื่อมวลชน)

4. สิทธิเด็กในการมีส่วนร่วมและในการแสดงความคิดเห็น

4.1 สภาพปัญหา

4.1.1 เด็กถูกจำกัดในการมีส่วนร่วมและในการแสดงความคิดเห็น

4.2 สาเหตุของปัญหา

4.2.1 ในสังคมส่วนใหญ่ เด็กยังถูกมองว่าเป็นผู้ขาดประสบการณ์ ความคิด ยังเด็กไป มีบิดามารดาเป็น "เจ้าของ" ไม่สามารถคิดเองได้ หรือไม่สามารถ คิดได้ ยังตัด สินใจไม่เป็น ไม่มีความคิดเชิงหาผลและไว้วางใจไม่ได้ ซึ่งเป็นความเข้า ใจผิด ในเชิงหลัก วิชาและความเป็นจริง เพราะการเรียนรู้ที่จะคิดได้นั้น ต้องค่อยๆ ฝึกการคิดไปตามลำดับ และต่อเนื่อง และเด็กมีวุฒิภาวะในระดับของตนที่จะตัดสินใจได้ ในระดับของตนเช่นเดียวกัน

4.2.2 ผู้ใหญ่บางคนไม่เปิดโอกาสในการแสดงความคิดเห็นเลย ซึ่งหมาย รวมทั้งบิดามารดาผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ด้วยเห็นว่า ผู้ใหญ่มี "อำนาจ" ในการแสดง ความคิดเห็นแต่ฝ่ายเดียว ส่วนเด็กเป็นผู้รับฟัง ผู้เชื่อฟังและผู้ปฏิบัติตาม นอกจากนั้น ยังเชื่อว่า วิธีแก้ปัญหามีวิธีเดียว คือวิธีที่ผู้ใหญ่บอกเท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่น

4.2.3 ผู้ใหญ่บางคนเชื่อว่าการเปิดโอกาสให้เด็กในการมีส่วนร่วมและใน การแสดงความคิดเห็น เป็นการ "เสียเวลา" เพราะเน้น "ผล" เร็วมากกว่า "กระบวน การ" การเรียนรู้และการพึ่งตนเอง

4.3 ผลกระทบ

4.3.1 การไม่เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็น จะทำให้ เด็กคุ้นเคยต่อวิธีการที่ไม่ต้องคิด เพียงรับฟัง และเชื่อฟัง ทำให้ไม่สามารถคิดด้วยตน เองได้ พึ่งตนเองได้ หาข้อมูลด้วยตนเองได้ หรือกว่าจะทำอย่างนั้นได้ก็จะต้องใช้เวลา ยาวนาน จนไปถึงเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้สูญเสียพลังสร้างสรรค์และริเริ่มไปเป็นส่วนมาก

4.3.2 ทำให้การเรียนรู้เป็นความรู้ทางเดียวที่ไม่อยู่ในลักษณะปฏิสัมพันธ์ ซึ่งลักษณะอย่างหลังนี้จะทำให้การเรียนรู้มีความหมายต่อเด็กมากขึ้น และความเข้าใจ สภาพหรือปัญหาตลอดจนวิธีการแก้ไขปัญหานั้นคงทนและยืนยาว เป็นพื้นฐานสำคัญใน การเรียน รู้ลำดับต่อไป

4.3.3 ไม่สามารถใช้พลังความคิด การคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ที่เป็นนวัตกรรมจากเด็กได้

4.3.4 อาจทำให้เด็กเกิดเจตคติทางลบและค่านิยมไม่ถูกต้อง ถ้าไม่ให้เด็ก มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ และอาจไม่ได้รับความร่วมมือจากเด็ก ในระยะยาว

4.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

4.4.1 ให้โอกาสเด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมของครอบครัวและแสดงความ คิดเห็นในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับครอบครัว เฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเด็กเอง นอกจากนี้ครอบครัว พึงได้รับความรู้และการฝึกอบรมเกี่ยวกับเรื่องนี้

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 1.4.1, 2.4.1, 3.4.1)

4.4.2 ให้โอกาสเด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสถานศึกษา และแสดงความ คิดเห็นในเรื่องที่จะต้องเรียนรู้ ครูและผู้บริหารต้องเข้าใจปรัชญาและทักษะวิธีการจัดการ เกี่ยวกับเรื่องนี้

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 4.4.1)

4.4.3 ให้โอกาสเด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน และแสดงความคิด เห็น ในเรื่องของชุมชน

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 4.4.1)

4.4.4 เด็กทุกคนควรมีโอกาสได้รับข้อมูลข่าวสารทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม ศาสนา และวัฒนธรรมที่อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับวัย และสนับสนุน ให้มีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ดังกล่าว

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 4.4.1)

II. เด็กที่มีสิทธิได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ

1. เด็กที่ถูกทำร้าย

1.1 สภาพปัญหา

ปัญหาการกระทำทารุณกรรมและการทอดทิ้งเด็กเป็นปัญหาที่มีมานานในสังคมไทยและมี แนวโน้มรุนแรงขึ้นตามสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสังคมจากสังคมชนบทในลักษณะครอบครัว ใหญ่เป็นสังคมเมืองที่มีลักษณะของครอบครัวเดี่ยว และการเปลี่ยนแปลงจากสังคม เกษตร เป็นสังคมอุตสาหกรรม

1.2 สาเหตุของปัญหา

1.2.1 กระบวนการคุ้มครองเด็กได้รับความสนใจน้อย การดำเนินการเป็น ไป ในเชิงรับเพื่อแก้ปัญหาเมื่อปัญหาเกิดแล้วจึงเข้าแทรกแซงมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงรุก เพื่อการ ป้องกันไม่มีการเฝ้าระวังเพื่อติดตามดูแลเด็กอย่างเป็นระบบที่ให้อำนาจและ กำหนดหน้าที่ให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์กรเอกชนเข้าแทรกแซงเพื่อคุ้มครองเด็กก่อน ที่จะเกิดความเสียหายร้ายแรง

1.2.2 อำนาจปกครองเด็กตามกฎหมายปัจจุบันให้ความสำคัญและอำนาจ เด็ดขาดแก่บิดามารดา ในกรณีมีหลักฐานหรือมีข้อบ่งชี้ว่าเด็กถูกทำร้ายและมีแนวโน้มที่ อาจเป็นอันตรายในอนาคต เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจเข้าแทรกแซงแยกเด็กออกมาคุ้ม ครองตรวจสอบเป็นการชั่วคราว หรือเพิกถอนอำนาจการปกครองชั่วคราวเพื่อให้เด็ก ได้รับความคุ้มครองโดยเร่งด่วนและดำเนินการแก้ไขปัญหาของบิดามารดาผู้ปกครองเสีย ก่อน คงทำได้แต่เพิกถอนอำนาจปกครองเป็นการถาวรได้กรณีเดียวและต้องใช้เวลาใน การดำเนินการนาน โดยไม่เปิดทางเลือกที่อาจเหมาะสมกับเด็กมากกว่า

1.2.3 กระบวนการสืบสวนสอบสวนกรณีเด็กที่ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำ ความผิด ทำเพื่อใช้ยืนยันการกระทำความผิดและลงโทษผู้กระทำความผิดเท่านั้น ไม่ได้ทำการสอบสวนในประเด็นความเสียหายทางจิตใจของเด็กเพื่อประกอบการพิจารณา คดี และใช้เป็นข้อมูลในการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเด็กให้กลับสู่สภาพปกติทั้งโดย กระบวนการ ยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือฟื้นฟู

1.2.4 ไม่มีการสร้างฐานข้อมูลที่เป็นระบบเพื่อเก็บและประสานข้อมูลเด็ก ที่เข้ามาในระบบกระบวนการยุติธรรมได้อย่างครบถ้วนและถูกต้องโดยมีศูนย์กลางรวบ รวมและแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้อย่างได้ผลและต่อเนื่องในการ ช่วยเหลือเด็ก

1.2.5 เด็กที่ตกเป็นเหยื่อของกระบวนการค้าหญิงและเด็กหรือกระบวนการ ค้าประเวณีเด็ก กระบวนการยุติธรรมขาดความอ่อนไหวในการใช้ดุลพินิจพิจารณา ดำเนินการกับเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำผิดในฐานะเป็นผู้เสียหาย แต่กลับดำเนิน การกับผู้เสียหายในฐานะผู้กระทำผิดด้วย เช่นการดำเนินการในฐานะเป็นโสเภณี หรือใน ความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง แม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติมาตรการปราบ ปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. 2540 มาตรา 11กำหนดไว้ให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ ดุลพินิจช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นผู้เสียหาย

1.2.6 กรณีที่ผู้กระทำผิดต่อเด็กเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับเด็กหรือ ครอบครัวเด็ก เช่น พ่อแม่ พ่อเลี้ยง แม่เลี้ยง หรือญาติใกล้ชิด เด็กได้รับความกดดันจาก ความขัดแย้งรุนแรงทั้งทางกายและจิตใจจากความสัมพันธ์ในครอบครัว แม้ในกรณีที่ผู้ กระทำผิด ได้รับโทษถึงที่สุดแล้ว หลังพ้นโทษผู้กระทำผิดต้องกลับมาเผชิญหน้าและต้อง อยู่ร่วมกันกับ ผู้เสียหายอีก กระบวนการไม่ได้กำหนดกลไกทางเลือกอื่นในการแก้ปัญหา นอกจากการดำเนินคดี และไม่มีระบบการติดตาม ช่วยเหลือเด็กในระยะยาว ไม่มีระบบ ช่วยเหลือโดยนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์

1.2.7 การดำเนินคดีอาญาในกรณีที่เด็กเป็นผู้เสียหายจากการกระทำ ความผิดโดยเฉพาะจากการกระทำความผิดทางเพศและจากการกระทำรุนแรง เด็ก ได้รับบาดเจ็บและมีอาการทางจิตต้องการความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยาหรือนัก สังคมสงเคราะห์ในการปรับสภาพจิตใจของเด็ก ผู้เสียหาย รวมทั้งความช่วยเหลือดูแลใน ระหว่างการดำเนินคดี

1.2.8 ผู้เสียหายที่เป็นเด็กต้องให้การซ้ำกันหลายครั้งโดยไม่จำเป็น และ ต้องเผชิญหน้ากับผู้กระทำผิดในการชี้ตัวและในการเบิกความในศาล

1.2.9 กระบวนการดำเนินคดีอาญาที่ล่าช้า โดยเฉพาะในคดีที่เด็กเป็น ผู้เสียหายทำให้เกิดปัญหามากมายเนื่องจากเด็กมีความจำระยะสั้น และเด็กเป็นผู้ที่อ่อน แออยู่ในฐานะที่จะถูกข่มขู่ได้ง่าย กระบวนการยุติธรรมไม่มีระบบการคุ้มครองพยาน ในคดีอาญาที่ถูกข่มขู่ ผู้กระทำความผิดมักใช้การถ่วงเวลาในการดำเนินคดีเพื่อให้เด็ก มีปัญหาในการเป็นพยาน

1.2.10 ตามหลักการของกฎหมายละเมิดเด็กที่ถูกกระทำผิดได้รับความ เสียหายสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ แต่ในความเป็นจริงเด็กไม่สามารถฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายได้เพราะกระบวนการฟ้องร้องที่ยุ่งยากและต้องเสียค่าใช้จ่าย

1.2.11 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดเรื่องการเลิกรับบุตรบุญธรรม ในลักษณะเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรม การเลิกรับบุตรบุญธรรมในกรณีที่เด็กที่เป็น บุตรบุญธรรมเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ผู้รับบุตรบุญธรรมสามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอเลิก รับบุตรบุญธรรมเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้กำหนดเหตุที่จะให้เลิกได้ ต่างจากการรับ บุญธรรมในกรณีอื่น การเลิกรับบุตรบุญธรรมต้องได้รับความยินยอมจากบุตรบุญธรรม หรือบิดามารดาของบุตรบุญธรรมนั้น หรือต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาลโดยต้องมีเหตุที่ กำหนดไว้ในกฎหมายเท่านั้น

1.2.12 ในกรณีที่เด็กได้รับอันตรายจากการกระทำความผิดโดยเฉพาะ เด็กที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม เด็กมีโอกาสต่อการถูกกระทำซ้ำอีก ไม่ว่าจาก สภาพครอบครัว สภาวะแวดล้อมหรือชุมชนที่ไม่มีความปลอดภัย และเด็กไม่รู้จัก ประเมินอันตราย

1.2.13 นอกจากเด็กผู้เสียหายได้รับความบอบช้ำจากการกระทำผิดแล้ว เด็กยังได้รับอันตรายจากการเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่ไม่รับผิดชอบในลักษณะที่ทำให้ สาธารณชนรู้ตัวผู้เสียหายซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อเด็กในระยะยาว

1.2.14 เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลเด็กหรือรับผิดชอบในการดำเนิน คดีที่เด็กเป็นผู้เสียหายไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายของเด็กและให้ความร่วมมือกับสื่อมวลชนหรือไม่ห้ามปรามสื่อมวลชนในการเข้าถึงตัวเด็กหรือข้อมูลเกี่ยวกับเด็กทำให้ข้อมูล หรือภาพถ่ายของเด็กไปปรากฏต่อสาธารณชนผ่านสื่อมวลชน และเป็นผลเสียหายต่อ เนื่องระยะยาว เป็นการซ้ำเติมเด็กให้ได้รับความกระทบกระเทือนจากการเผยแพร่ข่าว โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพจิตใจเด็กและผลประโยชน์ของเด็ก

1.3 ผลกระทบ

1.3.1 ทำให้ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่จะรับผิดชอบและระบบในการสอดส่องดูแล เด็กที่มีสิ่งบอกเหตุว่าเด็กจะได้รับอันตรายร้ายแรงจากการถูกทำร้าย เป็นผลให้เด็กได้รับ อันตรายซึ่งบางครั้งไม่สามารถเยียวยาได้หรือทำได้ยาก เด็กเหล่านี้จะได้รับผลกระทบ ทางจิตใจอย่างรุนแรงและทำให้กลายเป็นเด็กที่มีปัญหาต่อเนื่องซึ่งการแก้ไขในภายหลัง เป็นเรื่องยากและเป็นภาระแก่สังคมมากกว่าการลงทุนด้านการป้องกันอย่างมากมาย

1.3.2 กฎหมายและระบบปัจจุบันไม่เปิดทางเลือกให้เจ้าหน้าที่เพิกถอน อำนาจปกครองชั่วคราวโดยใช้อำนาจฝ่ายบริหารภายใต้การตรวจสอบของศาลหรือโดย อำนาจศาลโดยตรง ทำให้ไม่สามารถช่วยเด็กได้ทันท่วงที ทำให้เด็กได้รับอันตรายและ ในบางกรณีไม่เหมาะสมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งวิธีการเพิกถอนอำนาจปกครองชั่วคราว มีความเหมาะสมมากกว่า เจ้าหน้าที่มีความลังเลใจในการใช้มาตรการเพิกถอนอำนาจ ปกครองถาวรซึ่งมีผลกระทบสูงและไม่เหมาะสมในหลายกรณี

1.3.3 การลงโทษผู้กระทำความผิดอาจไม่เหมาะสมกับการกระทำเพราะ ไม่ได้ข้อมูลด้านความเสียหายทางจิตใจและผลกระทบทางใจต่อเด็กในอนาคตระยะยาว และไม่มีข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการบำบัดฟื้นฟูเด็กผู้เสียหาย

1.3.4 การแก้ไขปัญหาเด็กเป็นการกระทำโดยขาดข้อมูลหรือแต่ละหน่วย ต้องจัดทำ ข้อมูลที่ซ้ำซ้อนและอาจไม่สอดคล้องต้องกัน ทำให้การแก้ปัญหาเด็กไม่ได้ผล

1.3.5 การดำเนินคดีกับผู้เสียหายในความผิดที่ไม่สำคัญ ทำให้ผู้เสีย หายหวาดกลัว ไม่เข้าขอความช่วยเหลือและร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำให้ไม่สามารถ ปราบปรามตัวการที่แท้จริงในการกระทำความผิด ผู้กระทำความผิดได้ใจและกระทำ ความผิดได้อย่างต่อเนื่อง เด็กถูกกดดันให้ ตกอยู่ใต้การควบคุมของผู้กระทำความผิด

1.3.6 เด็กได้รับความกดดันมากในการร่วมมือกับรัฐเพื่อดำเนินคดีกับ บุคคลในครอบครัวโดยรัฐไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเท่าที่ควร เด็กถูกมองว่าเป็นผู้ก่อเหตุ เดือดร้อน เป็นศัตรูกับบุคคลในครอบครัวและยังต้องเผชิญหน้ากับผู้กระทำผิดและ บุคคลในครอบครัวคนอื่นๆ โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ

1.3.7 การไม่มีระบบการให้ความช่วยเหลือเด็กในคดีที่การกระทำมีผล กระทบทางจิตของเด็กอย่างรุนแรง เด็กไม่ได้รับความช่วยเหลือ บางกรณีเด็กอยู่ในภาวะ ไม่สามารถให้การได้ ทำให้ไม่ได้รับข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมการ ดำเนินคดีมีส่วนซ้ำเติมทำร้ายเด็กมากขึ้นเป็นการทำร้ายเด็กซ้ำ ทำให้เด็กไม่ขอความ ช่วยเหลือจากรัฐ ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

1.3.8 ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเจ็บปวดจากการเผชิญหน้ากับผู้กระทำ ความผิดและอยู่ในฐานะลำบาก เด็กเกิดความกลัวและไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมไม่มีระบบการคุ้มครองพยานอย่างเป็นรูปธรรม

1.3.9 การถ่วงเวลาของผู้ต้องหามีส่วนทำให้คดีล่าช้าและเด็กไม่สามารถ จำรายละเอียดในการกระทำผิด ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่รอดพ้นจากการถูกลงโทษโดยใช้วิธี การถ่วงเวลา ทำให้เด็กไม่มาเบิกความ หรือติดสินบนทำให้เด็กไม่มาศาล หรือกลับคำ เบิกความ

1.3.10 เด็กไม่ได้รับค่าเสียหายที่ควรจะได้จากผู้กระทำความผิดเพื่อ นำไปใช้บำบัดรักษาและเยียวยาความเสียหายที่ได้รับ ผู้กระทำผิดไม่ต้องชดใช้ค่าเสีย หายจากการกระทำของตน

1.3.11 การกำหนดให้ผู้รับรับบุตรบุญธรรมยื่นคำร้องฝ่ายเดียวต่อศาล เพื่อเลิกรับบุตรบุญธรรมได้นั้น ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อเด็กที่ถูกทอดทิ้งและ ทำให้เด็กเสียโอกาสในการเป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ผู้รับบุตร บุญธรรมขาดความยั้งคิดในการรับบุตรบุญธรรมและไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของตน

1.3.12 เด็กอาจถูกกระทำซ้ำอีกโดยไม่มีการติดตามไปดูแลช่วยเหลือ หรือให้ความรู้กับเด็กและชุมชนที่เด็กอยู่ในการป้องกันการกระทำผิดต่อเด็ก ปัจจัยเสี่ยง ที่ยังคงมีอยู่ ทำให้เด็กถูกทำร้ายซ้ำอีก

1.3.13 เด็กตกเป็นเป้าความสนใจของสาธารณะและได้รับความกดดัน จากความอับอาย อันเป็นการทำร้ายเด็กอย่างรุนแรง

1.3.14 เด็กมีความรู้สึกว่ารัฐทำให้เด็กได้รับความอับอายและไม่คุ้ม ครองเด็กจากความเจ็บปวด ทำให้เด็กไม่ไว้วางใจและไม่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือรู้สึกว่าการเป็นข่าวในสื่อมวลชนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินคดีอาญา และไม่ควรเข้าแจ้งความ

1.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

1.4.1 ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเป็นการเฉพาะเพื่อเข้าไปดูแล แทรกแซงและช่วยเหลือเด็กในกรณีที่มีสิ่งบอกเหตุว่าเด็กอาจถูกทำร้ายโดยการให้เจ้าหน้าที่ มีอำนาจในการเข้าไปช่วยเหลือนำเด็กมาคุ้มครองและสังเกตการณ์เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจะ ปลอดภัยหากให้กลับไปอยู่กับผู้ปกครอง และหากมีปัญหาทางด้านผู้ปกครองต้องจัดการ แก้ไขปัญหาของผู้ปกครองด้วยวิธีการให้บริการแนะแนวและการให้คำปรึกษาในการแก้ ปัญหาแก่ผู้ปกครองเด็ก

แก้กฎหมายให้เจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าไปดูแลและแทรกแซง เช่น กฎหมาย สวัสดิภาพเด็ก

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวง สาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานส่งเสริมและ ประสานงานเยาวชนแห่งชาติ องค์กรเอกชน)

1.4.2 แก้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนที่ว่าด้วยอำนาจปกครองให้ สามารถเพิกถอนอำนาจการปกครองเป็นการชั่วคราวได้ หรือระบุในกฎหมายว่าด้วย สวัสดิภาพเด็กให้ใช้วิธีการชั่วคราวได้

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานส่งเสริมและประสานงาน เยาวชนแห่งชาติ องค์กรเอกชน)

1.4.3 แก้กฎหมายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและระเบียบ ปฏิบัติให้ต้องมีการ ประเมินผลความเสียหายทางด้านจิตใจโดยแพทย์หรือนักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญ และใช้ในการพิจารณาคดี ตลอดจนใช้ในการบำบัดฟื้นฟูผู้เสียหายทั้งใน ระยะสั้นและระยะยาว

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวง สาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงยุติธรรม ศาล ยุติธรรม องค์กรเอกชน)

1.4.4 กำหนดในกฎหมายสวัสดิภาพเด็กให้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็น หน่วยงานกลางในการกำหนดข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาเด็ก และให้หน่วย งานที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือเก็บข้อมูลตามที่ได้กำหนดไว้โดยทุกหน่วยงานสามารถ เรียกใช้ข้อมูลจากหน่วยงานกลางเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับและเป็น ประโยชน์ต่อเด็ก

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวง สาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด ศาล ยุติธรรม หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และองค์กรเอกชน)

1.4.5 กำหนดระเบียบและวิธีปฏิบัติในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ตกเป็น ผู้ เสียหายให้ชัดเจนและจริงจังอย่างเป็นระบบ ให้มีการประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วย งาน ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งการส่งตัวกลับประเทศต้นทางอย่างปลอดภัย

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงยุติธรรม ศาลยุติธรรม กระทรวงการ ต่างประเทศ และองค์กรเอกชน)

1.4.6 การแก้ปัญหาจำต้องหาทางเลือกอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การบังคับ ให้ผู้กระทำผิดต้องรับการบำบัดรักษาหากเป็นความผิดปกติทางจิต มีระบบการสนับสนุนให้ เด็กได้รับความช่วยเหลือจากความกดดันและความขัดแย้ง รวมทั้งการให้ความสงเคราะห์ใน กรณีจำเป็น

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรเอกชน)

1.4.7 คดีบางประเภทรัฐต้องจัดให้เด็กได้รับความช่วยเหลือในการดูแล สภาพความบาดเจ็บทางใจจากการถูกกระทำโดยจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือนักสังคม สงเคราะห์เพื่อช่วยเหลือเด็กให้สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมได้เพื่อให้ได้ข้อ เท็จจริงที่ถูกต้องและแท้จริง และรัฐต้องจัดบุคคลดังกล่าวช่วยเหลือเด็กตลอดการดำเนิน คดี

แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้นักจิตวิทยาและ นักสังคมสงเคราะห์เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายที่เป็นเด็กในการดำเนินคดี

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวง สาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงยุติธรรม ศาล ยุติธรรม)

1.4.8 แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อให้มีนำเอา กระบวนการใช้วีดีทัศน์มาใช้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวน และใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิด เพื่อทำการสืบพยานในศาลโดยไม่ให้เด็กเผชิญหน้ากับผู้กระทำความผิด การชี้ตัวต้อง ไม่ให้ผู้ต้องหาเห็นผู้เสียหาย

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด)

1.4.9 ต้องเร่งรัดการดำเนินคดีในกรณีที่เด็กเป็นผู้เสียหายในคดีบาง ประเภท โดยเฉพาะที่ผู้ต้องหาเป็นผู้มีอิทธิพล เช่นในกรณีที่เด็กถูกนำมาค้าประเวณี หรือในกรณีการค้า หญิงและเด็ก ซึ่งอาจนำวิธีการสืบพยานไว้ก่อนมาใช้ในการสืบพยาน เด็กผู้เสียหายเพื่อเป็นการป้องกัน และต้องจัดให้มีระบบการคุ้มครองพยานตามที่บัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ

แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้เร่งรัดคดีที่เด็กเป็นผู้เสียหาย หรือให้มีการสืบพยานเด็กไว้ก่อนเพื่อให้เด็กได้เบิกความและให้ข้อเท็จจริงต่อศาลไว้ในระยะ เวลาที่เด็กยังจำเหตุการณ์ได้ดี บัญญัติกฎหมายในเรื่องการคุ้มครองพยานตามที่กำหนด ไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวน การ)

1.4.10 แก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อให้ศาลที่พิจารณา คดีอาญาสั่งจ่ายค่าเสียหายให้ผู้เสียหายไปพร้อมกับพิพากษาคดีอาญาหรือให้มี การพิสูจน์ค่าเสียหายต่อเนื่องไปในคดีอาญานั้นเองในกรณีที่เด็กเป็นผู้เสียหาย

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวน การ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม)

1.4.11 แก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยกเลิกการร้องขอเลิกรับ บุตรบุญธรรมฝ่ายเดียวในกรณีที่เด็กนั้นเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้งให้การปฏิบัติเป็นธรรมและ เท่าเทียม กันไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เป็นผลร้ายต่อเด็ก

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม)

1.4.12 ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันป้องกันไม่ให้เด็กถูกกระทำซ้ำอีก โดย การดูแลสภาพแวดล้อมของเด็กให้แน่ใจว่าเด็กปลอดภัยหากอยู่ที่นั้น หากไม่เป็น การปลอดภัยต้องและไม่สามารถขจัดปัจจัยเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายซ้ำ รัฐต้องจัดหาที่ที่ ปลอดภัยให้เด็กได้พักพิงและแก้ไขปัญหาปัจจัยเสี่ยงก่อนการส่งเด็กกลับไปอยู่ในสังคม เดิม หรือจัดที่อยู่ถาวร ให้เด็กในกรณีที่ไม่อาจแก้ไขให้สถานที่เดิมของเด็กปลอดภัยต่อ เด็ก

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม)

1.4.13 ต้องบัญญัติกฎหมายห้ามมิให้เสนอข่าวในลักษณะที่จะเปิดเผย ข้อมูล หรือรูปภาพทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวที่จะทำให้บุคคลได้เห็นหรือรู้ว่าเด็ก ผู้เสียหายเป็นผู้ใด

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม)

1.4.14 ต้องมีข้อกำหนดในกฎหมายดังที่กำหนดในข้อ 1.4.13 โดย นอก จากเน้นเรื่องของสื่อแล้วต้องมีข้อห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปกป้องคุ้มครองเด็ก จากสื่อมวลชนด้วย และกำหนดในระเบียบหากเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการไม่สมควรใน การปกป้องเด็กจาก สื่อมวลชนจะต้องได้รับการลงโทษทางกฎหมายหรือทางวินัยอีกด้วย

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ: หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม)

2 เด็กกระทำผิด

2.1 สภาพปัญหา

เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ถือว่าเป็นอาชญากรโดยสันดานแต่เป็นเยาวชนที่หลงผิด กระทำความผิดเนื่องจากวุฒิภาวะยังไม่เป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักรับผิดชอบอย่างเต็มที่ สังคม ต้องให้โอกาสเด็กเหล่านี้ในการกลับเป็นพลเมืองดีและทรัพยากรอันมีค่าของสังคม ดังนั้นนานา ประเทศจึงกำหนดวิธีพิจารณาคดีเด็กที่กระทำความผิดเป็นกรณีพิเศษให้ ต่างจากการกระทำ ความผิดโดยผู้ใหญ่ สภาพสังคมในปัจจุบันมีเด็กกระทำความผิด มากขึ้นจากกระบวนการยั่วยุต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นในสังคม เด็กที่ตกเป็นผู้กระทำผิดต้องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมซึ่งมี วิธีปฏิบัติแตกต่างกันระหว่างพื้นที่ที่อยู่ใน เขตอำนาจศาล เยาวชนและครอบครัวและเด็กที่กระทำผิดในเขตพื้นที่ที่ไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัว นอกจากนั้นสิทธิต่าง ๆ ของเด็ก ยังไม่ได้รับการคุ้มครองได้ครบถ้วนตามสถานะเด็ก ที่เด็กกระทำผิดควรจะได้รับ

2.2 สาเหตุของปัญหา

2.2.1 ศาลเยาวชนและครอบครัวไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ มีศาล เยาวชนและครอบครัวเพียง 27 แห่ง ทำให้การปฏิบัติต่อเด็กที่กระทำความผิดไม่เท่า เทียมกัน เด็กที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวต้องขึ้นศาลจังหวัดหรือ ศาลแขวงและ ต้องใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่กระทำผิด

2.2.2 เด็กที่ตกเป็นผู้กระทำความผิดนั้นไม่ว่าจะอยู่ในเขตอำนาจศาล เยาวชน และครอบครัว ในศาลจังหวัด หรือในศาลแขวง กฎหมายกำหนดว่าในการ พิจารณาคดีในศาลจังหวัดศาลจะต้องถามเด็กที่เป็นจำเลยว่ามีทนายและต้องการทนาย หรือไม่ หากไม่มี ศาลต้องตั้งให้ และในศาลเยาวชนและครอบครัวแม้จะมีข้อห้ามไม่ให้ ศาลตั้งทนายแต่ศาล ต้องตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้เด็กที่เป็นจำเลยในการแก้ต่างคดี แต่ การตั้งทนายหรือที่ปรึกษากฎหมายนั้นจะตั้งให้ในชั้นพิจารณาเท่านั้น ไม่ได้ตั้งให้ตั้งแต่ เมื่อเด็กถูกจับกุม

2.2.3 ในการดำเนินคดีกับเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถสื่อสารกับกระบวน การ ยุติธรรมได้เพราะมีปัญหาเรื่องภาษาหรือเพราะเป็นใบ้ กฎหมายกำหนดให้รัฐจัดหา ล่ามให้ เพื่อให้สามารถสื่อสารกับผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ แต่ในทางปฏิบัติการจัดล่ามให้ นั้นเพื่อให้ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมสามารถสื่อสารกับผู้ต้องหาหรือจำเลยเมื่อ จำเป็นต้องสื่อสาร ไม่ได้จัดล่ามให้ตลอดเวลาเพื่อให้เด็กเข้าใจกระบวนการพิจารณา ทั้งหมดเพื่อให้เด็กมีโอกาส ต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่

2.2.4 บุคลากรที่เกี่ยวข้องดูแลเด็กและเยาวชนที่สำคัญ 3 กลุ่ม

ก. พนักงานคุมประพฤติยังมีไม่เพียงพอ บางส่วนไม่ได้รับการศึกษา อบรม มาโดยตรงด้านสังคมสงเคราะห์

ข. ผู้พิพากษาสมทบ ซึ่งโดยหลักการมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาผู้เชี่ยวชาญ ใน ปัญหาด้านเด็กหรือมีความเข้าใจเด็กเป็นอย่างดีเป็นที่ยอมรับมาช่วยผู้พิพากษาปกติ ซึ่งอาจ ไม่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการแก้ปัญหาเด็กกระทำผิด แต่ระบบการสรรหาผู้ พิพากษา สมทบไม่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว

ค. แพทย์และนักจิตวิทยา ในบางกรณีที่เด็กมีปัญหามากจำเป็นต้องใช้ผู้ เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น จิตแพทย์เด็ก และนักจิตวิทยาเด็กโดยเฉพาะ ซึ่งบุคลากรทาง ด้านนี้มีไม่เพียงพอและอาจไม่ได้พัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเนื่องจากสภาพที่ไม่ เอื้อต่อการพัฒนา

2.2.5 เด็กที่กระทำผิดต้องรอการพิจารณาคดีและการสืบเสาะซึ่งใช้เวลา นาน ในการดำเนินคดี เด็กที่ไม่สามารถประกันตัวได้ต้องถูกควบคุมตัวไว้เป็นระยะเวลา นาน

2.2.6 ประมวลกฎหมายอาญากำหนดให้ศาลใช้ดุลพินิจในการที่ลดโทษ แก่ บุคคลอายุเกินกว่าสิบเจ็ดปีแต่ไม่เกินยี่สิบปีหรือไม่ก็ได้ หากศาลใช้ดุลพินิจไม่ลด โทษ เด็กอายุเกินกว่าสิบเจ็ดปีแต่ต่ำกว่าสิบแปดปีอาจถูกลงโทษประหารชีวิตได้

2.3 ผลกระทบ

2.3.1 เยาวชนที่อยู่นอกเขตศาลเยาวชนและครอบครัวต้องถูกดำเนินคดี โดย ไม่ได้รับประโยชน์จากกระบวนการที่กำหนดไว้สำหรับเด็ก ต้องถูกควบคุมตัวร่วมกับ ผู้ใหญ่ ในสถานที่คุมขังและในเรือนจำรวมกับผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นการผิดหลักการและเป็นการ ละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

2.3.2 เด็กไม่ได้รับการช่วยเหลือจากทนายหรือที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่ ต้น ทำให้เด็กไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ทั้งที่ในชั้นสอบสวนนั้นเป็นช่วงที่สำคัญ ยิ่ง โดย เฉพาะในการให้การของเด็กต่อพนักงานสอบสวน

2.3.3 เด็กที่ไม่สามารถเข้าใจภาษาที่ใช้ในกระบวนการพิจารณา เพราะ ไม่ได้รับการจัดหาล่ามให้ตลอดการดำเนินคดี ทำให้ไม่เข้าใจความเป็นไปในการดำเนิน คดีและสามารถต่อ สู้คดีได้อย่างเต็มที่

ก. พนักงานคุมประพฤติที่มีน้อยไม่เพียงพอและบางส่วนไม่ได้รับการ ศึกษา อบรมทางด้านสังคมสงเคราะห์เพื่อให้เข้าใจสภาวะของเด็กและสภาพแวดล้อมที่ มีผลต่อการ กระทำความผิดของเด็กโดยเฉพาะการทำรายงานสืบเสาะข้อเท็จจริงที่ใช้ ประกอบในการพิจารณาคดีเด็กกระทำผิดทำให้ศาลได้รับรายงานไม่เพียงพอในการ พิจารณาแก้ปัญหาเด็ก กระทำผิด

ข. ผู้พิพากษาสมทบที่ไม่ได้ทำงานทางด้านเด็กและขาดความเชี่ยวชาญใน การแก้ปัญหาเด็กกระทำผิดทำให้ผู้พิพากษาไม่ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากผู้พิพากษาสมทบในการพิจารณาคดีเด็ก

2.3.5 การดำเนินคดีเด็กล่าช้าทำให้เด็กที่ไม่ได้รับการประกันตัวถูกควบ คุมตัวเป็นเวลานานเกินควร และทำให้การแก้ไขปัญหาเด็กกระทำผิดล่าช้า

2.3.6 กฎหมายที่กำหนดให้ศาลลดโทษหรือไม่ก็ได้มีผลให้ศาลอาจ พิพากษาลงโทษประหารชีวิตเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดได้ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กอย่างชัดแจ้ง

2.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

2.4.1 ต้องเร่งรัดการขยายศาลเยาวชนและครอบครัวให้มีเขตอำนาจศาล ครอบคลุมทั่วประเทศโดยรวดเร็วเพื่อให้เด็กได้รับการปฏิบัติให้เท่าเทียมกัน และเพื่อไม่ ให้เด็กถูกขังรวมกับผู้ใหญ่

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ: กระทรวงยุติธรรมกระทรวงยุติธรรม ศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

2.4.2 ต้องกำหนดให้มีการตั้งทนายหรือที่ปรึกษากฎหมายให้เด็กตั้งแต่ ชั้น จับกุมโดยการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวให้ตั้งทนายหรือ ที่ปรึกษากฎหมายให้เด็กทันทีเมื่อถูกจับกุม

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูง สุด ศาลยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม)

2.4.3 กำหนดให้การจัดหาล่ามให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยเฉพาะที่เป็น เด็ก นั้นต้องจัดให้ตลอดการพิจารณาคดีเพื่อให้เด็กได้ต่อสู้คดีได้เต็มที่ โดยเฉพาะ ในชั้นพิจารณา มิใช่จัดหาล่ามให้เพียงเพื่อให้เป็นการสะดวกแก่การสื่อสารกับจำเลย

ก. เพิ่มพนักงานคุมประพฤติโดยกำหนดคุณสมบัติให้เป็นผู้ที่ได้รับการ ศึกษา อบรมทางด้านสังคมสงเคราะห์หรือจิตวิทยาเด็กเพื่อให้เข้าใจสภาวะของเด็กและ สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการกระทำความผิดของเด็ก โดยเฉพาะการทำรายงานสืบเสาะ ข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบในการพิจารณาคดีเด็กกระทำผิด

ข. จัดระบบการสรรหาผู้พิพากษาสมทบ เพื่อให้ได้ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงาน ด้าน เด็กเพื่อช่วยผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีเด็กกระทำความผิดได้อย่างเหมาะสม อย่างแท้จริง โดยกำหนดคุณสมบัติที่ชัดเจนและใช้วิธีการสรรหาที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก เข้ามาช่วยงานของผู้พิพากษาศาลเด็กอย่างแท้จริงอันจะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งต่อเด็ก

ค. ให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์เด็กและนักจิตวิทยาเด็กมีความเชี่ยว ชาญเฉพาะทางจากส่วนราชการนอกศาลมาช่วยราชการศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อลด ภาระในการพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : ศาลเยาวชนและครอบครัว กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม)

2.4.5 ควรเร่งรัดการดำเนินคดีเด็กกระทำความผิดให้รวดเร็วเพื่อให้การ แก้ไขปัญหาเด็กนั้นเป็นไปได้โดยรวดเร็ว เพื่อให้เด็กได้กลับคืนสู่สังคม

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : ศาลเยาวชนและครอบครัว สำนักงานอัยการสูง สุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม)

2.4.6 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ประมวลกฎหมายอาญาให้ศาลต้องลด มาตราส่วนโทษให้เด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี โดยการแก้มาตรา 73 ขยายอายุเด็กจาก อายุไม่เกินสิบเจ็ดปีเป็นอายุไม่เกินสิบแปดปี เพื่อไม่ให้ศาลประหารชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า สิบแปดปี

3 เด็กเร่ร่อน

3.1 สภาพปัญหา

3.1.1 เด็กเร่ร่อนไม่ได้รับสิทธิเกี่ยวกับการได้รับบริการการศึกษา บริการ สาธารณสุข และการได้รับการดูแลคุ้มครอง

3.1.2 เด็กเร่ร่อนมีชีวิตอยู่อย่างเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อด้านธุรกิจบริการ ทางเพศ ยาเสพย์ติด อบายมุขอื่นๆ และง่ายต่อการถูกชักจูงไปกระทำผิด

3.2 สาเหตุของปัญหา

3.2.1 จากการวิจัย พบว่า เด็กเร่ร่อนเป็นเด็กที่ออกจากบ้านมาเร่ร่อนด้วย สาเหตุหลายประการ เช่น เด็กหนีออกจากบ้านเพราะถูกทำร้ายทารุณโดยบิดาหรือมารดา หรือญาติ หรือบิดาเลี้ยง มารดาเลี้ยง หรือโดยเฉพาะบิดาซึ่งอาจติดอบายมุขหรือติดสุรา เมาสุราแล้วทุบตี หรือครอบครัวแตกแยก มีการทะเลาะเบาะแว้งเป็นประจำ หรืออยู่กับ มารดาหรือบิดาตามลำพังแล้วถูกทอดทิ้ง หรือยากจนมากและไม่มีใครดูแลหาเลี้ยงหรือ ถูกล่อลวง หรือถูกชักนำโดยเพื่อน เป็นต้น

3.2.2 เนื่องจากเป็นเด็กที่ไม่มีบ้านอาศัยเป็นหลักแหล่ง มีที่อยู่ไม่แน่นอน และย้ายที่อยู่บ่อย ขาดความรู้ความเข้าใจและขาดการแนะนำจากผู้ใหญ่เกี่ยวกับการรับ บริการเชิงสังคม นอกจากนี้เด็กยังขาดหลักฐานต่างๆ ที่ทางราชการอาจต้องการ เด็กจึง ขาดจากการใช้บริการของรัฐที่มีอยู่

3.3 ผลกระทบ

3.3.1 เด็กเสี่ยงต่อภาวะต่างๆ ตาม 3.1.2

3.3.2 เป็นการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ และอาจต้องใช้งบประมาณใน การแก้ไขเยียวยามากกว่าการลงทุนในการป้องกัน

3.3.3 วงจรการเร่ร่อนอาจต่อเนื่อง เมื่อเด็กเหล่านี้เป็นผู้ใหญ่และมีบุตร ซึ่งอาจไม่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างรับผิดชอบได้

3.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

3.4.1 รัฐสนับสนุนด้านงบประมาณและด้านวิชาการแก่หน่วยงานเอกชน ให้ดำเนินการดูแลช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการได้ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมและประสานงานแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักงบ ประมาณ กรุงเทพมหานคร เทศบาล เมืองพัทยา กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ภาคเอกชน)

3.4.2 ให้ภาคเอกชน โดย 3.4.1 จัดหาบ้านพักชั่วคราว ดูแลเด็กให้ ได้รับบริการเชิงสังคม ให้เด็กได้รับโอกาสพัฒนาศักยภาพและความสามารถ ตลอดจน ให้ได้มีอาชีพตามความสนใจและความถนัด โดยให้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยราชการ ต่างๆ

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 3.4.1)

3.4.3 จัดให้มีบริการแนะนำและให้คำปรึกษาแก่เด็กร่วมกับครอบครัว ในกรณีที่สามารถพบครอบครัว นอกจากนี้ ควรช่วยเหลือดูแลเด็กให้กลับคืนสู่ครอบครัว และสังคมตามปกติ

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 3.4.1)

3.4.4 ในกรณีที่รัฐดำเนินการเอง ให้จัดบริการให้เด็กแบบเสมือนอยู่บ้าน มากกว่าเหมือนอยู่ในสถาบันของรัฐ สร้างบรรยากาศที่มีความรักความอบอุ่น

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 3.4.1)

3.4.5 ดำเนินการป้องกันมิให้มีเด็กเร่ร่อนด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันใน ครอบครัว ด้วยการพัฒนาครอบครัวอย่างต่อเนื่อง

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 3.4.1 รวมทั้งกรมพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยรัฐและ เอกชน สถานศึกษาต่างๆ ภาคธุรกิจเอกชน)

3.4.6 แม้ว่ากฎระเบียบปัจจุบันสามารถให้เด็กที่ไม่มีสูติบัตรและใบ ทะเบียนบ้านเข้าเรียนได้แล้ว แต่หลังจากเรียนจบแล้ว เด็กยังมีปัญหาเกี่ยวกับการ ได้รับใบสุทธิชนิดที่เข้าเรียนต่อ หรือไปหางานทำไม่ได้ จึงควรแก้ไขเพื่อเด็กจะได้มี อนาคตที่ดีได้ต่อไป

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร เทศ บาลเมืองพัทยา)

4. แรงงานเด็ก

4.1 สภาพปัญหา

4.1.1 แรงงานเด็กไม่ได้รับสิทธิเกี่ยวกับการได้รับบริการการศึกษา บริการสาธารณสุข การได้รับกิจกรรมนันทนาการ และได้รับการดูแลคุ้มครองใกล้ชิด

4.1.2 แรงงานเด็กขาดการพัฒนาด้านอาชีพที่อาจเป็นทางเลือกใหม่ สำหรับเด็กได้

4.1.3 เด็กได้รับค่าจ้างต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำ และอาจถูกละเมิดสิทธิ อื่นๆ หรือถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกทำร้ายทารุณโดยผู้จ้าง

4.1.4 ยังมีแรงงานเด็กนอกระบบอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้รับการคุ้ม ครอง

4.2 สาเหตุของปัญหา

4.2.1 เด็กต้องเข้าสู่แรงงานก่อนวัยอันสมควร เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ และสังคมของครอบครัวหรือของผู้ปกครอง และในหลายกรณีบิดามารดาผู้ปกครองไม่ สามารถตามมาให้ความคุ้มครองแก่เด็กได้

4.2.2 ผู้จ้างเด็กขาดความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิเด็กและความต้องการของ เด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพัฒนาการของเด็กซึ่งต้องมีไปอย่างต่อเนื่องเพื่ออนาคตของ เด็กเอง

4.2.3 ผู้จ้างถือเอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง โดยไม่คำนึงถึงหลักสิทธิ มนุษยชน

4.2.4 การตรวจแรงงานเด็กโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นไปไม่ทั่วถึง

4.2.5 ยังมีข้อจำกัดในกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ไม่ครอบคลุมถึงแรง งานนอกระบบ

4.2.6 ประชาชนยังไม่ตระหนักถึงบทบาทของตนในการช่วยแก้ปัญหา แรงงานเด็ก และขาดการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือแรงงานเด็กที่ถูกละเมิด

4.3 ผลกระทบ

4.3.1 เด็กไม่สามารถพัฒนาตนเองตามศักยภาพและความสามารถได้

4.3.2 เด็กที่ถูกละเมิดสิทธิในลักษณะต่างๆ จะได้รับความยากลำบากใน การดำรงชีวิตและได้รับความไม่เป็นธรรม อันเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อเด็ก ทั้งทางกาย สติปัญญา และจิตใจ ซึ่งจะทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรของชาติในระยะยาว

4.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

4.4.1 ดำเนินการโดยกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมให้มีการ ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานเด็กอย่างเคร่งครัด

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ภาค เอกชน)

4.4.2 ให้ข้อมูลข่าวสารและแหล่งขอความช่วยเหลือได้แก่เด็ก บิดามารดา ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินการกับผู้จ้างที่ละเมิดสิทธิเด็ก

4.4.3 ให้นายจ้างจัดสวัสดิการเด็ก ด้านการศึกษา การสาธารณสุข และ การนันทนาการให้แก่เด็ก

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 4.4.1 รวมทั้งสำนักอัยการสูงสุด ตำรวจ ภาคเอกชน)

4.4.4 ดูแลเรื่องค่าจ้างให้ได้รับความเป็นธรรม ตลอดจนการพักผ่อนและ โภชนาการ

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 3.4.3)

4.4.5 รณรงค์ชักชวนประชาชนให้มีส่วนร่วมในการรายงานในกรณีที่พบ เด็กในแรงงานที่ถูกละเมิดสิทธิเด็ก

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 4.4.3 ประชาชนและสื่อมวลชน)

4.4.6 ในระยะยาว ปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบให้อายุขั้นต่ำของเด็ก ในแรงงานเพิ่มขึ้นตามระดับการศึกษาหรือจำนวนปีการศึกษาที่รัฐจัดให้เด็กโดยไม่เก็บค่า ใช้จ่าย

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 4.4.5 และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและ ประสานงานเยาวชนแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี)

4.4.7 พัฒนากฎหมาย กฎระเบียบ การคุ้มครองแรงงานเด็กให้ครอบ คลุมแรงงานเด็กนอกระบบ เช่น เด็กที่ถูกว่าจ้างในภาคเกษตร เด็กรับใช้ในบ้าน เด็กขาย ของหรือเด็กรับใช้ที่มีผู้จ้าง เป็นต้น

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 4.4.6)

5. เด็กพิการ

เด็กพิการหมายรวมเด็กที่มีความพิการทางกาย ทางสติปัญญา และทางสังคม

5.1 สภาพปัญหา

5.1.1 เด็กพิการส่วนใหญ่ไม่ได้รับสิทธิในการได้รับการศึกษา และการ พัฒนาศักยภาพ รวมทั้งการนันทนาการที่เหมาะสม

5.1.2 สิ่งแวดล้อมทางกายภาพไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตตามปกติของเด็ก พิการ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นกายภาพสาธารณะ เช่น ถนนหนทาง การคมนาคมสาธารณะ และอาคารสารธารณะ เป็นต้น

5.1.3 โอกาสประกอบอาชีพของเด็กพิการยังจำกัด

5.1.4 ไม่มีการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบที่เอื้อต่อการพัฒนาและ ดูแลเด็กพิการอย่างเคร่งครัด

5.1.5 เด็กพิการถูกนำไปแสวงหาผลประโยชน์

5.2 สาเหตุของปัญหา

5.2.1 บิดามารดาผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่เข้าใจวิธีการป้องกันมิให้เด็ก เป็นคนพิการ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงการประสบอุบัติเหตุต่างๆ ในเยาว์วัย

5.2.2 เด็กพิการมักจะได้รับความช่วยเหลือในลักษณะสงเคราะห์มากกว่า จะมีแนวความคิดเกี่ยวกับศักดิ์ศรีของเด็ก และให้เด็กพัฒนาเพื่อช่วยตัวเองได้ รวมทั้งการ มีชีวิตเยี่ยงเด็กปกติอื่นๆ

5.2.3 สังคมและโดยเฉพาะรัฐ ไม่นำพาและเอาธุระในการส่งเสริมเด็ก พิการให้มีชีวิตปกติด้วยการสร้างและปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต ของเด็กพิการ

5.2.4 สังคมไม่เชื่อว่าเด็กพิการก็มีความสามารถและใช้ความสามารถได้ และยังแสดงความรังเกียจและมีอคติในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการไม่รับเข้าเรียนและไม่ รับเข้าทำงาน

5.2.5 การแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กพิการเกิดขึ้นเพราะเด็กพิการเอง ก็ไม่ทราบสิทธิของตน และไม่สามารถเรียนหรือเรียกร้องได้จากสังคม

5.3 ผลกระทบ

5.3.1 เด็กพิการเป็นจำนวนมากกลายเป็นผู้ที่ไม่สามารถใช้ศักยภาพและ ความสามารถให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมได้ นับเป็นการสูญเสียทรัพยากร มนุษย์

5.3.2 เด็กพิการเกิดปมด้อย และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับตนเองว่าเป็นคน ไร้ศักดิ์ศรีและไร้ประโยชน์

5.3.3 สังคมต้องลงทุนเฝ้าดูและเลี้ยงดูเด็กพิการให้อยู่เฉยๆ โดยเด็กพิการไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ถ้าไม่มีการส่งเสริมสนับสนุนไปในทางที่ถูกต้อง

5.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

5.4.1 รัฐต้องจัดบริการการศึกษาที่หลากหลายรูปแบบ บริการการ สาธารณสุข และการนันทนาการที่เหมาะสมให้กับเด็กพิการอย่างทั่วถึง โดยถือว่าเป็น สิทธิของเด็กพิการที่พึงมีพึงได้รับ

(กระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน กรุงเทพมหานคร เทศบาลเมืองพัทยา อบต. กระทรวงสาธารณสุข การกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สมาคมที่เกี่ยวข้อง กระทรวงสาธารณสุข ภาคธุรกิจ เอกชน ภาคเอกชน)

5.4.2 พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ต้อง ครอบคลุมถึงเด็กพิการที่เป็นบุตรของมารดาไทยหรือบิดาไทยที่สมรสกับคนต่างชาติ

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม)

5.4.3 ปรับปรุงอาคารสถานที่สาธารณะ ทางสาธารณะและบริการ สาธารณะให้มีลักษณะกายภาพที่เอื้อต่อเด็กพิการที่จะใช้ได้

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กทม. กระทรวงมหาดไทย)

5.4.4 ปรับปรุงกฎหมาย กฎและระเบียบทุกฉบับที่กีดกันเด็กพิการ โดย เฉพาะที่ละเมิดสิทธิเด็กในการศึกษา การสาธารณสุข การนันทนาการ และการมีส่วนร่วม

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 5.4.1 และ 5.4.3)

5.4.5 ในการจัดบริการการศึกษา การสาธารณสุข การนันทนาการและ อื่นๆ ให้คำนึงถึงการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกและสื่อพิเศษหรืออุปกรณ์พิเศษสำหรับเด็ก พิการด้วย

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 5.4.5)

6. เด็กที่อยู่ในธุรกิจบริการทางเพศ

6.1 สภาพปัญหา

6.1.1 มีเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ยังอยู่ในธุรกิจบริการทางเพศ ซึ่งเป็น การผิดกฎหมาย

6.1.2 มีเด็กจำนวนหนึ่งที่ถูกล่อลวง ถูกละเมิดสิทธิ ถูกบังคับคู่เข็ญ ถูกทำ ร้ายทารุณ ถูกโกงค่าแรง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกักขัง ถูกตัดขาดมิให้ติดต่อกับครอบครัว ถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพ

6.2 สาเหตุของปัญหา

6.2.1 ผู้บังคับใช้กฎหมายละเลย ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย โดย จงใจและไม่จงใจ เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการ พ่อเล้า แมงดา ลูกค้า และแม้แต่บิดามารดา สามารถดำเนินการให้เด็กอยู่ในธุรกิจบริการทางเพศได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวกฎหมายของ บ้านเมือง

6.2.2 ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือด้วยสาเหตุต่างๆ กัน เช่น ความ ยากจน การไม่มีการศึกษา การขาดทักษะเชิงอาชีพ ความรู้สึกว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณ บิดามารดา บริโภคนิยมและวัตถุนิยม ฯลฯ ทำให้เด็กจำนวนหนึ่งต้องการเข้ามาอยู่ใน ธุรกิจบริการทางเพศ เพราะเห็นว่าเป็นวิธีหาเงินง่าย

6.2.3 มีผู้ชักจูง โน้มนำ หลอกลวง และบังคับให้มาค้าประเวณี เพื่อผล ประโยชน์ส่วนตัวนอกจากนี้ผู้ดำเนินการดังกล่าวอาจมีเครือข่ายและอาจเป็นองค์กรทาง อาชญากรรม

6.3 ผลกระทบ

6.3.1 เด็กไม่ได้รับสิทธิในการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของตน ให้ได้เต็มที่ เป็นการทำให้เสียอนาคตในระยะยาว

6.3.2 เด็กที่ถูกละเมิดสิทธิในลักษณะต่างๆ จะได้รับความยากลำบากใน การดำรงชีวิตและได้รับความไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อเด็ก ทั้งทางกาย สติปัญญา และจิตใจ ซึ่งจะทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรของชาติในระยะยาว

6.3.3 เด็กเสี่ยงต่อการติดโรคต่างๆ รวมทั้งเอดส์

6.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

6.4.1 รัฐและภาคเอกชนดำเนินการปฏิบัติงานตามแผนป้องกันและ ปราบปรามเด็กในธุรกิจบริการทางเพศ อย่างต่อเนื่อง

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 3.4.1, 4.4.3)

6.4.2 ช่วยเหลือเด็กให้ออกจากธุรกิจบริการทางเพศ และให้ได้รับสิทธิ ในการศึกษา การสาธารณสุข และการนันทนาการ พร้อมทั้งการแนะแนวให้คำปรึกษา และฟื้นฟูเข้าสภาพปกติ

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 3.4.1)

6.4.3 ดำเนินการปราบปรามและลงโทษผู้กระทำต่อเด็กตาม 6.1.2 และ 6.2.3 และให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูง สุด กระทรวงยุติธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี ภาคเอกชน)

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ __________________________

7. เด็กที่ถูกล่อลวงข้ามชาติ

7.1 สภาพปัญหา

7.1.1 มีเด็กจำนวนหนึ่งที่ถูกละเมิดสิทธิโดยถูกล่อลวงข้ามชาติเพื่อการ ค้าประเวณี เพื่อขอทาน หรือเพื่อกิจกรรมผิดกฎหมายอื่นๆ และมักจะข้ามชาติโดยผิด กฎมาย

7.1.2 เด็กเหล่านี้ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว ถูกบังคับและขาดเสรีภาพ อาจถูก ทำร้ายทารุณ และถูกกระทำในรูปแบบต่างๆ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และถูกใช้ เพื่อผลประโยชน์ของผู้อื่น

7.2 สาเหตุของปัญหา

7.2.1 เด็กอาจถูกหลอกลวงเพราะความไม่รู้โดยผู้ฉวยโอกาสต่างๆ

7.2.2 ขาดกลไกและวิธีการในการป้องกันแก้ไขและการประสานงานเกี่ยว กับเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ

7.3 ผลกระทบ

7.3.1 เด็กที่เข้าประเทศโดยผิดกฎหมายจะไม่ได้รับบริการเชิงสังคม ต่างๆ จากประเทศส่งต่อหรือประเทศที่เด็กเข้ามาอาศัยอยู่และเสี่ยวต่อการถูกจับ

7.3.2 เป็นการทำลายอนาคตของเด็กและเด็กไม่สามารถพัฒนาการ ศักยภาพและความสามารถของตน และพึ่งพาตนเองได้

7.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

7.4.1 จัดให้มีแผนการดำเนินงานภายในประเทศและระหว่างประเทศ อย่างเป็นระบบเพื่อป้องกัน แก้ไข และประสานงานเพื่อสวัสดิภาพของเด็กเหล่านี้

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงแรงงานและ สวัสดิการสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติรวมทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงาน อัยการสูงสุด กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ สถานทูตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง)

7.4.2 พัฒนากฎหมาย กฎ ระเบียบเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ถูกล่อลวงข้าม ชาติในฐานะเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำและดำเนินการจับและลงโทษผู้กระทำ

8. เด็กกำพร้าที่ไม่มีผู้ดูแล

8.1 สภาพปัญหา

8.1.1 เด็กกำพร้าส่วนหนึ่งไม่ได้รับการดูแลเลี้ยงดูและคุ้มครอง และอาจ ต้องอยู่ในสถานสงเคราะห์ซึ่งอาจไม่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กได้อย่างเต็มที่ตามสิทธิที่พึงมี และพึงได้รับ

8.1.2 ความต้องการของเด็กที่อยากอยู่กับครอบครัวทดแทนอาจไม่ได้รับ การสนองตอบ

8.1.3 เด็กที่กำพร้าโดยที่บิดามารดาตายเพราะเอดส์อาจมีผู้รังเกียจ และมีอคติต่อเด็กได้

8.2 สาเหตุของปัญหา

8.2.1 สังคมยังมีอคติต่อเด็กกำพร้าในเรื่องของการรับเป็นบุตรบุญธรรม จึงมีเด็กกำพร้าจำนวนหนึ่งที่อยู่ในสถานสงเคราะห์เกือบเป็นการถาวร

8.2.2 ครอบครัวขยายมีจำนวนลดลงส่วนหนึ่งทำให้เด็กกำพร้าไม่มีญาติ ที่จะช่วยดูแลเลี้ยงดูและคุ้มครองได้

8.2.3 สถานสงเคราะห์ไม่สามารถจัดบริการที่อบอุ่นเหมือนบ้านและ ครอบคัวให้ได้ เนื่องจากข้อจำกัดทางทรัพยากรหรือการมีเจตคติและค่านิยมที่ไม่เอื้อต่อ เด็ก

8.3 ผลกระทบ

8.3.1 เป็นการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ ถ้าเด็กไม่ได้รับการพัฒนาให้ เต็มที่

8.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

8.4.1 รัฐและเอกชนต้องจัดบริการเชิงสังคมที่รวมทั้งการศึกษา การสาธารณสุข การนันทนาการ รวมทั้งการฝึกอาชีพ เพื่อให้เด็กกำพร้าได้พัฒนาศักยภาพ และช่วยเหลือตนเองและพึ่งตนเองได้

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และภาค เอกชน)

8.4.2 สนับสนุนให้ครอบครัวและญาติเป็นเครือข่ายในการอบรมเลี้ยง ดูเด็กกำพร้า สนับสนุนให้มีครอบครัวทดแทนและการอุปถัมภ์รวมทั้งการรับเป็นบุตร บุญธรรมให้ มากขึ้น

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 8.4.1 และสำนักนายกรัฐมนตรี อบต. องค์กรชุมชน กระทรวงมหาดไทย)

8.4.3 จัดให้เด็กกำพร้ามีเอกสารราชการประจำตัวให้ครบถ้วน เพื่อเด็ก จะได้มีโอกาสเต็มที่ในการใช้สิทธิของตน

(หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : 8.4.1)

9. เด็กติดยาเสพย์ติด

9.1 สภาพปัญหา

9.1.1 มีจำนวนเด็กที่ติดยาเสพย์ติดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อันเป็น อันตรายต่อร่างกาย สติปัญญา และจิตใจของเด็ก เด็กเหล่านี้เป็นทั้งเด็กที่อยู่และไม่อยู่ใน ระบบโรงเรียน

9.2 สาเหตุของปัญหา

9.2.1 เด็กถูกชักจูง โน้มน้าว แนะนำหรือล่อลวงให้เสพยาเสพติด

9.2.2 เด็กส่วนหนึ่งขาดความรักความอบอุ่นในครอบครัว ขาดที่พึ่งและ พึ่งพาเพื่อนมากกว่า

9.2.3 รัฐและเอกชนไม่ได้ให้ความสนใจในการจัดกิจกรรมนันทนาการ ให้แก่เด็กอย่างทั่วถึง

9.2.4 การแพร่ยาเสพติดเป็นไปโดยง่าย ไม่ถูกจับกุม ลงโทษ เครือข่าย และวงการอาชญากรรมไม่ได้เกรงกลัวกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายย่อหย่อนและ ไม่มีประสิทธิภาพ

9.3 ผลกระทบ

9.3.1 สูญเสียทรัพยากรมนุษย์ และอาจต้องใช้งบประมาณในการแก้ไข เยียวยามากกว่าการลงทุนในการป้องกัน

9.3.2 เด็กเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายต่อร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ

9.3.3 เด็กตกเป็นเหยื่อของผู้ค้ายา

9.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

9.4.1 ให้คำนึงถึงเด็กที่ติดยาเสพย์ติดว่าได้ตกเป็นเหยื่อ และมีสิทธิใน การได้รับการรักษาเยียวยาแก้ไขให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ด้วยวิธีการหลากหลายและ เหมาะสม

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : ปปส. กระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัยรัฐและ เอกชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชุมชน ภาคเอกชน)

9.4.2 ดำเนินการปราบปรามผู้ผลัดและผู้ค้ายาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง และบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิผล

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 9.4.1)

10. เด็กติดเอดส์

10.1 สภาพปัญหา

10.1.1 มีเด็กจำนวนหนึ่งที่ติดเอดส์ทั้งจากบิดามารดา หรือจากวิธีการ อื่นๆ

10.2 สาเหตุของปัญหา

10.2.1 เด็กได้รับเชื้อเอดส์ผ่านบิดามารดาหรือจากวิธีการอื่นๆ อันเป็น การทำลายชีวิตของเด็กในที่สุด

10.2.2 บิดามารดาและผู้เกี่ยวข้องขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการ ป้องกันเอดส์

10.3 ผลกระทบ

10.3.1 ขณะที่เด็กยังมีชีวิตอยู่ สังคมอาจมีอคติและรังเกียจเด็กเหล่านี่ ทำให้เด็กไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเหมาะสม

10.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ

10.4.1 ต้องคำนึงว่า การที่เด็กเป็นเอดส์ไม่ใช่ความผิดของเด็ก และ ขณะที่เด็กมีชีวิตอยู่ก็ควรได้รับการพัฒนาทางกาย สติปัญญา จิตใจ และสังคม เต็มที่ และในลักษณะสภาพเช่นเด็กอื่นๆ

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงานและ สวัสดิการสังคม ภาคเอกชน)

10.4.2 มิให้มีการบังคับตรวจเอดส์ในเด็กยกเว้นเด็กสมัครใจ

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 10.4.1)

10.4.3 ให้ความรู้เกี่ยวกับเอดส์แก่เด็กทุกคน

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : 10.4.1 กระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัยรัฐ และเอกชน กทม. เทศบาล เมืองพัทยา ชุมชน)

11. เด็กไร้สัญชาติ

11.1 สภาพปัญหา

ปัจจุบันมีเด็กที่เกิดจากแรงงานต่างชาติที่หลบหนีเข้ามาทำงานและอยู่ใน ประเทศไทยจำนวนมาก จากการประมาณการว่าเมื่อปี 2539 มีแรงงานต่างชาติสะสม อยู่กว่าหนึ่งล้านคน แรงงานต่างชาติบางส่วนเข้ามาเป็นครอบครัวและได้มีบุตรเกิดใน ประเทศไทย เด็กเหล่านี้ ไม่ได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ และในบาง กรณีประเทศที่บิดามารดาของเด็ก นั้นไม่รับรองว่าเด็กนั้นมีสัญชาติของประเทศนั้น

11.2 สาเหตุของปัญหา

ในส่วนประเทศไทยตามกฎหมายไม่ให้สัญชาติไทยแก่เด็กที่เกิดจากชาวต่าง ประเทศ ที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งแรงงานต่างชาติเกือบทั้งหมดเข้าเมืองโดยผิดกฎ หมายประเทศ ต้นทางบางครั้งไม่รับรองว่าเด็กนั้นมีสัญชาติของตนเนื่องจากบิดามารดา ของเด็กนั้นเป็นชนกลุ่มน้อย และไม่มีหลักฐานพิสูจน์การเกิดว่าเกิดจากคนสัญชาติของ ตน ทำให้เกิดปัญหาเด็กอาจไม่มีสัญชาติ

11.3 ผลกระทบ

ทำให้เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กไร้สัญชาติ ประเทศที่บิดามีสัญชาติไม่ยอมรับและ อาจต้องให้พิสูจน์ ขณะที่เด็กอยู่ในประเทศไทยไม่ได้รับสิทธิต่าง ๆ ที่เด็กควรได้รับเช่น ในเรื่องสิทธิ ในการอยู่ในด้านการศึกษา การสาธารณสุข การประกอบอาชีพ เป็นต้น เด็กเหล่านี้จะมีสถานะ เป็นเด็กไร้สัญชาติ ไม่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาหากประเทศต้น ทางไม่ยอมรับเด็กจะต้องอยู่ใน ประเทศไทยเมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตปัญหาจะเพิ่มความ รุนแรงมากขึ้น

11.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

11.4.1 ต้องประสานกับประเทศเจ้าของสัญชาติเพื่อให้ยอมรับว่าเป็นพล เมืองของตนและให้เด็กได้กลับมาตุภูมิพร้อมครอบครัว

11.4.2 ออกหนังสือรับรองการเกิดในขณะเด็กเกิดเพื่อเป็นหลักฐานยืน ยันตัว บิดามารดาที่เป็นคนต่างด้าวประเทศใด ซึ่งอาจทำเป็นภาษาไทยและภาษาสากล เพื่อให้ครอบครัวของเด็กใช้เป็นหลักฐานยืนยันกับประเทศต้นทาง

11.4.3 ในกรณีที่ประเทศเจ้าของสัญชาติไม่รับรองว่าเป็นคนสัญชาติ ของตน เด็กมีสถานะเป็นผู้ไร้สัญชาติและตกอยู่ในประเทศไทย ควรพิจารณาแก้ปัญหา โดยการให้ถิ่น ที่อยู่ถาวร และให้ได้รับการศึกษา และการบริการพื้นฐานต่าง ๆ ที่จำเป็นในการพัฒนาเด็กให้ เป็นทรัพยากรของประเทศเพื่อให้ทำประโยชน์ต่อสังคม แทนการปล่อยให้เด็กขาดโอกาสและ สร้างภาระแก่สังคมต่อไป

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข)

12. เด็กหนีภัย

12.1 สภาพปัญหา

จากสภาพความขัดแย้งภายในของประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มีผู้หนีภัยจาก ความขัดแย้ง มาพึ่งพาอาศัยอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยและมีเด็กหนีภัยอยู่ใน ประเทศไทยจำนวนมาก ทั้งที่ ติดตามบิดามารดาหรือหนีภัยมาด้วยตนเอง และบางส่วน เกิดจากผู้หนีภัยใน ขณะพักพิงอยู่ในประเทศไทย

12.2 สาเหตุของปัญหา

12.2.1 ในจำนวนผู้หนีภัยมีเด็กอยู่ด้วยและผู้หนีภัยบางคนได้ให้กำเนิด บุตร ในเขตแดนประเทศไทย เด็กเหล่านี้ไม่มีหลักฐานแสดงตนและเด็กที่เกิดในประเทศ ไทยมีปัญหา ในการยืนยันว่าเป็นเด็กของประเทศต้นทางในการส่งกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม

12.2.2 การส่งตัวกลับต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงมนุษยธรรมและความ ปลอดภัยของเด็ก

12.2.3 เด็กหนีภัยที่มาอาศัยอยู่เป็นเวลานานไม่ได้รับการบริการขั้นพื้น ฐาน ที่จำเป็นทางด้านการศึกษา การสาธารณสุข และอื่น ๆ ที่จำเป็นในการพัฒนาการ ของเด็ก

12.3 ผลกระทบ

12.3.1 เด็กหนีภัยและบุตรของผู้หนีภัยที่เกิดในเขตแดนประเทศไทย มีปัญหา ในการยืนยันว่าเป็นเด็กของประเทศต้นทางเพื่อส่งกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม รัฐบาลประเทศที่เป็น ภูมิลำเนาของเด็กหนีภัยไม่ยอมรับว่าเป็นพลเมืองของตนและ ไม่รับกลับประเทศ

12.3.2 การส่งตัวเด็กหนีภัยกลับโดยไม่ตรวจสอบด้านความปลอดภัย เด็ก อาจได้รับอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย

12.3.3 เด็กหนีภัยไม่ได้รับการบริการขั้นพื้นฐานจากรัฐที่เพียงพอทำให้ มี ปัญหาในการพัฒนาการทางด้านร่างกายและสติปัญญา

12.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

12.4.1 ทำความตกลงร่วมกับรัฐบาลประเทศต้นทางให้ชัดเจน ร่วมกับ องค์กร ระหว่างประเทศทำหลักฐานเด็กที่หนีภัยเข้ามาและเด็กที่เกิดจากบิดามารดาซึ่ง เป็นผู้หนีภัยเพื่อ แก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติและในเรื่องการส่งตัวกลับภูมิลำเนา

12.4.2 ดำเนินการส่งกลับอย่างปลอดภัยต่อชีวิต ร่างกายและเสรีภาพ ของเด็ก นั้น

12.4.3 จัดให้มีบริการพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเด็กเพื่อให้เด็กที่ต้องหนี ภัยเป็น เวลานานได้รับการพัฒนาการตามสิทธิที่เด็กจะต้องได้รับ

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวง มหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข)

13. เด็กที่ถูกกระทำผิดทางเพศโดยชาวต่างประเทศ

13.1 สภาพปัญหา

ชาวต่างประเทศที่กระทำผิดทางเพศต่อเด็กไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับการ พิจารณาคดี และไม่ถูกลงโทษในประเทศไทยเนื่องจากประกันตัวไปในชั้นพนักงาน สอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลแล้วหลบหนีออกนอกประเทศกลับไปประเทศของตน

13.2 สาเหตุของปัญหา

13.2.1 ไม่มีการเฝ้าระวังการกระทำความผิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดว่า ในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มี ความผิดจนกว่าจะได้มี คำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด

13.2.2 ผู้กระทำผิดชาวต่างประเทศได้รับการประกันตัวโดยง่ายทั้ง ที่มีแนวโน้ม ว่าจะหลบหนีประกัน แม้ว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะกำหนดว่าให้พิจารณา ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนีหรือไม่ หากน่าจะหลบหนี ก็ต้องพิจารณาไม่ให้ประกัน

13.2.3 กระบวนการยุติธรรมของไทยไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ผู้ต้องหา หรือจำเลยที่ได้รับการประกันตัวไม่ให้หลบหนีออกจากประเทศไทย

13.2.4 ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมไม่เห็นว่าการ กระทำผิดทางเพศต่อเด็กโดยเฉพาะเด็กชายเป็นเรื่องสำคัญ

13.2.5 ประเทศที่ผู้กระทำผิดมีสัญชาติส่วนใหญ่มีกฎหมายห้ามไม่ให้ ส่งผู้ร้ายข้ามแดน

13.3 ผลกระทบ

13.3.1 ผู้ต้องหากระทำความผิดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

13.3.2 เมื่อถูกจับได้ก็สามารถขอประกันตัวและหลบหนีออกจากประเทศ ไทยได้ง่ายและไม่ถูกลงโทษ

13.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

13.4.1 ส่งเสริมการเฝ้าระวังการกระทำผิดทางเพศต่อเด็กของชาวต่าง ชาติ

13.4.2 ดำเนินคดีกับชาวต่างประเทศโดยไม่ให้ประกันตัวไป

13.4.3 จัดมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการหลบหนีออกจาก ประเทศไทย

กรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยประกันตัว

13.4.4 ติดตามเอาตัวมาลงโทษในประเทศไทยหรือแจ้งให้ประเทศที่ผู้ กระทำ ความผิดมีสัญชาติลงโทษคนของตนในกรณีประเทศนั้นมีกฎหมายให้ลงโทษคน ของตนที่ไป กระทำผิดต่อเด็กในต่างประเทศ โดยช่องทางความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ กระทรวงการต่าง ประเทศ และองค์กรเอกชน)

14. เด็กที่ถูกลักพาตัวโดยผู้ปกครอง

14.1 สภาพปัญหา

เด็กที่ผู้ปกครองแยกทางกัน หย่ากันโดยความตกลงหรือโดยคำพิพากษา ของศาล มีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูที่ดีจากบิดามารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และมีสิทธิได้พบ หรือรับการเยี่ยม เยียนจากบิดาหรือมารดาอีกฝ่ายหนึ่ง แต่สิทธิเด็กในด้านนี้ถูกละเมิด อยู่เสมอ

14.2 สาเหตุของปัญหา

ไม่มีมาตรการตามกฎหมายที่จะบังคับหรือลงโทษบิดาหรือมารดาที่ได้รับอำนาจ ปกครองและขัดคำสั่งศาลโดยการขัดขวางการพบปะกับเด็กของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือการพา เด็กหนีไป หรือคู่กรณีฝ่ายที่ไม่ได้รับอำนาจปกครองพาเด็กหนีไปจากบิดาหรือมารดา ฝ่ายที่ได้รับอำนาจปกครอง ซึ่งตามกฎหมายอาญาการลักพาตัวเด็กของบิดาหรือมารดา ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

14.3 ผลกระทบของปัญหา

ทำให้เด็กขาดการติดต่อและขาดความสัมพันธ์กับบิดาหรือมารดาอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นการทำร้ายจิตใจเด็กและบิดาหรือมารดาที่ถูกพรากในการได้พบปะและมีกิจกรรมร่วมกัน ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกขาดบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

14.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

จัดให้มีมาตรการบังคับที่มีประสิทธิภาพให้บิดาหรือมารดาฝ่ายที่ได้รับอำนาจ ปกครอง บุตรให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลและมีมาตรการลงโทษการขัดขืนคำสั่งศาล แก้ ประมวลกฎหมาย อาญาให้การที่บิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่พาเด็กหลบหนีไม่ให้ อีกฝ่ายได้พบปะบิดาหรือมารดาอีกฝ่ายหนึ่ง ให้เป็นความผิดฐานลักพาตัวเด็ก

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : ศาลยุติธรรม ศาลเยาวชนและครอบครัว กรม ประชาสงเคราะห์)

15 เด็กที่ติดพ่อแม่มาอยู่ในสถานคุมขัง

15.1 สภาพปัญหา

เด็กเล็กจำนวนมากต้องมาอยู่ในเรือนจำ สถานกักกันต่าง ๆ เช่น สถานกัก กันของสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง

15.2 สาเหตุของปัญหา

เนื่องจากบิดาหรือมารดาถูกจับกุมคุมขังในความผิดฐานใดฐานหนึ่งและไม่มี ผู้ดูแลเด็กเหล่านี้ จึงต้องติดตามมารดาหรือบิดามาอยู่ในเรือนจำหรือสถานคุมขังด้วย

15.3 ผลกระทบ

เด็กที่ติดมารดาหรือบิดามานี้ต้องมาอยู่ในเรือนจำซึ่งสภาพไม่เหมาะสมที่เด็ก ควรอยู่ในทุกๆ ด้าน เด็กไม่ได้รับการบริการสาธารณะ และได้รับความยากลำบาก

15.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

ต้องจัดวางระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ หน่วยงานอื่น ๆ ที่มีที่คุมขังบุคคลให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันให้แยกจัดสถานที่ให้เด็ก อยู่และดูแลเด็กให้เหมาะสมโดยมีผู้ดูแลหรือนำส่งสถานสงเคราะห์

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กรมราชทัณฑ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรม ประชาสงเคราะห์ และหน่วยงานอื่นที่มีสถานที่คุมขังหรือกักขังบุคคล)

16 เด็กในสถานสงเคราะห์ ในสถานพินิจและในเรือนจำ

16.1 สภาพปัญหา

เด็กที่อยู่ในสถานสงเคราะห์เป็นเด็กที่ตกอยู่ภาวะยากลำบากหรือมีปัญหา และต้องมาอยู่ในสถานสงเคราะห์ เด็กที่อยู่ในสถานพินิจเป็นเด็กที่มีปัญหาและได้กระทำ ผิดกฎหมายจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข แต่สภาพของสถานสังคมสงเคราะห์และสถานพินิจมีสภาพเป็นเรือนจำหรือที่คุมขัง เด็กบางส่วนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำซึ่งมีสภาพเป็น คุกร่วมกับนักโทษที่เป็นผู้ใหญ่

16.2 สาเหตุของปัญหา

ทัศนคติต่อเด็กที่ตกมาอยู่ในสถานสงเคราะห์และสถานพินิจ มักจะเป็นไป ในรูปแบบที่เด็กเหล่านี้เป็นผู้กระทำผิดและต้องถูกควบคุมดูแล แต่ให้ความสำคัญน้อย ต่อปัญหาและการแก้ไขปัญหาเด็ก เด็กที่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ในเรือนจำเพราะไม่มีที่ควบ คุมเด็กโดยเฉพาะ

16.3 ผลกระทบของปัญหา

ทัศนคติที่มองเด็กเป็นผู้กระทำผิดที่ต้องถูกควบคุมทำให้การจัดสภาวะแวด ล้อมของสถานสงเคราะห์บางแห่ง และสถานพินิจให้มีสภาพเป็นเรือนจำโดยไม่เน้นการ แก้ไขปัญหาเด็กเป็นหลัก

16.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

ควรจัดให้สถานสงเคราะห์และสถานพินิจให้มีสภาพเป็นเสมือนบ้านที่ให้ความ อบอุ่นและให้ความรักแก่เด็กแทนที่จะเป็นเรือนจำหรือที่กักขัง พร้อมทั้งการให้บริการ ปรึกษาแนะแนวทางโดยนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เพื่อให้รู้ปัญหาและแก้ปัญหาเด็ก แต่ละคนได้ถูกต้องและเหมาะสม ควรจัดให้มีศาลเด็กทั่วราชอาณาจักร เพื่อไม่ให้มีการ คุมขังเด็กในเรือนจำ ในส่วนที่คุมขังของหน่วยงานอื่น (เช่น ของสำนักงานตรวจคนเข้า เมือง) ต้องจัดให้มีสถานที่ดูแลเด็กต่างหาก แทนการนำไปคุมขังในสถานกักขังของ หน่วยงานนั้น

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กรมประชาสงเคราะห์ ศาลเยาวชนและครอบ ครัว กระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ)

17. เด็กชนกลุ่มน้อย

17.1 สภาพปัญหา

เด็กชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยมีอยู่มากและเป็นกลุ่มที่ด้อยโอกาสไม่ได้รับสิทธิ ต่างๆ เท่าเทียมกับเด็กไทยทั่วไป ต้องสำรวจพิจารณาและหาทางแก้ปัญหาข้อกฎหมาย เพื่อพิจารณาสถานะเด็กชนกลุ่มน้อยและให้เด็กเหล่านี้ได้รับสิทธิที่ควรได้

17.2 สาเหตุของปัญหา

เด็กชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยมีหลายกลุ่มเช่นเด็กชาวเขา เด็กชาวเล กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีหลักฐานการแจ้งเกิดและไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ได้ รับสิทธิตามกฎหมายในฐานะผู้มีสัญชาติไทย เด็กชนกลุ่มน้อยบางส่วนมีปัญหาว่าเกิดใน ประเทศไทยโดยมีบิดามารดาเป็นคนไทยหรือเป็นเด็กที่อพยพมาจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือเป็นผู้เกิดโดยมีบิดามารดาเป็นคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมือง ทำให้ไม่ได้สัญชาติ ไทย

17.3 ผลกระทบของปัญหา

ทำให้เด็กเหล่านี้ไม่ได้รับสัญชาติไทยถูกจำกัดสิทธิต่าง ๆ ในด้านการ ศึกษา การเลือกถิ่นที่อยู่ การเดินทาง การประกอบอาชีพ เป็นต้น เด็กเหล่านี้จะมีสถานะ เป็นเด็กไร้สัญชาติ และจากการถูกจำกัดสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมาย ทำให้เด็กเหล่านี้เป็น เด็กผู้ด้อยโอกาสและไม่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาตามสิทธิที่ควรได้รับ และจะเป็นปัญหา ต่อไปในอนาคตต่อสังคม

17.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

17.4.1 จำเป็นอย่างยิ่งต้องดำเนินการสอบสวนสถานะของเด็กชนกลุ่ม น้อยเหล่านี้ให้ชัดแจ้งว่ามีสถานะเป็นเด็กไทยหรือเด็กต่างด้าวตามกฎหมายและแก้ปัญหา เด็กแต่ละกลุ่ม

17.4.2 เด็กที่แน่ชัดว่าเป็นเด็กไทยต้องจัดทำหลักฐานทางทะเบียนให้ ได้รับสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมายเท่าเด็กอื่น ๆ เด็กที่แน่ชัดว่าเป็นเด็กต่างชาติต้องประสาน กับประเทศเจ้าของสัญชาติเพื่อให้มีการส่งกลับมาตุภูมิ หากประเทศต้นทางไม่รับหรือ เป็นเด็กไร้สัญชาติต้องดำเนินการเพื่อให้เด็กมีโอกาสได้รับสัญชาติหรือได้รับถิ่นที่อยู่ ถาวรและให้ได้สิทธิต่าง ๆ ที่เด็กต้องได้ต่อไป

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข)

18. การคุ้มครองเด็กในกรณีอื่น

18.1 สภาพปัญหา

18.1.1 เด็กในวัยรุ่นประสบกับสิ่งยั่วยุมอมเมาทั้งในรูปผิดกฎหมายและ ผิดกฎหมาย ในรูปแบบของการยั่วยุทางเพศ ยาเสพติดและสุรา ทั้งที่เป็นการผิดกฎหมาย

18.1.2 สื่อลามกที่เผยแพร่ต่อเด็กและที่ใช้เด็กเป็นตัวแสดงซึ่งมีกฎหมาย ห้ามแต่กลับมีปรากฎแพร่หลายในสังคม และมีส่วนสนับสนุนเด็กให้มีความสัมพันธ์ ทางเพศก่อนวัยอันควร

18.1.3 เด็กจำนวนมากประสบปัญหาตั้งครรภ์และต้องอยู่ในฐานะเป็น มารดาหรือบิดาในขณะที่อยู่ในวัยเด็กและไม่มีความพร้อมและวุฒิภาวะในการเป็นมารดา บิดาที่ดีได้

18.1.4 การลงโทษเด็กโดยการเฆี่ยนเป็นการลงโทษที่ไม่เหมาะสมและ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็ก แต่ยังมีเด็กเป็นจำนวนมากถูกเฆี่ยนดี

18.1.5 เด็กจำนวนมากประสบความยากลำบากในการดำรงชีวิตเนื่อง จากบิดามารดาหย่าร้างและฝ่ายที่รับผิดชอบไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งรวมทั้งบุตรนอก สมรสด้วย

18.2 สาเหตุของปัญหา

18.2.1 แม้พระราชบัญญัติสถานบริการ ได้กำหนดห้ามไม่ให้เด็กอายุไม่ เกิน 18 ปี ทำงานในสถานบริการ และห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้จัดการสถานบริการให้ บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าไปใช้บริการในสถานบริการ แต่ไม่ได้มีการบังคับกฎหมายนี้ อย่างจริงจัง มีเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีเข้าไปทำงานจำนวนมากและลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเด็ก อายุต่ำกว่า 18 ปี เด็กเหล่านี้ถูกยั่วยุและมอมเมาในทางเพศและโดยการจำหน่ายสุรา ให้เด็กและปล่อยให้มีการมั่วสุมเสพยาเสพติดซึ่งยาเสพติดและการจำหน่ายสุราเป็นสิ่ง ผิดกฎหมาย

18.2.2 การเผยแพร่สื่อลามกไม่ได้มีการดำเนินการปราบปรามอย่าง จริงจัง กฎหมายมีโทษน้อย ไม่ได้แยกฐานความผิดและโทษที่ต่างกันระหว่างการเผย แพร่สื่อลามกให้กับผู้ใหญ่และการเผยแพร่สื่อลามกให้เด็ก ไม่ได้มีการแยกฐานความผิด ระหว่างสื่อลามกที่ใช้เด็กเป็นตัวแสดงและที่ใช้ผู้ใหญ่เป็นตัวแสดงไม่มีกฎหมายพิเศษ ให้ลงโทษริบทรัพย์เครื่องมือที่ใช้ในการพิมพ์เผยแพร่สื่อลามก เช่น แท่นพิมพ์ ไม่มี บทสันนิษฐานให้เจ้าของโรงพิมพ์ต้องร่วมรับผิดด้วย

18.2.3 สิ่งยั่วยุมอมเมาที่มีอยู่ในสังคมไทยซึ่งส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กมี เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันสมควร และไม่ได้รับการศึกษาในการป้องกันรวมทั้งผลกระทบ ต่อเนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยสมควร

18.2.4 ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มีบทบัญญัติให้ลงโทษเฆี่ยนเด็กที่อยู่ในความดูแล ของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กได้ ในระบบโรงเรียนมีข้อกำหนดในระเบียบกระทรวง ศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา วัฒนธรรมและสังคมไทยยังเห็นว่า การเฆี่ยนตีลูกเป็นเรื่องปกติและไม่ร้ายแรง

18.2.5 การหย่าร้างที่มีมากขึ้นในสังคมไทยแต่กฎหมายไม่มีมาตรการ ในการ บังคับให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบในความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กจ่ายค่าเลี้ยงดูอย่าง จริงจัง กระบวนการในการฟ้องร้องและบังคับให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าศาลมีคำสั่งให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูก็หลีกเลี่ยงภาระหน้าที่นี้ได้ง่าย

18.3 ผลกระทบ

18.3.1 เด็กถูกนำไปใช้ในการให้บริการในสถานบริการซึ่งบางแห่งบังคับ ผลักดัน หรือชักจูงให้เด็กต้องค้าบริการทางเพศ ในส่วนเด็กที่ไปใช้บริการ มีการมั่วสุม มอมเมาในทางเพศ การซื้อ ขายและดื่มสุรา ตลอดจนยาเสพติดอย่างผิดกฎหมาย และ มีการทำร้ายร่างกาย ทำให้สูญเสียทรัพยากรเด็กที่จะเป็นอนาคตของชาติไปจากการมอม เมา

18.3.2 สื่อลามกแพร่หลายทั้งในด้านสิ่งพิมพ์และสื่ออื่น ๆ รวมทั้ง อินเตอร์เน็ต เด็กได้รับสื่อลามกในวัยอันไม่สมควร มีเด็กจำนวนมากถูกนำไปกระทำ ลามกอนาจารเพื่อนำไปเผยแพร่ในสิ่งพิมพ์และสื่ออื่น ๆ การไม่แยกแนวความคิดสื่อ ลามกระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ ทำให้แนวความคิดในการป้องกันและบังคับใช้กฎหมาย ไม่ชัดเจน และไม่จริงจัง

18.3.3 เด็กตั้งครรภ์ในขณะไม่พร้อมทำให้มีการทำแท้งมากซึ่งผิด กฎหมายและศีลธรรม บางส่วนทำแท้งกับผู้ที่ไม่ได้มีวิชาชีพและเป็นอันตรายถึงชีวิต ในกรณีที่เด็กเกิดบางส่วนทอดทิ้งเด็กหรือฆ่าเด็กเมื่อคลอด ชายที่มีเพศสัมพันธ์ไม่ พร้อมช่วยแก้ปัญหาทำให้สังคมต้องรับภาระในส่วนนี้

18.3.4 การเฆี่ยนตีเด็กยังมีปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอและมีผลทำให้เด็ก มีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการถูกลงโทษ

18.3.5 การหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ง่ายทำให้มีการหลีก เลี่ยงกันเสมอ การดำเนินการบังคับให้จ่ายค่าเลี้ยงดูที่ยุ่งยากทำให้เด็กไม่ได้รับการดูแล และการศึกษาที่ดีตามที่ควรได้ เด็กนอกสมรสไม่มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากชายที่ ทำให้เด็กเกิดมา

18.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

18.4.1 ตั้งเป้าหมายให้มีการบังคับใช้กฎหมายสถานบริการอย่างจริงจัง แก้กฎหมายสถานบริการโดยให้ความสำคัญในเรื่องการให้เด็กเข้าไปในสถานบริการ การจำหน่ายหรือให้เด็กดื่มสุราในสถานบริการ การปล่อยให้มีการเสพยาเสพติด ใช้หลัก การให้เจ้าของหรือผู้ดำเนินการในสถานบริการรับผิดชอบและมีภาระในการพิสูจน์ในเรื่อง อายุของผู้ที่เข้าไปใช้บริการ ใช้มาตรการปิดหรือเพิกถอนใบอนุญาตสถานบริการและไม่ อนุญาตให้เปิดในสถานที่เดิมอีก ขยายคำจำกัดความสถานบริการเพื่อให้ครอบคลุม สถานบริการในรูปแบบใหม่ ๆ ให้มากขึ้นเพื่อการควบคุมดูแลปกป้องเด็ก เพิ่มความผิด ฐานจำหน่ายสุราและให้เด็กดื่มสุราในสถานบริการ

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานใน กระบวนการยุติธรรมทั้งหมด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม สำนักงานส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ)

18.4.2 พัฒนาแนวคิดให้แยกเรื่องสื่อลามกเป็นสองแนวทาง คือสื่อ ลามกในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ใหญ่ทั้งตัวแสดงและผู้บริโภคสื่อ และสื่อลามกที่ใช้เด็กเป็นตัว แสดงและเด็กเป็นผู้บริโภค เพื่อกำหนดแนวคิดและปฏิกิริยาของสังคมต่อปัญหาที่ชัดเจน และแก้กฎหมายให้เป็นไปตามแนวความคิดเพื่อแก้ปัญหาในส่วนที่เกี่ยวกับเด็กอย่างจริงจัง

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานใน กระบวนการยุติธรรมทั้งหมด สำนักงานส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ สำนักงานส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวง ศึกษาธิการ)

18.4.3 จัดมาตรการป้องกันสิ่งยั่วยุมอมเมา ให้ความรู้ปัญหาและผลต่อ เนื่องจากการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เผยแพร่ปัญหาให้สังคมได้รับทราบและเผยแพร่ แนวความคิดในด้านการป้องกัน จัดกิจกรรมให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในด้านการกีฬา สันทนาการทางวัฒนธรรมเพื่อลดการมั่วสุมในสถานมอมเมาทางเพศ ให้ความช่วยเหลือ ทางด้านสวัสดิการสังคมและการให้คำปรึกษาแนะแนวทางเมื่อเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม สำนักงาน ส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ สำนักงานส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ)

18.4.4 เผยแพร่แนวความคิดในเรื่องการยกเลิกการเฆี่ยนตีเด็ก แก้ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการยกเลิกการเฆี่ยนตีเด็กโดยให้ใช้มาตรการอื่นในการลงโทษแทน แก้กฎหมาย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชน และครอบครัวให้ยกเลิกการตีเด็ก

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงศึกษาธิการ ศาลเยาวชนและครอบครัว กระทรวงยุติธรรม สำนักงานส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ)

18.4.5 แก้ไขกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้การบังคับให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูกระทำได้โดยง่ายและมีผลบังคับมากขึ้น ให้อำนาจ ศาลลงโทษกักขังหรือจำคุกผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู รวมทั้งการให้บุตรนอกสมรสเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ด้วยโดยไม่ต้องฟ้องให้รับเด็กเป็นบุตร และให้รัฐโดยพนักงานอัยการเข้าดำเนินคดีบังคับให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูในกรณีที่เด็กได้รับ ผลกระทบและเป็นผลร้ายต่อความเป็นอยู่และการศึกษาของเด็ก

(หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงยุติธรรม ศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ สำนักงานส่งเสริมและประสาน งานเยาวชนแห่งชาติ)

4.1 สิทธิมนุษยชนของเด็ก
4.2 สิทธิมนุษยชนของสตรี
4.3 สิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ
4.4 สิทธิมนุษยชนของคนพิการ
4.5 สิทธิมนุษยชนของผู้ป่วย
4.6 สิทธิมนุษยชนของผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์
4.7 สิทธิมนุษยชนของชนกลุ่มน้อย
4.8 สิทธิมนุษยชนของคนต่างด้าว
4.9 สิทธิมนุษยชนของผู้หนีภัย
4.10 สิทธิมนุษยชนของคนไร้สัญชาติ
4.11 สิทธิมนุษยชนคนจน
4.12 สิทธิมนุษยชนของผู้ใช้แรงงาน
4.13 สิทธิมนุษยชนของเกษตรกร
4.14 สิทธิมนุษยชนของผู้บริโภค
4.15 สิทธิมนุษยชนของผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน
4.16 สิทธิมนุษยชนของผู้ต้องคุมขัง
4.17 สิทธิมนุษยชนของผู้พ้นโทษ
4.18 สิทธิมนุษยชนของผู้เสียหาย (เหยื่ออาชญากรรม)
4.19 สิทธิมนุษยชนของชุมชน
4.20 สิทธิมนุษยชนของผู้รับบริการสงเคราะห์จากรัฐ

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com