Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

สิทธิมนุษยชน

บทที่ 1 ปฐมบท
บทที่ 2 นโยบายสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
บทที่ 3 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน
บทที่ 4 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนตามกลุ่มเป้าหมาย
บทที่ 5 การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามสนธิสัญญา และแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ
บทที่ 6 การส่งเสริมการดำเนินงานสิทธิมนุษยชน
บทที่ 7 กลไกการบริหารการจัดการเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

บทที่ 4 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนตามกลุ่มเป้าหมาย

แผนปฏิบัติการแม่บทว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์

1. สิทธิผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ในการทำงาน

สภาพปัญหา

1. ในการสมัครเข้าทำงานทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชนหลายแห่งมีนโยบาย ให้ผู้สมัครเข้าทำงานต้องเข้ารับการตรวจเลือดก่อน โดยมักจะเกิดขึ้นในขั้นตอนการตรวจ สุขภาพหลังจากการสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์แล้ว ซึ่งมีทั้งระบุโดยชัดเจนว่าเพื่อหาเอช ไอวี/เอดส์ และทั้งที่ไม่บอกชัดเจนว่าตรวจเลือดเพื่ออะไร ซึ่งหากมีการตรวจพบก็จะไม่ ได้รับการบรรจุเข้าทำงาน

2. ในหน่วยงานเอกชน ส่วนใหญ่การตรวจเลือดระหว่างทำงานมักเกิดขึ้น ในการ ตรวจสุขภาพประจำปี หรือการรณรงค์บริจาคเลือดของหน่วยงานซึ่งผลการตรวจเลือดทั้ง สองกรณีส่งผลให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ จำนวนมากต้องออกจากงานที่ทำ เพราะหน่วย งานไม่ได้แจ้งให้ทราบก่อนว่าจะมีการตรวจหาเชื้อเอชไอวี/เอดส์ รวมอยู่ด้วย บางราย รู้ผลการตรวจเลือดจากหัวหน้าหรือผู้จัดการ โดยทางโรงพยาบาลที่หน่วยงานกำหนดให้ ไปตรวจแจ้งผลเลือดไปที่หัวหน้าหน่วยงานทำให้เรื่องไม่เป็นความลับ และต้องออกจาก งาน ในที่สุด บางกรณียังมีการบอกต่อให้คนอื่นๆ ทราบด้วย

3. สภาพปัญหาทั้งสองประการข้างต้น มีสาเหตุมาจากการมีทัศนคติที่ไม่ดีและ ไม่ถูกต้องกับทั้งไม่มีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับโรคเอดส์ว่าไม่ใช่จะติดกันง่ายๆแม้จะอยู่ร่วม กันก็ตาม

4. การตรวจเอดส์หลังเข้าเป็นทหารเกณฑ์แล้ว ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เกิดการ เลิกจ้าง หรือพ้นจากการเป็นทหารเกณฑ์ แต่ก็มีบางรายที่อาจได้รับการผ่อนผันให้เป็นทหารสั้น ลงออกมาแล้วก็ไม่มีใบปลดทหารที่จะไปแสดงในการสมัครงานว่าพ้นทหารแล้วได้ แต่ ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจะเกิดกับทหารเกณฑ์ที่ถูกตรวจโดยไม่ได้เป็นการสมัครใจ และไม่ได้รับการปรึกษาแนะนำที่ดีพอทั้งก่อนและหลังการตรวจ การมิได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันกับผู้อื่นและมีการเปิดเผยความลับ (ผลการตรวจ) ให้ผู้อื่นทราบ และเป็น กรณีที่หน่วยงานอื่นๆ มักจะนำไปกล่าวอ้างว่าราชการ (กลาโหม) ยังบังคับตรวจได้ ทำไมจะทำ ไม่ได้บ้าง

5. การที่เรือนจำ สถานพินิจเด็ก และสตรี จะมีการตรวจผู้ต้องขัง หรือผู้ถูกพินิจ ว่ามีการติดเอดส์หรือไม่ ถ้าติดก็จะมีการจัดให้ไปพักรวมอยู่ในสถานที่เดียวกันเป็น Discrimination ที่ชัดเจนยิ่งหรือถ้าเป็นหญิงบริการที่ติดเชื้อ ก็จะถูกบังคับให้กลับ ภูมิลำเนาหรือส่งกลับประเทศเดิม

สาเหตุของปัญหา

การให้ผู้สมัครเข้าทำงานต้องเข้ารับการตรวจเลือดก่อน ก่อนที่จะเข้าทำงานหรือ การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นเพราะหน่วยงานของรัฐและเอกชนต้องการให้ผู้สมัครรู้ถึง สุขภาพของตัวเองว่าเป็นอย่างไร เป็นโรคอะไรบ้างหรือไม่ เพื่อที่จะได้ดูแลรักษาและป้อง กันมิให้มีการแพร่เชื้อ ซึ่งถ้ามีการตรวจพบเชื้อเอชไอวี/เอดส์ก็อาจจะช่วยผลกระทบอื่นๆ ตามมาในภายหลัง

ผลกระทบ

การตรวจเลือดก่อนเข้าทำงาน การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการตรวจเอดส์หลัง เข้าทำงาน ซึ่งหากมีการตรวจพบก็จะไม่ได้รับการบรรจุเข้าทำงาน หรือต้องออกจากงาน ในที่สุด ซึ่งการตรวจตรงนี้ก่อนที่จะมีการตรวจไม่ได้บอกว่าเป็นการตรวจเพื่อหาเชื้อเอดส์ จึงทำให้ดูเหมือนว่าเป็นการบังคับตรวจโดยที่เขาไม่สมัครใจและผลจากการตรวจในบาง กรณีก็มิได้ทำ เป็นความลับ เท่ากับว่าเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ใน การทำงาน และถ้าหากมีการตรวจพบว่าผู้ใดเป็นเอดส์ผู้นั้นก็อาจจะมิได้รับการปฏิบัติที่ เท่าเทียมกันเหมือนกับผู้อื่น

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

1. รณรงค์ให้สังคมและชุมชนมีทัศนคติที่ดีต่อผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ เพื่อให้ เกิดการยอมรับและอยู่ร่วมกันในสังคม

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงแรงงานและสวัสดิการ สังคม, สำนักนายกรัฐมนตรี (กรมประชาสัมพันธ์), สื่อมวลชนทุกประเภท

ระยะเวลาดำเนินการ ภายในปีแรกของระยะเวลาตามแผน

2. ห้ามหน่วยงานของรัฐและเอกชนตรวจเลือดหรือใช้ผลการตรวจ เอชไอวี/เอดส์ เพื่อจำกัดสิทธิในการทำงาน หรือระหว่างทำงาน ทั้งยังต้องมีกระบวนการให้คำปรึกษา ก่อนตรวจเสมอ และกรณีที่พบว่ามีการติดเชื้อผู้ตรวจจะต้องจัดบริการให้คำปรึกษาที่ เหมาะสมด้วย

การห้ามหน่วยงานใช้ผลการตรวจเอดส์จำกัดสิทธิในการทำงาน มักจะเจอประเด็น โต้แย้งคือ

(ก) นายจ้างมีสิทธิเลือกคนที่ดีที่สุด แข็งแรงที่สุดเข้าทำงานได้เพราะมีคนสมัคร ล้นตำแหน่งงานอยู่แล้ว

(ข) ถ้ารับคนติดเอดส์เข้ามาลงทุนฝึกอบรมไปไม่นาน ก็ป่วยทำงานไม่ได้ แล้วไม่ คุ้มทุนหรือทำให้ต้องเสียค่ารักษาแพง

(ค) ในใบรับรองแพทย์ว่ามีสุขภาพเหมาะสมที่จะเข้าทำงานได้ยังห้าม โรคเรื้อน, วัณโรค ฯลฯ ไม่ให้เข้าทำงาน ถ้าจะเลิกห้ามเอดส์ก็ต้องเลิกห้ามโรคอื่นๆ ด้วย

จึงคิดว่าต้องมีการเตรียมการในการอธิบายหรือแก้ข้อโต้แย้งต่างๆ เหล่านี้ก่อน จึงทำให้แผนปฏิบัติการแม่บทฯ นำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ เช่น อาจต้อง

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นที่ให้บริการทาง การแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, กระทรวงแรงงานและสวัสดิการ สังคม, หน่วยงานและธุรกิจเอกชน
ระยะเวลาดำเนินการ ภายในระยะเวลา 3 ปีแรก ของระยะเวลาตามแผน

3. ห้ามบังคับตรวจเอดส์ไม่ว่าในกรณีใดๆ นอกเสียจากผู้รับการตรวจหรือผู้แทน ตามกฎหมายได้ทราบข้อมูลที่ถูกต้องและให้ความยินยอมก่อน (เช่น ผู้แทนโดยชอบ ธรรม อัยการ ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์)

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม,หน่วยงานและธุรกิจเอกชน
ระยะเวลาดำเนินการ ภายในระยะเวลา 3 ปีแรก ของระยะเวลาตามแผน

4. ห้ามใช้การติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ เป็นเหตุผลในการลิดรอนสิทธิโอกาสความ ก้าวหน้าหรือให้ออกจากงาน

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม, หน่วยงานและธุรกิจเอกชน
ระยะเวลาดำเนินการ ภายในระยะเวลา 3 ปีแรก ของระยะเวลาตามแผน

5. ให้รักษาความลับของผลการตรวจหาเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ ระหว่างหน่วยงานที่ รับผิดชอบในการตรวจและผู้ยินยอมให้ตรวจ

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นที่ให้บริการ ทางการแพทย์, แพทยสภา,สภาการพยาบาล, ทันตแพทย์สภา
ระยะเวลาดำเนินการ ภายในระยะเวลา 3 ปีแรก ของระยะเวลาตามแผน

6. ออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิในการตรวจเลือด จะต้องได้รับการยินยอมและ ผู้รับการตรวจมีความเต็มใจ

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นที่ให้บริการ ทางการแพทย์, แพทยสภา, สภาการพยาบาล, ทันตแพทยสภา
ระยะเวลาดำเนินการ ภายในระยะเวลา 3 ปีแรก ของระยะเวลาตามแผน

2. สิทธิผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ ในการศึกษา

สภาพปัญหา

ในการสมัครเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษา อาจมีบางแห่งที่กำหนดให้ผู้สมัคร เข้ารับการศึกษาต้องเข้ารับการตรวจเลือดก่อนเพื่อตรวจหาเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ เช่น โรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนนายร้อย นายเรือ อันเป็นการจำกัดสิทธิในการเข้ารับ การศึกษา ซึ่งต่อไปอาจมีการลิดรอนสิทธิให้ออกจากสถานศึกษาเมื่อพบว่าเป็นโรคเอดส์ ด้วย ทั้งนี้ มีสาเหตุจากการมีทัศนคติที่ไม่ดีและ ไม่ถูกต้องและไม่ทราบความจริงเกี่ยว กับโรคเอดส์

สาเหตุของปัญหา

ในสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งมีสาขาวิชาแตกต่างกันไป แต่สามารถแบ่งเป็นกลุ่ม ใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ และกลุ่มสาขาสังคมศาสตร์ผู้สมัครเข้ารับ การศึกษาในกลุ่มสาขาสังคมศาสตร์มักจะไม่ค่อยมีปัญหา แต่จะมีปัญหาในกลุ่มสาขา วิทยาศาสตร์ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เป็นต้น การศึกษาของผู้เข้ารับการศึกษาเหล่านี้ บางทีต้องมีการฝึกภาคปฏิบัติ คือ การรักษาคนไข้จริงๆ ซึ่งก่อนที่จะเข้าศึกษาต้องมีการ ตรวจโรคหรือตรวจเลือกก่อน เพื่อเป็นการป้องกันในจุดนี้มิให้มีการแพร่เชื้อ ซึ่งถ้ามีการ ตรวจพบเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ ของผู้เข้ารับการศึกษาในบางสาขาวิชาก็อาจถูกจำกัดสิทธิมิ ให้ได้รับการศึกษาในสาขาวิชานั้นๆ

ผลกระทบ

ถ้ามีการตรวจพบเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ผู้เข้ารับการศึกษาอาจถูกให้ออกจากสถาบัน การศึกษา ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการลิดรอนสิทธิของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ทำให้ผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันในสังคมทั้งๆ ที่ความจริงโรคเอดส์ไม่ใช่โรคที่ติดต่อกันได้ โดยง่าย ถ้าได้รับการป้องกันและรักษาอย่างถูกวิธี

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

1. ห้ามสถาบันการศึกษาทั้งที่เป็นของรัฐและเอกชนตรวจเลือดหรือใช้ผลการ ตรวจ เอชไอวี/เอดส์ เพื่อจำกัดสิทธิในการเข้าศึกษา รวมทั้งจำกัดสิทธิในระหว่างศึกษา

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงศึกษาธิการ, ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ, สถาบันการศึกษาเอกชน, กรุงเทพมหานคร
ระยะเวลาดำเนินการ ภายในปีแรกของระยะเวลาตามแผน

2. ห้ามใช้การติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ เป็นเหตุผลในการลิดรอนสิทธิ โอกาส ความก้าวหน้าหรือให้ออกจากสถานศึกษา

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงศึกษาธิการ, ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ, สถาบันการศึกษาเอกชน, กรุงเทพมหานคร
ระยะเวลาดำเนินการ ภายในปีแรกของระยะเวลาตามแผน

3. ฝึกอบรมให้ความรู้ครู อาจารย์ ให้มีทัศนคติที่ถูกต้องและเข้าใจถึง สาเหตุ ปัญหา วิธีเยียวยา เด็กนักเรียน นักศึกษาที่ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ รวมตลอดถึงวิธี ประพฤติปฏิบัติต่อบุคคลดังกล่าว

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงศึกษาธิการ, ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ, กรุงเทพมหานคร กระทรวงสาธารณสุข
ระยะเวลาดำเนินการ ภายในระยะเวลา 3 ปีแรกของระยะเวลาตามแผน

3. สิทธิผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ ในการรับการรักษาพยาบาล

สภาพปัญหา

1. ในสถานรักษาพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนมีการละเมิดสิทธิของคนไข้ทั้งใน กรณีของ การตรวจไข้โดยไม่ได้แจ้งให้ทราบว่าจะตรวจหา เอชไอวี/เอดส์ หรือแอบตรวจ ก่อนให้การรักษา โดยที่ผู้รับบริการไม่ทราบหรือไม่เต็มใจให้ตรวจเลือดแต่ต้องจำยอม เพื่อการรักษาเมื่อพบว่าผล เลือดเป็นเอชไอวีบวก ทำให้เกิดการบ่ายเบี่ยงการรักษา ปฏิเสธการรักษาหรือรักษาอย่างไม่เต็มที่ ในบางสถานพยาบาลแพทย์จะให้คนไข้ได้รับ การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ก่อนลงมือรักษา หรือผ่าตัด และเมื่อพบว่า คนไข้เป็นผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ ก็จะเปลี่ยนการรักษา จากการผ่าตัดเป็นการรักษาภาย นอก หรือให้ยารักษาแทน ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงการรักษาทั้งที่ ก่อนหน้านั้นได้รับการยืน ยันว่าจำเป็น

2. ถ้าเป็นการรักษาทั่วไป การปฏิบัติต่อผู้รับบริการที่ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ ก็มักแตกต่าง ไปจากผู้ป่วยทั่วไป เช่นกรณีผู้ป่วยในที่นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจะ ใช้ถุงขยะสีแดง ในขณะที่ ผู้ป่วยทั่วไปใช้ถุงขยะสีดำหรือบัตรประจำตัวของคนไข้หรือ บัตรบันทึก ผู้ป่วยนอก (O.P.D) จะประทับข้อความ เช่น Bioharzard, HIV + ve เป็นต้น หรือสัมพันธภาพท่าทีของผู้ให้ การรักษาพยาบาลเปลี่ยนไป ซึ่งมีผลต่อภาวะ อารมณ์และความรู้สึกของผู้ติดเชื้อ

ทั้ง 2 ประการ มีสาเหตุมาจากแพทย์ พยาบาลและผู้ให้บริการทางการแพทย์ไม่ ต้องการ ที่จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์แม้จะมีหน้าที่โดยตรงต่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วย ก็ตาม

สาเหตุของปัญหา

ถึงแม้แพทย์ พยาบาลและผู้ให้บริการทางการแพทย์เป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงต่อการ รักษาพยาบาลของผู้ป่วย และเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ก็ตาม แต่พอถึงเวลาที่ ต้องรักษาพยาบาลหรือดูแลคนไข้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ จริงๆ ก็อดที่จะกลัวไม่ได้ เพราะอาชีพตรงนี้เป็นอาชีพที่เลี้ยงต้องการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ มากกว่าอาชีพอื่นๆ เพราะการติดเชื้ออาจมาในรูปของ เลือด เข็มฉีดยา หรือบาดแผล ซึ่งถ้ามิได้มีการป้อง กันให้ถูกวิธี ก็อาจทำให้มีการติดเชื้อได้โดยง่าย

ผลกระทบ

การปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ป่วยธรรมดากับผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี/ เอดส์ ซึ่งแทนที่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ จะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ เหมือนกับผู้ป่วยทั่วไป กลับถูกปฏิเสธการรักษา ซึ่งอาจทำให้สภาพร่างกายของผู้ป่วย ทรุดลง นอกจากนี้อาจมีผลต่อ ภาวะจิตใจและความรู้สึกของผู้ติดเชื้อว่าเขาได้รับความ รังเกียจจากสังคม เพราะผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ เอดส์ต้องการกำลังใจจากคนรอบช้างใน การที่จะดำรงชีวิตอยู่ต่อไป

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

1. ห้ามสถานพยาบาลปฏิเสธผู้ป่วยด้วยเหตุผลว่า ผู้นั้นมีเชื้อเอชไอวี/เอดส์ หรือสงสัยว่า ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ และห้ามเลือกปฏิบัติโดยลดคุณภาพการรักษา

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นที่ให้บริการทาง การแพทย์, แพทยสภา, สภาการพยาบาล,ทันตแพทย์สภา
ระยะเวลาดำเนินการ ดำเนินการภายในปีแรกของแผน

2. การรักษาความลับของการติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ จะต้องเป็นความลับระหว่าง บุคลากร ทางการแพทย์ที่รับผิดชอบในการตรวจรักษากับผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ หรือ ผู้ป่วยเท่านั้น ทั้งนี้ สามารถบอกผลการตรวจกับผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยเท่านั้นไม่สามารถ บอกผลกับผู้อื่นได้แม่กระทั่ง สมาชิกในครอบครัว แต่ต้องแนะนำให้ผู้ติดเชื้อว่าควรบอก ผลการตรวจแก่ผู้ใดบ้าง เช่น คู่นอน และถ้าผู้ติดเชื้ออนุญาตให้บอกผลการตรวจแก่ผู้ใด การบอกผลจะต้องมีผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยอยู่ ร่วมฟังด้วยทุกครั้ง

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นที่ให้บริการทาง การแพทย์, แพทยสภา,สภาการพยาบาล,ทันตแพทย์สภา
ระยะเวลาดำเนินการ ดำเนินการภายในปีแรกของแผน

3. ห้ามการจำกัดสิทธิในการได้รับผลประโยชน์ในการประกันชีวิตและการประกัน สังคม

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงพาณิชย์
ระยะเวลาดำเนินการ ดำเนินการภายในปีแรกของแผน

4. มีมาตรการป้องกันเพื่อให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุดให้แก่แพทย์ พยาบาล ผู้ให้ บริการทางการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย และมีกองทุนหรือสิ่งทดแทนอย่างอื่นให้ใน กรณีเกิดการติดเชื้อขึ้นมาจริงๆ

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุข,กระทรวงการคลัง(สำนักงบ ประมาณ)
ระยะเวลาดำเนินการ ดำเนินการภายในระยะเวลา 3 ปีของระยะเวลาตามแผน

4. สิทธิผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ ในการฝากครรภ์

สภาพปัญหา

1. การตรวจเลือดเมื่อไปฝากครรภ์เกิดขึ้นทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนหลาย แห่งตรวจเลือดโดยไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ กับคนไข้เลย ไม่มีบริการการปรึกษา ทั้งก่อน และหลัง หลายรายอยู่ในภาวะจำยอมต้องตรวจเลือด ทั้งที่ยังไม่พร้อมที่จะรับการตรวจ และเมื่อตรวจแล้วพบว่าผลเลือดเป็นบวก ผลที่ตามมาคือแพทย์มักจะไม่รับฝากท้องและ ทำคลอด โดยจะแนะนำให้ไปทำคลอดที่อื่นโดยอ้างเหตุผลต่างๆ กันไป ทั้งยังแนะนำให้ ทำแท้ง ในบางกรณีขณะคลอดแพทย์ทราบว่าคนไข้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ จึงบังคับให้ ทำหมันแต่คนไข้ ไม่ยอมทำให้ได้รับการปฏิบัติจากแพทย์ไม่ดี

2. การทำแท้งให้กับหญิงที่ไปฝากครรภ์ เนื่องจากพบว่าเป็นผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/ เอดส์ หากไม่ได้ทำไปเพราะเป็นเรื่องจำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือหญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 277, 282 และ 283 (ความผิดเกี่ยวกับเพศ) แม้ว่าจะเป็นการกระทำของ แพทย์ ผู้กระทำและหญิงนั้นยังมีความผิดตามกฎหมายในความผิดฐานทำให้แท้งลูก

สาเหตุของปัญหา

สถานพยาบาลไม่ต้องการที่จะเสี่ยงในการรักษาพยาบาลหญิงที่ไปฝากครรภ์ซึ่งเป็น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ จึงต้องมีมาตรการก่อนการรักษาพยาบาลโดยการตรวจเลือด ซึ่ง เป็นการตรวจเลือดโดยไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ กับคนไข้เลย ทำให้คนใช้อยู่ในภาวะจำยอม ต้องตรวจเลือด ซึ่งถ้ามีการตรวจพบเชื้อเอชไอวี/เอดส์ขึ้นมา หญิงคนนั้นก็จะได้รับการ ปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนั้นฝ่ายหญิงมีครรภ์เองควรจะมีการตรวจโรคก่อน ตั้งครรภ์ เพื่อที่ว่าทารกที่จะเกิดมาจะมีร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่เป็นโรค

ผลกระทบ

เมื่อมีการตรวจจนพบว่าหญิงมีครรภ์ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ก็จะมีการแนะนำที่ผิดๆ เช่น แนะนำให้ไปทำหมัน หรือทำแท้ง ซึ่งยังไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องเท่าไรนัก ยังมี วิธีการแก้ปัญหาอื่นที่ดีกว่านี้

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

1. กระตุ้นให้ผู้ติดเชื้อเอดส์ ตระหนักในสวัสดิภาพของสังคมโดยส่วนรวม หากมี การแพร่เชื้อโดยเจตนาโดยเฉพาะกับคู่สมรส ให้ได้รับการพิจารณาลงโทษตามกฎหมาย

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (กรมประชา สงเคราะห์), กระทรวงสาธารณสุข, ศาลยุติธรรม
ระยะเวลาดำเนินการ ดำเนินการได้ภายในปีแรกของแผน

2. สำหรับทารกที่อยู่ในครรภ์ มารดาและคู่สมรสควรได้รับรู้การติดเชื้อ เอชไอวี/ เอดส์ ของทารก เพื่อปฏิบัติตนให้เหมาะสมโดยให้คำนึงถึงผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของทารก

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นที่ให้บริการทาง การแพทย์
ระยะเวลาดำเนินการ ดำเนินการได้ภายในปีแรกของแผน

3. ให้ความรู้ ผลดี ผลเสีย แก่มารดาซึ่งทารกในครรภ์ได้รับการติดเชื้อ เอชไอวี/ เอดส์ ถึงการเป็นผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ โดยเฉพาะที่จะเกิดขึ้นแก่ทารก

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นที่ให้บริการทาง การแพทย์, กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม(กรมประชาสงเคราะห์)
ระยะเวลาดำเนินการ ดำเนินการได้ภายในปีแรกของแผน

4. เรื่องการทำแท้งให้กับหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ ต้องมีการเปิดช่องให้แพทย์ทำ แท้งให้ได้ ถ้าหญิงตั้งครรภ์และสามีเห็นพ้องกันว่าอยากทำแท้ง หลังจากได้รับทราบ ข้อมูลต่างๆ ครบถ้วนแล้ว รวมทั้งวิธีการที่จะลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก เช่น การให้ยา AZT ซึ่งปัจจุบันเป็นนโยบายระดับชาติของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว แล้วถ้ายังตัดสินใจ จะทำแท้งด้วยเหตุผลหลากหลาย ก็ให้แพทย์สามารถทำแท้งให้ได้ตามความสมัครใจ ของหญิงตั้งครรภ์และสามี

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุข,กระทรวงศึกษาธิการ (กรมการ ศาสนา),กระทรวงยุติธรรม
ระยะเวลาดำเนินการ ภายในระยะเวลา 3 ปีแรกของระยะเวลาตามแผน

5. จัดให้มีสถานสงเคราะห์ สำหรับเลี้ยงทารกที่แม่ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ ไม่ว่า ทารกนั้นจะติดเชื้อด้วยหรือไม่ก็ตาม และสนับสนุนให้องค์กรศาสนามีบทบาทในการ ดูแลเด็กกำพร้าเนื่องมาจากบิดามารดาเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ รวมทั้งเร่งรัดการดำเนิน งาน ในการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ไม่ได้ติดเชื้อจากมารดา

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (กรมประชาสงเคราะห์), กรมการศาสนา
ระยะเวลาดำเนินการ ภายในระยะเวลา 5 ปีของระยะเวลาตามแผน

4.1 สิทธิมนุษยชนของเด็ก
4.2 สิทธิมนุษยชนของสตรี
4.3 สิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ
4.4 สิทธิมนุษยชนของคนพิการ
4.5 สิทธิมนุษยชนของผู้ป่วย
4.6 สิทธิมนุษยชนของผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์
4.7 สิทธิมนุษยชนของชนกลุ่มน้อย
4.8 สิทธิมนุษยชนของคนต่างด้าว
4.9 สิทธิมนุษยชนของผู้หนีภัย
4.10 สิทธิมนุษยชนของคนไร้สัญชาติ
4.11 สิทธิมนุษยชนคนจน
4.12 สิทธิมนุษยชนของผู้ใช้แรงงาน
4.13 สิทธิมนุษยชนของเกษตรกร
4.14 สิทธิมนุษยชนของผู้บริโภค
4.15 สิทธิมนุษยชนของผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน
4.16 สิทธิมนุษยชนของผู้ต้องคุมขัง
4.17 สิทธิมนุษยชนของผู้พ้นโทษ
4.18 สิทธิมนุษยชนของผู้เสียหาย (เหยื่ออาชญากรรม)
4.19 สิทธิมนุษยชนของชุมชน
4.20 สิทธิมนุษยชนของผู้รับบริการสงเคราะห์จากรัฐ

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com