สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

สิทธิมนุษยชน

บทที่ 1 ปฐมบท
บทที่ 2 นโยบายสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
บทที่ 3 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน
บทที่ 4 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนตามกลุ่มเป้าหมาย
บทที่ 5 การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามสนธิสัญญา และแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ
บทที่ 6 การส่งเสริมการดำเนินงานสิทธิมนุษยชน
บทที่ 7 กลไกการบริหารการจัดการเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

บทที่ 4 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนตามกลุ่มเป้าหมาย

แผนปฏิบัติการแม่บทว่าด้วยผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน

ความนำ

ประเทศไทยได้เริ่มมีความตื่นตัวเรื่องสิทธิมนุษยชนมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว และมีองค์การเอกชนที่ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่พิทักษ์และให้การศึกษาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน จำนวนหลายองค์การ ทั้งที่ระดับชุมชน ระดับชาติและระดับภูมิภาค

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้รับรองสิทธิและ เสรี ภาพของปวงชนชาวไทยไว้ในหลายลักษณะ ทั้งที่เป็นสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลและ ของชุมชนที่สำคัญยิ่งก็คือ รัฐธรรมนูญได้ระบุถึงกลไกการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพดังกล่าว ในรูปแบบขององค์กรอิสระต่างๆ เช่น ศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น

ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ตั้งแต่วันที่ 25พฤศจิกายน 2542 เพื่อให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติขึ้นโดยกำหนดอำนาจหน้าที่ กระบวนการสรรหา แต่งตั้งตลอดจน การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการไว้

สาระสำคัญประการหนึ่งของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวก็คือ การให้องค์การ เอกชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการทั้งในกระบวนการสรรหา การเข้าร่วมในคณะกรรม การฯ การปฏิบัติ งานทั้งในเรื่องการรับคำร้องเรียนและในการตรวจสอบสถานการณ์การ ละเมิด สิทธิมนุษยชนด้วย ซึ่งองค์การเหล่านี้ กฎหมายระบุว่าต้องมีสถานะเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายไทย

เพื่อให้การพิทักษ์สิทธิมนุษยชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยให้รัฐมีนโยบายที่ ส่งเสริมปกป้องและพัฒนาสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ตามที่ระบุไว้ในรัฐ ธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 อีกทั้งมีการสร้างความสมานฉันท์และความเข้าใจอันดี ระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม ตลอดจนมีหลักประกันสำหรับผู้ทำงาน เพื่อผู้ด้อย โอกาสและช่วยเหลือสังคม สร้างสรรค์ความเป็นธรรมในสังคม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง กำหนดนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทในเรื่อง "ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน" ไว้

ความหมายของ "ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน"

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น อาจให้ความหมายของ"ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน" ได้ว่าเป็นองค์กร กลุ่มหรือบุคคลที่มีวัตถุประสงค์จะทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน การ พัฒนาชนบท การช่วยเหลือกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสโดยไม่ฝักใฝ่กลุ่มหรือพรรคการเมือง ใดเป็นการเฉพาะ อีกทั้งไม่แสวงหากำไร มุ่งเพียงการช่วยเหลือและสร้างสรรค์ความ เป็นธรรมในสังคม องค์กรหรือกลุ่มดังกล่าวนี้มีทั้งทีจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เช่น มูลนิธิ สมาคม หรือไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็ได้ เช่น องค์กรประชาธิปไตย องค์กรประชาชน ที่รวมตัวกันใน รูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่ม โครงการ คณะกรรมการ เป็นต้น

กิจกรรมของ "ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน"

กิจกรรมกรรมของ "ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน" มีลักษณะที่เป็นแนวหน้าในการ เคลื่อนไหวในระดับสังคมซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิและความเป็นธรรมของผู้ด้อยโอกาสในสังคม ซึ่งอาจแบ่งลักษณะของกิจกรรมได้ดังนี้

1. เสนอและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ในประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับสิทธิและความ ไม่เป็นธรรมต่างๆ ต่อสาธารณะ
2. รณรงค์ต่อสาธารณชนในประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับสิทธิและความไม่เป็นธรรม ต่างๆ
3. ให้ความช่วยเหลือหรือเป็นตัวแทนกลุ่มในการเจรจาต่อรองกับรัฐ คณะกรรมการ บุคคลหรือหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนแทนผู้ด้อยโอกาส เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับ สิทธิและกรณีความไม่เป็นธรรมต่างๆ
4. เป็นตัวแทนกลุ่มผู้เสียประโยชน์ดำเนินการทางกฎหมายหรือใช้ช่องทาง กฎหมายในการแก้ไขปัญหา
5. สร้างเครือข่ายองค์กรและแสวงหาพันธมิตรในด้านการเคลื่อนไหวด้านสิทธิ มนุษยชน

ประเด็น/ หัวข้อ/ สาระสำคัญ

1. การรวมตัว/ ก่อตั้งจดทะเบียนองค์การเพื่อปฏิบัติงานในฐานะผู้พิทักษ์สิทธิ มนุษยชน

1.1 สภาพปัญหา

  • การจดทะเบียนเป็นนิติบุคลเป็นไปอย่างล่าช้า มีกระบวนการตรวจสอบ มากมาย ต้องผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานภาครัฐด้านต่างๆ เช่น ความมั่นคง วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นต้น
  • การจดทะเบียนกรรมการล่าช้า ระเบียบหยุมหยิม (เช่น ต้องส่งรายงาน ทุกครั้งที่มีการจดทะเบียน เปลี่ยนแปลงกรรมการ)
  • ในารจัดตั้งสมาคมหรือจดทะเบียนกรรมการ มีกองบังคับการตำรวจ สันติบาลเป็นนายทะเบียน

1.2 สาเหตุของปัญหา

  • ความไม่เข้าใจจากหน่วยงานภาครัฐ ในเรื่องเจตนาและการทำงานของ องค์การเอกชนว่าต้องการทำงานร่วมมือกับรัฐเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ
  • ทัศนคติของหน่วยงานภาครัฐที่มีต่อองค์การเอกชนเป็นทัศนคติทางลบ

1.3 ผลกระทบ

  • ทำให้การปฏิบัติงานล่าช้าโดยไม่จำเป็นและในบางครั้งไม่ทันต่อเหตุการณ์
  • เป็นการผลักดันให้เกิดการรวมตัวของผู้สนใจโดยไม่มีการจดทะเบียน ซึ่งส่งผลทำให้มีปัญหาในการเปิดบัญชีธนาคารในนาม กลุ่ม/องค์กร และก่อให้เกิด ปัญหาในการจดทะเบียนผู้เสียภาษีด้วย ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายแพ่งรับรอง สถานะของคณะบุคคลหรือกลุ่มบุคคล
  • ประชาชนและสาธารณชน รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับองค์การเอกชนไม่ถูก ต้องจึงมีภาพพจน์และทัศนคติที่ไม่ดีต่อองค์การเอกชน ในหลายกรณีก่อให้เกิดความขัด แย้งด้วย

1.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

  • องค์การเอกชนร่วมประสานงานกับภาครัฐเพื่อปรับปรุงแก้ไขขั้นตอน และวิธีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้นตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายหรือระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (เช่น ปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2485)
  • เอื้ออำนวยให้กลุ่มองค์กรที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมีสิทธิจด ทะเบียนเป็นผู้เสียภาษีและเปิดบัญชีธนาคารในนามคณะบุคคลได้
  • การจดทะเบียนเป็นสมาคมและมูลนิธิ ไม่ต้องผ่านกรรมการวัฒนธรรม แห่งชาติและสันติบาล ควรให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมารับผิดชอบ
  • ควรเอื้ออำนวยให้กลุ่มองค์กร สมาพันธ์ ฯลฯ จดทะเบียนนิติบุคคลได้ โดยถือหลักจัดตั้งตนเองและกำหนดระเบียบตนเอง (Self regulation)
  • องค์การเอกชนจัดระบบทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เช่น มีรายงาน ประจำปี และงบดุลที่แสดงรายรับรายจ่ายอย่างครบถ้วน
  • สร้างเสริมทัศนะที่ถูกต้องและความเข้าใจระหว่างภาครัฐ เอกชนและ ประชาชน

2. การจดทะเบียนขององค์การสิทธิมนุษยชนต่างประเทศในประเทศไทย

2.1 สภาพปัญหา

  • องค์การสิทธิมนุษยชนต่างประเทศระดับภูมิภาคหลายองค์การซึ่งต้อง การตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย เช่นองค์การนิรโทษกรรมสากลไม่อาจจด ทะเบียนในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว

2.2 สาเหตุของปัญหา

  • นโยบายของประเทศไทยไม่ส่งเสริมการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของ องค์การต่างประเทศ รัฐบาลยังคงมีความกังวลเรื่องความมั่นคงมากเกินไป

2.3 ผลกระทบ

  • องค์การต่างประเทศเหล่านี้ ไม่สามารถจดทะเบียน เพื่อทำงานอย่างถูก กฎหมายได้
  • เป็นการลดโอกาสของสังคมไทยในอันที่จะได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน ประสบการณ์เพื่อพัฒนาความคิดและสร้างสรรค์แนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทของ สังคมไทย

2.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

  • ให้รัฐมีนโยบายส่งเสริมการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมากกว่าที่เป็นอยู่ และควรสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยในภูมิภาค
  • ให้มีกฎหมายรองรับการจดทะเบียนขององค์กรสิทธิมนุษยชนต่าง ประเทศในประเทศไทย

3. การปฏิบัติงานขององค์การ"ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน" ไทย

3.1 สภาพปัญหา

  • การปฏิบัติงานไม่คล่องตัวและไม่อาจรวมพลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ไม่สามารถร้องทุกข์แทนผู้เสียหาย เช่น การเป็นผู้แทนฟ้องคดีแทนผล ประโยชน์สาธารณะ(เช่น เพื่อให้ยกเลิกกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ)
  • ผู้ปฏิบัติงานมีความหวาดกลัว ถูกคุกคาม ข่มขู่ ติดตามจากเจ้าหน้าที่ รัฐ และกลุ่มอิทธิพล บางกรณีถูกสังหารเสียชีวิต หลายกรณีถูกกลั่นแกล้ง เช่น ตั้ง กรรมการสอบสวนหรือถูกให้ออกจากงาน หลายกรณีถูกใช้วิธีรุนแรงถึงแก่ชีวิต บาดเจ็บ หากมีการถูก กล่าวหาและจับกุม

3.2 สาเหตุของปัญหา

  • กฎระเบียบที่แข็งตึงและหยุมหยิม เช่น ให้หน่วยราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้ามา ควบคุมและตรวจสอบการทำงานอย่างละเอียด
  • ไม่มีกฎหมายที่ให้อำนาจองค์การด้านสิทธิมนุษยชนร้องทุกข์แทนผู้เสีย หาย
  • ความไม่เข้าใจและทัศนคติเชิงลบของภาครัฐที่มีต่อองค์การเอกชน
  • พระราชบัญญัติการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ยังถูกนำมาใช้อ้างในบาง โอกาส เพื่อเข้าจับกุมประชาชนที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับรัฐบาล

3.3 ผลกระทบ

  • องค์การเอกชนและผู้ปฏิบัติงานไม่อาจปฏิบัติงานและทำหน้าที่ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สิทธิมนุษยชนของประชาชนถูกละเมิดและไม่ได้รับการเยียวยา
  • เกิดความขัดแย้งในชุมชน/สังคม

3.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

  • ควรยกเลิก พ.ร.บ. การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ (ปัจจุบันประเทศ ไทย คือ เป็นประเทศที่เป็นผู้นำทางสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค มีบรรยากาศที่เป็น ประชาธิปไตย ที่เปิดกว้างมากที่สุด ประเทศหนึ่งและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้ล่มสลายไปแล้ว)
  • ปรับแก้กฎระเบียบที่หยุมหยิม เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกให้องค์การ เอกชนสามารถมาทำงานได้รวดเร็วขึ้น เช่น ยกเลิกหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท. 0402/01595 ลงวันที่ 12 ธ.ค. 2529 เรื่องตรวจตราดูแลการดำเนินกิจกรรม ของมูลนิธิ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย การเข้าไปดำเนินการโดยตรงกับ ชาวเขา ของเอกชน พ.ศ. 2535
  • จัดทำกฎหมายที่ให้องค์การสิทธิมนุษยชนมีสิทธิและอำนาจในการร้อง ทุกข์และดำเนินการตามกฎหมายแทนผู้เสียหายได้โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้

1.องค์การสิทธิมนุษยชนบางองค์การที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ควรมีสิทธิฟ้องคดีอาญาในฐานะผู้เสียหายหรือเป็นผู้แทน ผู้เสียหายในคดีอาญา เช่น กรณีเด็ก สตรี คนพิการ

2.ควรให้องค์การสิทธิมนุษยชนมีสิทธิพิเศษในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในฐานะ ที่เป็นตัวแทนผู้เสียหาย

3.รัฐต้องจัดให้มีการทำประชาพิจารณ์ในประเด็นที่มีผลกระทบต่อสาธารณะ และควรมีข้อกำหนดให้องค์การเอกชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจทุกระดับและ มีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย

4.รัฐต้องจัดการศึกษาให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าใจเรื่องการใช้สิทธิของประชาชน

  • จัดให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองสวัสดิภาพในการทำงาน ของ "ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน"
  • แลกเปลี่ยนข้อมูล ประสานงานและเคารพระหว่างกันและกันในการทำ งานในประเด็นต่างๆ แม้จะเป็นประเด็นทีโต้แย้งกันแต่หารือแสวงหาความร่วมมือเพื่อแก้ ปัญหาร่วมกันได้ โดยจัดให้มีการประชุมพบปะระหว่างองค์การเอกชนและเจ้าหน้าที่รัฐ
  • ฝึกอบรมร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมความเข้าใจในสิทธิ มนุษยชนในมิติเดียวกัน
  • รัฐควรประสานงานและเอื้ออำนวยความสะดวกเพื่อให้องค์การต่างๆ ร่วม กันปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ

4.การปฏิบัติงานขององค์การเอกชนต่างประเทศ

4.1 สภาพปัญหา

  • ไม่มีเสรีภาพในการจัดประชุมสัมมนาขององค์การด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ประเทศทั้งๆ ที่บุคคลผู้เข้าร่วมประชุมเป็นเพียงผู้รับเชิญจากองค์การภายในประเทศ
  • องค์การสิทธิมนุษยชนต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยถูกกลั่นแกล้ง คุกคาม (ตัวอย่าง เช่น หน่วยงานของชาวพม่าถูกเจ้าหน้าที่บางกลุ่มตรวจค้นสำนักงาน เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2541 โดยมีเจตนาเพื่อกรรโชกเอาทรัพย์สิน โดยไม่มีหมายค้น และเจ้าหน้าที่ของรัฐเอาเงินไปจากสำนักงาน 40,000 บาท บัตรผู้ประกาศข่าวและ เอกสารผ่านด่านชายแดนไปจากเจ้าหน้าที่ขององค์การ เป็นต้น)
  • เจ้าหน้าที่ต่างประเทศขององค์การสิทธิมนุษยชนต่างประเทศที่ทำงานอยู่ใน ประเทศไทยไม่สามารถขออนุญาตทำงานอย่างถูกกฎหมายและเสียภาษีให้กับรัฐบาลไทยได้

4.2 สาเหตุของปัญหา

  • ระเบียบของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมว่าด้วยการเข้ามาดำเนินงาน ขององค์การเอกชนต่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2541 ไม่เอื้ออำนวยต่อการ ปฏิบัติงาน
  • รัฐไม่มีนโยบายส่งเสริมการทำงานขององค์การสิทธิมนุษยชนต่างประเทศ ในประเทศไทยอย่างชัดเจน

4.3 ผลกระทบ

  • หยุดยั้งการเรียนรู้และการพัฒนาทางความคิดด้านสิทธิมนุษยชนของผู้ ปฏิบัติงานขององค์การไทย
  • ภาพพจน์ของประเทศไทยเสียหาย
  • รัฐขาดรายได้จากภาษีจำนวนหนึ่ง (ซึ่งมาจากการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ ต่างประเทศทำงานในประเทศไทยและรับเงินเดือนได้)

4.5 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

  • หยุดยั้งการกลั่นแกล้ง คุกคาม องค์การระหว่างประเทศที่ทำงานใน ประเทศไทย
  • แก้ไขหรือยกเลิกระเบียบกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมว่าด้วยการ เข้ามาดำเนินงานขององค์การเอกชนต่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2541
  • แก้ไขคำนิยามเรื่อง "ทำงาน" มิให้หมายถึงการเข้าร่วมประชุมสัมมนา โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือการประชุมสัมมนาทางวิชาการ
  • แก้ไขคำนิยามเรื่อง "คนต่างด้าว" ไม่ให้รวมถึงผู้ไร้สัญชาติด้วย โดยแก้ จากบุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทยให้เป็นบุคคลที่ถือหนังสือเดินทางหรือถือสัญชาติ ต่างประเทศ (เพราะมีชาวเขาไม่น้อยที่เป็นบุคคลไร้สัญชาติ)
  • ให้องค์การเอกชนได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับภาคธุรกิจเอกชนในการเข้า มาทำกิจกรรมหรือเข้าร่วมประชุม
  • ให้มีกฎหมายอนุญาตให้ผู้ปฏิบัติงานชาวต่างประเทศทำงานได้ และได้ รับวีซ่ายาวระหว่างที่ทำงานในประเทศไทย

5. งบประมาณ

5.1 สภาพปัญหา

  • ไม่มีการสนับสนุนด้านงบประมาณจากรัฐและสาธารณชนในประเทศไทย อย่างเพียงพอ ต้องพึ่งการสนับสนุนจากต่างประเทศ
  • ในกรณีที่องค์การเอกชนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐยังมีข้อติดขัดกับ ระเบียบและกรอบวิธีการทำงานของรัฐ

5.2สาเหตุของปัญหา

  • รัฐยังคงมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อองค์การเอกชนไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ
  • ระเบียบและกรอบวิธีการทำงานของรัฐที่ไม่สอดคล้องกับองค์การเอกชน
  • ทัศนคติและพันธกิจของสาธารณชนที่มีต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิ มนุษยชนยังไม่ได้อยู่ในระดับสูงพอที่จะผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมในการ ให้เงินสนับสนุนได้
  • ทัศนคติและแนวคิดของรัฐที่ว่า รัฐมีหน้าที่ควบคุม

5.3 ผลกระทบของปัญหา

  • การทำงานที่ติดขัด ไม่ราบรื่นและไม่ต่อเนื่อง ในหลายกรณีไม่อาจวาง แผนระยะกลางและระยะยาวได้
  • การพัฒนาและการสร้างวัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนไม่อาจดำเนินไปในอัตรา ก้าวที่สม่ำเสมอ

5.4 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

  1. องค์การเอกชนร่วมกับรัฐปรับระเบียบและกรอบวิธีการทำงานให้สอดคล้องกัน
  2. สอดแทรก/บูรณาการ การศึกษาเรื่องสิทธิมนุษยชนในทุกเรื่องทุกขั้น ตอนและทุกระดับ
  3. องค์การเอกชนต้องจัดระบบงบประมาณและจัดทำบัญชีงบดุลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ
  4. รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเป็นประจำทุกปีสำหรับกิจกรรมส่งเสริมคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนขององค์การเอกชน
  5. ปรับปรุงระเบียบการใช้งบประมาณกับองค์กรที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติ บุคคล เป็นระบบเงินอุดหนุน และการสนับสนุนควรใช้แนวปฏิบัติเช่นที่กระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนองค์การเอกชน
  6. ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบเพื่อเอื้ออำนวย ให้มีการยกเว้นภาษีรายได้ สำหรับองค์การด้านสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาอื่นๆและให้ผู้บริจาคสามารถนำเงิน บริจาคต่อองค์การเหล่านี้ไปหักค่าใช้จ่ายได้

4.1 สิทธิมนุษยชนของเด็ก
4.2 สิทธิมนุษยชนของสตรี
4.3 สิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ
4.4 สิทธิมนุษยชนของคนพิการ
4.5 สิทธิมนุษยชนของผู้ป่วย
4.6 สิทธิมนุษยชนของผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์
4.7 สิทธิมนุษยชนของชนกลุ่มน้อย
4.8 สิทธิมนุษยชนของคนต่างด้าว
4.9 สิทธิมนุษยชนของผู้หนีภัย
4.10 สิทธิมนุษยชนของคนไร้สัญชาติ
4.11 สิทธิมนุษยชนคนจน
4.12 สิทธิมนุษยชนของผู้ใช้แรงงาน
4.13 สิทธิมนุษยชนของเกษตรกร
4.14 สิทธิมนุษยชนของผู้บริโภค
4.15 สิทธิมนุษยชนของผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน
4.16 สิทธิมนุษยชนของผู้ต้องคุมขัง
4.17 สิทธิมนุษยชนของผู้พ้นโทษ
4.18 สิทธิมนุษยชนของผู้เสียหาย (เหยื่ออาชญากรรม)
4.19 สิทธิมนุษยชนของชุมชน
4.20 สิทธิมนุษยชนของผู้รับบริการสงเคราะห์จากรัฐ

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

ข้อเขียน-บทความ »

» จินตนา แก้วขาว กราบเธอที่ดวงใจ
» ทะริด ตะนาวศรี คนไทยที่ถูกลืม
» ปู่เย็น ณ สะพานลำใย แห่งลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี

» จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ (รวมงานเขียน)
» ฉายเดี่ยว (รวมงานเขียน)
» งูเขียว หางบอบช้ำ (รวมงานเขียน)

» ตีหัวเข้าบ้าน ตะคอกโลก ตีหัวหมา
» ผายลมนี้มีผลย้อนหลัง
» ได้แต่หวังว่า เราจะอยู่ร่วมกันได้บนโลกที่เปรียบเสมือนบ้านของเราใบนี้ ด้วยความรู้สึกที่ดีประดุจดั่งกินข้าวจากหม้อเดียวกัน

» ขอเป็นตาแก่ขี้บ่นในหัวใจเธอ
» เมื่อคนขับรถปลอมตัวไปเล่นหุ้น (บันทึกการเล่นสด)

นิยาย-เรื่องสั้น »

» ตำนานบันลือโลก
» บันทึกทรราชย์
» ผมเกือบได้เป็นนักแต่งเพลงชื่อดังเสียแล้ว
» ชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งหลังเกษียณ
» แสนยานุภาพแห่งการรอคอย

สติ๊กเกอร์ไลน์