Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

สิทธิมนุษยชน

บทที่ 1 ปฐมบท
บทที่ 2 นโยบายสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
บทที่ 3 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน
บทที่ 4 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนตามกลุ่มเป้าหมาย
บทที่ 5 การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามสนธิสัญญา และแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ
บทที่ 6 การส่งเสริมการดำเนินงานสิทธิมนุษยชน
บทที่ 7 กลไกการบริหารการจัดการเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

บทที่ 6 การส่งเสริมการดำเนินงานสิทธิมนุษยชน

การพัฒนาการวิจัย

สิทธิมนุษยชนหรือสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ เป็นศีลธรรมพื้นฐานของการอยู่ร่วม กัน โดยสันติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ หากขาดซึ่งศีล ธรรมพื้นฐานนี้ก็จะนำไปสู่ปัญหาหรือความทุกข์แก่มนุษย์ในด้านต่างๆ มากมาย สันติสุข ย่อมจะเกิดขึ้นในสังคม ไม่ได้ ในขณะเดียวกันสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่พลวัตไปตาม สถานการณ์และสภาพแวดล้อม จึงมีความจำเป็นต้องทำการศึกษา วิจัย สภาพปัญหา สาเหตุและผลกระทบเพื่อเตรียมแนวทางการแก้ไขไว้รองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

1. หลักการและความสำคัญ

การพัฒนาการวิจัยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เพื่อนำไปสู่การสร้างจิตสำนึกใหม่ ของมนุษย์เป็นสิ่งที่สังคมต้องการมากที่สุดในปัจจุบัน มิเช่นนั้นวิกฤตปัญหาต่าง ๆ จะสั่งสมและทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ มิติที่สำคัญของการสร้างจิตสำนึกใหม่ ก็คือคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะต้องใช้เป็นเครื่องมือหรือแนวทางในการแก้ไข ปัญหา ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง และระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อม ความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่มี คุณค่ามากและเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความทุกข์ของมนุษย์ มากมายไม่ว่าจะเป็นปัญหา ความยากจน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาความรุนแรงต่าง ๆ ในสังคมล้วนมีที่มาจากปัญหาการละเมิดสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ทั้งสิ้น ดังนั้นปัญหา สิทธิมนุษยชนจึงเกี่ยวข้องกับคนทุกคน เป็นเรื่องของวิถีการดำเนินชีวิตของคนในทุกๆ สังคม ปัญหาสิทธิมนุษยชนไม่ได้อยู่ในลักษณะสถิตคงที่ แต่พลวัตหรือเปลี่ยนแปลง ไปตามสภาพแวดล้อมของสังคมโลก และสังคมของ ชุมชนในแต่ละประเทศภายใต้มิติ แห่งเวลาที่ผันแปรไปตลอดเวลาการศึกษาวิจัยปัญหาสิทธิมนุษยชนจึงมีความสำคัญและ จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อดำรงรักษาศีลธรรมพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันโดยสันติ เป็นกระบวน การที่ยาวนานและต่อเนื่องเพื่อเชื่อมโยงให้เกิดจิตสำนึกใหม่ของมวลมนุษย์ รูปแบบและ วิธีการของการศึกษาวิจัยนั้นต้อง บูรณาการไปพร้อม ๆ กับการเผยแพร่และการนำไปใช้ หรืออาจกล่าวได้ว่าจำต้องผสมผสานไปกับวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ โดยมีศีลธรรม พื้นฐานเป็นแกนกลางหลักเพื่อนำไปสู่ความสุขของมนุษยชาติอย่างแท้จริง

2. วัตถุประสงค์

   2.1 เพื่อศึกษาวิจัยสภาพปัญหา สาเหตุแห่งปัญหา ผลกระทบของปัญหาและแนวทาง แก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันโดเน้นการนำเทคนิคและรูปแบบการวิจัยที่ให้ ผลลัพธ์ที่แม่นยำมาประยุกต์ใช้
   2.2 เพื่อศึกษา วิจัย ปัญหาสิทธิมนุษยชนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตและเตรียม มาตรการป้องกันและรองรับปัญหาดังกล่าวอย่างสมบูรณ์รอบด้าน
   2.3 เพื่อบูรณาการและผสมผสานผลการศึกษาวิจัยให้สอดคล้องกับวิถีการดำเนิน ชีวิต และนำไปสู่การสร้างจิตสำนึกใหม่ของคนในสังคม

3. กลุ่มเป้าหมาย

   3.1 การศึกษาวิจัยในเชิงมหภาคเน้นกลุ่มเป้าหมายรวมที่คนไทยส่วนใหญ่
   3.2 การศึกษาวิจัยในเชิงจุลภาคเน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะขึ้นอยู่กับประเด็นการ วิจัย และวัตถุประสงค์การวิจัย

4. รูปแบบและวิธีการวิจัย

การศึกษาวิจัยปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย ควรเป็นผลิตผลของนักคิดไทย เพื่อสังคมไทยในศตวรรษหน้า โดยมีความคาดหวังสูงให้ประสบความสำเร็จภายใน ทศวรรษหน้าการศึกษาวิจัย นอกจากมีรูปแบบและวิธีการวิจัยตามหลักวิชาการแล้ว ควรมีรูปแบบและวิธีการในเชิงกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัยกับนักวิจัย และนัก วิจัยกับสังคมภายนอก อาทิ นักวิจัยกับชุมชน นักวิจัยกับสื่อสารมวลชน ซึ่งจะทำให้การ ศึกษาวิจัยมีคุณค่ามากขึ้น ดังนั้น การศึกษาวิจัยจึงควรมีลักษณะที่เคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กับสังคมภายนอก หรือที่เรียกว่าสื่อสารปฏิสัมพันธ์กับสาธารณะ โดยการสัมผัสกับ กระบวนชีวิตของคน เป็นกระบวนปฏิสัมพันธ์ในเชิงความคิด และในเชิงกระบวนทัศน์กับ โลก ซึ่งจะสามารถตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการพัฒนาการวิจัยได้ อย่างสมบูรณ์มากขึ้น

5. การเผยแพร่และการนำไปใช้

นอกจากการอาศัยการสื่อสารปฏิสัมพันธ์กับสาธารณะซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเผย แพร่และการนำไปใช้แล้ว ควรดำเนินการดังต่อไปนี้

   5.1 พัฒนาวิธีการเผยแพร่ผลงานการศึกษาวิจัยให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยการ นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ให้มากขึ้น และใช้สื่อที่มีความหลากหลาย
   5.2 พัฒนาวิธีการให้บริการข้อมูลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนให้มีการ ตอบสนองต่อผู้มาใช้บริการอย่างเต็มที่
   5.3 จัดแปลและสรุปข้อมูลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนให้มีความต่อเนื่อง และทันต่อเหตุการณ์และเผยแพร่ไปทั่วโลก
   5.4 เผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยในลักษณะของการจัดให้มีการโต้เถียงอย่างมี เหตุผล ในเวทีภายในประเทศและเวทีนานาชาติ อาทิ อาเซียนและสหประชาชาติ

6. ประเด็นการศึกษาวิจัย

   6.1 ฐานความคิดและยุทธศาสตร์การวิจัย

การกำหนดฐานความคิดในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย

ประการแรก ควรปลดปล่อยแนวคิดให้เป็นอิสระจากการถูกครอบงำโดย อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตก เพื่อเปิดช่องทางให้มีปฏิสัมพันธ์ประสานความพยายาม คิดค้นความหมายและขอบข่ายของสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางและพลวัตสืบเนื่องไป โดยลำดับ แนวการมองประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน จึงควรพัฒนาไปในแนว ทางของการประสานความร่วมมือกันระหว่าง "ต่างอารยธรรม" อันหลากหลาย แทนที่จะ เป็นไปในรูปของ "สากลนิยม" แบบตะวันตกแต่ถ่ายเดียว

ดังนั้นการศึกษาวิจัยจึงควรตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องตั้งข้อสงวนไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องเป็นไปตามกระแสความคิดและการปฏิบัติในลักษณะที่ สรุปรวบยอด โดยยึดถือเอา "ปฏิญญาสากล ฯ" และข้อบัญญัติระหว่างประเทศเป็น เกณฑ์คุณค่าและมาตรฐานสูงสุดและสุดท้ายโดยปราศจากเงื่อนไข

ประการที่สอง สิทธิมนุษยชนไม่ควรจะถูกนิยามอย่างคับแคบ จำกัดความ หมายและขอบข่ายอยู่แต่ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล สิทธิในทรัพย์สินและหลัก นิติธรรม หรืออีกนัยหนึ่ง เรื่องที่จะพึงมีผลใช้บังคับโดยกลไกทางกฎหมายและศาล เท่านั้น ในขณะที่ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม กำลังขยายตัวและทวีความรุนแรง มากยิ่งขึ้นโดยลำดับ อาทิ ปัญหาช่องว่างระหว่างคนมีกับคนจน ปัญหาความยากจน ทุพโภชนาการ การไร้ที่อยู่อาศัย ไร้การศึกษา ฯลฯ ในทางปฏิบัติกลับถูกมองข้ามหรือ ละเลยไปในสายตาของนักสิทธิมนุษยชนตะวันตก

ดังนั้น การมองสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย จึงไม่ควรมองไปที่กลุ่มสิทธิราษฎร และสิทธิทางการเมืองด้วยความยึดมั่นถือมั่นว่ามีความเป็นสากลเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแบบ ตะวันตก หรือมุ่งไปในทางสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเพื่อสนองตอบ ปัญหาเศรษฐกิจสังคมในแบบฉบับของรัฐสวัสดิการเท่านั้น

ประการที่สาม ในเรื่องของกาลเวลาในการมองประเด็นปัญหาสิทธิมนุษยชนจากแง่มุม ของวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องของการสะท้อนพัฒนาการการ เปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นทั้งแรงกระตุ้นความสำนึกของการ เรียนรู้ แสวงหา ดังนั้นความหมายขอบข่าย ของสิทธิมนุษยชนจึงไม่อาจเข้าใจได้ใน แง่เป็นกฎเกณฑ์มาตรฐานที่หยุดนิ่งหรือภาพนิ่ง หากแต่เป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ อันเป็นพลวัตควบคู่ไปกับสภาวะของจิตสำนึกและอารยธรรมตรงชั่วขณะหนึ่งในประวัติศาสตร์

ด้วยเหตุนี้ การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนจึงตั้งอยู่บนรากฐานของ ธรรมชาติ มนุษย์ การแสวงหาอิสรภาพและความก้าวหน้าของมนุษย์ กระบวนการเปลี่ยนแปลงทาง ประวัติศาสตร์มาจนกระทั่งยุคโลกาภิวัตน์ และสถานะของสังคมการเมืองไทยในอดีตจน ถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ภายใต้ยุทธศาสตร์การวิจัย ดังต่อไปนี้

   6.1.1 การศึกษาวิจัยควรมีจุดเน้นในเรื่องของสังคมไทย หากจำเป็นต้อง ศึกษาอย่างเป็นพลวัต ในบริบทปฏิสัมพันธ์กับกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งส่งผลกระทบสำคัญ ต่อการพัฒนาเปลี่ยนแปลง ภายในสังคมการเมืองไทย
   6.1.2 นอกจากผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ในวงกว้างแล้ว สังคม วัฒนธรรมไทย พึงต้องได้รับการพิจารณาศึกษาในบริบทของภูมิภาคเอเชีย ในแง่นี้เรื่อง ของค่านิยมเอเชียและกระแส ภูมิภาค รวมทั้งความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประเทศกำลัง พัฒนาอื่น ๆ ทั้งหลาย ควรอยู่ในขอบข่ายที่สมควรศึกษาประกอบกันไปด้วย
   6.1.3 การศึกษาวิจัยสิทธิมนุษยชน จำเป็นต้องมีการศึกษาควบคู่ไปกับมิติ ทางด้านเศรษฐกิจการเมืองด้วย โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องของประชาธิปไตย การพัฒนา แบบยั่งยืน สภาพแวดล้อม และสันติภาพ
   6.1.4 นอกเหนือไปจากการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจ ในประเด็นปัญหาสิทธิมนุษยชนตามที่เป็นอยู่แล้ว การศึกษาวิจัยควรเป็นไปในเชิงมอง ประเด็นปัญหาข้างหน้า เพื่อที่จะสามารถคาดการณ์แนวโน้มที่จะบังเกิดต่อไป
   6.1.5 การศึกษาวิจัยควรมีการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันทาง ความคิดให้กับสังคมไทย โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การสร้างสรรค์ การส่งเสริมการเข้าถึงของ สาธารณชน การกระตุ้นจิตสำนึก และการมีส่วนร่วมของประชาชนคนไทย เป็นการ พัฒนาให้เกิดพลังมหาชนที่มีการเรียนรู้ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลง เชิงโครงสร้างของสังคมการเมืองไทยในอนาคต

6.2 ประเด็นวิจัย

จากฐานความคิดและยุทธศาสตร์การวิจัยที่กล่าวมา ประเด็นการวิจัยควรประกอบ ด้วยประเด็นดังต่อไปนี้

ประเด็นหลักเชิงมหภาค

การประเมินสถานภาพองค์ความรู้และสถานการณ์ในอดีต ปัจจุบัน และพัฒนาการ เพื่ออนาคตเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

ประเด็นย่อย

เหตุผล : การศึกษาวิจัยประเด็นเชิงมหภาคก็เพื่อร่วมกันเสริมสร้างองค์ความ รู้และกระบวนทัศน์ใหม่เกี่ยวกับความหมาย เนื้อหาสาระและขอบข่ายของสิทธิมนุษยชน นอกจากนั้นยังเป็นการทำความเข้าใจและประเมินถึงผลกระทบที่ลิดรอนสิทธิมนุษยชน ของคนไทยจากโครงสร้างและกระบวนการทางด้านเศรษฐกิจการเมืองโลก ดังนั้น การสำรวจและวิเคราะห์ประเมินจึงควรลงลึกถึงพื้นฐานทางวัฒนธรรมและสถาบันต่าง ๆ ของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย ในบริบทของวิถีเอเชีย รากฐานทางนิติศาสตร์และวิชาชีพกฎหมาย รวมทั้งสถาบันกระบวนการยุติธรรม ระบอบรัฐธรรมนูญและกระบวนการทางการเมือง ไทยภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาชุมชนชนบทไทย เป็นต้น

การศึกษาวิจัยนี้ควรศึกษาวิเคราะห์และนำเสนอในแนวทางของการแก้ไขปัญหาและการ พัฒนาเชิงสถาบัน การศึกษาลู่ทางถ่ายทอดสื่อข้อมูลความรู้ออกไปสู่ภาคปฏิบัติสำหรับ กลุ่มชนเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการมุ่งส่งเสริมและพัฒนาระบบสิทธิชุมชนในการ จัดการทรัพยากรท้องถิ่นอย่างยั่งยืน อันจะมีส่วนในการถ่วงดุลศูนย์อำนาจเศรษฐกิจการ เมืองโลก และทั้งเป็นการพัฒนาสิทธิมนุษยชนให้ดำเนินบทบาทหน้าที่ในการเสริมสร้าง การบริหารการจัดการที่ดี อย่างแท้จริง

ประเด็นเชิงจุลภาค

ประเด็นสิทธิมนุษยชนเชิงจุลภาคเป็นการกำหนดประเด็นศึกษาวิจัยในทางลึก ซึ่งสืบเนื่องจากการศึกษาประเด็นหลักในเชิงมหภาคแล้ว ควรศึกษาวิจัยปัญหาสิทธิ มนุษยชนของประเทศไทยที่อยู่ในรายงานขององค์การระหว่างประเทศและนานาชาติ อาทิ การศึกษาวิจัยผลกระทบจากการลงโทษประหารชีวิต ปัญหาการวิสามัญฆาตกรรม ปัญหาต่อกรณีผู้ลี้ภัย เป็นต้น

ประเด็นการศึกษาวิจัยที่ควรดำเนินต่อไปตามกลุ่มเป้าหมายในแผนปฏิบัติการ แม่บท เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนฉบับนี้ คือ ปัญหาสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับกลุ่มคนต่างๆ ได้แก่ เด็ก สตรี กลุ่มผู้ด้อยโอกาส เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ผู้บริโภค คนงานข้ามแดน ตลอดทั้งการวิเคราะห์ แนวปฏิบัติต่อกันเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และวิธีการแก้ ไขปัญหาเกี่ยวกับ กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะประเด็นการวิเคราะห์คำพิพากษาของ ศาลและแนวคิด พื้นฐานเกี่ยวกับเหตุผล ฯลฯ

ประเด็นการศึกษาวิจัย ปัญหาที่คาดการณ์ว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต อาทิ ผลกระทบจากกระแสข้ามชาติ ผลกระทบจากการพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองไทยหรือการ ละเมิดสิทธิมนุษยชน จากนโยบายและโครงการพัฒนาของรัฐ หรือโครงการสาธารณะ ต่าง ๆ (อาทิ เขื่อน ทางด่วน ฯลฯ) ผลกระทบจากกระแสชุมชนท้องถิ่น วัฒนธรรมท้อง ถิ่น ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ผลกระทบจากเทคโนโลยีสมัยใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้แก่ สื่ออิเลคโทรนิค เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะลิดรอน ทำลายสิทธิมนุษยชนในอนาคต

ประเด็นการศึกษาวิจัย องค์ประกอบอื่นเกี่ยวพันกับสิทธิในการพัฒนาตนเอง อาทิ คุณภาพชีวิตอันเป็นจุดหมายของสิทธิในการมีชีวิตอย่างมีคุณภาพ เช่น อาหาร อากาศ หายใจ น้ำ ฯลฯ ซึ่งนับเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงได้รับการพิจารณาก่อนสิ่งอื่นใด โดยนัย นี้ปัญหาสิทธิคนจน ผู้ยากไร้ ควรเป็นหัวข้อการศึกษาวิจัยเชิงจุลภาคที่ควรได้รับความ สนใจเป็นพิเศษ และโดยนัยเดียวกันเรื่องของสิทธิอันสืบเนื่องมาจากหลักความเป็นจริง ของธรรมชาติมนุษย์ กับเรื่องความเป็นธรรม จึงประกอบเป็น อันหนึ่งอันเดียวกันและมี นัยสำคัญต่อปัญหา การจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็น ปัญหาวิกฤตเรื้อรังอยู่ในปัจจุบันนี้

ข้อสังเกต โดยที่ควรคำนึงถึงความเป็นพลวัตของพัฒนาการสิทธิมนุษยชน การศึกษาวิจัยจึงควรเป็นกระบวนการ "เปิด" เพื่อรองรับประเด็นปัญหาที่อาจเกิดติดตามมา โดยไม่ควรกำหนดไว้อย่างตายตัวแต่เริ่มแรก

7. กลไกการดำเนินการและงบประมาณ

กลไกการดำเนินการและการสนับสนุนด้านงบประมาณ ควรพิจารณาจากองค์การ หรือสถาบันหน่วยงาน 4 หน่วย ได้แก่ ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาชนหรือ Non-Governmental Organizations (NGOs) และองค์การระหว่าง ประเทศ

ภาครัฐคงต้องถือเป็นองค์การหลักในการดำเนินภารกิจด้านการพัฒนาการวิจัยเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชน อาทิ บทบาทการสนับสนุนการวิจัยโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ง ชาติ คณะกรรมการการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันสิทธิมนุษยชนในมหาวิทยาลัยและองค์การ ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งองค์การสถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาตินี้อาจได้รับการสนับสนุน ด้านงบประมาณการวิจัยจากงบประมาณแผ่นดินที่รัฐจัดสรรให้ นอกจากนั้นอาจอาศัย ความร่วมมือด้านงบประมาณจากองค์การสถาบันภาคธุรกิจเอกชนและองค์การระหว่าง ประเทศด้วย

องค์การสถาบันภาคประชาชน โดยเฉพาะองค์การอาสาสมัครเอกชน และชุมชน กลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน โดยสามารถเป็น กลไกการดำเนินการเอง และ / หรือ อาศัยการสนับสนุนด้านงบประมาณการวิจัยจาก ภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศ

กล่าวโดยสรุป กลไกการดำเนินการและงบประมาณสนับสนุนการวิจัยด้านสิทธิ มนุษยชน เป็นความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งจากภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาชน และองค์การระหว่างประเทศ โดยภาครัฐจะต้องเป็นแกนกลางในการประสานงานและ ต้องถือเป็นภารกิจสำคัญ โดยปราศจากเงื่อนไข หรือข้อแม้ใด ๆ

1.การศึกษาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
2.การพัฒนาการวิจัย
3.การรณรงค์และประชาสัมพันธ์ด้านสิทธิมนุษยชน

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com