Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อการสอน

คุณค่าของสื่อการสอน
หลักในการใช้สื่อ
จิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสื่อ
ความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาพัฒนาการ
ธรรมชาติในการเรียนรู้ของมนุษย์
การใช้สื่อการสอน
พื้นฐานทางจิตวิทยา
จิตวิทยาการใช้สื่อ
แนวคิดทางการสอน
ความหมายของการสอน
เทคนิคการสอน
ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism)
ตัวชี้วัด (Indicator)
จิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสื่อการเรียนการสอน

ธรรมชาติในการเรียนรู้ของมนุษย์

ธรรมชาติในการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นมาจากการรับรู้ (perception) ที่ตีความจากความรู้สึกที่ได้จากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว ด้วยอวัยวะรับการสัมผัส (sensory organs) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่องรับ (receptors) ได้แก่

อวัยวะรับการสัมผัสภายนอก ประกอบด้วย

ตา (visual sense) สำหรับการมองเห็น
หู (auditory sense) สำหรับการได้ยิน
จมูก (olfactory sense) สำหรับการดมกลิ่น
ลิ้น (gustatory sense) สำหรับการชิมรส
กาย (skin sense) สำหรับการสัมผัสทางกาย

อวัยวะสัมผัสภายใน ประกอบด้วย

เมื่ออวัยวะสัมผัสกระทบกับสิ่งเร้า (Stimulus) จากสิ่งแวดล้อม ก็จะส่งความรู้สึกไปยังสมอง ซึ่งสมองจะทำหน้าที่แปลสัมผัส(sensation)และส่งต่อไปยังระบบประสาท(nervous system) จากนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น กระบวนการไฟฟ้าและเคมี เพื่อให้สมองรับทั้งพฤติกรรม การรับรู้ หรือเกิดวิญญาณ ตัวอย่างเช่น เด็กเล็ก ๆ มองเห็นเปลวเทียนมีแสงสว่างไสว แสงเทียนที่เด็กเห็นจะเป็นสิ่งเร้า เด็กจะคลานเข้าไปหา และเอื้อมมือจับเปลวเทียน มือ (กายสัมผัส) ที่สัมผัสไฟ และตา (จักษุสัมผัส) ที่มองเห็นเปลวเทียน จะส่งความรู้สึกไปยังสมองและระบบประสาท ซึ่งจะทำให้เด็กนั้นสามารถรู้ได้ว่า เปลวไฟนั้นมีความร้อนและแสงสว่าง

หลังจากนั้น จึงเกิดการเรียนรู้ (learning) ที่เป็นกระบวนการต่อเนื่องจากการรับรู้ เมื่อประสาทสัมผัสกระทบกับสิ่งเร้า และเกิดการรับรู้ ถ้าการรับรู้หรือความรู้สึกนั้นผ่านไปโดยที่มิได้บันทึกความจำ การรับรู้นั้นจะถือว่ายังไม่ก่อให้เกิดประสบการณ์ แต่ถ้าหากสมองได้บันทึกการรับรู้นั้นไว้เป็นประสบการณ์ เมื่อประสาทสัมผัสกระทบต่อสิ่งเร้าเดิมอีก จะทำให้เกิดความระลึกได้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่มนุษย์จะรับรู้และสามารถพัฒนาจนเป็นการเรียนรู้ได้ดีหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้

  1. สติปัญญา ผู้มีสติปัญญาสูงกว่า ย่อมรับรู้ได้ดีกว่าผู้มีสติปัญญาต่ำกว่า
  2. การสังเกตและพิจารณา ขึ้นอยู่กับความชำนาญ และความสนใจต่อสิ่งเร้า
  3. คุณภาพของจิตในขณะนั้น ถ้ามีความเหนื่อยอ่อน เครียด หรืออารมณ์ขุ่นมัว อาจทำให้แปลความหมายของสิ่งเร้าที่สัมผัสได้ไม่ดี แต่ในทางตรงกันข้าม หากสภาพจิตใจผ่องใส ปลอดโปร่ง ก็จะทำให้การรับรู้และการเรียนรู้เป็นไปด้วยดี และเป็นระบบ

จากการศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติในการเรียนรู้ของมนุษย์ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น เราจะสามารถนำความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์ในการสร้างแบบการสอน โดยอาศัยหลัก 4 ประการ ดังนี้

  1. หลักสูตรหรือคำอธิบายรายวิชา ควรระบุจุดมุ่งหมายว่า ต้องการให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ในเรื่องใดบ้าง
  2. กิจกรรม ควรมีกิจกรรมการเรียนหรือกิจกรรมเสริมอะไรบ้างที่จะช่วยให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายและกิจกรรมเหล่านั้นควรจัดในรูปแบบใด
  3. สภาพแวดล้อมของการเรียน ควรจัดสภาพแวดล้อมเพื่อกิจกรรมการเรียนอย่างไร ต้องใช้สถานที่เรียน บุคลากร และวัสดุอุปกรณ์อะไรบ้าง
  4. การประเมินผล ต้องสร้างระบบการประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทราบระดับของสัมฤทธิผลของผู้เรียน

    ทั้งนี้ อาจแสดงระบบการสร้างแบบการสอนให้ชัดเจน

 

ไชยยศ เรืองสุวรรณ กล่าวว่า ก่อนที่จะวางแผนระบบการสอนข้างต้น ส่วนที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษ คือ เรื่องของการวิเคราะห์ผู้เรียนว่ามีอะไรบ้างที่ผู้เรียนต้องการเรียนรู้ มีอะไรบ้างที่ผู้เรียนรู้อยู่แล้ว อะไรคือปัญหาของผู้เรียนในการเรียน ผู้เรียนมีความพร้อมที่จะเรียนหรือไม่ หลังจากนั้นจึงควรเริ่มวิเคราะห์ระบบการสอน ดังนี้

  1. ความมุ่งหมาย (Goals) เรามีความมุ่งหมายอะไรบ้างที่มุ่งจะก่อให้เกิดผลสำเร็จในการจัดการเรียนสอน การวิเคราะห์ในเรื่องนี้ก็คือ การวิเคราะห์ภารกิจของผู้สอน
  2. สภาพการณ์ (Conditions) ผู้เรียนจะประสบผลสำเร็จในการเรียนได้ดี ควรเรียนรู้อยู่ภายใต้สภาพการณ์อะไรบ้าง อย่างไร ควรใช้ยุทธวิธีหรือวิธีการอย่างไร
  3. แหล่งการเรียนหรือทรัพยากรการเรียน (Resources) มีแหล่งการเรียนหรือทรัพยากรอะไรบ้าง ที่จัดว่าจำเป็นต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน
  4. ผลที่ได้ (Outcomes) เราจะประสบผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้เพียงใด มีอะไรบ้างที่จำเป็นจะต้องปรับปรุงแก้ไข

เกอร์ลัชแห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐอาริโซนาและอีลีแห่งมหาวิทยาลัยซีราคิวส์สหรัฐอเมริกา ได้ออกแบบระบบการสอนจนเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ระบบการสอนที่เขาทั้งสองออกแบบไว้นั้น มีทั้งหมด 10 ขั้นตอน คือ

  1. กำหนดจุดมุ่งหมาย ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการสอน จุดมุ่งหมายควรเป็นจุดมุ่งหมายเฉพาะ หรือจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม ที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้ และครูสามารถวัดและสังเกตได้
  2. กำหนดเนื้อหา เป็นขั้นของการเลือกเนื้อหา เพื่อนำมาช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และบรรลุจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมที่ตั้งไว้
  3. ประเมินผลพฤติกรรมก่อนเรียน เป็นการประเมินผลก่อนเรียนเพื่อให้ทราบพฤติกรรมเบื้องต้นหรือพื้นฐานเดิมของผู้เรียน
  4. พิจารณายุทธศาสตร์หรือวิธีการสอน คำว่า “ยุทธศาสตร์การสอน” เป็นคำที่ใช้เพื่อจำเพาะเจาะจงยิ่งกว่าคำว่า “วิธีสอน” “ยุทธศาสตร์” คือ วิธีการของครูในการใช้สื่อความ เรื่องราวข่าวสาร การเลือกทรัพยากร และการกำหนดบทบาทของผู้เรียนในการเรียนการสอน ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการสอน ส่วนคำว่า “วิธีสอน” เป็นการวางแผนกระบวนการสอนอย่างมีระบบ ยุทธศาสตร์การสอนที่เกอร์ลัชและอีลีชเสนอมี 2 ระบบ คือ
    - แบบที่ครูเตรียมเนื้อหาความรู้มาให้แก่ผู้เรียนเองทั้งหมด โดยครูใช้สื่อต่าง ๆ เพื่อการสอนหรือถ่ายทอดความรู้ ยุทธศาสตร์การสอนแบบนี้ได้แก่ การสอนแบบบรรยาย อภิปราย ซึ่งทั้งหมดนี้เรียกว่ายุทธศาสตร์แบบ Expository Approach
    - ยุทธศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งครูจะมีบทบาทเป็นเพียงผู้เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อการเรียนและการจัดสถานการณ์เพื่อให้การเรียนรู้บรรลุจุดมุ่งหมาย ยุทธศาสตร์การสอนแบบนี้เรียกว่า Inquiry หรือ Discovery Approach
  5. การจัดแบ่งกลุ่มผู้เรียน เป็นการจัดกลุ่มผู้เรียนเพื่อให้ได้เรียนรู้ร่วมกัน จุดมุ่งหมายของการสอนจะทำให้เราสามารถจัดกลุ่มผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นในการจัดแบ่งกลุ่มผู้เรียนต้องพิจารณาจากจุดมุ่งหมาย เนื้อหาและยุทธศาสตร์การสอน ซึ่งสามารถยืดหยุ่นได้ตามตัวแปรที่กล่าวมาแล้ว
  6. กำหนดเวลาเรียน จากการกำหนดยุทธศาสตร์และวิธีการสอนกับผู้เรียนกลุ่มต่าง ๆ แล้วก็จะต้องกำหนดเวลาเรียน การกำหนดเวลาเรียนจะขึ้นอยู่กับเนื้อหา จุดมุ่งหมาย สถานที่ การบริการและความสามารถตลอดจนความสนใจของผู้เรียน ดังนั้น การกำหนดเวลาจึงขึ้นอยู่กับผลการวิเคราะห์สภาพการณ์ดังกล่าว
  7. กำหนดขนาดหรือสถานที่บรรยาย ห้องเรียนปกติโดยทั่วไปจะมีผู้เรียนประมาณ 30-40 คน ภายในห้องเรียนมีโต๊ะนักศึกษา โต๊ะครู กระดานดำและป้ายนิเทศ ซึ่งนับว่าเหมาะสมกับการสอนแบบบรรยาย แต่อาจจะไม่เหมาะสมกับการสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์แบบต่าง ๆ ดังนั้น ห้องบรรยายจึงควรมีหลายขนาด
    - ห้องเรียนขนาดใหญ่ ที่สามารถบรรจุผู้เรียนได้ระหว่าง 60-300 คน
    - ห้องเรียนขนาดเล็ก สำหรับการเรียนระบบกลุ่มย่อย
    - ห้องเรียนแบบเอกัตบุคคลหรือเรียนแบบเสรี ซึ่งห้องเรียนแบบนี้อาจใช้ห้องศูนย์สื่อการสอนที่ผู้เรียนสามารถเข้าไปศึกษาค้นคว้าหรือศึกษาค้นคว้าหรือเรียนรู้ด้วยตนเอง ในห้องเรียนแบบนี้อาจจะมีคูหารายบุคคลไว้ให้ผู้เรียนใช้นั่งเรียน
  8. การเลือกทรัพยากรหรือสื่อการเรียนการสอน ในขั้นนี้ครูจะเลือกสื่อต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์การสอน ขนาดกลุ่มและสถานที่ในการสอนต่าง ๆ กันเพื่อให้การสอนบรรลุจุดมุ่งหมาย เช่น รูปภาพ สไลด์ ภาพยนตร์ เครื่องเสียง หนังสือและอื่น ๆ
  9. การประเมินผลการเรียน การเรียนเป็นการปะทะสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้เรียน หรือระหว่างผู้เรียนกับสื่อการเรียนการสอน ดังนั้น ผลการเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญในการเรียน
  10. การวิเคราะห์ข้อมูลย้อนกลับ เป็นการตรวจสอบหาข้อบกพร่องเพื่อปรับปรุงแก้ไข

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com