ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

มาร์ทิน ไฮเด็กเกอร์

โดย กีรติ บุญเจือ

มาร์ทิน ไฮเด็กเกอร์ (Martin Heidegger 1889-1976)

        ไฮเด็กเกอร์ ไม่สู้จะเปิดเผยตัวเอง ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตและความรู้สึกส่วนตัวจึงมีน้อย ที่สันนิษฐานกันไว้ก็มีความขัดแย้งกันอยู่มาก จึงเชื่อถือไม่สู้ได้ อย่างไรก็ตามเราก็ต้องพยายามทำความเข้าใจอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อผลทางวิชาการปรัชญา เพราะมีความคิดสร้างสรรค์เชิงปรัชญาและเขียนไว้มาก รวบรวมได้ถึง 38 เล่มใหญ่แล้วก็ยังไม่หมด ความคิดหลักๆ ได้พิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ยังมีชีวิต

มาร์ทิน ไฮเด็กเกอร์ (Martin Heidegger 1889-1976) บิดาชื่อฟรีดริช (Friedrich) มารดาชื่อโยฮันนา เคมพฟ์ (Johanna Kempf) เป็นคาทอลิกทั้งคู่ บิดามีอาชีพเป็นผู้ดูแลโบสถ์ของหมู่บ้าน มาร์ทินเป็นคนโตในลูกชาย 2 คน

  • 1889 เกิดวันที่ 26 กันยายน ณ ตำบลเมสเกียค (Messkirch) เมืองบาเดนวีร์ทเทมบวร์ก(Baden Wuerttemburg) ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเยอรมนี เติบโนในบรรยากาศที่มีศรัทธาต่อศาสนาคริสต์คาทอลิกอย่างเต็มที่ และคลุกคลีอยู่กับบรรยากาศของโบสถ์
  • 1903 สมัครเข้าสถานฝึกอบรมเป็นบาทหลวงของอัครสังฆมณฑลฟรายบวร์ก จึงเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนของสังฆมณฑลที่ Constance
  • 1906 ลาออกจากสถานอบรมบาทหลวง เรียนต่อเตรียมอุดมที่โรงเรียนรัฐบาล Bertholds-Gymnasium in Feiburg-in-Bressgan จบแล้วเข้ามหาวิทยาลัยเมืองเดียวกัน
  • 1907 Dr.Conrad Groeber ซึ่งเป็นครูสอนและบาทหลวงและจะเป็นอัครสมณราช (Archbishop) แห่งฟรายบวร์ก ส่งหนังสือของเบรนตาโน (Brentano) ชื่อ On the Manifold Meaning of Being in Aristotle, 1862 (หลายความหมายของภวันต์ในแอร์เริสทาทเทิล) มาให้อ่านพบว่าเป็นจุดสนใจ ลงมือเขียนแสดงความคิด
  • 1909 เข้าฝึกเป็นเยสุอิต เรียนปรัชญาและเทววิทยาที่มหาวิทยาลัยฟรายบวร์ก (Freiburg-in-Breisgan)
  • 1911 ออกจากคณะเยสุอิต เรียนคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ และประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเดิม แต่ก็ชอบใช้เวลาอ่านเบรนตาโนเป็นส่วนมาก และในที่สุดก็เปลี่ยนใจมาทำปริญญาทางปรัชญา
  • 1912 เผยแพร่บทความ “TheProblem of Reality in Modern Philosophy” (ปัญหาความเป็นจริงในปรัชญานวยุค) เพื่อคัดค้านลัทธิจิตวิทยานิยม และปกป้องสัจนิยมของ Geyser, Messer และ Kulpe เพื่อพูดถึงเรื่องภาววิทยาที่ตนชอบ แม้จะพูดตามแนวเดิมอยู่ก็ตาม และบทความ “New Research on Logic” (การวิจัยใหม่เรื่องตรรกวิทยา)
  • 1913 จบปริญญาเอกปรัชญาด้วยดุษฎีนิพนธ์ “The Doctrine of Judgement in Psychologism.” (คำสอนเรื่องการตัดสินใจในลัทธิจิตวิทยานิยม) ภายใต้การแนะนำของอาร์เธอร์ชนายเดอร์ (Arthur Schneider) คัดค้านเบรนตาโน
  • 1915 สอบเข้าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยฟรายบวร์กด้วยสารนิพนธ์ “The Doctrime of Categories and Signification in Duns Scotus” (คำสอนเรื่องวิภาคและความหมายในความคิดของดุนส์ สโคเทิส) ภายใต้การแนะนำของฮายริช รีคเคิร์ท (Heinrich Rickert) ชาวคานท์ใหม่ ทั้งนี้โดยใช้ตำรา Grammatica Speculativa เขียนโดย Thomas of Erfurt เป็นหลักวิจารณ์
  • 1917-9 เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1
  • 1917 แต่งงานกับ เอลฟรีเด เปทรี (Elfriede Petri)
  • 1918 พ้นเกณฑ์ทหาร สอนปรัชญาที่มหาวิทยาลัยฟรายบวร์ก ซึ่งฮุสเซิร์ลเป็นอาจารย์มาตั้งแต่ ค.ศ.1916 ไฮเด็กเกอร์ สนใจทันที เริ่มช่วงที่สองของความคิด
  • 1919-23 เป็นผู้ช่วย ฮุสเซิร์ลที่มหาวิทยาลัยเดิม
  • 1919 ได้ลูกชายคนแรกชื่อเก-ออร์ก (Georg)
  • 1920 ได้ลูกชายคนที่สองชื่อ เฮอร์มานน์ (Hermann)
  • 1923-8 เป็นรองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยมาร์บวร์ก โดยการชักชวนของ Nicolai Hartmann ลูกศิษย์ชอบมาก เริ่มต่อจากฮุสเซิร์ลได้รู้จักกับ Bultmann และอ่าน Barth, Kierkegaard, Luther, Pascal, Dostoieusky, Max Scheler, Jaspers ตั้งใจศึกษาเรื่องภวันต์ร่วมกับฮาร์ทมาเนน์
  • 1927 เผยแพร่หนังสือ Sein and Zeit (Being and Time ภาวะและเวลา) โดยพัฒนาดีลธายให้เป็นอัตถิภาวะยิ่งขึ้น ได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านอย่างมโหฬารในฐานะให้แนวคิดแก่วงการปรัชญา ยกย่องกันว่าเป็นนักปรัชญายิ่งใหญ่ที่สุดของชาวเยอรมันขณะนั้น
  • 1928 เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยฟรายบวร์กแทนตำแหน่งของฮุสเซิร์ลซึ่งเกษียณอายุ และด้วยการสนับสนุนของฮุสเซิร์ล ซึ่ง ไฮเด็กเกอร์ระลึกเป็นพระคุณอยู่เสมอ เขียนเรื่อง On the Essence of Ground ในหนังสือที่ระลึกเกษียณอายุของฮุสเซิร์ล
  • 1929 เริ่มผิดใจกับฮุสเซิร์ลเผยแพร่หนังสือ Kant and the Problem of metaphysics(คานท์กับปัญหาอภิปรัชญา), บทความ “What is metaphysics?” (อภิปรัชญาคืออะไร), บทความ “The essence of reasons” (สารัตถะของเหตุผล) ทั้ง 3 เล่มเพื่อทำให้หนังสือ Being and Time ชัดเจนขึ้น
  • 1930 ออกหนังสือ Plato’s Doctrine of truth, 1943 ออกหนังสือ On the Essence of Truth
  • 1933 ฮิตเลอร์ได้อำนาจในประเทศเยอรมนี
    22 เมษายน รับตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยฟรายบวร์ก
    27 พฤษภาคม 1933 ในพิธีรับตำแหน่งเสนอเรื่อง The Self-preservation of the German University.
    1 พฤษภาคม เป็นสมาชิกพรรคนาซี 11 พฤศจิกายน ออกวิทยุสนับสนุนฮิตเลอร์ออกจากองค์การสันนิบาตชาติ เพื่อนๆอาจารย์ไม่พอใจ (เรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า ไฮเด็กเกอร์ทำได้อย่างไรและเพื่ออะไร เพราะไม่เข้ากับบุคลิกภาพและความคิดปรัชญาของตนเลย)
  • 1934 27 เมษายน ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี เริ่มช่วงที่ 3 ของความคิด บรรยายเรื่อง Hoelderlin and Nietzsche (เฮิลเดอร์ลินกับนีทเชอ), The Origin of the Work of Art (กำเนิดของงานศิลปะ), Introduction of Metaphysics (อภิปรัชญาเบื้องต้น)
    เขียนบทความ “Why do We Stay in the Countryside?” โดยตอบว่าจิตใจผูกพันกับ Black Forest เหลือเกิน ได้ความคิดดีจากที่นั่น เป็นถิ่นฐาน (homeland) ของตนก็ว่าได้ ตนไม่ชอบชีวิตในเมือง เพราะทำให้ความคิดไขว้เขว
  • 1936-8 เรียบเรียงเรื่อง Contributions to Philosophy (เพิ่มเนื้อหาให้ปรัชญา)
  • 1937 เริ่มคิดปรับปรุงความคิด
  • 1942 เผยแพร่หนังสือ Plato’s Doctrine of Truth. และหนังสือ On the Essence of Truth
  • 1944 ถูกเกณฑ์เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 มีหน้าที่ขุดสนามเพลาะในกองทัพเยอรมัน
  • 1945 ฝรั่งเศสเข้าปลดอาวุธและยึดครองเยอรมนี ถูกห้ามสอน ปลีกวิเวกในกระท่อมน้อยส่วนตัว Ski Hut at Todtman ชานเมืองฟรายบวร์ก มีเวลาคิดและเขียนไว้มาก หลังมรณกรรมลูกศิษย์ช่วยกันเรียบเรียงพิมพ์เป็นชุด 87 เล่มแล้วยังไม่หมด
  • 1947 เผยแพร่บทความ “Letter on humanism” (จดหมายว่าด้วยมนุษยนิยม)
  • 1950 ได้รับอนุญาตให้สอนเป็นอาจารย์พิเศษ เผยแพร่หนังสือ Forest Trails.
  • 1953 เผยแพร่หนังสือ Introduction to Metaphysics (อภิปรัชญาเบื้องต้น)
  • 1954 เผยแพร่หนังสือ Lectures and Essays และ What Does Thinking Mean?
  • 1955 เผยแพร่หนังสือ On the Question of being
  • 1956 เผยแพร่หนังสือ What is Philosophy ?
  • 1957 หยุดสอน เผยแพร่หนังสือ The Principle of Reason (หลักการเหตุผล), The Thesis of Ground (วิทยานิพนธ์ว่าด้วยพื้นฐาน), Identity and Difference (เอกลักษณ์และความแตกต่าง
  • 1959 เผยแพร่หนังสือ On the Way to Language (บนเส้นทางภาษา)
  • 1961 เผยแพร่หนังสือ Nietzsche 2เล่ม
  • 1962 เผยแพร่หนังสือ On the Essence and the Notion of Physics : Commentary on Aristotle’ Physics
  • 1967 หยุดสอน เขียนหนังสือต่อ
  • 1976 ถึงแก่มรณกรรม 26 พฤษภาคม ความคิดพลวัตร

ไฮเด็กเกอร์พัฒนาความคิดของตนเองอยู่ตลอดเวลา แม้จะเขียนเรื่องเดิม แต่ก็ไม่อยู่ในระดับเดิม มีการพัฒนาความคิดซึ่งพอจะแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง คือ

1) ก่อนรู้จักวิธีปรากฏการณ์วิทยา (1907-1918)
2) รับวิธีปรากฏการณ์ (1918-1934)
3) ปรับปรุงวิธีปรากฏการณ์ (1934-1976)

ช่วงแรก สนใจเรื่องภาววิทยามาก เพราะได้ศึกษาปรัชญากรีกโบราณและปรัชญายุคกลางอย่างดี ทั้งยังชอบอ่านหนังสือร่วมสมัยที่พูดถึงเรื่องภาวะ

ช่วงกลาง สนใจวิธีการณ์ปรากฏการณ์วิทยา พยายามศึกษาและนำเอามาใช้พิเคราะห์ภาวะจนได้ความคิดเรื่องดาซายน์ได้หนังสือหลักคือ ภาวะกับเวลา ช่วงนี้ซาตร์ได้เรียนรู้และเอาไปเผยแพร่เป็นลัทธิอัตถิภาวะนิยมในฝรั่งเศส

ช่วงหลัง พยายามประยุกต์ความคิดช่วงกลางให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม พบว่าต้องแสดงออกด้วยภาษา ซึ่งดูแล้วมีอุปสรรคมาก จึงต้องกำหนดวิธีใช้ภาษาให้ได้ความหมายตามต้องการเสียก่อน แต่แทนที่จะสร้างภาษาอุดมการณ์ขึ้นอย่างรัสเซล ไฮเด็กเกอร์ คิดว่าน่าจะหาเกณฑ์ตีความภาษาสามัญมากกว่า เราไม่มีหลักฐานว่าได้อิทธิพลนี้จาก วิทเกินชทายน์บ้างหรือไม่ แต่สำนวนและวิธีอธิบายไปกันคนละแบบ จึงไม่น่าจะได้รับอิทธิพลจากกัน แต่ต่างคนต่างตัดสินใจเองมากกว่า อรรถปริวรรตของ ไฮเด็กเกอร์ ได้สร้างบรรยากาศค้นคว้าด้านนี้อย่างกว้างขวาง และชาวหลังนวยุคเอามาเป็นญาณปรัชญาของตน

การสืบสายวิธีปรากฏการณ์วิทยา ไฮเด็กเกอร์ เป็นศิษย์คนหนึ่งของฮุสเซิร์ลและสืบตำแหน่งของฮุสเซิร์ลประจำวิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยฟรายบวร์ก เป็นผู้ริเริ่มจัดพิมพ์หนังสือของฮุสเซิร์ลออกเผยแพร่ และก็ได้พิมพ์หนังสือเล่มแรกของตนรวมในชุดเดียวกันชื่อ ยร. Sein and Zeit = Being and Time ภาวะกับเวลา เพื่อเสนอความคิดเห็นของตนสืบสายปรากฏการณ์วิทยาของอาจารย์ฮุสเซิร์ล

ไฮเด็กเกอร์ยอมรับว่าวิธีปรากฏการณ์วิทยาดีในส่วนที่สอนให้วางใจเป็นกลาง เพื่อขจัดอคติของระบบปรัชญา แต่ไม่เห็นด้วยที่จะใช้วิธีการนี้เข้าไปสู่สารัตถะด้วยใจเป็นกลาง ซึ่งไฮเด็กเกอร์ไม่แน่ใจว่ามีเช่นนั้นจริง หรือในที่สุดผู้วางใจเป็นกลางนั้นอาจจะหลอกตนเอง โดยสำคัญผิดว่าเข้าถึงแล้วก็ได้ ไฮเด็กเกอร์จึงพอใจที่จะให้หยุดอยู่แค่กึ่งทาง เพื่อพบกับสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่จริง แล้วพิจารณาสิ่งเหล่านี้ด้วยใจเป็นกลาง ซึ่งแน่นอนว่าไม่พึงมองข้ามความสำคัญของเวลา อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของผู้พบและสิ่งที่ถูกพบในแต่ละขณะด้วย ไฮเด็กเกอร์วิจารณ์ฮุสเซิร์ลว่าถ้าใช้วิธีปรากฏการณ์วิทยาล้ำลึกเกินไป ทำให้ละเลยและมองข้ามความสำคัญของเวลาและองค์ประกอบสำคัญของชีวิตมนุษย์ อย่างเช่น ความสะพรึง (dread) ความกังวล (anxiety) ความเหงา (forlornness) ความตาย (death) ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นตัวกำหนดสำคัญของอัตถิถาวะตามรูปแบบ (modality) ของแต่ละหน่วยในโลกนี้ทั้งสิ้น (Dasein = being there, being-in-the-World) นี่คือความเป็นจริงที่พึงพิจารณาเป็นปรัชญา ไม่ใช่ข้ามเลยไปหาสิ่งที่มีแต่ลักษณะสากลซึ่งไม่แน่ใจได้ว่ามีจริง

อย่างไรก็ตามในทุก ดาซายน์ (Dasein ภาวะเฉพาะ) ย่อมมีซายน์ (ภาวะรวม Sein) อยู่เป็นตัวค้ำประกันให้ดาซายน์เป็นตัวของตัวเองอยู่ได้ จึงกล่าวได้ว่า ภาวะรวมเปิดเผยตัวเองในภาวะเฉพาะทั้งหลาย ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ดาซายน์แต่ละหน่วยจะเปิดใจรับหรือไม่ ถ้าเปิดใจรับก็ได้ชื่อว่า ดาซายน์แท้ (authentic Dasein) ถ้าไม่เปิดใจรับก็เรียกว่าดาซายน์เทียม (inauthentic Dasein) ดาซายน์แท้พึงมีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ

  • เปิดสู่ภาวะรวม (openness to Being) หมายความว่า การพยายามเข้าใจภาวะเฉพาะย่อมเปิดหนทางไปสู่ความเข้าใจภาวะรวม
  • มีความสาละวน (Sorge) ที่จะเข้าใจในสถานภาพของตน ที่จะตัดสินใจอย่างเป็นตัวของตัวเอง และที่จะแสดงออกเป็นภาวะที่ทำให้เกิดความสนใจ ไม่น่าเบื่อ
  • สร้างประวัติศาสตร์ (Geschicht) ไม่ใช้หลงใหลไปกับวิชาประวัติศาสตร์ (Historie) นั่นคือจะต้องมุ่งไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิมเสมอ ไม่ใช่จมอยยู่ในอดีตจนถอนตัวไม่ขึ้น
  • ภาวะรวม ไม่ใช่สารที่มีภาวะของตนเอง ภาวะรวมไม่ใช่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง และก็ไม่ใช่ความเปล่า แต่เป็นกรอบของความเป็นไปได้ทั้งหลาย รวมทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ภาวะรวมจึงไม่มีขอบเขตของเวลาและสถานที่ แต่เป็นกรอบแห่งการตีความ (horizon of interpretation) คือเรารู้ว่าสิ่งที่เราตีความเป็นสิ่งเป็นไปได้ ก็ย่อมอยู่ในขอบข่ายของภาวะรวมนี้ทั้งสิ้น ดังนั้นภาววิทยาของไฮเด็กเกอร์ จึงไม่สนใจเรื่องความเป็นสาเหตุเท่ากับเรื่องความหมาย และการเข้าใจความหมายแต่ละอย่างย่อมโยงใยถึงความหมายอื่นๆ ในภาวะรวม การศึกษาความหมายจึงมักไม่จะสมบูรณ์ครบถ้วนได้

 

ไฮเด็กเกอร์ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของลัทธิอัตถิภาวะนิยม (เหมือนเคียรเคการ์ดได้ชื่อว่าเป็นบิดาของขบวนการอัตถิภาวะนิยม) เพราะได้เสนอการวิเคราะห์อัตถิภาวะ หรือดาซายน์อย่างถึงที่ในหนังสือ ภาวะและเวลา (1927) และเป็นผู้ทำให้อรรถปริวรรตเริ่มเป็นวิธีการของปรัชญาอย่างจริงจัง โดยวิธีการนี้โฉมหน้าของอรรถปริวรรตก็เปลี่ยน เพราะจะต้องมาถกปัญหาใหม่ ๆ ของความหมาย แทนที่จะจำกัดอยู่ในแวดวงของวรรณคดีและศาสนาดังแต่ก่อน อรรถปริวรรตก็เริ่มมีโฉมหน้าเป็นปรัชญาเต็มตัวด้วยประการฉะนี้

ไฮเด็กเกอร์ใช้อรรถปริวรรตหาความหมายของภาวะ อรรถปริวรรตของไฮเด็กเกอร์ดัดแปลงมาจากวิธีปรากฏการณ์วิทยาของฮุสเซิร์ล เป้าหมายก็คือรู้ภาวะไม่ใช้สารัตถะอย่างที่ฮุสเซิร์ลคิด ดาซายน์ในฐานเป็นนิยามกระชับของภวันต์ จึงอมความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภวันต์อยู่ในตัวแล้วก่อนการค้นคว้า นี่คือการที่ภวันต์เปิดเผยตัวเองแเก่ดาซายน์ ดาซายน์จึงมีสิทธิพิเศษกว่าภาวะอื่นๆด้วยประการฉะนี้

ดาซายน์อยู่ในเวลาโดยจำเป็นตามธรรมชาติของดาซายน์ นี่คือความหมายของหนังสือภาวะและเวลา

ดาซายน์ผิดกับภาวะอื่น ๆ ตรงที่สามารถเข้าใจ การเข้าใจทุกครั้งย่อมเข้าใจในบริบท จึงผูกพันอยู่กับกาลภาพ (temporality) เสมอ และกาลภาพของแต่ละคนคือขอบฟ้า (horizon) ของเขาซึ่งแตกออกได้เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อดีตเป็นปัจจัยให้เป็นอยู่ในปัจจุบัน และคนเราชอบมุ่งมองไปสู่อนาคตเพื่อจัดสรรปัจจุบันให้บรรลุเป้าหมายในอนาคตที่มุ่งหาไว้ นี่คือความเป็นดาซายน์ประการหนึ่ง

ความสำคัญ

เนื่องจากไฮเด็กเกอร์เขียนไว้มากและปรับความคิดให้ดีขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมอยู่ตลอดเวลา จึงแตะเกือบจะทุกประเด็นที่นักคิดอยากจะรู้ ความคิดจึงมีทั้งมิติกว้างและลึก นักคิดก่อนหลังนวยุค (before postmodernism) ไม่ว่าอยากจะพูดถึงเรื่องใดก็สามารถหาจุดเริ่มต้นจากแอร์เริสทาทเทิลได้ทุกเรื่องฉันใด ใครจะพูดถึงเรื่องใดในความสนใจของลัทธิหลังนวยุคก็สามารถพบได้ในความคิดของไฮเด็กเกอร์เช่นกัน จึงไม่แปลกอะไรที่หนังสือปรัชญาในปัจจุบัน (เกือบ) ทุกเล่ม ไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องใด จะต้องมีการกล่าวถึงไฮเด็กเกอร์ไม่มากก็น้อย

ความเข้าใจอันเป็นเอกลักษณ์ของดาซายน์เปิดเผยให้ดาซายน์เห็นความเป็นไปได้ต่าง ๆ และสมรรถนะของดาซายน์ในกรอบของความเป็นไปได้นั้น ซึ่งดาซายน์จะต้องวางแผนในกรอบดังกล่าวสู่เป้าหมายในอนาคต ความเป็นไปได้ สมรรถนะ และการเลือกของดาซายน์แสดงภาวะของดาซายน์ ซึ่งดาซายน์จะต้องตีความ หากรู้หลักการตีความก็จะเข้าใจภาวะของตนเองและความสัมพันธ์กับภวันต์ดีขึ้น แม้ภวันต์เองก็ต้องการการตีความ และดาซายน์ก็จะตีความภวันต์ตามบริบทของตน คือในกรอบของความสัมพันธ์ของตนกับภาวะอื่นๆที่เรียกรวมกันว่า “โลก” (the world) ดาซายน์จึงเป็นภาวะในโลกและเข้าใจทุกอย่างในบริบทของโลก

เมื่อดาซายน์เข้าใจและเลือกความเป็นไปได้สักอย่างเพื่อวางแผนสู่อนาคต เขาก็จะมุ่งทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา การแสวงหาความสำเร็จ (fulfillment) เช่นนี้เรียกว่า การคลี่คลาย (explicaton) คือการคลี่คลายตนเองสู่ความสำเร็จที่มุ่งไว้เป็นการพัฒนาตัวเอง (self-realization) โดยอาศัยความเข้าใจเป็นตัวนำ

สรุปประเด็นสำคัญได้ว่า การตีความหรืออรรถปริวรรต (hermenentic) เกิดจากความเข้าใจอันเป็นธรรมชาติของดาซายน์ การตีความจึงมีความสำคัญ และเป็นประเด็นปรัชญาสำคัญของดาซายน์เพราะการตีความเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ แต่เป็นสมรรถนะที่ช่วยให้ดาซายน์เข้าใจตัวเองและสิ่งอื่น ๆ การเข้าใจจะลึกซึ้งและเหมาะสมปานใดขึ้นกับการรู้จักใช้วิธีตีความที่มีประสิทธิภาพแค่ไหน การตีความจึงเป็นประเด็นหลักของปรัชญาด้วยประการฉะนี้ แกดเดอเมอร์เห็นด้วยในประเด็นนี้ และจะพัฒนาต่อไป

หลักเบื้องต้นของการตีความที่ไฮเด็กเกอร์คิดว่าเหมาะสมที่สุดก็คือบันไดวนแห่งการตีความหรืออรรถปริวรรต (hermenentic circle) ซึ่งระบุว่าจุดเริ่มต้นของความเข้าใจก็คือ ความเข้าใจล่วงหน้า (preunderstanding) เป็นความเข้าใจที่เป็นทุนเดิมซึ่งดาซายน์มีโดยธรรมชาติในฐานะดาซายน์เป็นส่วนหนึ่งของภาวะรวมทั้งหมด อันเป็นสามัญสำนึกจากสมรรถนะรู้ของมนุษย์ที่ทำให้รู้ว่าดาซายน์เป็นส่วนหนึ่งของภาวะรวม การเข้าใจตัวเองหรือหน่วยย่อยใดๆ ต้องเข้าใจในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของภาวะรวม และจะเข้าใจก็ต้องเข้าใจในฐานะเป็นองค์รวมของหน่วยย่อยทั้งหลาย

เมื่อเข้าใจแล้วก็ต้องการการแสดงออก การแสดงออกต้องใช้ภาษา ภาษาจึงเป็นการแสดงออกของความเข้าใจ จึงไม่มีใครใช้ภาษาโดยไม่เข้าใจ และการเข้าใจทั้งหลายก็เดินตามโครงสร้างของภาษา กล่าวได้ว่ามีความใกล้ชิดกันอย่างลึกซึ้งระหว่างภาษากับความเข้าใจ โครงสร้างของภาษาจึงแสดงออกถึงโครงสร้างของความเข้าใจด้วยโดยปริยาย การใช้ภาษาจึงมีส่วนบ่งบอกถึงคุณภาพของดาซายน์ด้วย เพราะดาซายน์ให้คุณภาพแก่ภาษา และภาษาให้คุณภาพแก่ดาซายน์

จำเป็นต้องจัดระบบศัพท์ไทยเพื่อศึกษาไฮเด็กเกอร์

ไฮเด็กเกอร์สร้างศัพท์ใหม่ๆขึ้นมามากมายเพื่ออธิบายภาววิทยาของตน และที่พิศดารที่สุดก็คือ แบ่ง being ออกเป็น 2 ชนิด คือ Ontic being กับ Ontological Being ทั้งๆที่ ontic และ ontological มาจากภาษากรีก ซึ่งแปลว่า being นั่นเอง

เราคนไทยที่เรียนปรัชญา เรารู้สึกว่าวิชาที่ยากที่สุดคือ วิชาภาววิทยา (ontology) ซึ่งกล่าวถึง “ภาวะ” (being) มันอะไรกัน พูดย้อนไปย้อนมาไม่เห็นรู้เรื่องสักทีว่าเป็นอะไร แม้แต่ชื่อวิชาก็ฟังยากอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเป็นอะไร กล่าวถึงเรื่องอะไรก็ยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่เลย แต่ทำไมชาวกรีกตั้งแต่ 2,500 ปีมาแล้ว เมื่อเริ่มคิดปรัชญาก็คิดเรื่องนี้กันก่อนเรื่องอื่น ตอบว่า เพราะตลอดทั้งวันขณะตื่น พวกเขาคลุกคลีอยู่กับการใช้ verb to be ไม่ว่าจะใช้ในความหมายว่า “เป็น, อยู่, คือ” หรือในกรรมวาจกที่แปลว่า “ถูก, ที่ถูก, ผู้ถูก, เมื่อถูก, เพราะถูก, แม้ถูก ฯลฯ”

สำหรับชาวกรีก เรื่องภาววิทยาเป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน และศัพท์ที่ใช้กล่าวถึงเนื้อหาของวิชานี้ก็เป็นคำพูดธรรมดาๆที่ต้องใช้อยู่แทบจะทุกลมหายใจเข้าออก นั่นคือเป็นเรื่องของ verb to be (เป็น, อยู่, คือ) ในภาษากรีกนั่นเอง และเราก็รู้กันอยู่ว่า ในภาษาตระกูลอารยันทุกภาษา คือ ภาษากรีก ละติน บาลี สันสกฤต เยอรมัน เปอร์เซียนโบราณ ตลอดจนภาษาลูกของภาษาเหล่านี้ verb to be มีความสำคัญยิ่งยวดถึงขนาดว่า ถ้าห้ามใช้ verb to be ทุกรูปแบบที่แจงรูปออกไป จะแสดงความคิดสืบต่อเนื่องกันได้ไม่เกิน 3 ประโยค ไม่เชื่อก็ลองพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษสัก 3 ประโยคต่อเนื่องกันตามเงื่อนไขดังกล่าว หรือจะเปิดหนังสือภาษาอังกฤษสักเล่มหนึ่ง ตรงไหนก็ได้ สำรวจดูสัก 3 ประโยคต่อเนื่องกัน จะพบแน่ๆว่ามีการใช้ verb to be ไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง จะพบว่ายากมากๆที่จะพบกรณียกเว้น ภาษากรีกก็เป็นเช่นนั้นแหละ

รูปคำของ verb to be ภาษากรีกที่สำคัญสำหรับวิชาภาววิทยามีดังต่อไปนี้

Einai (กริยา) = to be, ภู, เป็น, อยู่, คือ
Einai (นาม) = the to-be, beingness, being, ภู, ภาวะ, เป็น, อยู่, คือ, ความเป็นอยู่
on, ontos = entity, being (present participle ใช้อย่างนาม), ภวันต์, ภาวะ, สิ่ง, สิ่งเป็นอยู่, สิ่งมีความเป็นอยู่
ousia = essence, สารัตถะ, แก่นสารของสิ่งเป็นอยู่
ontologia = ontology, ภาววิทยา, ภาววิทยา วิชาว่าด้วยสิ่งเป็นอยู่
onticos = ontic, ที่เกี่ยวกับ ontos
ontologicales = ontological, ที่เกี่ยวกับ ontology

จะเห็นได้ว่า คำแถวแรก (ภาษากรีก) เป็นคำสามัญที่ชาวกรีกทุกคนใช้บ่อยมากๆในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตาสีตาสาจนถึงนักปรัชญา

แถวที่สอง (ภาษาอังกฤษ) เริ่มมีปัญหา เพราะ the to be (infinitive used as noun) แปลได้ว่า ความเป็นอยู่ เหมือน einai ในภาษากรีก แต่ภาษาอังกฤษไม่นิยมใช้ และแทนที่จะใช้คำ beingness ซึ่งแปลว่า ความเป็นอยู่ ก็ไม่สู้จะมีคนใช้ กลับนิยมใช้ being ทำให้พ้องกับ being ที่แปลว่าสิ่งเป็นอยู่ได้ด้วย ทำให้เป็นคำกำกวมมี 2 ความหมาย และเมื่อภาษาไทยแปล being เป็น ภาวะ ก็เลยมี 2 ความหมายกำกวมตามภาษาอังกฤษ คืออาจจะแปลว่า ความเป็นอยู่ ก็ได้ และ สิ่งมีความเป็นอยู่ หรือ สิ่งเป็นอยู่ ก็ได้ ที่จริงถ้าภาษาอังกฤษตกลงกันให้ดี โดยใช้ beingness ให้แปลว่า ความเป็นอยู่ และ entity ให้แปลว่า สิ่ง ส่วน being เอาไว้ใช้เมื่อต้องการให้กำกวม คือหมายความได้ทั้ง 2 อย่าง ถ้าอย่างนี้ก็จะชัดเจน และภาษาไทยก็แยกคำให้ชัดเจนทั้ง 3 ความหมายตามลำดับ คือ beingness แปลด้วยคำ ภู หรือ ความเป็นอยู่, entity ให้แปลว่า ภวันต์ หรือ สิ่งเป็นอยู่ หรือ สิ่ง, ส่วน being ใช้เมื่อต้องการทิ้งไว้ให้มีความหมายกำกวมก็ใช้คำว่า ภาวะ ซึ่งจะหมายถึง ภู หรือ ภวันต์ ก็ได้ หรือรวมทั้ง 2 ความหมายในตัวก็ได้ เช่น ontology แปลว่า ภาววิทยา (ไม่จำเป็นต้องย่นลงเป็น ภาววิทยา) ก็จะแปลได้ว่า เป็นวิชาว่าด้วยภาวะ คือกล่าวถึงทั้ง ภู และ ภวันต์ ใครจะแปลเป็นวิชาว่าด้วยความเป็นอยู่และสิ่งเป็นอยู่ก็ย่อมได้ แต่จะไม่กระชับ และไม่รู้สึกว่าเป็นวิชาการอย่างเป็นทางการ

ถ้าตกลงกันได้อย่างนี้ การศึกษาวิชา ontology ที่ดูเหมือนว่าพิลึกกึกกือ ก็จะชัดเจนและไม่ยากอย่างที่คิด การศึกษาปรัชญาของไฮเด็กเกอร์ ซึ่งต้องยอมรับว่าเนื้อหายากอยู่แล้ว ก็จะลดความยากลงได้กึ่งหนึ่งทันที เพราะภาษาเยอรมันเป็นอีกภาษาหนึ่งในตระกูลอารยัน จึงเทียบกับภาษากรีกได้ตรงๆ คือ

Sein = Einai = ภู, ความเป็นอยู่
Seiend = on, ontos = ภวันต์, สิ่งเป็นอยู่, สิ่ง
Essenz = Ousia = สารัตถะ

บรรณานุกรม

  • Borchert, Donald M., ed. in chief. Encyclopedia of Philosophy, 2nd ed. Farmington Hills, MI : Macmillan, 2006.
  • Craig, Edward, general ed. Routledge Encyclopedia of Philosophy. London : Routledge, 1998.
  • Crowe, Benjamin. Heidegger’s Phemenology of Religion. Bloomington, IN, 2008.
  • Inwood, Michael. A Heidegger’s Dictionary. Oxford : Blackwell, 1999.

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย