Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

หลักรัฐศาสตร์ และหลักนิติศาสตร์

อะไรคือแก่นของปัญหา
เหตุจากโครงสร้างของสังคมที่มีความแตกต่างกัน
เหตุจากหลักรัฐศาสตร์และหลักนิติศาสตร์
การขาดการพัฒนาทางวิชาการที่ต่อเนื่อง
ข้อเสนอในเชิงหลักการ

การขาดการพัฒนาทางวิชาการที่ต่อเนื่อง

ในประเด็นนี้จะกล่าวถึงแต่เฉพาะในทางด้านนิติศาสตร์เพราะเป็นส่วนที่เห็นได้ชัดและมีประสบการณ์ตรง

ในทางนิติศาสตร์ แม้ในรูปแบบจะสามารถเห็นและจับต้องได้ในรูปธรรมว่า มีประมวลกฎหมาย มีระบบกระบวนการยุติธรรมที่มีตึกอาคารที่ทำการ และบุคคลากรต่างๆมากมาย แต่ปัญหาใหญ่อยู่ตรงที่ประชาชนยังไม่รู้และเข้าใจกฎหมาย มิหนำซ้ำยังปฏิเสธระบบกระบวนการยุติธรรมดังจะเห็นได้จาก การอุ้มเพื่อทวงหนี้ การฆ่าล้างแค้นกันซึ่งกล้าทำแม้กระทั้งในบริเวณที่ทำการศาลที่อ้างว่าจะเป็นผู้ให้ความยุติธรรม การมีผู้กระทำผิดกฎหมายในหลายๆความผิดที่เป็นเรื่องที่ทำมาแต่เดิม ตั้งแต่อดีตในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งสามารถที่จะทำได้เพราะจ่ายเงินให้รัฐ ฯลฯ

ตลอดระยะเวลาเกือบร้อยปีเศษ ที่มีการพัฒนาระบบกระบวนการยุติธรรมใหม่ และนับว่าเป็นสิ่งแรกที่รัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินการก่อนอื่นหลังจากพัฒนาบุคลากร แต่หลังจากนั้นมาจนกระทั้งเมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงจารีตในทางกฎหมายไปหลายๆอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับกระบวนการนิติบัญญัติ การสร้างมาตราการในการให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน การปรับและสร้างโครงสร้างพื้นฐานในทางการเมืองการปกครองเสียใหม่ ที่จะเอื้อโอกาสให้แก่ประชาชนมากขึ้น พัฒนาการทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ ว่าให้ถึงที่สุดแล้วไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสถาบันในทางวิชาการ ที่จัดการเรียนการสอนทางนิติศาสตร์ แต่เกิดจากสภาพปัญหาจริงและแรงกดดันในสังคมที่กระทำต่อสถาบันต่างๆในทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อรัฐสภาและรัฐบาล ( มีข้อที่น่าสังเกตว่า แล้วทำไมไม่กดดันต่อสถาบันที่ใช้อำนาจตุลาการ ก็อาจจะเป็นเพราะเป็นสถาบันที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในการออกกฎหมายโดยตรง แต่ในทางตรงกันข้ามบุคคลากรในกระบวนการยุติธรรม ออกมารวมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางว่าตนเองคิดอะไร )

ประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ แรงกดดันที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองการปกครอง และหลักกฎหมายสำคัญๆของประเทศ แรงกดดันดังกล่าวนี้เกิดจากความเชื่อที่ว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วจะทำให้เกิดการปฎิรูปในทางการเมือง จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นแต่ภายใต้วัฒนธรรมในการใช้กฎหมายแบบเดิม ที่เกิดขึ้นจากพัฒนาการของนิติศาสตร์ไทยที่อาศัยระบบราชการแบบรวมศูนย์ และทำให้สังคมเกิดความเข้าใจว่าหลักราชการคือหลักนิติศาสตร์ ซึ่งได้ทิ้งมรดกที่เป็นวัฒนธรรมทางความคิดที่ผิดๆในทางกฎหมายไว้หลายๆอย่าง อาทิเช่น การทำให้เชื่อเสียแล้วในตอนต้นว่า สิ่งที่บัญญัติเป็นกฎหมายแล้วก็คือ ความยุติธรรม กฎหมายรัฐธรรมนูญที่บอกกันว่า เป็นกฎหมายสูงสุดที่มีสัญญลักษณ์เป็นรูปเล่ม เหมือนคัมภีร์โบราณเป็นของสูง เป็นเรื่องที่ต้องห้าม เป็นของศักดิ์สิทธิ์ หรือความเชื่อในอำนาจของตัวบุคคลว่า ผู้พิพากษาและกฎหมายเป็นที่มาของความยุติธรรมที่มีอยู่แล้วตามที่กฎหมายกำหนด ภายใต้มรดกทางความคิดเช่นนี้ จะทำให้มีโอกาสที่จะปฎิเสธระบบกฎหมายมีเพิ่มมากขึ้น และจะเรียกร้องให้ใช้หลักรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ทั้งที่ทั้งสองหลักเป็นเรื่องเดียวกันแต่ทำคนละหน้าที่

ในแง่ของการขาดพัฒนาการทางวิชาการอย่างต่อเนื่องนี้ แบ่งพิจารณาออกเป็นสองส่วนที่มีผลซึ่งกันและกัน

การขาดพัฒนาการทางด้านสังคมศาสตร์

ในอันที่จริง เราไม่ควรที่จะแบ่งเป็นศาสตร์ต่างๆแยกย่อยจนเกินไป โดยคาดหวังว่าอาจารย์ผู้สอนและนักศึกษาจะทำการเชื่อมโยงกัน แต่เรากลับพบว่าเมื่อมีการแยกออกเป็นส่วนๆแล้วนำไปเรียนไปสอน ผู้เรียนไม่สามารถที่จะเชื่อมโยงกลับมาได้ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหารอง ปัญหาสำคัญ ณ เวลานี้อยู่ตรงที่ว่า จะทำอย่างไรที่จะทำให้การเข้าถึงความจริงในสังคมเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดจากความเชื่อที่งมงาย เชื่อเพราะคนส่วนใหญ่เชื่อ ฯลฯ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ละทิ้งสิ่งที่เป็นคุณค่าของความดี ความงาม ที่มาตรวัดทางวิทยาศาสตร์มีข้อจำกัด และจะทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดการสร้างจินตนาการร่วมในเรื่องสำคัญๆได้ ท่ามกลางความคิดเห็นและวิธีการที่แตกต่าง ภาระกิจนี้เป็นภาระกิจของศาสตร์ทางด้านสังคมศาสตร์ทั้งหมดร่วมกัน

การขาดพัฒนาการแนวคิดทางนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์

สำหรับสังคมไทย การสลายความแตกต่างที่เกิดขึ้นจากพัฒนาการของวิชาชีพของทั้งสองศาสตร์ เป็นประเด็นเบื้องต้นที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้เสียก่อน เพราะจริงๆแล้วทั้งสองหลักดังกล่าว โดยเนื้อหาส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องเดียวกัน และเสริมซึ่งกันและกัน และสำหรับเฉพาะในทางด้านนิติศาสตร์แล้ว หลักการหลายๆเรื่องที่เป็นหลักกฎหมายที่นำเข้ามาใช้ในประเทศไทยหลายๆหลัก เป็นไปได้สำหรับการจัดความสัมพันธ์ในสังคมที่ใกล้เคียงกับสังคมตะวันตก ซึ่งก็ได้แก่สังคมชุมชนที่มีความเป็น "เมือง" แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงที่จะต้องพัฒนาหลักการอื่นที่ยังขาดอยู่ต่อไปด้วย

แต่ที่ยังขาดการพัฒนาอยู่เป็นจำนวนมากก็คือ การพัฒนาแนวความคิด หลักกฎหมาย และ การจัดระบบกลไกและองค์กรร่วม ที่จะจัดวางลงในการจัดความสัมพันธ์ในสังคมชุมชนที่เป็นสังคมชนบท ซึ่งมีลักษณะความสัมพันธ์ที่แตกต่างไปจากสังคมเมือง อีกทั้งยังมีคติความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณี การจัดการและองค์ความรู้หรือที่เรียกกันว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ยังคงฝังรากลึก และมีความแตกต่างไปจากวิธีการจัดการ เป้าหมาย แนวคิดของกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ( เหตุที่ต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่ในสังคมชนบทเป็นอย่างมากก็เพราะว่า ความขัดแย้งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ความขัดแย้งระหว่างสังคมเมือง และสังคมชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ )

 

การตกอยู่ในมายาคติวาทกรรมที่ว่าด้วย " ชาติ " "กฎหมาย" "ความยุติธรรม" และ " ความเป็นสถาบันอันเป็นบ่อเกิดแห่งความยุติธรรม "

ผลผลิตที่สำคัญของพัฒนาการทางนิติศาสตร์ไทยที่ผ่านมาผ่านทางระบบราชการแบบรวมศูนย์ ประกอบกับพัฒนาการทางวิชาการในทางด้านสังคมศาสตร์ ทำให้เกิดความเข้าใจในบรรดาหมู่นักกฎหมาย และนักนิติศาสตร์(แต่มิอาจจะกล่าวเช่นนี้ได้กับนักรัฐศาสตร์)ว่า กฎหมายต้องเป็นหนึ่งเดียว มีเอกภาพ และนึกถึงแต่ผลบังคับที่เป็นการทั่วไปของกฎหมาย อันสามารถที่จะนำไปสู่ ความยุติธรรมที่ต้องเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับการจัดระบบราชการแบบรวมศูนย์

และนอกจากนั้น การไม่ให้ความสำคัญอย่างไม่ระมัดระวังกับสิ่งสมมุติในทางกฎหมาย อาทิเช่น การที่กฎหมายสมมุติเสียแล้วก่อนว่า กฎหมายสามารถที่จะให้ความยุติธรรมได้ หรือการที่กฎหมายสมมุติว่าทุกคนเท่าเทียมกันในทางกฎหมาย โดยไม่ได้พิจารณาในความเป็นจริงและไม่มีมาตราการในการให้ความคุ้มครอง ฯลฯ

มายาคติเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่ในหมู่นักกฎหมายนักนิติศาสตร์เท่านั้น ในผู้คนกลุ่มอื่นๆก็เชื่อเช่นนั้นด้วย ทั้งนี้เพราะ การเริ่มต้นเชื่อเสียก่อนแล้วเนื่องจากความเป็นวิชาชีพ และส่งผลต่อมายังการไม่มีระบบที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการใช้กฎหมาย ที่ต้องประกอบด้วยเหตุผลและต้องเป็นเหตุผลที่ต้องมีความชอบธรรมด้วย

มายาคติดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้เอง ที่เป็นต้นเหตุให้การใช้หลักนิติศาสตร์เป็นไปที่ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง อันเป็นที่มาของการเรียกร้องให้ใช้หลักรัฐศาสตร์แทนหลักนิติศาสตร์ ซึ่งในระบบกฎหมายของประเทศต้นแบบที่เราไปเอาแบบอย่างมา ได้สร้างกลไกทั้งภายในระบบกฎหมายเอง และกลไกในสังคมที่จะทำให้นักกฎหมาย นักนิติศาสตร์ และ กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ รวมถึงกลไกทางการเมืองที่ต้องปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอยู่ตลอดเวลา อาทิเช่น การเปิดรับฟังความคิดเห็น การมีคณะกรรมการเฉพาะกิจในการทำการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วมีกฎหมายรองรับให้หน่วยงานต้องผูกพันตามนั้น การมีคณะกรรมการถาวรทำหน้าที่ในการติดตาม ศึกษาเพื่อเสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมาย รวมถึงศึกษาผลกระทบจากการใช้กฎหมายฉบับต่างๆ เป็นต้น

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com