Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

 สังคมศึกษา
(มัธยมศึกษาตอนปลาย)

สภาพภูมิศาสตร์กายภาพ
ลักษณะปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สำคัญและการป้องกันอันตราย
วิธีใช้เครื่องมือทางภูมิศาสตร์
ปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
แนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยประชาชนชุมชน องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน

ปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แหล่งน้ำ

ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ

จากพฤติกรรมการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งมีผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมในโลก โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะน้ำได้ใช้ในการบริโภคและผลิตเครื่องอุปโภคต่าง ๆ ปัจจุบันปัญหาทรัพยากรน้ำ มีดังนี้

1. ปัญหาทางด้านปริมาณ

1) การขาดแคลนน้ำหรือภัยแล้ง สาเหตุที่สำคัญได้แก่

- ป่าไม้ถูกทำลายมากโดยเฉพาะป่าต้นน้ำลำธาร
- ลักษณะพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่นไม่มีแหล่งน้ำ ดินไม่ดูดซับน้ำ
- ขาดการวางแผนการใช้และอนุรักษ์น้ำที่เหมาะสม
- ฝนตกน้อยและฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน

2) การเกิดน้ำท่วม อาจเกิดจากสาเหตุหนึ่งหรือหลายสาเหตุร่วมกันดังต่อไปนี้

- ฝนตกหนักติดต่อกันนาน ๆ
- ป่าไม้ถูกทำลายมาก ทำให้ไม่มีสิ่งใดจะช่วยดูดซับน้ำไว้
- ภูมิประเทศเป็นที่ลุ่มและการระบายน้ำไม่ดี
- น้ำทะเลหนุนสูงกว่าปกติ ทำให้น้ำจากแผ่นดินระบายลงสู่ทะเลไม่ได้
- แหล่งเก็บกักน้ำตื้นเขินหรือได้รับความเสียหาย จึงเก็บน้ำได้น้อยลง

2. ปัญหาด้านคุณภาพของน้ำไม่เหมาะสม สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่

3. ปัญหาการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างไม่เหมาะสม เช่น ใช้มากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ หรือการสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้มากจนดินทรุด เป็นต้น ปี พ. ศ. 2541 ธนาคารโลกพยากรณ์ว่า น้ำในโลกลดลง 1 ใน 3 ของปริมาณน้ำที่เคยมีเมื่อ 25 ปีก่อน และในปี ค. ศ. 2525 หรืออีก 25 ปีข้างหน้า การใช้น้ำจะเพิ่มอีกประมาณร้อยละ 65 เนื่องจากจำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้น การใช้น้ำอย่างไม่ถูกต้องและขาดการดูแลรักษาทรัพยากรน้ำ ซึ่งจะเป็นผลให้ประชากรโลกกว่า 3,000 ล้านคน ใน 52 ประเทศประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ

4. ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของฟ้า อากาศ เนื่องจากปรากฏการณ์เอล นิโน (EI Nino ) และลา นินา (La Nina) โดยปรากฏการณ์ที่ผิดธรรมชาติจะเกิดขึ้นประมาณ 5 ปีต่อครั้ง นานครั้งละ 8 -10 เดือน โดยกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก บริเวณตะวันออกลงไปถึงชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ (ประเทศเปรู เอกวาดอร์ และชิลีตอนเหนือ) ทำให้ผิวน้ำที่เคยเย็นกลับอุ่นขึ้นและที่เคยอุ่นกลับเย็นลง

เมื่ออุณหภูมิของผิวน้ำเปลี่ยนแปลงไปก็จะส่งผลทำให้อุณหภูมิเหนือน้ำเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เป็นผลให้ความร้อนและความแห้งแล้งในบริเวณที่เคยมีฝนชุก และเกิดฝนตกหนักในบริเวณที่เคยแห้งแล้ง ลมและพายุเปลี่ยนทิศทาง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดเป็นบริเวณกว้าง จึงส่งผลกระทบต่อโลกอย่างกว้างขวาง สามารถทำลายระบบนิเวศในซีกโลกใต้ รวมทั้งพื้นที่บางส่วนเหนือเส้นศูนย์สูตรได้ สาหร่ายทะเลบางแห่งตายเพราะอุณหภูมิสูง ปลาที่เคยอาศัยน้ำอุ่นต้องว่ายหนีไปหาน้ำเย็นทำให้มีปลาแปลกชนิดเพิ่มขึ้น และหลังการเกิดปรากฎการณ์ เอล นิโน แล้ว ก็จะเกิดปรากฎการณ์ลา นินา ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามตามมา โดยจะเกิดเมือกระแสน้ำอุ่นและคลื่นความร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้เคลื่อนย้อนไปทางตะวันตก ทำให้บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกที่อุณหภูมิเริ่มเย็น จะมีการรวมตัวของไอน้ำปริมาณมาก ทำให้อากาศเย็นลง เกิดพายุ และฝนตกหนักโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน

เอล นิโน เคยก่อตัวครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2525 – 2526 ซึ่งผลทำให้อุณหภูมิผิวน้ำสูงกว่าปกติถึง 9 องศา ฟาเรนไฮต์ ทำลายชีวิตมนุษย์ทั่วโลกถึง 2,000 คน ค่าเสียหายประมาณ 481,000 ล้านบาท ปะการังในทะเลแคริบเบียนเสียความสมดุลไปร้อยละ 50 – 97 แต่ในปี พ.ศ. 2540 กลับก่อตัวกว้างกว่าเดิม ซึ่งคิดเป็นพื้นที่ได้กว้างใหญ่กว่าประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเขตน้ำอุ่นนอกชายฝั่งประเทศเปรูขยายออกไปไกลกว่า 6,000 ไมล์ หรือประมาณ 1 ใน 4 ของเส้นรอบโลก อุณหภูมิผิวน้ำวัดได้เท่ากันและมีความหนาของน้ำถึง 6 นิ้ว ส่งผลให้เกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 15 0 ปี โดยเริ่มแสดงผลตั้งแต่เดือนเมษายน 2541

นอกจากนี้ปรากฎการณ์เรือนกระจกและการลดลงของพื้นที่ป่ายังส่งเสริมความรุนแรงของปัญหาอีกด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  1. ประเทศไทย ประสบความร้อนและแห้งแล้งรุนแรงทั่วประเทศ ฝนตกน้อยหรือตกล่าช้ากว่าปกติ (ยกเว้นภาคใต้ที่กลางเดือนสิงหาคมเกิดฝนตกหนักจนน้ำท่วม) ปริมาณน้ำในแม่น้ำ อ่างเก็บน้ำและเขื่อนลดน้อยลงมาก รวมทั้งบางจังหวัดมีอุณหภูมิในฤดูร้อนสูงมาก และเกิดติดต่อกันหลายวัน เช่น จังหวัดตากมีอุณหภูมิในเดือนเมษายน พ.ศ. 2541 สูงถึง 43.7 องศาเซลเซียส ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในรอบ 67 ปี นอกจากนี้ยังทำให้ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะไม้ผลลดลง
  2. ประเทศอินโดนีเซีย ประสบความแห้งแล้ง ทั้งที่อยู่ในเขตมรสุมและมีป่าฝน เมือฝนไม่ตกจึงทำให้ไฟไหม้ป่าที่เกิดขึ้นในเกาะสุมาตรา และบอร์เนียวเผาผลาญป่าไปประมาณ 14 ล้านไร่ พร้อมทั้งก่อปัญหามลพิษทางอากาศเป็นบริเวณกว้าง มีผู้คนป่วยไข้นับหมื่น ทัศนวิลัยไม่ดีจนทำให้เครื่องบินสายการบินการูดาตกและมีผู้เสียชีวิต 234 คน อีกทั้ง ยังทำให้ผลิตผลการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟโรบัสตาที่ส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่งได้รับความเสียหายมากเป็นประวัติการณ์
  3. ประเทศปาปัวนิวกินี ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีคนตายจากภัยแล้ง 80 คนและประสบปัญหาแล้งอีกประมาณ 1,000,000 คน
  4. ประเทศออสเตรเลีย อากาศแห้งแล้งรุนแรงจนต้องฆ่าสัตว์เลี้ยงเพราะขาดแคลนน้ำ และอาหาร ซึ่งคาดว่า ผลผลิตการเกษตรจะเสียหายประมาณ 432 ล้านเหรียญ
  5. ประเทศเกาหลีเหนือ ปัญหาความแห้งแล้งรุนแรงและอดอยากรุนแรงมาก พืชไร่เสียหายมาก
  6. ประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดพายุเฮอร์ริเคนทางด้านฝั่งตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะภาคใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียได้รับภัยพิบัติมากที่สุด ส่วนทางฝั่งตะวันออกซึ่งมีเฮอร์ริเคนค่อนข้างมาก คลื่นลมกับสงบกว่าปกติ
  7. ประเทศเปรูและซิลี เกิดฝนตกหนักและจับปลาได้น้อยลง (เคยเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในทะเลทรายอะตาคามา ประเทศซิลี อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้ง ๆ ที่บริเวณนี้แห้งแล้งมากจนประเทศสหรัฐอเมริกาขอใช้เป็นสถานที่ฝึกนักอวกาศ โดยสมมติว่าเป็นพื้นผิวดาวอังคาร)
  8. ทวีปแอฟริกา แห้งแล้งรุนแรง พืชไร่อาจเสียหายประมาณครึ่งหนึ่ง

ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำในประเทศไทย

1. การขาดแคลนน้ำหรือภัยแล้ง

ในหน้าแล้ง ประชากรไทยจะขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้จำนวน 13,000 – 24,000 หมู่บ้าน ประชากรประมาณ 6 -10 ล้านคน ซึ่งโดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง การขาดแคลนน้ำในระดับวิกฤตจะเกิดเป็นระยะ ๆ และรุนแรงขึ้น น้ำในเขื่อนสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลมีปริมาณเหลือ

น้อยจนเกือบจะมีผลกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า และการผลิตน้ำประปาสำหรับใช้ในหลายจังหวัด การลดปริมาณของฝนและน้ำที่ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำ และการเกิดฝนมีแนวโน้มลดลงทุกภาค ประมาณร้อยละ 0.42 ต่อปี เป็นสิ่งบอกเหตุสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความรุนแรงของภัยแล้ง

 

สำหรับปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนและแม่น้ำสำคัญ เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์และแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เป็นต้นมา ก็มีปริมาณลดลงเช่นกัน เนื่องจากต้นน้ำลำธารถูกทำลายทำให้ฝนและน้ำน้อย และขณะเดียวกันความต้องการใช้น้ำกลับมีมากและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่น การประปานครหลวงใช้ผลิตน้ำประปาประมาณ 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี การผลักดันน้ำเค็มบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีนจะต้องใช้น้ำจืด ประมาณ 2,500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี การทำนาปีใช้ประมาณ 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และการทำนาปรังจะใช้ประมาณ 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีแนวโน้มของการใช้เพิ่มมากขึ้นทุกปี

2. ปัญหาน้ำท่วมหรืออุทกภัย

เกิดจากฝนตกหนักหรือตกติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ เนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่า แหล่งน้ำตื้นเขินทำให้รองรับน้ำได้น้อยลง การก่อสร้างที่ทำให้น้ำไหลได้น้อยลง เช่น การก่อสร้างสะพาน นอกจากนี้น้ำท่วมอาจเกิดจากน้ำทะเลหนุนสูงขึ้น พื้นดินทรุดตัวเนื่องจากการสูบน้ำใต้ดินไปใช้มากเกินไป พื้นที่เป็นที่ต่ำและการระบายน้ำไม่ดี และการสูญเสียพื้นที่น้ำท่วมขัง ตัวอย่าง ได้แก่ การถมคลองเพื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัย รวมทั้งการบุกรุกพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น กว๊านพะเยา บึงบอระเพ็ด ทะเลสาบสงขลา และหนองหาร จังหวัดสกลนครเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่น

3. เกิดมลพิษทางน้ำและระบนิเวศถูกทำลาย

โดยส่วนใหญ่แล้ว น้ำจะเกิดการเน่าเสียเพราะการเจือปนของอินทรียสาร สารพิษ ตะกอน สิ่งปฏิกูลและน้ำมันเชื้อเพลิงลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งมีผลให้พืชและสัตว์น้ำเป็นอันตราย เช่น การที่ปะการัง ตัวอ่อนของสัตว์น้ำ และปลาที่เลี้ยงตามชายฝั่งบริเวณเกาะภูเก็ตตายหรือเจริญเติบโตผิดปกติ เพราะถูกตะกอนจากการทำเหมืองแร่ทับถม เนื่องจากตะกอนจะไปอุดตันช่องเหงือกทำให้ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ

4. แหล่งน้ำตื้นเขิน

ดินและตะกอนดินที่ถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำนั้นทำให้แหล่งน้ำตื้นเขินและเกิดน้ำท่วมได้ง่าย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ และยังเป็นผลเสียต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยตอนบน โดยในแต่ละปีตะกอนดินถูกพัดพาไปทับถมกันมากถึงประมาณ 1.5 ล้านตัน

การสูบน้ำใต้ดินไปใช้มากจนแผ่นดินทรุดตัว

ชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้ง 6 จังหวัดใช้น้ำบาดาลจำนวนมาก เมื่อปี 2538 พบว่า ใช้ประมาณวันละ 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจใช้ประมาณวันละ 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ดินทรุดตัวลงทีละน้อย และทำให้เกิดน้ำท่วมขังได้ง่ายขึ้น

ป่าไม้
ภูเขา และแร่ธาตุ
แหล่งน้ำ
ทรัพยากรดิน
สัตว์ป่า สัตว์น้ำ
มลพิษทางอากาศ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com