Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน >>

ศรีปราชญ์ คือ กวีผู้แต่ง
“ทวาทศมาส”

หลักฐานในโคลงท้ายบทของทวาทศมาส
ลักษณะรูปแบบการใช้คำประพันธ์
การกล่าวรำพึงรำพันพาดพิงถึงหญิงคนเดียวกัน
บรรณานุกรม

การกล่าวรำพึงรำพันพาดพิงถึงหญิงคนเดียวกัน

ข้อนี้จัดว่าเป็นหลักฐานชิ้นเอก ตามประวัติศาสตร์ชาติไทยไม่เคยปรากฏสามัญชนผู้ที่ได้รับอาชญาหลวงขั้นประหาร แล้วได้รับการลดหย่อนโทษให้เหลือเป็นเพียงถูกเนรเทศ มีปรากฏเฉพาะพระราชโอรส พระราชธิดา ลูกหลวง บุคคลเหล่านี้เมื่อกระทำความผิดได้รับโทษหนักขั้นประหาร หรือขั้นรองลงไปคือการเนรเทศไปคุมขังที่ต่างเมือง คือ เพชรบูรณ์ จันทบุรี และนครศรีธรรมราช การที่ศรีปราชญ์ได้รับโทษหนัก แต่เป็นเพียงถูกเนรเทศ จึงเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นหาที่สุดมิได้แล้ว ด้วยต้นสายปลายเหตุมาจากการประทะคารมเชิงกวีกับพระสนมคนโปรดของสมเด็จพระนารายณ์ ฯ

ดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนต้น จากการถูกเนรเทศนี้เองเป็นเหตุและผลให้เกิดอมตวรรณกรรม คือ กำศรวลศรีปราชญ์ ขึ้น ซึ่งเป็นผลงานที่เกิดจากการถ่ายทอดระบายอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ในช่วงเวลาระหว่างการเดินทางไปรับราชทัณฑ์ที่นครศรีธรรมราช ทำให้ผลงานนี้มีค่ายิ่งนัก และถือว่าเป็นต้นแบบของกวีนิราศในสมัยหลัง เนื้อหาของคำประพันธ์นอกจากจะเป็นการชื่นชมความยิ่งใหญ่อลังการของกรุงศรีอยุธยา คือความงดงามของปราสาทราชวัง วัดวาอาราม ธรรมชาติ และสถานที่ต่าง ๆ ที่ได้พบเห็นระหว่างทาง

นอกจากนี้ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ศรีปราชญ์พรรณนาคร่ำครวญถึงด้วยอารมณ์และความรู้สึกในส่วนลึกของหัวใจจริง ๆ โดยถ่ายทอดออกมาเป็นโคลงบทแล้วบทเล่า สิ่งที่ว่านั้นก็คือหญิงสาวอันเป็นสุดที่รักยิ่งคนหนึ่ง สตรีงามผู้ครองใจศรีปราชญ์คนนั้น เมื่อพิจารณาจากถ้อยคำสำนวนแล้ว ไม่น่าจะเป็นหญิงธรรมดาสามัญชนทั่วไป หากแต่เป็นสตรีผู้สูงศักดิ์นามว่า “ ศรีจุฬาลักษณ์ ” ตามหลักฐานทางวรรณกรรมชื่อนี้เป็นตำแหน่งราชทินนาม มีมาตั้งแต่ครั้งพระร่วงเจ้าสมัยราชอาณาจักรสุโขทัย โดยปรากฏอยู่ในเรื่องนางนพมาศ ที่สำคัญชื่อนี้ปรากฏมีอยู่จริงในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพียงแต่การเขียนบางคำคลาดเคลื่อนตามการออกเสียงที่ผิดเพี้ยนจาก จุฬา เป็น สุลา เมื่อพิจารณาตามลักษณะรูปคำภาษาแล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นอย่างอื่นจาก “ ศรีจุฬาลักษณ์ ” ซึ่งเป็นคำบาลีผสมสันสกฤต (ศฺรี – จุฬา – ลกฺษณ)

ศรีจุฬาลักษณ์ สตรีผู้สูงศักดิ์คนนี้ตามประวัติศาสตร์โดยเชื้อสายเป็นกนิฏฐภคินี (น้องสาว) ของพระเพทราชา ซึ่งต่อมาได้ปราบดาภิเษกผ่านพิภพกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา ทรงพระนามสมเด็จพระมหาบุรุษ วิสุทธิเดชอุดม บรมจักรพรรดิศร บรมนาถบพิตรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 28 แห่งกรุงศรีอยุธยา สืบต่อจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หลังจากพระเพทราชาได้เสวยราชสมบัติ เมื่อเสร็จราชพิธีปราบดาภิเษกแล้ว ได้ทรงแต่งตั้งข้าหลวงในรัชกาลใหม่ตามราชประเพณี พงศาวดารกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

“....ตั้งนางบาทบริจาริกากัน ข้าหลวงเดิมเป็นอัครมเหสีฝ่ายขวา จัดพระราชบุตรีเจ้าฟ้าทองเชื้อสายพระนารายณ์เป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย นิ่มบุตรีนางบาทบริจาริกากันผู้น้อย ซึ่งเป็นพนักงานของกินมาแต่ก่อน ตั้งเป็นแม่อยู่หัวนางพระยา ให้สมเด็จพระสรศักดิ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เป็นพระราชวังบวรสถานมงคล รับพระบัณฑูร ตั้งหม่อมแก้วบุตรท้าว ศรีสุลาลักษณ์ ผู้น้องสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้ากรมขุนเสนานุ-รักษ์.....”

นอกจากนี้ ยังมีบางคนเข้าใจว่า สตรีท่านนี้เป็นบุคคลเดียวกันกับผู้ที่เป็นต้นเหตุให้ศรีปราชญ์ได้รับอาชญาหลวง ความจริงจะเป็นคนเดียวกันหรือไม่ก็ตาม แต่สตรีที่มีตำแหน่งนาม ศรีจุฬาลักษณ์ ก็ได้ปรากฏชื่ออยู่ในงานวรรณกรรมทั้งสองเรื่อง คือทั้ง กำศรวลศรีปราชญ์ และ ทวาทศมาส ซึ่งตรงกันอย่างน่าสนใจ จนเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่าเป็นบุคคลเดียวกัน จากหลักฐานสำคัญชิ้นนี้เองจึงทำให้มั่นใจว่า ศรีปราชญ์เป็นกวีคนหนึ่งที่ร่วมแต่ง ทวาทศมาส และเป็นบุคคลเดียวกันกับผู้มีนามปรากฏ ศรีกวีราช ในโคลงท้ายบททวาทศมาสนั้นด้วย ส่วนคำว่า “ ศรีจุฬาลักษณ์ ” ชื่อที่ปรากฏอยู่ในโคลงทั้งสองเรื่องเห็นจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากเป็นคนเดียวกัน อีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับคำประพันธ์ คือสร้อยคำบทกวีทั้งสองเรื่องก็เป็นคำเดียวกัน รวมทั้งรูปแบบ ลีลา และถ้อยคำสำนวนก็มิได้แตกต่างกันเลย หมายถึงเป็นงานที่แต่งโดยกวีคนเดียวกัน โปรดสังเกตและเทียบเคียงคำประพันธ์จากทั้งสองเรื่องต่อไปนี้ :-

หน้าเจ้าชู้ช้อยฉาบ แรมรัก
สาวสื่อมาพลางลืม แล่นให้
บา ศรีจุฬาลักษณ์ เสาวภาคย์ กูเออย
รยมรยกฝูงเข้าใกล้ สั่งเทา
(กำศรวลศรีปราชญ์)

อาฒาอาฒาศพ้ยง เพ็ญภักตร์
อกก่ำกรมทรวงถอน ถอดไส้
ดวง ศรีจุฬาลักษณ์ เฉลอมโลก กูเออย
เดือนใหม่มามาได้ โศกสมร
(ทวาทศมาส)


การที่ชื่อของหญิงคนหนึ่งปรากฏอยู่ในงานกวีสองเรื่อง โดยผู้แต่งต่างคนกัน ดูจะเป็นเรื่องแปลก หรือกวีสองคนมีความหลงรักชอบพอหญิงคนเดียวกัน จึงได้คร่ำครวญรำพันกล่าวถึงนามของเธอในกวีนิพนธ์ของตนก็ไม่น่าจะเป็นได้ หรือจะว่าเป็นการพรรณนาเรื่อยไปอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายแบบกลอนพาไปของกวีทั้งสองคน ก็ดูไม่สมกับระดับชั้นของกวี แต่โดยความเป็นจริงแล้ว น่าจะเป็นการระบายถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่อัดอั้นซ่อนเร้นอยู่ในใจของกวีคนใดคนหนึ่ง ในที่นี้หมายถึงตัวศรีปราชญ์นั่นเอง ที่มีความรักความผูกพันอยู่กับสตรีสูงศักดิ์นามว่า ศรีจุฬาลักษณ์ ที่ว่านี้อย่างฝังใจจนยากที่จะลืมเลือน ยิ่งอยู่ในสภาพที่ต้องพลัดพรากจากกัน โดยไม่รู้ว่าจะมีโอกาสกลับมาพบกันอีกหรือไม่ จึงได้คร่ำครวญรำพันถึงเธอออกมาในรูปของถ้อยกวีในวรรณกรรมทั้งสองเรื่องของตน



ส่วนความเห็นและข้อวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่ว่า ศรีปราชญ์มิได้มีตัวตนจริง ๆ หากแต่เป็นเพียงการสมมุติกันขึ้นเท่านั้น ข้อนี้แล้วแต่จะคิดถือว่าเป็นเอกสิทธิ์และมุมมองของแต่ละบุคคล ที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ตามทัศนะและเหตุผลของตน เหมือนมีผู้เปลี่ยนชื่อ กำศรวลศรีปราชญ์ เป็น กำศรวลสมุทร ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อวงวรรณกรรม ที่ช่วยให้ศาสตร์ด้านวรรณศิลป์ไทยมีความเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง เมื่อมีผู้ค้นพบข้อมูลใหม่ ทั้งนี้เพื่อหาข้อยุติงานวรรณกรรมโบราณแต่ละเรื่องให้มีความถูกต้องตามความเป็นจริง ทำนองเดียวกันกับผู้เขียนที่มีความเชื่อมั่นว่า ศรีกวีราช คือตัว ศรีปราชญ์ ที่เป็นคนหนึ่งที่ร่วมแต่ง ทวาทศมาส โดยมิได้ใส่ใจในประเด็นว่าศรีปราชญ์จะมีตัวตนจริงหรือไม่ ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวอ้างมานั้น

โคลง ทวาทศมาส เป็นวรรณกรรมที่มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวอย่างครบถ้วน ความยาวของโคลง 250 บท ก็สอดคล้องกับระยะเวลา 12 เดือน ที่โดดเด่นที่สุดคือคำประพันธ์ที่เป็นโคลงดั้นวิวิธมาลี ซึ่งกวีได้รักษากฎระเบียบประเพณีของฉันทลักษณ์ไว้ได้อย่างเคร่งครัด จะเห็นว่าโคลงแต่ละบทมีการส่งสัมผัสระหว่างวรรคตามตำแหน่งคำอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ และระหว่างบทก็มีสัมผัสเชื่อมโยงถึงกันไม่ขาดสาย ทำให้โคลงทวาทศมาสตั้งแต่บทแรกจนบทสุดท้ายมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องเป็นอันหนึ่งกันเดียวกันเหมือนสายโซ่

ส่วนร่ายท้ายบทความยาวเพียงสองบรรทัดเศษ เป็นเหมือนอุบะ ร้อยเสริมแต่งมาลัยให้มีความงดงามอย่างสมบูรณ์คู่ควรแก่การอวดชม สำหรับกวีผู้ร้อยกรองมาลัยถึงแม้จะเป็นงานที่ร่วมกันแต่งถึง 4 คน แต่โคลงทวาทศมาสทั้งเรื่องก็มีความประณีตบรรจง กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทุกคนล้วนฝีมือฉกาจมีความสามารถไม่ด้อยไปกว่ากัน ไม่มีส่วนไหน หรือตอนใดที่แสดงให้เห็นว่า ถ้อยคำสำนวนมีความเหลื่อมล้ำไม่ทัดเทียมกัน เหมือนหนึ่งเป็นงานที่แต่งโดยกวีเพียงคนเดียว หากไม่มีโคลงท้ายบทบอกไว้ก็จะไม่มีใครรู้ว่านี่คืองานที่สหกวีร่วมกันแต่ง

สำหรับศรีปราชญ์เองตามเอกลักษณ์นิยมความเป็นอิสระ มักไม่ค่อยเคร่งครัดติดยึดในรูปแบบของฉันทลักษณ์นัก ดังตัวอย่างในงานกวีกำศรวลศรีปราชญ์ของท่าน การสัมผัสคำภายในบทและระหว่างบทมีบางครั้งขาดหายไป แต่เมื่อมาร่วมแต่งทวาทศมาสแล้ว กลับไม่เห็นร่องรอยความเป็นอิสระตามรูปแบบของท่าน ข้อนี้ไม่ใช่อะไรอื่น แต่เป็นเพราะคอยมีผู้ควบคุมดูแลอยู่ บุคคลที่ว่านั้นก็คือท่าน สารประเสริฐ ซึ่งก็คงเป็นผู้มีวัยวุฒิและคุณวุฒิเป็นที่เคารพนับถือของทุกคน ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ สิ่งใดที่เห็นไม่เรียบร้อยท่านก็ทำให้เรียบร้อย และถูกต้องตามกฎระเบียบของคำประพันธ์ เพราะในโคลงได้บอกไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นผู้ช่วยแกล้งเกลากลอน ด้วยประการฉะนี้ ทวาทศมาส จึงเป็นมาลัยพวงงามประดับวงวรรณคดีไทย และเป็นอัญมณีอันมีค่าไม่อาจจะประเมินได้ ที่เปล่งประกายเจิดจ้าอยู่ในบรรณพิภพทุกวันนี้

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com