Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน >>

ศรีปราชญ์ คือ กวีผู้แต่ง

“ทวาทศมาส”

เสมอ บุญมา

        วรรณกรรมอันทรงคุณค่าเรื่องทวาทศมาสได้ประพันธ์ขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลางตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นวรรณกรรมที่สมบูรณ์ชัดเจนด้วยเนื้อหา คำประพันธ์ และนามกวีผู้ประพันธ์ วรรณกรรมเรื่องนี้มีกวีผู้ประพันธ์ทั้งหมดสี่คน หนึ่งในนั้น เชื่อว่า ศรีปราชญ์ กวีผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทยรวมอยู่ด้วย แม้ว่าวรรณกรรมเรื่องนี้จะมีกวีผู้ประพันธ์ทั้งหมดถึงสี่คน แต่ลักษณะของเนื้อหาและคำประพันธ์หาได้แตกต่างกันแต่อย่างใดไม่ กลับมีความประณีตบรรจงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาก ประหนึ่งว่า ประพันธ์โดยกวีคนเดียวกัน เหตุที่เชื่อว่า ศรีปราชญ์ เป็นผู้มีบทบาทในการประพันธ์วรรณกรรมเรื่องนี้ ได้พิจารณาวิเคราะห์จากลักษณะการประพันธ์ของศรีปราชญ์และประเด็นข้อเท็จจริงอื่นๆ ที่ปรากฏภายในเรื่อง

ทวาทศมาส เป็นวรรณกรรมเรื่องหนึ่งที่มีความสมบูรณ์ทั้งเนื้อหา คำประพันธ์ และผู้แต่ง ซึ่งต่างจากวรรณกรรมโบราณอื่น ๆ ตามประวัติวรรณคดีไทยเชื่อกันว่าเป็นวรรณกรรมสมัยอยุธยาตอนกลาง แต่งขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อันเป็นยุคที่วรรณกรรมไทยเฟื่องฟูอย่างสูงสุด หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของวรรณคดีก็ได้

ตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชสมบัติของพระองค์ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยังมีความเห็นแย้งกันอยู่บางคนว่า 26 ปี1 บางคนว่า 32 ปี เป็นช่วงที่บ้านเมืองมีความสงบปลอดศึกสงคราม ประชาชนพลเมืองมีความร่มเย็นเป็นสุข องค์พระประมุขจึงทรงมีเวลาทำนุบำรุงบ้านเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรืองทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปวิทยาการ การค้าขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่างประเทศ ได้มีการคบหาสมาคมเจริญสัมพันธไมตรีกับชาวต่างชาติ มิได้จำกัดอยู่เฉพาะภูมิภาคบ้านใกล้เรือนเคียง หากยังขยายไปทางประเทศตะวันออกกลางและฝรั่งชาติยุโรป คือ โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส รวมไปถึงสำนักต่างลัทธิต่างศาสนาคือสำนักวาติกันแห่งกรุงโรมด้วย

สำหรับทางด้านวรรณกรรมนั้นถือว่าได้ทรงสนับสนุนส่งเสริมอย่างที่สุด เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกวี ทรงตั้งราชสำนักให้เป็นศูนย์กลางการกวี และเป็นแหล่งชุมนุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายในยามค่ำคืนเพื่อเล่นกาพย์โคลง หลังจากทรงสำราญในการสดับดุริยางค์ดนตรีและทัศนานาฏยสังคีตแล้ว และสิ่งสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา กล่าวคือในปี พ.ศ. 2215 ทรงรับสั่งให้พระโหราธิบดีราชบัณฑิตแต่งหนังสือชื่อ จินดามณีขึ้น เพื่อเป็นตำราแบบเรียนใช้สอนกุลบุตรเยาวชนไทยให้มีความรู้เฉลียวฉลาดอ่านออกเขียนได้ เป็นการป้องกันลูกหลานมิให้ถูกชักนำให้ละทิ้งศาสนาและจารีตประเพณีเก่าแก่ของไทยไปเข้ารีตนับถือลัทธิศาสนาอื่นที่กำลังเข้ามาเผยแพร่อยู่ในขณะนั้น ซึ่งนับว่าเป็นพระราโชบายอันชาญฉลาดยิ่ง และนับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่พระมหากษัตริย์ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษาของประชาราษฎร์

 

ในสมัยนั้นกล่าวกันว่าชาวเมืองหายใจเป็นกาพย์โคลงกันทั่วราชสำนัก คำกล่าวนี้น่าจะเป็นจริง เพราะปรากฏว่าแม้จะเป็นเพียงข้าราชการระดับผู้รักษาประตูวัง ยังสามารถกล่าวภาษากวีได้ ดังเป็นที่ทราบกันว่า ครั้งหนึ่งศรีปราชญ์หลังเสร็จภารกิจเข้าเฝ้า ขณะเดินทางกลับผ่านประตูวัง โทวาริกบุรุษซึ่งก็คงเป็นคนคุ้นเคยกัน เกิดสะดุดตามองเห็นแหวนวงงามที่นิ้วมือของศรีปราชญ์ ซึ่งตนไม่เคยพบเห็นมาก่อน จึงมีการถาม - ตอบกันเป็นสำนวนโคลงบาทต่อบาท ว่า :-

นายประตู : แหวนนี้ท่านได้แต่ ใดมา
ศรีปราชญ์ : จอมพิภพโลกา ท่านให้
นายประตู : ทำชอบสิ่งใดนา วานบอก
ศรีปราชญ์ : แต่งโคลงถวายไท้ ท่านให้รางวัล

โคลงบทนี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เข้าใจว่า ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ประชาชนรู้หนังสืออ่านออกเขียนได้ มีความสามารถในเชิงกวีและนิยมเล่นโคลงกลอนกัน สำหรับชนชั้นสูงในราชสำนักคงไม่ต้องพูดถึง เพราะย่อมจะมีโอกาสดีกว่าสามัญชนทั่วไปอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น บุคคลเหล่านี้จึงฉายแววกวีปรากฏให้เห็น ดังมีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งศรีปราชญ์ซึ่งเป็นคนหนุ่มอยู่ในวัยคะนอง และมีอุปนิสัยใจคอห้าวหาญ ประกอบกับการทะนงตนว่าเป็นคนโปรดของพระเจ้าแผ่นดิน ได้ประทะคารมกวีกับพระสนมฝีปากจัดคนหนึ่งของสมเด็จพระนารายณ์ฯ ตามสำนวนโคลงที่ปรากฏ ถือว่าไม่ธรรมดา เธอได้กล่าวโคลงเป็นทำนองเหน็บแนมเหยียดหยามศรีปราชญ์ ว่า :-

หะหายกระต่ายเต้น ชมจันทร์
มันบ่เจยมตัวมัน ต่ำต้อย
นกยูงหากกระสัน ถึงเมฆ
มันบ่เจียมตัวน้อย ต่ำต้อย(เตี้ย)เดียรัจฉา7


เมื่อเจอกับถ้อยสำนวนกวีวาทะที่เผ็ดร้อน และทิ่มแทงหัวใจอย่างนี้ ศรีปราชญ์ก็คงเกิดอาการระงับอารมณ์ไม่อยู่ คงคิดว่าตัวเองก็หนึ่งในสยามเหมือนกัน จึงได้โต้ตอบไปอย่างเผ็ดร้อนไม่แพ้กัน ว่า :-

หะหายกระต่ายเต้น ชมแข
สูงส่งสุดตาแล สู่ฟ้า
ฤดูฤดีแด สัตว์สู่ กันนา
อย่าว่าเราเจ้าข้า อยู่พื้นดินเดียว


กล่าวกันว่า การตอบโต้ด้วยสำนวนโคลงที่สมน้ำสมเนื้อบทนี้เป็นชนวนให้เกิดเรื่องบานปลาย จนมีผลต่อวิถีชีวิตของศรีปราชญ์ในเวลาต่อมา คือพระสนมฝีปากจัดได้นำความเข้ากราบบังคมทูลสมเด็จพระนารายณ์ฯ เป็นเหตุให้ศรีปราชญ์ได้รับพระราชอาชญา แต่เป็นเพียงลหุโทษให้ขนเลนเท่านั้น อาจจะเป็นด้วยทรงพระเมตตาในฐานะเป็นบุคคลที่ทรงโปรด จากการที่ได้รับราชทัณฑ์ในคราวนี้มีผลต่อเนื่องทำให้ต้องได้รับราชอาชญาซ้ำอีกเป็นคำรบสองซึ่งเป็นโทษรุนแรงถึงขั้นประหารแต่ด้วยเหตุที่บิดาได้เคยกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษไว้ล่วงหน้า เมื่อคราวก่อนที่จะเข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณ โทษประหารจึงเหลือเพียงถูกเนรเทศ ต้นเหตุก็มาจากพระสนมคนเดิมนี่แหละ ทำนองจะตามไปเย้ยหยันขณะที่ศรีปราชญ์กำลังรับอาชญาขนเลนอยู่

ฝ่ายศรีปราชญ์เองก็คงจะกำลังอยู่ในอารมณ์โกรธและอับอายขายหน้า ที่คนเป็นต้นเหตุให้ตนเองได้รับโทษยังตามมาเยาะเย้ยอีก จึงได้สาดโคลนไปโดนตัวพระสนมคู่อริเข้า จากการกระทำในครั้งนี้จะเป็นการตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ถือว่าเป็นพฤติกรรมร้ายแรงยิ่ง จนต้องพระราชอาญาหลวงขั้นมหันตโทษดังกล่าวแล้ว การที่ศรีปราชญ์ถูกเนรเทศในคราวนี้ ทำให้เกิดผลงานชิ้นเอกอันเป็นอมตะขึ้นให้พวกเราซึ่งเป็นชนรุ่นหลังได้ศึกษากันอยู่จนทุกวันนี้ ผลงานที่ว่านั้นได้แก่ “ กำศรวลศรีปราชญ์ ” ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดจบชีวิตของกวีฝีปากเอกท่านนี้ในเวลาต่อมาด้วย

งานกวีของศรีปราชญ์ที่รู้จักกันดีมีอยู่ 2 เรื่อง คือ กำศรวลศรีปราชญ์ และ อนิรุทธ์คำฉัน นอกจากนี้ยังมีผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่ศรีปราชญ์เป็นคนแต่ง แต่ยังไม่มีการพูดถึงอาจจะเป็นเพราะไม่มีใครทราบก็ได้ เป็นงานที่ศรีปราชญ์มิได้แต่งคนเดียว หากเป็นการแต่งร่วมกับกวีท่านอื่น งานที่ว่านั้นคือ “ ทวาทศมาส ” เหตุที่ทำให้เชื่อว่าศรีปราชญ์เป็นกวีคนหนึ่งที่ร่วมกันแต่งวรรณกรรมเรื่องนี้

หลักฐานในโคลงท้ายบทของทวาทศมาส
ลักษณะรูปแบบการใช้คำประพันธ์
การกล่าวรำพึงรำพันพาดพิงถึงหญิงคนเดียวกัน
บรรณานุกรม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com