Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

ปรัชญากรีกสมัยรุ่งเรือง

ปรัชญากรีกสมัยเสื่อม

อาริสโตเติล (Aristotle)

เกิดเมื่อ พ.ศ.159 ที่เมืองสตากิรา ในแคว้นเธรส บิดาชื่อนิฌคมาคุส เป็นแพทย์หลวงประจำราชสำนักของพระเจ้าอะมินตัส กษัตริย์แห่งมาเซโดเนีย เมื่ออายุได้ 17 ปี อาริสโตเติลถูกส่งตัวไปยังเอเธนส์เพื่อเข้ารับการศึกษาในสำนักอะคาเดมีของพลาโต้

เมื่อพลาโต้ถึงแก่กรรมใน พ.ศ.196 หลานชายของพลาโต้ชื่อสปิวซิบปุสได้เป็นเจ้าสำนักอะคาเดมีคนต่อมา อาริสโตเติลไม่เห็นด้วยกับการที่สปิวซิปปุสกำหนดการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญแก่คณิตศาสตร์มากเกินไป อาริสโตเติลพร้อมด้วยเพื่อนร่วมสำนักเดินทางออกจากเอเธนส์ ได้ไปพำนักอยู่ที่อัสโซสตามคำเชิญของเฮอร์เมียส อาริสโตเติลได้พบกับภาคิไนยของกษัตริย์เฮอร์เมียส ชื่อพิธิอัส และแต่งงานกับเธอ มีลูกด้วยกัน 1 คนชื่อนิโคมาคุส

อาริสโตเติลประสบมรสุมชีวิตเมื่อพระเจ้าอาเล็กซานเดอร์มหาราชสวรรคตในปี 220 ชาวเอเธนส์แสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อมาเซโดเนียอย่างรุ่นแรง ใครที่เคยเข้าพวกกับมาเซโดเนียเริ่มถูกลงโทษ อาริสโตเติลจึงตกเป็นเป้าการปองร้ายจากนักการเมืองแห่งเอเธนส์ อาริสโตเติลให้เหตุผลของการหนีจากเอเธนส์มาอยู่ที่เมืองคาลซิลว่า “เพื่อชาวเอเธนส์จะได้ไม่ทำบาปต่อปรัชญาเป็นครั้งที่สอง” เพราะครั้งแรกทำบาปโดยประหารชีวิตโสคราตีส ท่านถึงแก่กรรมด้วยโรคกระเพาะ เมื่อ พ.ศ. 221 ที่เมืองคาลซิส ขณะมีอายุได้ 62 ปี

ก่อตั้งลีเซอุม

ที่เอเธนส์อาริสดตเติลไม่ได้กลับเข้าสำนักอะคาเดมี ได้ตั้งสำนักของตนขึ้นเรียกว่าลีเซอุม เลียนแบบอะคาเดมีของพลาโต้ เหตุที่มีชื่อลีเซอุม เพราะที่ตั้งอันเป็นสวนสาธารณะใกล้วิหารที่ประชาชนสร้างถวายเทพเจ้าอะพอลโล ลีเซอุม อริสโตเติลแบ่งการบรรยายเป็นสองภาค คือ ภาคเช้าเป็นการบรรยายวิชาปรัชญาที่ลึกซึ้งสำหรับนักศึกษาที่มีพื้นฐานความรู้ดีอยู่แล้ว อาริสโตเติลเป็นเจ้าสำนักลีเซอุมราว 12-13 ปี ในช่วงนี้ชีวิตของท่านรุ่งเรืองถึงขีดสุด งานนิพนธ์ที่สำคัญถูกเขียนขึ้นในระยะนี้

งานนิพนธ์

อาริสโตเติลแต่งหนังสือไว้จำนวนมาก อริสโตเติลได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาของศาสตร์อย่างน้อย 2 สาขา คือ ตรรกศาสตร์และสัตววิทยา

นักปราชญ์ได้แบ่งงานนิพนธ์ของอาริสโตเติลออกเป็น 7 หมวด ดังนี้

  1. หมวดตรรกศาสตร์ หมายถึงเครื่องมือสำหรับแสวงหาความรู้
  2. หมวดวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
  3. หมวดจิตวิทยา ว่าด้วยวิญญาณ , ว่าด้วยความฝัน
  4. หมวดอภิปรัชญา
  5. หมวดจริยศาสตร์
  6. หมวดรัฐศาสตร์
  7. หมวดศิลปะ วาทศิลป์ , กวีศาสตร์

ปรัชญาของอาริสโตเติล

นับตั้งแต่ธาเลสจนถึงอาริสโตเติล ภูมิปัญญากรีกยังมิได้ถูกแบ่งเป็นสาขา วิทยาการทุกแขนงรวมอยู่ด้วยกันและมีชื่อเรียกว่า “ปรัชญา” อาริสโตเติลได้จัดแบ่งศาสตร์ต่างๆ ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คำว่า “ศาสตร์(Sciences)” เทียบได้กับคำว่า “วิชาการ” ในสมัยปัจจุบัน อาริสโตเติลแบ่งกลุ่มวิชาการออกเป็น 3 ภาค

วิชาการภาคทฤษฎี ได้แก่วิชาที่ศึกษาเพื่อสนองความใฝ่รู้อย่างเดียว แบ่งออกเป็น 3 สาขา

  1. ฟิสิกส์ ศึกษาธรรมชาติ
  2. คณิตศาสตร์ ศึกษาเรื่องการคำนวณที่ยังต้องอาศัยสสาร
  3. อภิปรัชญา ศึกษาความจริงแท้ของสรรพสิ่งโดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสสาร อภิปรัชญาของอาริสโตเติล แบ่งย่อยออกเป็น 2 ส่วน
    --ภววิทยา(Ontology) ศึกษาความจริงแท้ในฐานะที่เป็นภาวะ(Being) ในโลก
    --เทววิทยา(Theology) ศึกษาภาวะในฐานะเป็นปฐมเหตุของการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง

วิชาการปฏิบัติ (Practical Sciences)ได้แก่วิชาที่กำหนดวิธีปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ แบ่งเป็น 2 สาขาคือ

  1. รัฐศาสตร์(Politics) ศึกษาการจัดองค์การและระเบียบที่ดีให้กับสังคม
  2. จริยศาสตร์(Ethics) ศึกษาเรื่องจริยธรรมของปัจเจกชนในสังคม

วิชาการภาคผลิต (Productive Sciences) ได้แก่วิชาการความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพที่มุ่งผลิตศิลปกรรมต่าง

ตรรกศาสตร์(Logic)
เป็นวิชาที่ศึกษากฎเกณฑ์ของการใช้เหตุผล วิชานี้เกี่ยวข้องกับวิธีการอ้างเหตุผลและหลักเกณฑ์ในการตัดสินความสมเหตุสมผลของการอ้างเหตุผล

การแสวงหาเหตุผลมาสนับสนุนข้ออ้างเพื่อสร้างความสมเหตุสมผล ทำได้ 2 วิธีคือ

  1. การนิรนัย (Deduction) คือการสรุปจากคนส่วนใหญ่ไปสู่คนส่วนรวม
  2. การอุปนัย (Induction) คือการสรุปจากส่วนย่อยไปสู่ส่วนใหญ่

ตรรกศาสสตร์ของอริสโตเติล

อาริสโตเติลได้ชื่อว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งวิชาตรรกศาสตร์ ตรรกศาสตร์ที่อารสโตเติลสร้างไว้เป็นระบบก็คือตรรกศาสตร์นิรนัย ส่วยตรรกศาสตร์แบบอุปนัยนั้นเกิดขึ้นห่างกันกว่าสองพันปีโดยฟรานซส เบคอน และจอห์น สจ๊วตมิลล์

ผลงานด้านตรรกศาสตร์ของอาริสโตเติลมีชื่อว่า Orgaon แปลว่า เครื่องมือแสวงหาความรู้ ประกอบด้วยหนังสือ 6 เรื่อง คือ
1. Categories (ปทารถะ) ว่าด้วยประเภทของคำและวลี
2. On Interpretation (เรื่องการตีความ) ว่าด้วยประโยคตรรกและคำถาม
3. Pio Analytics (ปุริมวิเคราะห์) ว่าด้วยการอนุมานและตรรกบท
4. Posterior Analytics (ปัจฉิมวิเคราะห์) ว่าด้วยการประยุกต์ใช้ตรรกศาสตร์ในการแสวงหาความจริง
5. Topics (หัวข้อ) ว่าด้วยวิภาษวิธี
6. On Sophistical Refutations (ว่าด้วยการหักล้างปรัปวาท) เป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคนิคการโต้วาที

ปทารถะ

การอ้างเหตุผลต้องแสดงออกมาเป็นภาษา หน่วยย่อยที่สุดของภาษาก็คือคำ (Terms) ปทารถะมี 10 ประการ คือ

  1. สาระ(Substance) หมายถึงสาระทุติยภูมิซึ่งทำหน้าที่เป็นภาคแสดงของประโยค แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
    --สาระทุติยภูมิ (Primary Substance) ได้แก่การแสดงสิ่งเฉพาะต่างๆ
    --สาระทุติยภูมิ (Secondary Substance) ได้แก่สิ่งสากลที่แสดงสกุลของสิ่งเฉพาะ
  2. ปริมาณ(Quantity) ได้แก่คำแสดงปริมาณซึ่งทำหน้าที่เป็นภาคแสดง
  3. คุณภาพ(Quality) ได้แก่คำที่แสดงว่าประธานของประโยคมีลักษณะเป็นอย่างไร
  4. ความสัมพันธ์ (Relation) ได้แก่คำที่แสดงว่าประธานเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นหรือบุคลอื่นอย่างไร
  5. สถานที่ (Place) ได้แก่คำที่แสดงว่าประธานอยู่ที่ไหน
  6. กาล (Time) ได้แก่คำที่แสดงว่าประธานอยู่ในเวลาใด
  7. ลักษณาการ (Postion) ได้แก่คำที่แสดงว่าประธานอยู่ในท่าหรืออิริยาบถใด
  8. สถานะ (State) ได้แก่คำที่แสดงว่าประธานมีสภาพอย่างไร
  9. กัตตุภาวะ (Action) ได้แก่คำที่แสดงว่าประธานกำลังทำอะไร
  10. กัมภาวะ (Affection) ได้ก่ำที่แสดงว่าประธานถูกกระทำอย่างไร

ตรรกบท

ตรรกบท คือ แบบแผนของการอ้างเหตุผล “ตรรกบทเป็นแบบแผน(Form) ของการอ้างเหตุผลที่ประกอบด้วยคำเพียง 3 คำ ซึ่งสัมพันธ์กันอย่างชนิดที่ว่าประโยคตรรก 2 ประโยคแรกรวมกันส่อแสดงนัยถึงประโยคตรรกที่สาม”

ตรรกบทประกอบด้วยประโยคตรรก 3 ประโยค คือ ประโยคข้อตั้งหลัก(Major Premise) และประโยค ข้อตั้งรอง(Minor Premise) และสุดท้ายคือข้อสรุป(Conclu sion)

ตรรกบทมีคำเพียว 3 คำ

สัญลักษณ์ที่ใช้ในตรรกบท

ของอาริสโตเติล นักปรัชญาสมัยกลาง
คำหลัก = A P (Predicate)
คำรอง = B S (Subject)
คำกลาง = C M (Middle)
แผ่นผังที่ใช้ในตรรกบทที่นิยม คือ
M – P
S - M

กฎแห่งความสมเหตุสมผลของตรรกบทมีอยู่ 5 ข้อ คือ

  1. ตรรกบทต้องมีคำเพียง 3 คำ คือ คำหลัก คำรอง และคำกลาง แต่ละคำต้องปารกฎเพียงสองครั้ง ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น
  2. คำที่กระจายในข้อสรุปต้องกระจายในข้อตั้งด้วย
  3. คำกลางต้องกระจายอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
  4. ข้อตั้งทั้งสองจะเป็นประโยคปฏิเสธทั้งคู่ไม่ได้

ถ้าข้อตั้งเป็นประโยคปฏิเสธ ข้อสรุปก็ต้องเป็นประโยคปฏิเสธด้วย

นิรนัยกับอุปนัย
ตรรกบทใดดำเนินตามกฎทั้งห้าข้อ ตรรกบทนั้นมีความสมเหตุสมผล หมายถึงการที่ข้อสรุปรับกันได้รับข้อตั้ง กล่าวคือ เมื่อยอมรับข้อตั้งทั้งสองแล้ว ก็ต้องยอมรับข้อสรุปว่าเป็นผลที่ติดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตรรกศาสตร์ให้ความสมเหตุสมผลมากกว่าความจริง

อาริสโตเติลมีทัศนะว่า เนื่องจากตรรกศาสตร์เป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้ ดังนั้นตรรกศาสตร์ต้องให้ความจริง แต่ตรรกศาสตร์นิรนัยมีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถพิสูจน์สัจพจน์ การพิสูจน์หรือการสร้างสัจพจน์เป็นหน้าที่ของตรรกศาสตร์อุปนัย แต่ตรรกศาสตร์อุปนัยมีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถศึกษาความจริงเฉพาะหน่วยได้ครบถ้วนทุกกรณี

อภิปรัชญา

อภิปรัชญาได้แก่การศึกษาความจริงแท้ของสรรพสิ่ง นั่นคือภาวะบริสุทธิ์ (Being Qua being) และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาวะบริสุทธิ์ อภิปรัชญาของอาริสโตเติลแบ่งออกเป็น 2 สาขา

  1. ภววิทยา (Ontology) คือส่วนที่ศึกษาความจริงแท้ในฐานะที่เป็นภาวะ(Being) ที่ยังมีความสัมพันธ์กับสสาร
  2. เทววิทยา (Theology) หมายถึงส่วนที่ศึกษาความจริงแท้ในฐานะที่เป็นภาวะบริสุทธิ์ซึ่งเป็นปฐมเหตุของการเกิดขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งในจักรวาล

ภววิทยา (Ontology)

ความจริงแท้ของสรรพสิ่งก็คือภาวะ (Being) ภาวะคือแบบหรือมโนคติในปรัชญาของพลาโต้ อาริสโตเติลเห็นว่าแบบเป็นสาระ หรือสารัตถะของสรรพสิ่ง อาริสโตเติลได้เสนอแนวคิด 3 ประการคือ แบบและสสาร ภาวะแฝงและภาวะจริง และความเป็นสาเหตุ ประเด็นทั้งสามมีรายละเอียดดังนี้

แบบและสสาร

  1. สสาร(Matter) คือวัตถุดิบหรือวัสดุอันเป็นส่วนประกอบของสิ่งเหล่านั้น
  2. แบบ (Form) คือ โครงสร้างหรือรูปทรงของสิ่งเหล่านั้น

    อาริสโตเติลอธิบายเรื่องแบบและสสารว่า “แบบ” กับคำว่า “สสาร” เป็นคำคู่กัน สสารเป็นที่มาของความหลากหลายและความแตกต่างของสิ่งของที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน

ภาวะแฝงและภาวะจริง
ภาวะแฝงและภาวะจริงมีความสัมพันธ์กัน สิ่งเฉพาะอย่างหนึ่งต้องมีแบบอยู่จึงเป็นภาวะจริง แต่เมื่อเอาแบบนั้นเทียบกับแบบอื่น สิ่งเฉพาะนั้นก็ยังอยู่ในภาวะแฝง

ความเป็นสาเหตุ (Causality)

เป็นสาเหตุความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งในจักรวาล คำว่าเหตุหมายถึงการมีส่วนรับผิดชอบ การที่สรรพสิ่งเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงเป็นเพราะเหตุ 4 ประการ คือ

1. วัสดุเหตุ (Material Cause) ได้แก่สสาร
2. รูปเหตุ (Formal Cause) ได้แก่แบบ
3. สัมฤทธิเหตุ (Efficient Cause) ได้แก่ผู้กระทำการ
4. อันตเหตุ (Final Cause) ได้แก่จุดมุ่งหมาย

เทววิทยา (Theology)

ปฐมเหตุแห่งการเคลื่อนไหวคือพระเจ้าผู้เป็นแบบบริสุทธิ์ พระเจ้าไม่ได้เป็นพระผู้สร้าง แต่พระเจ้าเป็นเพียงผู้ทำให้สรรพสิ่งเคลื่อนไหวโดยที่ตนเองไม่เคลื่อนไหว พระเจ้าคือผู้ที่ทำให้สรรพสิ่งเคลื่อนไหวโดยที่ตนเองไม่เคลื่อนไหว การเคลื่อนไหว หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทุกประการ ไม่ว่าในเชิงปริมาณคุณภาพหรือการเปลี่ยนสถานที่

ปรัชญาธรรมชาติ

“ธรรมชาติ” อาริสโตเติลหมายถึง “ผลรวมของวัสดุทุกอย่างที่เป็นสสารและมีการเคลื่อนไหว ปรัชญาธรรมชาติของอริสโตเติลเป็นอันตวาท ปรัชญาธรรมชาติของอริสโตเติลคือการเคลื่อนไหว(Motion) กาละ (Time) และอวกาศ (Space) การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งมีอยู่ 4 อย่างคือ

1. การเคลื่อนไหวทางสสาร หมายถึงการเปลี่ยนแปลงด้านเนื้อหาว่าไม่มีสิ่งนั้นสิ่งนี้
2. การเคลื่อนไหวทางปริมาณ หมายถึงการเพิ่มและการลดปริมาณของสิ่งต่างๆ
3. การเคลื่อนไหวทางคุณภาพ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงคุณภาพ
4. การเคลื่อนไหวทางสถานที่ หมายถึงการเคลื่อนที่หรือการเปลี่ยนแปลงสถานที่นั่นเอง

ระบบจักรวาล

โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาวทั้งหมดโคจรรอบโลกเป็นวงกลม แบ่งจักรวาลออกเป็นสองส่วน คือส่วนล่างนับตั้งแต่ภายใต้พระจันทร์ลงมาถึงพื้นโลก และส่วนบน นับแต่พระจันทร์ขึ้นไปจนถึงดาวดวงสุดท้ายที่ขอบจักรวาล ศูนย์กลางของจักรวาลคือ โลก

จิตวิทยา

แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. อนินทรียสสาร หมายถึงสิ่งไม่มีชีวิตทั้งหลาย
2. อินทรีย์สสาร หมายถึงสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย

แบ่งอินทรียสสารออกเป็น 3 ระดับคือ

  1. ระดับต่ำสุด คือ พืช
  2.  ระดับกลาง คือ สัตว์เดรัจฉาน
  3. ระดับสูงสุด คือ มนุษย์

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยอู่ในระดับสูงสุด ซึ่งมีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ

  1. ร่างกายเป็นองค์ประกอบทางสสาร ทำหน้าที่เป็นเครื่องรองรับชีวิต
  2. วิญญาณเป็นแบบของชีวิต มนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและวิญญาณ ร่างกายคือสสาร วิญญาณคือแบบ

ระดับของวิญญาณ

อาริสโตเติลแบ่งวิญญาณออกเป็น 3 ประเภทตามระดับพัฒนาการ ดังนี้

  1. วิญญาณของพืชทำหน้าที่ได้อย่างเดียว คือ ดูดซับอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต มีชื่อเรียกว่า อาหารวิญญาณ (Nutritive Soul)
  2. วิญญาณของสัตว์เดรัจแนนอกจากจะทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชีวิตแล้ว ยังสามารถรับรู้โลกภายนอกด้วยผัสสะ และความรู้สึกได้ เรียกว่า ผัสสวิญญาณ (Sensitive Soul)
  3. วิญญาณของมนุษย์ วิญญาณมนุษย์มีพุทธิปัญญา(Nous) ซึ่งสัตว์เดรัจฉานไม่มี อาริสโตเติลเรียกวิญญาณระดับนี้ว่า พุทธิวิญญาณ (Rational Soul)

สมรถภาพของวิญญาณ

แบ่งระดับของวิญยาณได้ดังนี้

  1. ประสาทสัมผัส (Senses) เป็นความสามารถในการรับรู้โลกภายนอกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าทาง
  2. ผัสสะร่วม (Common Sense) หมายถึงการรับรู้ร่วมกันของประสาทสัมผัสทั้งห้า
  3. จินตนาการ(Phantasia) ไม่ได้หมายถึงจินตนาการสร้างสรรค์ของศิลปิน แต่หมายถึงจินตนาการของคนทั่วไปที่สร้างภาพเลียนแบบ
  4. เหตุผล (Reason) หมายถึงสมรรถภาพในการคิด เหตุผลมีสองระดับ คือ

เหตุผลแฝง หมายถึงเหตุปลที่มีอยู่ยังไม่มีการคิดถึงแบบ เหตุผลจริง หมายถึงเหตุผลที่รู้จักแบบหรือสิ่งสากล



จริยศาสตร์

จริยศาสตร์ของอาริสโตเติลเป้นอันตวิทยา เพราะถือว่าพฤติกรรมของมนุษย์มุ่งไปที่จุดหมายสูงสุดเดียวกัน อาริสดตเติลจำแนกจุดหมายเป็นสองประเภท

  1. จุดหมายระหว่างทาง หมายถึงจุดหมายเฉพาะหน้าที่มนุษย์ต้องการเพื่อเป็นทางผ่านไปสู่จุดหมายที่ไกลกว่านั้น
  2. จุดหมายปลายทาง หมายถึงจุดหมายสูงสุดที่เป็นจุดจบในตัวเอง โดยๆไม่ต้องนำไปสู่จุดหมายอื่นต่อไป

ความสุขคืออะไร

มีคำตอบสำหรับคำถามนี้อยู่ 3 ประการคือ
1. ความสุขคือความสำราญ(Pleasure)
2. ความสุขคือความมั่งคั่ง(Wealth)
3. ความสุขคือเกียรติยศ(Honour)

ทัศนะของอาริสโตเติล ความสุขเป็นความรู้สึกของวิญญาณไม่ใช่ร่างกาย วิญญาณเป็นแบบของมนุษย์ที่ทำให้มนุษย์ประเสริฐกว่าสัตว์ ความสุขของมนุษย์จึงเป็นความสุขที่เกิดกับวิญญาณ นั่นคือความสุขเกิดจากคุณธรรม

คุณธรรมหมายถึงคุณสมบัติที่ดี คนดีคือคนที่ทำดีหรือมีคุณธรรมเป็นลักษณะนิสัยประจำ คุณธรรมไม่ใช่คุณสมบัติที่มนุษย์มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด หากแต่เป็นนิสัยที่มนุษย์ “สร้าง” ขึ้นภายหลัง

คุณธรรมแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

  1. คุณธรรมด้านพุทธิปัญญา หมายถึงความสารถในการใช้เหตุผลเพื่อแสวงหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งสากลและเพื่อการคำนวณในวิชาคณิตศาสตร์
  2. คุณธรรมด้านศิลธรรม คือ ความสามารถในการเลือกทำความดีซึ่งเกิดจากการฝึกหัดปฏิบัติจนเป็นนิสัย

ทางสายกลาง

“คุณธรรมคือลักษณะนิสัยในการเลือกทางสายกลาง” คุณธรรมเป็นทางสายกลาง ระหว่างความเกินและความขาด คุณธรรมหมายถึงการควบคุมความรู้สึก ความยุติธรรม หมายถึง ทางสายกลางระหว่างการกระทำต่อผู้อื่นอย่างไม่ยุติธรรม และการกระทำอย่างไม่ยุติธรรม ความยุติธรรมมี 2 ประเภท

1. ความยุติธรรมในการจัดสรร
2. ความยุติธรรมในการแก้ไขความผิด

มิตรภาพ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. มิตรภาพเพื่อผลประโยชน์ คือ ความสัมพันธ์ของคนที่รักกันเพราะมีผลประโยชน์ที่ได้จากกันและกัน
  2. มิตรภาพเพื่อความสำราญ คือ ความสัมพันธ์ของคนที่รักกันที่รูปร่างหน้าตางดงาม
  3. มิตรภาพเพื่อความดี คือ ความสัมพันธ์ของคนที่เป็นคนดีมีคุณธรรมคล้ายกัน ต่างฝ่ายต่างประทับใจในลักษณะนิสัยดีงามลัสติปัญญาของกันและกัน

ชีวิตอุดมคติ

ชีวิตที่มีความสุขคือชีวิตที่ดำเนินหลักคุณธรรม อาริสโตเติลกล่าวว่า “ถ้าความสุขคือกิจกรรมที่ดำเนินตามหลักคุณธรรม จึงมีเหตุผลดีที่จะกล่าวว่า กิจกรรมนั้นควรดำเนินตามหลักคุณธรรมสูงสุด และนี่คือสิ่งที่ดีที่สุด”

ชีวิตมีความสุขเพราะดำเนินตามหลักคุณธรรม ชีวิตจะมีความสุขมากที่สุดถ้าดำเนินตามหลักคุณธรรมระดับสูงสุดในทัศนะของอาริสโตเติล การคิดคำนึงที่ให้ความสุขมากที่สุดคือการคิดคำนึงถึงพระเจ้า

ปรัชญาการเมือง

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์ไม่สามารถแยกอยู่เป็นหน่วยยอยตามลำพัง เพราะต้องพึ่งพาอาศัยกัน ดังนั้นมนุษย์จึงรวมตัวกันตั้งรัฐขึ้น ภาษาทำให้มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์มีการใช้ภาษา มนุษย์สร้างครอบครัวแสวงหาปัจจัยในการดำรงชีพ ครอบครัวมีจำนวนมากรวมกันเป็นหมู่บ้าน

ทัศนะทางการเมืองของอาริสโตเติล 2 ประการ

  1. ทัศนะที่ว่าปัจเจกชนมีความจริงแท้ รัฐไม่มีความจริงแท้ปัจเจกชนมีจุดหมายในตัวเอง
  2. รัฐมีความจริงแท้ ปัจเจกชนไม่ใช่สิ่งที่แท้จริงจึงไม่มีความหมายอะไร

ระบบการปกครอง

จำนวน
ผู้ใช้อำนาจ การปกครองที่ดี
เพื่อประชาชน การปกครองที่เลว
เพื่อผู้ปกครอง
คนเดียว
คณะผู้ปกครอง
ประชาชนส่วนใหญ่ ราชาธิปไตย
อภิชนาธิปไตย
มัชฌิมชนาธิปไตย ทรราช
คณาธิปไตย
ประชาธิปไตย

ระบอบการปกครองที่ดี 3 แบบระบอบการปกครองที่เลว 3 แบบ ได้แก่

  1. ราชาธิปไตย (Royalty) เป็นการปกครองโดยบุคคลคนเดียวผู้มีปัญญาและความสามารถเหนือคนทั่งหลาย
  2. ทรราช (Tyranny) เป็นการปกครองโดยบุคคลคนเดียวใช้อำนาจตามอำเภอใจเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
  3. อภิชนาธิปไตย (Aristrocracy) เป็นการปกครองโดยอภิชนตั้งแต้สองคนขึ้นไป เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
  4. คณาธิปไตย (Oligarchy) เป็นการปกครองโดยคนกลุ่มน้อยที่มั่งคั่งและมีอำนาจ เพื่อประโยชน์ของพวกพองเดียวกัน
  5. มัชฌิมชนาธิปไตย (Polity) เป็นการปกครองโดยรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนทั้งหมด ใช้อำนาจเพื่อผลประโยน์ร่วมกันประชาชนทั้งหมดมีสิทธิเลือกผู้ปกครอง
  6. ประชาธิปไตย (Democracy) เป็นการปกครองโดยคนจนซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสังคม เพื่อประโยชน์ของคนจนเท่านั้น

รัฐในอุดมคติ

รัฐในคติของอาริสโตเติลต้องมีลักษณะดังนี้

1. พื้นที่ของรัฐต้องไม่กว้างใหญ่หรือเล็กจนเกินไป
2. พลเมืองของรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามวัย
3. การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาพลเมือง

สุนทรียศาสตร์

แบ่งศิลปะออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ประดิษฐศิลป์ ได้แก่ศิลปะที่มุ่งประดิษฐ์เครื่องมืออุปกรณ์ไว้ช่วยการทำงานของมนุษย์
  2. วิจิตรศิลป์ ได้แก่ศิลปะที่มุ่งเลียนแบบธรรมชาติด้วยการสร้างโลกแห่งจินตนการขึ้นมาเลียนแบบโลกแห่งความเป็นจริง

โปรแทกอรัส (Protagoras พ.ศ.63-133)
โสคราตีส
พลาโต้ (Plato พ.ศ.116-196)
อาริสโตเติล (Aristotle)

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com