Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์  >>

พิพิธภัณฑ์

การพิพิธภัณฑสถานในประเทศไทย
ประเภทของพิพิธภัณฑสถาน
การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์
สภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “พิพิธภัณฑ์”

การพิพิธภัณฑสถานในประเทศไทย

กิจการพิพิธภัณฑ์เกิดขึ้นในประเทศไทยมาแล้วกว่า 147 ปี จากระยะเริ่มแรกจนถึงปัจจุบันมีพัฒนาการทางการบริหาร การจัดการ และบทบาทหน้าที่เป็นลำดับเรื่อยมาได้ 10 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2395 – 2411)
ระยะนี้เป็นระยะเริ่มต้นของการพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้ว ทรงจัดพิพิธภัณฑ์ขึ้น ณ พระที่นั่งราชฤดี สำหรับเป็นที่จัดแสดงวัตถุที่พระองค์ ทรงรวบรวมไว้ ตลอดจนสิ่งของที่นานาประเทศส่งเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวายเป็นทาง พระราชไมตรี ต่อมา ในปี พ.ศ. 2399 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์สำหรับเป็นที่จัดแสดงวัตถุโดยเฉพาะ เมื่อมีแขกเมืองเข้าเฝ้าฯ พระองค์ ทรงนำชมพิพิธภัณฑ์ในพระราชฐานนี้เสมอ บทบาทหน้าที่ของพิพิธภัณฑสถานในระยะเริ่มแรกนี้จึงเป็นการเชิดชูพระบารมีส่วนพระองค์รัชกาลที่ 4 โดยเฉพาะ หรือเป็นพิพิธภัณฑสถานส่วนพระองค์นั่นเอง

ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2412 – 2429)
สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ระยะแรกกิจการพิพิธภัณฑ์ในระยะนี้เจริญรุดหน้าไปมาก พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ในสร้าง หอคองคอเดีย หรือศาลาสหทัยสมาคม สำหรับเป็นที่จัดแสดงวัตถุแทนที่พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ และเรียกกันทั่วไปว่า “มิวเซียม” บทบาทหน้าที่ของพิพิธภัณฑสถานในระยะนี้นอกจากรับใช้ส่วนพระองค์แล้วยังรับใช้ประชาชนทั่วไปด้วย โดยพระองค์ทรงอนุญาตให้ประชาชนเข้าชมได้เป็นครั้งแรก เนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2417 พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้จึงนับเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของประเทศที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม จากการเปิดพิพิธภัณฑสถานในพระบรมมหาราชวังครั้งนี้ทำให้เกิดความสนใจสะสมวัตถุกันทั่วไป ข้าหลวงและกรมการเมืองต่างๆ เริ่มสะสมวัตถุไว้ตามที่ว่าการแห่งที่สำคัญ คือ “อยุธยาพิพิธภัณฑ์” ซึ่งได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทร์เกษมในปัจจุบัน

ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2430 – 2452)
สมัยรัชกาลที่ 5 ระยะหลัง ระยะนี้เริ่มตั้งแต่มีการย้ายวัตถุจาก ศาลาสหทัยสมาคมมาจัดแสดงที่พระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้าแทน (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครในปัจจุบัน) ในระยะนี้ประเทศไทยกำลังมีการปรับปรุงบริหารราชการแผ่นดินใหม่ มีการจัดตั้งกระทรวงและกรมต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งการปฏิรูปการศึกษา ทำให้พิพิธภัณฑสถานในระยะนี้มีการเปลี่ยนฐานะและสังกัดบ่อยมาก กล่าวคือ

สาเหตุของการเปลี่ยนสังกัดกลับไปมาและบ่อยครั้งในระยะนี้คงเป็นเพราะความสับสนในเรื่องบทบาทหน้าที่ ซึ่งตามความเข้าใจแต่เดิมนั้น พิพิธภัณฑสถานเป็นเพียงสถานที่จัดแสดงสิ่งของเพื่อสนองความต้องการอยากดูอยากเห็นเท่านั้น แต่เมื่อมีการปฏิรูปการศึกษาคำจำกัดความของการศึกษาในรูปแบบใหม่มีความหมายกว้างกว่าการศึกษาในรูปแบบเก่ามาก พิพิธภัณฑสถานก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการศึกษาตามความหมายใหม่ จนในที่สุด เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เสนาบดีกระทรวงธรรมการในสมัยนั้น ได้ให้เหตุผลในการโอนกรมพิพิธภัณฑ์ไปขึ้นกับ กรมศึกษาธิการว่า “เพราะมิวเซียมเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา” และเช่นเดิมเมื่อหมดสมัยเจ้าพระยาภาสกรวงศ์แล้วก็มีการเปลี่ยนสังกัดต่อมาอีกหลายครั้ง

พิพิธภัณฑ์ในระยะนี้เป็นประเภททั่วไปมีวัตถุสิ่งของัดแสดงหลากหลายชนิดดังที่เจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ เจ้ากรมพิพิธภัณฑ์ในตอนปลายระยะได้เสนอขอปรับปรุงและจัดแสดงให้เป็นหมวดหมู่ภายหลังจากการศึกษาดูงานพิพิธภัณฑ์ในยุโรป

ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2453 – 2468)
รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อเนื่องถึงตอนต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในระยะนี้มีชาวยุโรปเข้ามาติดต่อสัมพันธ์กับประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่พ่อค้าไปจนถึงนักวิชาการสาขาต่างๆ โดยเฉพาะ นักประวัติศาสตร์และโบราณคดี ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ได้มีการสะสมของเก่า ของหายาก และนำกลับไปประเทศของตน ทำให้ประเทศไทยเริ่มมีปัญหาการสูญหายของ ศิลปโบราณวัตถุ พร้อมทั้งการเสียหายของโบราณสถานที่เกิดจากการลักลอบขุดค้น โดยมิได้รับอนุญาต ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมี พระบรมราชโองการให้มี “ประกาศจัดการตรวจรักษาของโบราณ” เมื่อ พ.ศ. 2466 โดยมีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว จากสาเหตุการสูญหายของศิลปโบราณวัตถุดังที่กล่าวมา จึงทำให้บทบาทในการเก็บรวบรวมโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑสถานเริ่มเด่นชัดขึ้น และกลายเป็นบทบาทหลักและเป็นบทบาทสำคัญที่เป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในระยะต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน พร้อมกับความเข้าใจของชาวบ้านทั่วไปว่าพิพิธภัณฑสถาน คือ สถานที่เก็บของเก่า ของโบราณ

ระยะที่ 5 (พ.ศ. 2469 – 2474)
เริ่มตั้งแต่มีประกาศตั้งราชบัณฑิตยสภาให้มีหน้าที่บำรุงกิจการทางวรรณคดี โบราณคดี และศิลปากร โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นนายกราชบัณฑิตยสภา พระยาโบราณราชธานินทร์ เป็นอุปนายกแผนกโบราณคดี และศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ เป็นเลขานุการ ในระยะนี้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งโบราณวัตถุและศิลปวัตถุออกนอกประเทศ และพระราชบัญญัติจัดตั้ง พิพิธภัณฑสถาน พร้อมกับมีการปรับปรุงและจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานที่วังหน้า จากพิพิธภัณฑสถานประเภททั่วไป เป็นประเภทศิลปและโบราณคดี ด้วยมีสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการจัดแสดง คือ

  1. เพื่อการเก็บรวบรวมรักษาศิลปโบราณวัตถุของประเทศไม่ให้สูญหาย
  2. ในเวลานั้นวัตถุสิ่งของในหมวดอื่นเสียหายจนยากแก่การจัดแสดง เช่น สัตว์สตัฟฟ์ เป็นต้น
  3. มีสิ่งของที่เป็นศิลปโบราณวัตถุมากกว่าอย่างอื่น โดยเฉพาะศิลปวัตถุที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเก็บสะสมมาตั้งแต่เมื่อครั้งว่าการกระกระทรวงมหาดไทย
  4. มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องศิลปะ และโบราณคดี คือ ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ซึ่งเป็นเลขานุการราชบัณฑิตยสภา และพระยาโบราณราชธานินทร์ที่เคยขุดแต่งบูรณะโบราณสถานในพระนครศรีอยุธยา และเคยจัดตั้งอยุธยาพิพิธภัณฑ์มาแล้ว เป็นอุปนายกแผนกโบราณคดี

จากสาเหตุทั้ง 4 ข้อ ที่กล่าวมา ทำให้พิพิธภัณฑสถานได้รับการปรับปรุงใหม่เป็นประเภทศิลป และโบราณคดี ทั้งที่แต่เดิมนั้น สมเด็จฯ กรมพระยา ดำรงราชานุภาพทรงวางแนวทางการจัดแสดงไว้หลายด้าน มีเรื่องราวที่หลากหลายเพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหาทุกด้านของความเป็นไทยและทรงตั้งพระทัยจะให้มีชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ” แต่เมื่อการจัดแสดงไม่เป็นไปตามพระประสงค์เดิม พิพิธภัณฑสถานที่ปรับปรุงใหม่จึงมีชื่อว่า “พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” เจตนาในการปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานในครั้งนี้ นอกจากเพื่อการเก็บรวบรวมรักษา ศิลปโบราณวัตถุเป็นสำคัญแล้ว ยังมุ่งหวังเพื่อการศึกษาของประชาชนด้วย แต่เมื่อการจัดแสดงแล้วก็ไม่มีคนมาดู

ระยะที่ 6 (พ.ศ.2475 - 2480)
ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง และมีการจัดตั้งกรมศิลปากรขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2476 พิพิธภัณฑสถานมีฐานะเป็นกองๆ หนึ่งมีชื่อว่า “กองพิพิธภัณฑ์และโบราณคดี” และในปีเดียวกันนั้นได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “กองพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุ” พิพิธภัณฑสถานในระยะนี้ไม่ค่อยมีบทบาทอะไรมากนัก เพราะอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ

ระยะที่ 7 (พ.ศ. 2481 – 2504)
ระยะนี้เริ่มตั้งแต่มีการปรับปรุงการบริหารงานกรมศิลปากรใหม่ ในปี พ.ศ. 2481 มีการตั้งกองโบราณคดีขึ้นมาแทนกองพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุ ส่วนงานพิพิธภัณฑ์ให้เหลือเป็นฝ่าย ๆ หนึ่งในกองโบราณคดี การแบ่งส่วนราชการ กรมศิลปากรใหม่ในครั้งนี้จะเห็นได้ชัดว่าให้ความสำคัญกับงานด้านโบราณคดีมากกว่างานพิพิธภัณฑ์ ทั้งที่ตามหลักสากลงานโบราณคดีจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของงานพิพิธภัณฑ์ การให้ความสำคัญกับงานผิดเช่นนี้ มาจากสาเหตุที่ประเทศมีแหล่งโบราณสถานมาก และงานด้านโบราณคดีก็มีความก้าวหน้ามาก อีกสาเหตุหนึ่งคือ มีการจัดตั้งสถานศึกษาที่ดำเนินการสอนในทางนี้ กองพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุเดิมจึงเป็นหน่วยงานรองรับนักศึกษาที่จบทางด้านศิลปและโบราณคดีเป็นอย่างดี เมื่อผู้มีความรู้ในทางเดียวกันมาทำงานในที่เดียวกันการพัฒนางานจึงเน้นหนักไปทางเดียวกัน ด้วยเหตุนี้งานด้านโบราณคดีจึงพัฒนาและสำคัญมากกว่างานด้านพิพิธภัณฑ์ กองพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุจึงต้องถูกยุบดังที่กล่าวมา ส่วนงานพิพิธภัณฑ์ถึงแม้จะเคยมีความสำคัญมาก่อนแต่ไม่มีสถานศึกษาที่เปิดสอนโดยตรงจึงไม่มีผู้รู้การพัฒนางานจึงสู้งานด้านโบราณคดีไม่ได้ บทบาทหน้าที่ของพิพิธภัณฑสถานในระยะนี้จึงเน้นที่การรวบรวมรักษาศิลปโบราณวัตถุเป็นหลัก ผู้เข้าชมที่จะได้รับประโยชน์จากการจัดแสดงจึงเป็นผู้มีพื้นความรู้ทางด้านศิลปและโบราณคดีเท่านั้น



ระยะที่ 8 (พ.ศ. 2504 – 2517)
ระยะนี้เริ่มตั้งแต่มีพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่ออกมาบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2504 พระราชบัญญัติฉบับนี้มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์เป็นอย่างมาก โดยเป็นแนวทางจัดการงานพิพิธภัณฑ์และงานโบราณคดีซึ่งเป็นงานที่มีเนื้อหาของงานเหมือนกันให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และกรมศิลปากรได้ใช้พระราชบัญญัตินี้เป็นแนวนโยบายในการบริหารและจัดการพิพิธภัณฑ์มาจนถึงทุกวันนี้ ในระยะนี้เมื่อปี พ.ศ. 2512 เริ่มมีความเคลื่อนไหวเพื่อจัดการศึกษาแก่สาธารณชนอย่างมีแบบแผน แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงมีแต่เพียงคณะทำงานเท่านั้น ในส่วนการจัดแสดงมีการนำเนื้อหาในหมวดอื่นมาจัดแสดงเพิ่มขึ้น เช่น ทางด้านมานุษยวิทยาและชาติพันธุ์วิทยา โดยมีการจัดแสดงเป็นครั้งแรกพร้อมกับการเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2516

ระยะที่ 9 (พ.ศ. 2518 – 2538)
ระยะนี้สภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้เปลี่ยนไปจากระยะที่ ผ่านมามาก การศึกษามีการขยายตัว ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ และความต้องการทางการศึกษามากขึ้น พิพิธภัณฑสถานจึงต้องปรับปรุงบทบาทหน้าที่ให้เป็นไปตามความต้องการของสังคม พิพิธภัณฑสถานในระยะนี้จึงมีเพิ่มขึ้นทั้งประเภทและปริมาณ การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ที่ถือเป็นการเริ่มต้นในสมัยนี้ คือ การแยกงานพิพิธภัณฑ์ออกมาจากกองโบราณคดี แล้วตั้งชื่อเป็นกองใหม่เป็น “กองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ภายใต้สังกัดกรมศิลปากรเช่นเดิม การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ในระยะนี้จึงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกิดใหม่อีกเป็นจำนวนมากและกระจายอยู่ในส่วนต่างๆ ของประเทศ ส่วนการจัดแสดงนั้นมีหลากหลายเนื้อหาและรูปแบบมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา เนื้อหาที่ใช้ในการจัดแสดงนอกจากประเภทศิลปและโบราณคดีแล้ว ยังมีเนื้อหาวิชาใหม่ๆ นำมาจัดแสดงเพิ่มขึ้น เช่น เนื้อหาทางด้านมานุษยวิทยาและชาติพันธุ์วิทยา ธรณีวิทยา ประวัติศาสตร์เมืองและเรื่องราวของบุคคลสำคัญในเมืองหรือจังหวัดนั้นๆ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งนั้นตั้งอยู่ โดยเฉพาะพิพิธภัณฑสถานระดับภาคและระดับจังหวัด

บทบาทหน้าที่สำคัญๆ ของพิพิธภัณฑ์ในระยะนี้ได้รับการยกขึ้นเป็นงานและฝ่าย เช่นเดียวกับงานด้านการศึกษา ได้มีการตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นครั้งแรก “งานการศึกษาและประชาสัมพันธ์” และยกฐานะขึ้นเป็น “ฝ่ายบริหารการศึกษาและประชาสัมพันธ์” ในปี พ.ศ. 2532 บทบาทหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ในระยะนี้มีมากกว่าทุกระยะที่ผ่านมา

ระยะที่ 10 (พ.ศ. 2539 – ปัจจุบัน)
ในระยะนี้มีการรวมกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเข้ากับกองโบราณคดีและตั้งเป็นหน่วยงานใหม่มีฐานะใหญ่กว่ากองแต่เล็กกว่ากรมอยู่ในสังกัดกรมศิลปากรเช่นเดิมมีชื่อว่า “สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” เหตุผลในการรวมกันของทั้งสองกองในครั้งนี้เพื่อการบริหารจัดการเป็นเหตุผลหลัก โดยมีเหตุผลสนับสนุน คือ ทั้งสองกองมีเนื้อหาวิชาเหมือนกัน การให้เหตุผลเช่นนี้นับว่าไม่ยุติธรรมนักสำหรับกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ได้พัฒนางานพิพิธภัณฑ์ก้าวหน้าข้ามพ้นงานศิลปและโบราณคดีไปแล้ว แต่กองโบราณคดีที่เคยมีอิทธิพลและเคยเป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแลพิพิธภัณฑ์มาก่อนก็อ้างเหตุผลคล้ายกับว่างานพิพิธภัณฑ์ไม่มีการพัฒนา ไม่มีความก้าวหน้า ด้วยเหตุนี้บทบาทของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในระยะนี้จึง หวนกลับคืนย้อนหลังเหมือนเมื่อครั้งระยะที่ 5 ที่มีการก่อตั้งราชบัณฑิตยสภาในปี พ.ศ. 2469 งานต่างๆ ที่กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องที่ดีก็หลงทิศหลงทาง งานการศึกษาที่นานาชาติถือเป็นงานสำคัญของพิพิธภัณฑ์ยุคใหม่ก็ต้องกลับไปจุดเริ่มต้นอีกครั้ง จนกระทั่งมีการตั้งกระทรวงวัฒนธรรมขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2545 ได้มีการแยกสำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติออกเป็น “สำนักโบราณคดี” และ “สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ทำให้งานด้านพิพิธภัณฑ์มีหน่วยงานที่ใหญ่กว่ากองอีกครั้งหนึ่ง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com