Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์  >>

พิพิธภัณฑ์

ความหมายและความเป็นมาของคำว่า “พิพิธภัณฑ์”

ความหมายทั่วไปของคำว่า “พิพิธภัณฑ์ “ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 บัญญัติไว้ว่าหมายถึง “สิ่งของต่างๆ ที่รวบรวมไว้เพื่อประโยชน์ในการศึกษา เช่น โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เป็นต้น” ในพจนานุกรมฯ ปี พ.ศ. 2493 นี้ ปรากฏแค่เพียงคำว่า “พิพิธภัณฑ์” เท่านั้น ยังไม่มีการบัญญัติคำว่า “พิพิธภัณฑสถาน” ไว้แต่อย่างใด ส่วนคำว่า “พิพิธภัณฑสถาน “ นั้น มาปรากฏขึ้นในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 มีความหมายแยกต่างหากจากคำว่าพิพิธภัณฑ์ที่ยังคงใช้ความหมายเดิมของปี พ.ศ. 2493 ซึ่งพจนานุกรมฉบับปี พ.ศ. 2525 นี้ให้ความหมายของคำว่าพิพิธภัณฑสถานไว้ว่าหมายถึง “สถาบันถาวรที่เก็บรวบรวมและแสดงสิ่งต่างๆ ที่มีความสำคัญด้านวัฒนธรรมหรือด้านวิทยาศาสตร์ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเล่าเรียน และก่อให้เกิดความเพลิดเพลินใจ” ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้รวมความหมายของคำว่า “พิพิธภัณฑ์” และ “พิพิธภัณฑสถาน” เข้าเป็นความหมายเดียวกัน หมายถึง “สถานที่เก็บรวบรวมและแสดงสิ่งต่างๆ ที่มีความสำคัญด้านวัฒนธรรมหรือด้านวิทยาศาสตร์ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา และก่อให้เกิดความเพลิดเพลินใจ “

นอกจากคำว่า “พิพิธภัณฑสถาน” จะเป็นคำที่ปรากฏในพจนานุกรมแล้วยังพบคำนี้ในหนังสือสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 21 (พายุ – ภักดี) พ.ศ. 2530 อีกด้วย ซึ่งสารานุกรมไทยได้บันทึกเกี่ยวกับพิพิธภัณฑสถานไว้ ดังนี้

“สถานที่ซึ่งเก็บรักษาสิ่งของต่างๆ มักนิยมเรียกสั้นๆ ว่า “พิพิธภัณฑ์” พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้บทนิยาม คำ “พิพิธภัณฑ์” ไว้ว่า “น. สิ่งของต่างๆ ที่รวบรวมไว้เพื่อประโยชน์ในการศึกษา เช่น โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ” และให้บทนิยามคำ “พิพิธภัณฑสถาน” ไว้ว่า “น. สถาบันถาวรที่เก็บรวบรวมและแสดงสิ่งต่างๆ ที่มีความสำคัญด้านวัฒนธรรมหรือด้านวิทยาศาสตร์ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเล่าเรียน และก่อให้เกิดความเพลิดเพลินใจ”

พิพิธภัณฑสถาน หรือ พิพิธภัณฑ์ เป็นศัพท์บัญญัติที่ตรงกับคำ museum ในภาษาอังกฤษ แต่เดิมเมื่อแรกตั้ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เรียกทับศัพท์ว่า “มิวเซียม” คำว่า “พิพิธภัณฑสถาน” ได้บัญญัติขึ้นในรัชกาลที่ 7 เมื่อประกาศตั้ง “พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” จึงได้ใช้ พิพิธภัณฑสถาน แทนคำ มิวเซียม

ความหมายของ museum ในภาษาอังกฤษ พจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับต่างๆ ได้อธิบายความหมายทำนองเดียวกันว่า เป็นสถานที่สะสมหรือรวบรวมสงวนรักษาสิ่งของซึ่งมีความสำคัญ มีคุณค่าทางศิลป ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และธรรมชาติวิทยา เป็นหลักฐานแสดงถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและอัจฉริยะของมนุษย์

ในปัจจุบัน ความหมายของ museum หรือ พิพิธภัณฑสถาน เป็นที่ยุติยอมรับกัน ตามคำจำกัดความของสภาการพิพิธภัณฑสถานระหว่างชาติ หรือ ICOM (International Council of museums) ซึ่งมีสมาชิกทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ UNESCO หรือองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้สนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2489 ICOM ได้ให้คำจำกัดความ museum ไว้ในธรรมนูญที่แก้ไขฉบับหลังสุด ดังนี้

“พิพิธภัณฑสถาน เป็นสถาบันถาวรที่ไม่จัดหาผลประโยชน์ ให้บริการแก่สังคม และการพัฒนาของสังคม เป็นสถานที่เปิดทั่วไปสำหรับประชาชน ทำหน้าที่รวบรวม สงวนรักษา ค้นคว้าวิจัย เผยแพร่ความรู้ และจัดแสดง โดยมุ่งหมายเพื่อการค้นคว้า ให้การศึกษาและความเพลิดเพลิน จากวัตถุที่รวบรวมไว้เป็นหลักฐาน ในเรื่องมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

นอกจากพิพิธภัณฑสถานตามความหมายที่กล่าวข้างต้นแล้ว คำจำกัดความของพิพิธภัณฑสถานยังรวมไปถึงสถานที่อื่นๆ ที่ ICOM ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑสถานด้วย ได้แก่

คำจำกัดความของสภาการพิพิธภัณฑสถานระหว่างประเทศ เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกซึ่งให้ความเข้าใจอย่างชัดแจ้งว่าอะไรบ้างที่ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑสถานในความหมายปัจจุบัน และชี้ให้เห็นว่า มีมากมายหลายประเภทที่ทำหน้าที่ และมีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ รวบรวม สงวนรักษา จัดแสดงและให้ความรู้ จากสิ่งซึ่งมีความสำคัญเป็นหลักฐานในเรื่องของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เป็นสถานที่ซึ่งให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน การสงวนรักษาและจัดแสดงมิใช่เฉพาะวัตถุแต่รวมถึงสิ่งมีชีวิต สวนสัตว์ สวนพฤกษชาติ วนอุทยาน สถานที่สงวนสัตว์น้ำ เขตสงวนต่างๆ รวมทั้ง แหล่งอนุสรณ์สถาน โบราณสถาน และอนุสาวรีย์

ความหมายของ museum ในปัจจุบันจึงเป็นความเข้าใจตามหลักการสากลสืบเนื่องจากการพัฒนากิจการและหน้าที่มีขอบเขตกว้างขวาง มีหน้าที่สำคัญต่อสังคม ในการสงวนรักษาหลักฐานเกี่ยวกับมนุษยชาติ และสิ่งแวดล้อม พิพิธภัณฑสถานจึงมีทุกแขนงวิชา แสดงถึงอัจฉริยะของมนุษย์ในการสร้างสรรค์ทั้งด้านศิลป และการประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แสดงถึงความเป็นอยู่ วัฒนธรรมของมนุษยชาติ และแสดงถึงธรรมชาติเรื่องของโลก ดิน หิน แร่ สัตว์ พืช สิ่งอัศจรรย์ของธรรมชาติ พิพิธภัณฑสถานได้พัฒนาจากประเภททั่วไปเป็นประเภทเฉพาะแขนงวิชา และในแต่ละประเภทแขนงวิชายังได้พัฒนาเป็นการรวบรวมและจัดแสดงเฉพาะเรื่องเฉพาะเจาะจงเรื่องเดียว สิ่งเดียวขึ้นอีกมากมาย กิจการพิพิธภัณฑสถานในประเทศพัฒนาได้ก้าวไกลมาก

ความหมายดั้งเดิมของ museum ในภาษาอังกฤษนั้นมาจากคำกรีก มีความหมายว่า เป็นเทวาลัยของเทพธิดาทั้ง 9 ของกรีก (Temple of Muses) ซึ่งเป็นธิดาของเทพเจ้า Zeus และเทพี Mnenosyne ซึ่งเป็นเทพีแห่งความทรงจำ เทพธิดาทั้ง 9 ล้วนเป็นเทพธิดาแห่งสรรพวิทยาการแขนงต่างๆ ของกรีก ในยุคที่เกิด The Museum of Alexandria ที่เป็นเมืองอะเล็กซานเดรีย เมื่อราว 240 ปีก่อนพุทธกาล ซึ่งปรากฏ คำว่า “Museum” ขึ้นเป็นครั้งแรก และได้มีพัฒนาการเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน ความหมายที่ว่าเป็นเทวาลัยแห่งสรรพวิทยาการ ก็ยังคงมีความหมายอยู่ในปัจจุบัน เพราะเป็นสถานที่ให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมทุกประเภท ทุกวัย ทุกระดับการศึกษา ถือว่าเป็นสถานศึกษานอกระบบ หรือนอกโรงเรียนที่สำคัญในสังคม

ประวัติของพิพิธภัณฑสถานในประเทศไทยเริ่มขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งหลังหนึ่งขึ้นในพระบรมมหาราชวังเมื่อ พ.ศ. 2402 ตรงบริเวณที่เป็นพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท ในปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดแสดงศิลปโบราณวัตถุที่ทรงรวบรวมไว้ และทรงขนานนามว่า “พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์” คำศัพท์ว่า “พิพิธภัณฑ์” จึงปรากฏขึ้นเป็น ครั้งแรกจากชื่อพระที่นั่งนี้ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑสถานส่วนพระองค์ มิได้เปิดสำหรับประชาชน

พิพิธภัณฑสถานสำหรับประชาชนเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานขึ้นที่หอคองคอเดีย (ศาลาสหทัยสมาคม) ในบริเวณพระบรมมหาราชวัง เรียกว่า “มิวเซียม” เปิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2417 จัดเป็นพิพิธภัณฑสถานประเภททั่วไปมีทั้งศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ สัตว์สตัฟฟ์ โครงกระดูก หิน แร่ แม่เหล็ก พระแสงปืน รวมทั้งเครื่องสูง เครื่องต้น เครื่องราชูปโภค ฯลฯ และ “มิวเซียม” แห่งนี้ ต่อมาได้ย้ายไปจัดแสดงในพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อ พ.ศ. 2430 เฉพาะใน พระที่นั่ง 3 หลังด้านหน้า จนถึงรัชกาลที่ 7 จึงได้มีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงขยายกิจการครั้งใหญ่ พระราชทานพระที่นั่งทุกหลังและหมู่พระวิมานทั้งหมดในพระราชวังบวรสถานมงคล ให้ใช้เป็นสถานที่จัดแสดง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา และศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ผู้ช่วย ได้ดำเนินการจัดแสดงใหม่ เปลี่ยนแปลงจากพิพิธภัณฑสถานประเภททั่วไปเป็นพิพิธภัณฑสถานศิลปโบราณคดี รวบรวมสงวนรักษาและจัดแสดงศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ อันเป็นมรดกวัฒนธรรมของชาติ จัดตั้งเป็น “พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 คำว่า “พิพิธภัณฑสถาน” จึงเป็นศัพท์บัญญัติใช้แทน “มิวเซียม” ตั้งแต่นั้นมา

ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว รัฐบาลได้จัดตั้ง กรมศิลปากรขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2476 ในพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมศิลปากรมี “กองพิพิธภัณฑ์และโบราณคดี” ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กองโบราณคดี” และได้ประกาศเปลี่ยนชื่อ “พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” เป็น “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร” เมื่อ พ.ศ. 2477 ปัจจุบันกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้นอยู่กับสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้ขยายกิจการไปทั่วประเทศ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรวม 42 แห่ง นอกจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ขึ้นอยู่ในกรมศิลปากรแล้ว ส่วนราชการอื่นๆ และเอกชนก็ได้จัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานอีกเป็นจำนวนมาก แต่ทุกแห่งจะใช้ชื่อสั้นๆ ว่า “พิพิธภัณฑ์” เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ของกรมการศึกษานอกโรงเรียน พิพิธภัณฑ์หินแร่ ของ กรมทรัพยากรธรณี พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด ของมูลนิธิพันธุ์ทิพย์ – บริพัตร เป็นต้น



พิพิธภัณฑสถานทุกชนิดทุกประเภทล้วนมีภาระหน้าที่อย่างเดียวกัน คือ เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เริ่มด้วยการเก็บรวบรวมสงวนรักษาวัตถุสำคัญให้ดำรงอยู่ตลอดไปไม่สูญสลาย ทำการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของวัตถุที่รวบรวมไว้ นำออกจัดแสดงเผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชน การเคลื่อนไหวในวงการกิจการพิพิธภัณฑสถานทั่วโลก ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ทำให้พิพิธภัณฑสถานก้าวหน้าไปไกลมาก ไม่ใช่คลังเก็บสมบัติโบราณคร่ำครึ หรือเก็บรักษาของแปลกประหลาดดังที่เข้าใจกันเมื่อศตวรรษที่แล้ว ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานได้พัฒนาการจัดแสดงให้ทันสมัย ให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน มีกิจกรรมกว้างขวางเป็นประโยชน์ในการพัฒนาสังคม จัดเป็นศูนย์การศึกษาของชุมชนที่สำคัญอย่างยิ่ง เป็นการศึกษานอกระบบ และเป็นสถานศึกษาชั่วชีวิต ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นไปโดยรวดเร็วเท่าใด งานของพิพิธภัณฑสถานก็จะต้องก้าวหน้าตามให้ทันในการที่จะเก็บรักษาสิ่งที่กำลังจะสูญสิ้นไป และรวบรวมสิ่งซึ่งประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาใหม่ไปพร้อมๆ กัน พิพิธภัณฑสถานจึงเป็นสถาบันการศึกษาของประชาชนทุกประเภท ทุกวัย ที่สำคัญยิ่งในสังคมปัจจุบัน” ไม่มีกฎหมายใดให้นิยามคำว่าพิพิธภัณฑ์ไว้ แต่มีการใช้คำว่า

พิพิธภัณฑสถานในกฎหมายครั้งแรกโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร พ.ศ. 2469 ซึ่งความหมายของพิพิธภัณฑสถานก็จะเป็นไปตามความหมายทั่วไปตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ครั้นเมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยโบราณสถาน ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ และการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พุทธศักราช 2477 พระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดนิยามคำว่า “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ” ไว้หมายความว่า “พิพิธภัณฑ์สถานซึ่งรัฐมนตรีจะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าอยู่ในความควบคุมของกรมศิลปากร” แต่ในกฎหมายปัจจุบันได้แก่พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 กลับไม่ได้บัญญัตินิยามคำว่า “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ” ไว้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้น การใช้คำว่าพิพิธภัณฑ์หรือพิพิธภัณฑสถานในปัจจุบันจึงต้องเป็นไปตามความหมายทั่วไป เว้นแต่จะมีกฎหมายใดต้องการความหมายเฉพาะก็จะบัญญัตินิยามไว้เป็นพิเศษ เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ พ.ศ. 2538 ให้ความหมายของ “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์” ไว้หมายความว่า “สถานที่เก็บรวบรวมวัตถุ จำแนกประเภทวัตถุ บันทึกหลักฐาน สงวนรักษา และแสดงหรือจัดให้มีการแสดง สิ่งต่าง ๆ ที่มีความสำคัญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งกิจกรรมอื่น ที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจหรือกระตุ้นให้เกิดความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต”

จากความหมายของคำว่าพิพิธภัณฑ์หรือพิพิธภัณฑสถานที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ปัจจุบันกระทรวงวัฒนธรรมของไทยสรุปว่า “พิพิธภัณฑสถาน” คือ สถาบันที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวม สงวนรักษา ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และจัดแสดงวัตถุที่เป็นหลักฐานเกี่ยวข้องกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ทั้งทางวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา และความเพลิดเพลิน ให้รวมถึงหอศิลป อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ สวนสัตว์ สวนพฤกชาติ วนอุทยาน สถานสัตว์น้ำ และสถานอื่นๆ ที่จัดแสดงสิ่งมีชีวิต”

การพิพิธภัณฑสถานในประเทศไทย
ประเภทของพิพิธภัณฑสถาน
การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์
สภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “พิพิธภัณฑ์”

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com