Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

สตรีมุสลิมในประวัติศาสตร์

ราตูมาศ พระชนนีผู้ทรงอิทธิพลเหนือสองนครา
ราตู ไซรีฟา ฟาติมะห์ หญิงสามัญผู้ครองบังลังก์นครบันเต็น
ราตู อาเก็ง เตอเกิลราชา นักรบและนายทุน
ราตู ซาฟี สตรีเคร่งศาสนา ผู้บริหารหลังม่านและผ้าคลุม
ราตูฮิเจา ราชินีนักพัฒนา แม่ค้า เจ้าหนี้
ราชินี ขุนนาง ขันที และบุรุษข้างกาย
โต อาโย นางทาส นางโสเภณี ผู้ควบคุมการค้า

โต อาโย นางทาส นางโสเภณี ผู้ควบคุมการค้า

เรื่องความรักความใคร่ข้ามชนชั้นในสังคมมุสลิมเกิดขึ้นเสมอ ไม่ต่างจากสังคมอื่นๆ ตำนานหนึ่งเล่าขานกันถึงนางทาสชาวบูกิส ชื่อ “โต อาโย” (To Ayo) ที่ได้เป็นสนมของรัชทายาทแห่งนครจัมบี (Jambi) นางโต อาโย มักปรากฎกายเสมอในงานราชพิธีต่างๆ และต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นชายาของเจ้าชาย. นางโต อาโย ได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับเจ้าหญิงจากนครปาเล็มบัง ซึ่งเป็นชายาอีกองค์หนึ่งของเจ้าชายรัชทายาท

เมื่อเจ้าชายได้รับการสถาปนาเป็นสุลต่านในปี พ.ศ.2222 (ค.ศ.1679) ทรงเสกสมรสกับสตรีสูงศักดิ์อีก 2 นาง จากนครมากัสซาร์ (Makassar) คนหนึ่งนั้นเป็นธิดาของสุลต่านเมืองมากัสซาร์ เล่ากันว่าหนึ่งในสองนางเคยเรียก โต อาโย อย่างหยามเหยียดว่า “นางโสเภณีบูกิส” บางครั้งถึงขั้นมีการตบตีกัน แต่ต่อมาทั้งสามหญิงสามารถสมานฉันท์กันได้ และร่วมกันควบคุมการค้าของนคร. จากนางทาสที่มีสถานะต่ำสุดในราชสำนัก นางโต อาโย สามารถผลักดันตัวเองขึ้นไปสู่จุดสูงสุด และกลายเป็นหนึ่งในสามหญิงที่มีอำนาจสูงสุดในการควบคุมการค้าทั้งหมดของนครจัมบี

นางโจรสลัด นางโสเภณีที่ถูกสา

การใช้คำว่า “โสเภณี” เรียกขานสตรีในสังคมมุสลิม ปรากฎให้เห็นในงานวรรณกรรมโบราณของนครอาเจะห์ด้วย บทกวีของชาวอาเจะห์ในคริสตศตวรรษที่ 18 กล่าวถึงวีรกรรมของโจรสลัดหญิงนางหนึ่ง โดยเรียกนางว่าเป็น “นางโสเภณีที่ถูกสาบ” แม้บทกวีชิ้นนี้บรรยายว่านางเป็นผู้กล้าหาญ แต่กลับผูกโยงชัยชนะของนางไว้กับเรื่องของเวทมนต์ และความลี้ลับของบุรุษจำนวน 60-70 คนซึ่งติดตามนาง และล้วนแล้วแต่มีรูปลักษณ์ “เร้าใจ”

ผู้หญิง อำนาจลึกลับ

เรื่องราวของผู้หญิง กับอำนาจลึกลับยังถูกบันทึกไว้ในเอกสารอื่นๆ ด้วย ทั้งตำนานพื้นถิ่นและเอกสารทางการค้าของ VOC เช่น เรื่องเล่าเกี่ยวกับสตรีลึกลับนางหนึ่ง นามว่า “บุตรี จามิลาน” (Puteri Jamilan) ที่ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งใน 3 หญิงที่มีตำแหน่งเป็นพระชนนีหลวง และร่วมปกครองอาณาจักรมินังกาเบา (Minangkabau) บนเกาะสุมาตราตอนกลาง. บันทึกในเอกสารพื้นถิ่นและของ VOC ที่กล่าวถึง “บุตรี จามิลาน” นั้นสะท้อนให้เห็นว่า นางเป็นผู้มีอำนาจสูงมาก ทั้งยังพูดถึงอำนาจลึกลับของนางในการลงโทษผู้แข็งขืนต่ออำนาจของนางด้วย

เรื่องเล่าเกี่ยวกับของเจ้านครหญิงปัตตานีและสตรีในราชสำนักนั้น ถูกผูกโยงกับเวทมนต์และอำนาจลึกลับเช่นกัน เมื่อ Admiral Cornelis Matelieff นายพลเรือชาวดัชต์ผู้บังคับการกองเรือที่บริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลแลนด์ส่งมายังมะละกา เขียนรายงานถึงความสัมพันธ์เร้นลับของราชินีปัตตานีและสุลต่านยะโฮร์ เขาได้อ้างถึงการใช้มนต์มายาของพระราชินีด้วย และในหลายตำนานของนครปัตตานี ได้กล่าวถึงการใช้เวทมนต์ของนาง ดัง สีรัต (Daeng Sirat) นักร้องในราชสำนักปัตตานี ผู้มีเสียงไพเราะเสนาะหูชวนหลงใหล จนทำให้เจ้าชายแห่งยะโฮร์ คู่เชยของราตูกูนิง ละทิ้งพระนางเพื่อไปสร้างอาณาจักรใหม่และสถาปนานางดัง สีรัต เป็นชายา

ผู้หญิงท่าเรือ เมียชั่วคราว แม่ค้า

Jacob Van Neck พ่อค้าชาวดัชต์ที่เดินทางมาที่นครรัฐปัตตานีในปี พ.ศ. 2144 (ค.ศ.1601) บันทึกเกี่ยวกับผู้หญิงที่ท่าเรือปัตตานีไว้ว่า; “...เมื่อชาวต่างชาติเดินทางมาจากเมืองอื่นเพื่อมาทำธุรกิจ...มีผู้ชายเข้ามาถามพวกเขาว่า ต้องการผู้หญิงหรือไม่ ผู้หญิงสาวและเด็กหญิงก็เข้ามานำเสนอตัวเองด้วย พวกเธออาจเลือกคนที่ตกลงกันได้เป็นที่พอใจที่สุดว่าเขาจะจ่ายเงินในจำนวนเดือนที่แน่นอน เมื่อพวกเขาตกลงกันเกี่ยวจำนวนเงินที่จะจ่ายได้ (ซึ่งไม่ได้เป็นจำนวนที่มากมายสำหรับความสะดวกสบายที่จะได้รับ) หญิงสาวจะมาอยู่ที่บ้านของชายต่างชาติผู้นั้น เพื่อทำงานเป็นคนรับใช้ในตอนกลางวัน และปฏิบัติหน้าที่เป็นภรรยาในตอนกลางคืน นับจากนั้น ฝ่ายชายไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นได้อีก ขณะที่ฝ่ายหญิงก็มีข้อห้ามแบบเดียวกันที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับชายอื่น แต่การแต่งงานนี้จะคงสถานะอยู่ตราบที่ฝ่ายฝ่ายชายยังคงรักษา “ความสงบสุข และความเป็นหนึ่งเดียว”ในบ้านไว้ได้ เมื่อเขาต้องการจะจากไป เขามอบสิ่งใดๆ ก็ตามที่สัญญาไว้กับฝ่ายหญิง ดังนั้น พวกเขาจึงแยกจากกันด้วยมิตรภาพ และหญิงสาวอาจจะไปหาผู้ชายคนอื่นตามต้องการ โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดทำนองคลองธรรมแต่อย่างใด”

นอกจากนี้ ยังมีบันทึกของนักเดินทางชาวยุโรป ที่อ้างถึงการซื้อขายบริการทางเพศระหว่างสตรีท้องถิ่นและพ่อค้าต่างถิ่นในตลาดที่นครปัตตานี โดยเล่าว่า สตรีเหล่านี้เป็นทาสของขุนนางและผู้มีอันจะกิน พวกนางได้รับการยินยอมให้ทำธุรกิจนี้ตราบเท่าที่นายทาสได้รับผลประโยชน์ด้วย เป็นที่รู้กันในหมู่พ่อค้านักเดินทางจากแดนไกลว่า สตรีที่ทำธุรกิจแบบนี้มีอยู่ทั่วไปที่ท่าเรือ และตลาดของนครต่างๆ พวกนางขายทั้งสินค้าและบริการทางเพศ และพวกนางมีอิสระที่จะต่อรองราคาด้วยตนเอง



ก่อนหน้านี้ หลักฐานในเอกสาร Boxer Codex ปี พ.ศ.2133 (ค.ศ.1590) เล่าถึงกลุ่มทาสหญิงที่พายเรือเร่ลำเล็กๆ เล่นดนตรีไปตามแม่น้ำลำคลองในนครเบรูไน ดารุสสลาม (Berunai Darussalam) พร้อมร้องเพลงเชิญชวนให้บุรุษลิ้มลองหาความสุขจากร่างกายของนาง นางทาสเหล่านี้มีอิสระที่จะออกขายร่างกายของนางในยามค่ำคืน ตราบเท่าที่พวกนางแบ่งผลประโยชน์ให้นายทาส

Jan Pieterszoon Coen ผู้บังคับการของ VOC ปี พ.ศ.2162 (ค.ศ.1619) บันทึกไว้ด้วยความสะใจถึงบรรดาพ่อค้าฝ่ายอังกฤษที่เมือง Sukadana ในบอร์เนียวตะวันตก (West Borneo) ที่ตกต่ำจนถึงขั้นต้องขาย “โสเภณีของพวกเขา”แลกเสบียงอาหารประทังชีวิต. คริสตศตวรรษต่อมา ในปี พ.ศ. 2321 (ค.ศ.1778) บันทึกฉบับหนึ่งของ VOC กล่าวถึงสตรีชื่อ Nyai Assan ผู้เป็นที่รู้จักกันดีที่ท่าเรือนครปัตตาเวีย นางทำหน้าที่จัดหาผู้หญิงท้องถิ่นส่งขึ้นไปบริการพ่อค้าบนเรือของ VOC

ในรายงานของพ่อค้าของ VOC ชื่อ Jan van Wesenhage เล่าว่า สุลต่านผู้ปกครองนครในสุมาตราตะวันออกทรงประกาศว่า คำสั่งของพระองค์ที่ห้ามพ่อค้าชาวดัชต์กระทำการใดๆ ที่เป็นการหลู่เกียรติของสตรีท้องถิ่นนั้น มิได้ทรงมีพระประสงค์ที่จะกีดกั้นไม่ให้สตรีท้องถิ่นรับเงินจากการให้บริการทางเพศ “ซึ่งเป็นความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่าย” เพราะค่าตอบแทนใดๆ ที่พวกนางได้รับนั้นถือว่าเป็น “ค่าจ้าง”. ที่ตลาดในนครบันเต็น มีการจัด“เขตพิเศษ”ไว้ให้สำหรับสตรีที่แต่งงานแล้ว ในการนำพืช ผัก ผลไม้มาขาย เพื่อไม่ให้ปะปนกับสตรีคนอื่นๆ ที่มีอิสระในการค้าขาย “สินค้าอื่นๆ”

ที่ปรึกษา คนกลาง สมานฉันท์

จอห์น ครอว์เฟิร์ด (John Crawfurd) นายแพทย์ชาวไอริชที่เดินทางมากับเรือของ VOC ใน พ.ศ.2354 (ค.ศ.1811) บันทึกไว้ถึงบทบาทของผู้หญิงชาวบูกิสบนเกาะชวา ในฐานะที่ปรึกษาของบุรุษ และยังระบุว่าสตรีชาวบูกิสปรากฏกายเคียงข้างบุรุษในที่สาธารณะ และเทศกาลต่างๆ อยู่เสมอ. Crawfurd บันทึกว่า ในการประชุมเกี่ยวกับกิจการต่างๆ ของเมือง จะมีการจัดที่นั่งอย่างเป็นทางการให้สตรีซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา

อีกหลายบันทึกกล่าวถึงบทบาทและหน้าที่อื่นๆ ของสตรีชาวบูกิสไว้ด้วย เช่น เป็นนักกฎหมาย และเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับผู้บังคับบัญชาที่สามารถปฏิบัติงานได้ “เฉกเช่นเดียวกับบุรุษ” พวกเธอสามารถไปพบปะกับชาวต่างชาติได้โดยไม่ต้องขอคำยินยอมจากสามี. เอกสารของ VOC ยังกล่าวถึงบทบาทของผู้หญิงชาวบูกิสในการเป็นคนกลางเจรจาการค้าและการเมืองกับชาวต่างชาติ

บันทึกฉบับหนึ่งกล่าวถึง นางดัง เตเลเล (Daeng Telele) ภริยาของ อารุง ปาลักกะ (Arung Palakka) ผู้นำชาวบูกิสว่า หลายครั้งที่นางทำหน้าที่เป็นตัวกลางเจรจาระหว่างสามีและเจ้าหน้าที่ของบริษัท VOC นางยังได้พยายามอธิบายให้เจ้าหน้าที่ของ VOC เข้าใจพฤติกรรมของสามีที่หงุดหงิด หรือสร้างความปั่นป่วนในการเจรจาว่า เป็นเพราะสำนึกในเรื่อง “ศักดิ์ศรีของความเป็นชาย”

บันทึกของชาวยุโรปที่มาพำนักที่นครอาเจะห์ กล่าวถึงบทบาทของสตรีในฐานะที่ปรึกษาไว้ด้วยเช่นกัน ในสมัยของราตูซาฟี สุลต่านหญิงองค์แรกนั้น มีสตรี 16 คนอยู่ในสภาขุนนางที่มีสมาชิกทั้งหมดจำนวน 73 คน เพื่อทำหน้าที่กำหนดกฎหมายต่างๆ ของนครอาเจะห์

ที่นครปัตตานี มีตำนานนครเล่าถึงบทบาทของ “ราตูบีรู (Ratu Biru)” เจ้านครหญิงองค์ที่ 2 ว่า ทรงสร้างความสมานฉันท์กับนครกลันตัน (Kelantan) ด้วยการเสด็จไปเจรจาด้วยพระองค์เองกับสุลต่านเมืองกลันตัน ทรงประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้สุลต่านเห็นด้วยกับการรวมกันระหว่างนครปัตตานีและนครกลันตันเป็นสหพันธรัฐปัตตานี

บทบาทของผู้อุปถัมภ์ศาสนา

แม้ว่าหลักฐานในเรื่องการเดินทางแสวงบุญของสตรีมุสลิม แทบไม่ปรากฎให้เห็นในเอกสารโบราณต่างๆ แต่บันทึกเกี่ยวกับราตูซาฟี (Sri Ratu Safi al-Din Taj al-Alam) ผู้ปกครองหญิงแห่งนครอาเจะห์ และราตูปะกูบุวานา (Ratu Pakubuwana) ราชินีม่ายแห่งชวา สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสตรีมุสลิมในฐานะเป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนา

พงศาวดารย็อกยาการ์ตา และบันทึกของ The British in Java ให้ข้อมูลไว้ตรงกันว่า ในปี พ.ศ.2349 (ค.ศ.1806) บรรดาสตรีในราชสำนักย็อกยาการ์ตา ซึ่งรวมทั้งสตรีที่เป็นการ์ดด้วย ได้บริจาคเงินให้กับคณะผู้ที่กำลังจะเดินทางไปแสวงบุญที่นครเมกกะ เงินบริจาคของสตรีในราชสำนักเหล่านี้ ถูกนำไปซื้ออูฐและสมทบเป็นค่าอาหารสำหรับพิธีทางศาสนาในนครเมกกะ

ที่เมืองกรีซีค (Gresik) บนเกาะชวาตะวันออก มีสุสานของสตรีชื่อ “Nyai Ageng Pinatih” สตรีผู้นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “มารดาผู้อุปถัมภ์” ในฐานะที่นางมีบทบาทเป็นผู้ส่งเสริมศาสนาอิสลาม เล่ากันว่า นางเป็นมุสลิมจากต่างถิ่นที่มาปรากฎตัวที่เมืองนี้ประมาณปี พ.ศ.2043 (ค.ศ.1500) ในฐานะเป็นผู้ควบคุมท่าเรือของกรีซีค และมีบันทึกไว้ว่า นางส่งเรือสินค้าไปที่บาหลี โมลุกกะ และกัมพูชา

บทส่งท้าย

เรื่องราวของสตรี-ราณีที่ทรงอำนาจเหนือผืนน้ำ เหนือแผ่นดินอุษาคเนย์ยังถูกเล่าขานสืบมามิรู้จบ

บรรณานุกรม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com