Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

จิตวิทยากับผู้นำ

       จิตวิทยา ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมทุกชนิดของมนุษย์เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงสาเหตุต่าง ๆ ที่ส่งผลให้แต่ละบุคคลมีลักษณะเฉพาะตัว

กลุ่มแนวความคิดทางจิตวิทยา

แนวทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Approach)
เชื่อว่าพฤติกรรมเกิดจากแรงขับทางสัญชาติญาณ (Instinctual Drive) ภายใต้จิตใต้สำนัก (Unconcious Mind) โดยมีกลไกป้องกันตนเองเป็นกลไกช่วยปรับปรุงพฤติกรรมให้เหมาะสม

ศึกษาสภาพจิตใจโดย

แนวทฤษฎีพฤติกรรมนิยม (Behavioral Approach)

เชื่อว่าพฤติกรรมเกิดจากสิ่งเร้า (Stimulus) โดยมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า (Response) ซึ่งแนวความคิดนี้ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อม การสร้างแรงเสริมเพื่อให้เกิดพฤติกรรม

ทฤษฎีโครงสร้างของจิตใจ (Structural Theory)

  1. ID (Instinctual Drive) สันดานดิบ หรือ สัญชาติญาณ (หลักของฟรอยด์)
    --Aggressive (ก้าวร้าว)
    --Sex (เพศ) ใช้หลักของความพึงพอใจ (Pleasure Principle) ในการแก้
  2. EGO คือ ความเป็นตัวของเรา ใช้ควบคุม ID โดยใช้หลักการ Defense Mechanism
  3. SUPEREGO คือ มโนธรรม จริยธรรม ความซื่อตรง เป็นตัวช่วยสนับสนุน EGO ซึ่งเกิดจากการอบรมสั่งสอน แต่ ถ้าหากมีมากเกินไป จะเป็นคนไม่รู้จักยืดหนุ่น ยึดในระเบียบมากเกินไป ยอมหักไม่ยอมงอ ดังนั้นคนเราจึงต้องมีทั้ง 3 ข้อ ในอัตราส่วนที่พอดี ซึ่ง ID และ SUPEREGO เป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกันจะต้องมีการปรับให้ทั้งสองอย่างมีความสมดุลต่อกัน

ทฤษฎีแบ่งจิตใจตามระดับของจิตสำนึก

  1. จิตใต้สำนึก (Unconscious Mind) ความไม่รู้สึกตัว ใช้หลัก Pleasure Principle
  2. จิตกึ่งสำนึก (Preconscious Mind) พบเจอในช่วงของการเคลิบเคลิ้ม หลับ ๆ ตื่น ๆ
  3. จิตสำนึก (Conscious Mind) ความรู้สึกตัว อยู่โลกแหน่งความจริง ใช้หลัก Reality Principle

กลไกทางจิตที่บรรลุภาวะ

  1. Altrism การกระทำที่เห็นเป็นประโยชน์ ความผาสุข ของผู้อื่นเป็นหลัก
  2. Anticipation การวางแผนล่วงหน้าอย่างมีเหตุผล
  3. Asceticism การถือสันโดษ
  4. Humor ตลกขบขัน

    NARCISSISTI DEFENSES
    Denial ปฏิเสธ การไม่ยอมรับความจริง
    Distortion บิดเบี้ยว บิดเบือนความจริง
    Projection โทษคนอื่น

ผู้นำ (Leader)
คือ บุคคบที่มีบทบาท หรือมีอิทธิพลต่อผู้อื่นในองค์กร หรือหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นในด้านความคิดหรือพฤติการณ์

บุคลิกภาพ หมายถึง ลักษณะนิสัย พฤติกรรม ที่แสดงออกซ้ำ ๆ เพื่อตอบสนองและปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อม สังเกตได้จากความสามารถ ลักษณะเด่น ค่านิยม ทัศนคติ ภาพพจน์ ความประพฤติ ซึ่งแต่ละคนจะแตกต่างกันจาก กรรมพันธุ์ การเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม และความต่างกันในพัฒนาการด้านต่าง ๆ ซึ่งบุคลิกภาพนั้นสามารถสร้างขึ้นมาได้โดย กรรมพันธุ์ การพัฒนาการด้านอารมณ์ สังคม การเลี้ยงดู

ผู้นำที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร

  1. มองปัญหาที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ การกระทำในวันนี้จะส่งผลอะไรต่ออนาคต
  2. พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเพื่อประโยชน์ของหน่วยงาน
  3. กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาให้สูง โดยชี้แจงวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนและเข้าใจตรงกัน
  4. พยายามสร้างความเชื่อมั่น ปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องในการทำงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชา
  5. กล้าตัดสินใจด้วยความเชื่อมั่นว่าถูกต้อง และมีเหตุผลเพียงพอ
  6. สุขุม ใจเย็น รอเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตัดสินใจ
  7. สร้างบรรยากาศให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงานอยู่เสมอ
  8. ให้ความสนใจต่อความต้องการและความคาดหวังของผู้ใต้บังคับบัญชา
  9. จัดให้มีการสื่อสารระบบเปิดทั่วถึงทุกระดับ
  10. กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจน ส่งเสริม พัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาให้สูงขึ้น
  11. วิเคราะห์ สนใจ หาแรงจูงใจ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานตามเป้าหมายให้ได้มากที่สุด
  12. กำหนดขอบเขต อำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ โดยมอบหมายให้ชัดเจน เพื่อผู้ใต้บังคับบัญชามีอิสระคล่องตัวในการปฏิบัติงาน

ถ้อยคำที่ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหมดกำลังใจ

  1. อย่าหาเหาใส่หัว
  2. คุณทำไปก็เท่านั้นแหละ
  3. คุณกินข้าวอิ่มแล้วไม่มีอะไรจะทำหรือไง
  4. เรื่องนี้ผมไม่รู้ คุณทำไปเถอะ
  5. คุณจะรู้ดีกว่าผมได้ยังไง
  6. ความรู้อย่างคุณทำไม่ได้หรอก
    ฯ ล ฯ

การกระทำที่ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหมดกำลังใจ

  1. ไม่สนใจสิ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาพูด
  2. เสนอแล้วเก็บเข้าลิ้นชัก
  3. โยนแฟ้มใส่หน้า
  4. ชมคนหนึ่ง แล้วตำหนิอีกคนหนึ่งในเวลาเดียวกัน
  5. ตำหนิต่อหน้าคนมาก ๆ
  6. รับฟังด้วยท่าทีเฉยเมย
    ฯ ล ฯ

การสั่งงาน (Directing)

หัวหน้างานจะต้องกระทำ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติงานตามแผนที่กำหนไว้ จะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับักษะการสื่อสาร และศิลปในการพูดของผู้บริหารที่จะจูงใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความเต็มใจและพอในใจการปฏิบัติตามคำสั่ง ซึ่งสามารถกระทำได้ 4 แบบคือ

  1. การสั่งแบบบังคับให้ปฏิบัติ ต้องการความเด็ดขาด ผู้กระทำตามคำสั่งอาจจะไม่มีความรู้ ความสามารถในการคิด เช่น การสั่งพลทหาร หรือ สั่งเพราะมีเวลาน้อย ต้องการความเร่งรีบ แต่ข้อเสียคือจะไม่มีความอ่อนตัว
  2. การสั่งแบบขอร้องให้ปฏิบัติ เป็นการสั่งที่ใช้คำพูดที่นุ่มนวล มักใช้คำพูดว่า “ช่วย....” ในการสั่งให้ปฏิบัติ
  3. การสั่งขออาสาสมัครในการปฏิบัติ การสั่งแบบนี้ผู้สั่งต้องมีความมั่นใจว่าจะต้องมีผู้อาสาทำงานให้ หรือรู้อยู่แล้วว่ามีผู้ที่สามารถทำงานนั้นได้ แต่ต้องการให้เกียรติเขา ให้เขารู้สึกภาคภูมิใจที่จะทำงานให้

การสั่งงานที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

  1. เป็นกระบวนการสองทาง ถามซักซ้อมความเข้าใจ คือสามารถให้สอบถามได้
  2. ต้องมีความชัดเจน
  3. ใช้ภาษาที่เหมาะสม
  4. ผู้สั่งงานต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องสั่งเป็นอย่างดี
  5. ไม่สั่งงานโดยมีอคติ หรือใช้อารมณ์
  6. อย่าเปลี่ยนแปลงคำสั่งบ่อย
  7. ควรมีการวิเคราะห์สถานการณ์ เวลา และผู้ที่จะรับคำสั่ง ก่อนตัดสินใจสั่งงาน

ข้อพึงระวังในการสั่งงาน

ในการสั่งงานที่ดี พึงระวังและพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการสั่งงานต่อไปนี้

  1. สั่งงานขณะโกรธ
  2. โทษลูกน้อง ผู้สั่งมักคิดว่าตนเองสั่งได้ดีแล้ว ลูกน้องผิดเองที่ไม่เข้าใจคำสั่ง
  3. สนองอารมณ์ ผู้บริหารมักคิดว่าตนเองมีอำนาจสั่ง และถูกต้องชอบธรรมแล้ว เข้าทำนอง “กูสั่งซะอย่างใครจะทำไม”
  4. ชื่นชมบางคน ชอบสั่งเฉพาะคนที่เห็นว่าใช้ง่าย มีความคล่องตัวสูง หรือมีอคติกับผู้ใต้บังคับ บัญชาบางคน (จึงเกิดบัวใต้น้ำ ไม่มีวันได้ผุดได้เกิด)
  5. ปนเปหลายเรื่อง เป็นการสั่งงานหลายเรื่องในขณะเดียวกัน
  6. สติเฟื่องลืมคิด ขาดการวิเคราะห์ให้รอบคอบ คิดอะไรได้ก็สั่งไปเลย การสั่งแบบนี้จะมีการ เปลี่ยนแปลงคำสั่งบ่อย
  7. ผิด ๆ ถูก ๆ บางครั้งผู้สั่งงานเองยังไม่เข้าใจในเรื่องที่จะสั่งงานดีพอ ทำให้การสั่งผิดบ้าง ถูกบ้าง หรือต้องเปลี่ยนคำสั่งบ่อย

 

ความขัดแย้ง (Conflict)

คือ สภาพการณ์ที่คน หรือกลุ่มคน เกิดความไม่เข้าใจกัน มีความรู้สึกไม่พึงพอใจ หรือคับข้องใจที่จะปฏิบัติงาน เป็นสิ่งทีจะต้องเกิดขึ้นเสมอ และจะเป็นผลดี ถ้าความขัดแย้งนั้นอยู่ในระดับที่เหมาะสม

ผลทางลบ

ประเภทของความขัดแย้ง

  1. ความขัดแย้งตามแนวตั้ง (Vertical Conflict)
    --เป็นความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับสายการบังคับบัญชา นับตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง จนถึงผู้ปฏิบัติ
  2. ความขัดแย้งตามแนวนอน (Horizontal Conflict)
    --เป็นความขัดแย้งที่เกิดในระดับเดียวกัน ที่ต่างฝ่ายต่างมีอำนาจตามตำแหน่ง
  3. ความขัดแย้งตามแนวทะแยงมุม (Diagonal Conflict)
    --เป็นความขัดแย้งที่เกิดต่างระดับ ต่างสายการบังคับบัญชา

การบริหารความขัดแย้งตามแนวคิดของ Mary Parker Follett

  1. การชนะ-แพ้ (Domination) คือ การใช้อำนาจให้อีกฝ่าย แพ้-ชนะ เป็นวิธีที่ ง่าย เร็ว แต่อาจเกิดปัญหาขึ้นได้อีกในอนาคต
  2. การประนีประนอม (Compromise) วิธีนี้จะไม่มีฝ่ายใดได้ทั้งหมด ต่างฝ่ายต่างได้เพียงบางส่วน ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการที่นิยมใช้กันมากที่สุด
  3. การประสานประโยชน์ (Intergrated Solution) วิธีการนี้จะเน้นความพอใจของทั้งสองฝ่าย ไม่มีการแพ้-ชนะ ไม่ต้องเสียบางส่วน แต่จะได้ตามความต้องการของทั้งสองฝ่าย

การบริหารความขัดแย้ง 5 แบบ ของ Johnson and Johnson, 1982

  1. Forcing (ฉลาม – ชอบใช้กำลัง) เน้น Authority คำนึงถึงเป้าหมายงานมากกว่าความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน
  2. Withdrawing (เต่า – หดหัว) หลีกเลี่ยง ไม่เผชิญกับคู่กรณี เป้าหมายของงาน ความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานอยู่ในระดับต่ำ
  3. Smoothing (หมี – น่ารัก) เน้นความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานมากกว่าเป้าหมาย อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
  4. Confronting (นกฮูก – สุขุม) เผชิญกับปัญหา สุขุม รอบคอบ สนองความต้องการของผู้ร่วมงานและได้ตามเป้าหมายของงานมากที่สุด
  5. Compromising (สุนัขจิ้งจอก – แก้ปัญหาเฉพาะหน้า) เน้นทางสายกลาง มักใช้กับกรณีพิพาทด้านแรงงาน

จิตวิทยา
จิตวิทยาพื้นฐาน
จิตวิทยากับผู้นำ
จิตวิทยาการเรียนรู้
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com