Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อารยธรรม >>

รำศุภลักษณ์อุ้มสม

นาฏศิลป์ไทย
คณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. 2550


รูปแบบของการแสดงละครใน
รำศุภลักษณ์อุ้มสม
เทคนิคและกระบวนการรำ

ตำนานบทละครเรื่อง " อุณรุท "

ละครเรื่องอุณรุท มีปรากฎเป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 คู่กันมากับบทละครเรื่อง รามเกียรติ์และอิเหนา มีคำกลอนกล่าวอ้างไว้ท้ายเรื่องอุณรุทว่า

อันพระราชนิพนธ์อุณรุท สมมุติไม่มีแก่นสาร
ทรงไว้ตามเรื่องโบราณ สำหรับการเฉลิมพระนคร
ให้รำร้องครื้นเครงบรรเลงเล่น เป็นที่แสนสุขสโมสร
แก่หญิงชายไพร่ฟ้าประชากร ก็ถาวรเสร็จสิ้นบริบูรณ์

เรื่องอนิรุทธที่นำมาแต่งเป็นบทสำหรับเล่นละครดำเนินเรื่องแตกต่างไปจากอนิรุทธคำฉันท์ แม้ชื่ออนิรุทธก็เพี้ยนไปเป็นอุณรุท เนื้อเรื่องที่ต่างออกไปเนื่องจากแต่งให้เหมาะแก่การเล่นละครตามที่นิยมกัน และในบทพระราชนิพนธ์ซึ่งนำมาไว้ข้างต้นว่า " ทรงไว้ตามเรื่องโบราณ " แสดงว่าเรื่องบทละครเรื่อง อุณรุทเคยมีมาก่อนรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยสันนิษฐานว่าคงจะเกิดขึ้นภายหลังจากรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ลงมาในราวรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ดังปรากฏในบุณโณวาทคำฉันท์ ของพระมหานาควัดท่าทราย คราวสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จประพาสและสมโภชพระพุทธบาทมีว่า

ละครก็ฟ้อนร้อง สุรศัพทขับขาน
ฉับฉ่ำที่ดำนาน อนิรุทธกินรี

ที่กล่าวว่า " อนิรุทธกินรี " ในคำฉันท์นั้น เพราะในเรื่องที่เป็นกลอนบทละครมีกล่าวไว้ว่าพระอนิรุทธเสด็จประพาสไพรไปพบพวกนางกินนรก็ทรงพิศวาส จึงทรงไล่ต้อนพวกนางกินนร แต่ก็ยังเรียกว่า อนิรุทธ ไม่เรียกอุณรุท เหมือนในบทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 1 มาในสมัยกรุงธนบุรี ไม่พบหลักฐานว่าได้มีการแต่งบทละครเรื่องอุณรุท หากมีการแสดงละครเรื่องนี้บ้าง ก็คงจะใช้บทครั้งกรุงเก่าเท่าที่เหลือมา และหากันได้ในเวลานั้น ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ราวต้นรัชกาลที่ 1 กล่าวกันว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัยยังเสด็จดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรและประทับอยู่ที่พระราชวังเดิม ได้โปรดให้ฝึกละครผู้หญิงขึ้นในพระราชวังชุดหนึ่ง ใช้บทละครเรื่อง อุณรุทครั้งกรุงเก่า แต่เอามาตัดให้เหมาะสมแก่การแสดงละครในครั้งนั้น ( บทที่ตัดนั้นยังมีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ เป็นหนังสือ 15 เล่ม สมุดไทย แต่ต้นฉบับที่มีอยู่ไม่ครบ ) ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็ทรงกริ้วจนต้องเลิก เพราะมีกฎห้ามไว้แต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มิให้เอกชนนอกจากพระเจ้าแผ่นดินมีหรือฝึกหัดละครผู้หญิงไว้ในสำนัก เมื่อครั้งมีงานสมโภชพระแก้วมรกตในสมัยรัชกาลที่ 1 ก็ปรากฎว่ามีเล่นละครเรื่องอุณรุทสมโภชด้วย แต่คงเรียกอนิรุทธเช่นที่กล่าวว่า

มโหรสพทุกสิ่งเหล้น ฉลองพุทธ พิมพ์พ่อ
เล็งละครอนิรุท รุ่นร้อย
พิลาศพิไลยสุด จักรำ รำนา
แต่งแง่งามอ่อนชัย เฉิดชี้โฉมสวรรค์ ฯ

บางทีการเล่นละครเรื่อง อุณรุท ในคราวสมัยสมโภชพระแก้วมรกตครั้งนั้นคงจะเป็นคณะละครของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ( พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ) ก็เป็นได้ และคงเล่นบทตามกรุงเก่า เพราะฉบับกรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่ได้แต่งขึ้น ต่อล่วงมาอีก 8 ปี จึงได้ทรงนิพนธ์บทละครเรื่อง อุณรุทขึ้นมีกล่าวไว้ว่า " ศุภมัสดุ จุลศักราช 1149 ปี มะแม นพศกจตุรมาส สัตตมกาฬปักษ์ดิถีพุทธวาร บริจเฉทะ ( กาล ) กำหนดสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว อันเสด็จสวัสดิ์ปราบดาภิรมย์ ที่นั่งอัมรินทราภิเษกพิมาน ทรงพระราชนิพนธ์รจนา เรื่องอุณรุทเสร็จ แต่ ณ วันขึ้น 3 ค่ำ ปีมะแม นพศก คิดรายวันได้ 5 เดือน กับ 10 วันบริบูรณ์ "

แต่บางตอนไปปรากฎอยู่ในฉบับที่เป็นสำนวนความทรงตรัสของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เข้าใจว่าอาลักษณ์คงเขียนสับสนกันในเวลาใดเวลาหนึ่งมีข้อควรสังเกตคือ " เจตรมาศ สัตตมกาฬปักขดิถีพุธวาร " ซึ่งแปลว่า เดือน 5 แรม 7 ค่ำ วันนั้นในปฏิทินเป็นวันจันทร์ นับแต่เดือน 5 แรม 7 มาถึง วันพุธขึ้น 3 ค่ำ เดือนอ้าย ไม่ใช่ 5 เดือน กับ 10 วัน แต่ที่ถูกคือ 7 เดือนกับ 10 วันพอดี ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ในปี พ.ศ. 2330 คือปีที่ 6 ในรัชกาลที่ 1 นั้น มีอยู่ 18 เล่มสมุดไทย เคยมีผู้นำออกตีพิมพ์จำหน่ายแล้ว เท่าที่เคยพบฉบับตีพิมพ์ ปรากฎว่าตั้งแต่ เล่ม 1 ถึงหน้า 252 ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์นายเทพ สกุลสุนันทาลัย เมื่อ ร.ศ. 109 (พ.ศ. 2433) ตั้งแต่เล่ม 9 ถึงเล่ม 12 สมุดไทย หรือตั้งแต่หน้า 253 ถึงหน้า 321 ตีพิมพ์ที่ โรงพิมพ์หมอสนิท บางคอแหลม เมื่อ จ.ศ. 1236 ( พ.ศ. 2417 ) และตั้งแต่เล่ม 13 ถึงเล่ม 18 สมุดไทย หรือ ตั้งแต่หน้า 377 ถึงหน้า 522 ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์นายเทพ แสดงว่าได้ตีพิมพ์มาแล้ว 2 ครั้ง

เมื่อเทียบกับบทละคร พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 ด้วย เช่น อิเหนา และรามเกียรติ์ แล้วนับว่า บทพระราชนิพนธ์ เรื่องอุณรุท แต่งก่อนเรื่องอื่น สำนวนโวหารการร้อยกรอง ตลอดจนราชประเพณี เช่น บทกลอนช้าลูกหลวง และอื่นๆ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า มีลักษณะเป็นบทกลอนในสมัยกรุงศรีอยุธยา

เนื้อเรื่องย่อๆ ตามพระราชนิพนธ์บทละครในรัชกาลที่ 1

ท้าวกรุงพาณ ครองกรุงรัตนามีมหิทธิฤทธิ์เป็นที่เกรงขามของมวลมนุษย์และทวยเทพ ชอบประพฤติตนเป็นพาล เที่ยวสมสู่นางฟ้านางสวรรค์ ทวยเทพได้รับความเดือดร้อนมาก ท้าวกรุงพาณเกิดความฮึกเหิมใจ วันหนึ่งนึกใคร่จะไปลักลอบสมสู่พระนางสุจิตรา มเหสีเอกองค์หนึ่งของพระอินทร์จึงขึ้นไปบนดาวดึงส์ แปลงกายเป็นตุ๊ดตู่ แอบอยู่ข้างประตูวิมาน วันนั้นท้าวสหัสนัย มีเทวประสงค์จะเสด็จประพาสสวนจิตรลดาวัน ก่อนเสด็จไปก็ไม่ทรงไว้พระทัยอยู่แล้ว เมื่อออกจากห้องพิมาน จึงทรงร่ายมนต์ผูกทวารไว้เสีย ท้าว กรุงพาณซึ่งแปลงตัวเป็นตุ๊ดตู่อยู่ก็จนปัญญา เข้าไปหานางสุจิตราภายในวิมานไม่ได้ แต่จำมนต์บทนั้นได้ขึ้นปากขึ้นใจ ครั้นพระอินทร์เสด็จกลับมาก็ทรงร่ายเวทมนต์ทวารเสด็จเข้าไป ท้าวกรุงพาณจึงจำมนต์ได้ทั้งผูก ทั้งแก้ แล้วกลับนครของตน

ต่อมาพระอินทร์เสด็จประพาสสวนนันทนวัน วันนั้นท้าวกรุงพาณก็เสด็จขึ้นมาเยี่ยมกรายดูบนชั้นดาวดึงส์อีก พอรู้ว่าองค์จอมเทพเสด็จประพาสอุทยานก็แปลงรูปเป็นพระอินทร์ แล้วร่ายเวทเปิดประตูเข้าไปหานางสุจิตรา นางสุจิตราสำคัญว่าพระอินทร์ผู้เป็นพระสวามีเสด็จมา ก็เข้ามาต้อนรับซึ่งเป็นครั้งที่ พระอินทร์ ต้องเป็นไปอย่างบทพระราชนิพนธ์ ที่กล่าวไว้เป็นความรู้สึกของพระอินทร์ว่า

เสียเมียดั่งเสียชีวิต น้อยจิตปิ่มเลือดตาไหล

 

เนื่องด้วยสาเหตุนี้นางสุจิตราจึงลาพระอินทร์จุติลงมาเกิดในดอกบัว ณ สระบัวโบกขรณีใกล้อาศรมของพระฤษีสุธาวาส ภายหลังกรุงพาณมาขอเลี้ยงไว้ในนครของตน และรักใคร่โปรดปรานมาก

ร่วมสมัยเดียวกันกับกรุงพาณนั้น ณ กรุงณรงกาหรือทวารวดี พระนารายณ์อวตารลงมาเกิดเป็นพระกฤษณ์ครองกรุงทวารวดี มีโอรสองค์หนึ่งนามว่า " ไกรสุท " ซึ่งตรงกับพระปรัทยุมน์ ในวิษณุปุราณะ ภายหลังพระกฤษณ์ มอบให้ไกรสุท ครองราชสมบัติแทน ไกรสุท มีโอรสหลายองค์ แต่องค์หนึ่งชื่อ อนิรุทธหรือที่เรียกเพี้ยนไปจากบทพระราชนิพนธ์ว่า " อุณรุท " อุณรุทได้แต่งงานกับพระนางศรีสุดา พระธิดาของ อุทุมราช ณ กรุงโรมราช

วันหนึ่งอุณรุทกับพระชายา ชื่อศรีสุดานั้นเสด็จประพาสป่า ไปพบกวางทองพระชายาอยากได้ ขอให้พระสวามีช่วยตามจับ อุณรุทก็ทรงขับไล่กวางทองออกไปจนพลัดพลนิกายและพระชายา มาถึงต้นไทรแห่งหนึ่ง รู้สึกเหนื่อยอ่อนก็พักอาศัย ฝ่ายพวกพลซึ่งมีพระพี่เลี้ยงทั้งสี่กำกับอยู่ก็สั่งให้แบ่งพลออกเป็น 2 ส่วน ๆ หนึ่งให้เชิญพระชายากลับเข้าเมือง ฝ่ายพระพี่เลี้ยงและพลนิกายอีกส่วนหนึ่งก็ออกติดตามไปทันอุณรุทที่ต้นไทร อุณรุทจึงให้พระพี่เลี้ยงบวงสรวงสังเวยพระไทร และขอพักอาศัยในคืนนั้น เทพเจ้าที่สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไทรจึงสนองการบวงสรวงสังเวยของอุณรุท สะกดพลนิกายให้หลับหมด แล้วจึงอุ้มพาอุณรุทไปยังปราสาทของนางอุษา ณ กรุงรัตนา หรือ โศณิตปุระ

บทประพันธ์หรือเหตุการณ์ตอนนี้เรียกกันว่า " พระไทรอุ้มสม " กวีมักชอบนำมาแต่งอ้างถึงในหนังสือเพลงยาว และกลอนนิราศต่างๆบ่อยๆ เช่น ในโคลงนิราศกรุงเก่าของหลวงจักรปราณี (ฤกษ์) ยังกล่าวไว้บทหนึ่งตอนถึงบางไทรว่า

บางไทรไทรเทพไท้ สิงสถิตย์ ฤา
โอบองค์พระอนิรุทธฤทธิ์ ร่อนฟ้า
วางสมอุษาพิทธ ถนอมแนบ นางเอย
วานพระถอมถนอมเย้า คู่ค้างคืนสม

เมื่อพระไทรเทพเจ้า วางพระอุณรุทลงบนแท่นเคียงข้างนางอุษาแล้วก็มาคิดว่า จะให้ทั้งสององค์สนทนาปราศรัยกันได้ ก็จะไถ่ถามนามวงศ์แล้วจะเกิดภัยมากจึงร่ายเวทมนต์ผูกโอษฐ์เสียทั้งสองคน มิให้สนทนากันได้ ปลุกให้ทั้งสองตื่นบรรทม แล้วพระไทรก็กลับวิมาน พอใกล้รุ่งแจ้งอุณรุทกับอุษากำลังหลับอยู่เคียงข้างกันบนแท่นพระบรรทม พระไทรเทพเจ้าก็มาพาอุณรุทกลับไปยังใต้ต้นไทรตามเดิม

ฝ่ายอุณรุทตื่นขึ้น ไม่เห็นนางอุษาก็คลั่งไคล้ไหลหลงพวกพระพี่เลี้ยงทั้งสี่ จึงช่วยกันพากลับเข้าเมือง ฝ่ายอุษาก็เช่นเดียวกัน ตื่นขึ้นไม่เห็นอุณรุทก็หลงไหลคลั่งไคล้ นางพระพี่เลี้ยงทั้ง 5 ช่วย กันแก้ไขไม่สำเร็จ นางศุภลักษณ์หรืออีกชื่อหนึ่งว่า จิตรเลขาดังกล่าวแล้วข้างต้น เป็นนางพระพี่เลี้ยงที่เฉลียวฉลาดสามารถคนหนึ่ง ประกอบทั้งเป็นผู้มีศิลปในทางวาดรูปสมชื่อ จึงรับอาสานางอุษาเที่ยวไปทุกสวรรค์ชั้นฟ้าเที่ยววาดรูปเทวดามาให้นางอุษาดู ว่าเป็นคนเดียวกับผู้ที่มาร่วมแท่นบรรถรณ์หรือไม่ แล้วไปเที่ยววาดรูปมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ใหญ่ยิ่งในมนุษย์โลกมาให้นางอุษาตรวจดู อีก

ตอนที่นางศุภลักษณ์เที่ยวไปวาดรูปเทวดาในสวรรค์ชั้นฟ้านั้น เมื่อเข้าไปในหมู่เทวดาพวกไหนกำลังจับระบำรำฟ้อน ในทางนาฎศิลป์ก็จะแสดงระบำรำฟ้อนไปกับเขาด้วย เคยมีระบำแบบหลวงเรียกว่า " ศุภลักษณ์วาดรูป " แต่มีบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ให้กรมมหรสพเล่นถวาย เมื่อ พ.ศ. 2465 นั้น ทรงนิพนธ์ขึ้นเป็นโคลง พระราชนิพนธ์บทเริ่มว่า

จักแถลงระเบียบเหล้น ระบำ
ตามแบบหลวงท่านกำ หนดไว้
ศุภลักษณ์วาดรูปจำ จดเทพ
เพื่ออุษาหน่อไท้ สืบรู้คู่สมร ฯ

สำหรับการแสดงชุดศุภลักษณ์อุ้มสมนี้ เป็นการรำคู่ของพระอุณรุท กับนางศุภลักษณ์ ซึ่งมีเนื้อเรื่องย่อต่อจากศุภลักษณ์วาดรูป ที่เมื่อศุภลักษณ์วาดรูปพระอุณรุทให้นางอุษาดู นางอุษาจำได้ว่าเป็นพระสวามีของตนจึงได้ให้นางศุภลักษณ์ไปพาอุณรุทมาหานาง นางศุภลักษณ์พระพี่เลี้ยงซึ่งเป็นนางยักษ์มี อิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้ จึงไปเชิญพระอุณรุทและอุ้มพระอุณรุทพาเหาะมายังปราสาทของนางอุษา ทำให้นางอุษาและพระอุณรุทได้สมรักอีกครั้งหนึ่ง

บทละครเรื่องอุณรุท นิยมใช้แสดงในรูปแบบการแสดงละครใน ซึ่งมีความวิจิตรบรรจงในเชิง นาฏศิลป์ มีความงดงามมาก และเป็นรูปแบบที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อมา ตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นจวบจนปัจจุบัน

ท่ารำชุดศุภลักษณ์อุ้มสม เชื่อกันว่าเป็นศิลปะการร่ายรำที่สืบทอดมาแต่สมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย สืบทอดผ่านมาถึงหม่อมครูนุ่ม หม่อมครูแย้ม และคุณครูอึ่ง ท่านครูทั้งสามเป็นครูละคร คณะละครวังสวนกุหลาบในสมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ท่านถ่ายทอด ท่ารำให้ศิษย์เอกของท่าน คือ คุณครูลมุล ยมะคุปต์ และคุณครูเฉลย ศุขะวณิช ท่านทั้งสองได้จดจำและนำมาถ่ายทอดให้กับศิษย์ในวิทยาลัยนาฏศิลปอีกทอดหนึ่ง

ตำนานบทละครเรื่อง อุณรุท
การสืบทอดท่ารำ
องค์ประกอบการแสดงชุดศุภลักษณ์อุ้มสม
อุปกรณ์การแสดง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com