Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม

ศาสตราจารย์ ดร. ซามูเอ็ล พี. ฮันทิงตัน

หน้า 1 | 2 | 3 | 4

4

ศาสตราจารย์ฮันทิงตันได้ชี้ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเป้าหมายของการนำเสนอแนวทางความคิดเช่นว่านั้นส่า ด้วยทฤษฎีนี้ เขาเพียงต้องการชี้แนะว่า ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างวัฒนธรรมเท่านั้น ที่จะมีโอกาสขยายตัวและเป็นอันตรายต่อสันติภาพในโลกได้มากกว่า แม้ว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะยังคงมีความหมายต่อไป แต่ก็จะไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญที่สุดอีกต่อไปแล้ว มนุษย์จะแสวงหาเอกลักษณ์ร่วมกันจากอารยธรรมของกลุ่มตน จะผนึกกำลังเข้าด้วยกัน และจะพร้อมที่จะต่อสู้หรือยอมตายเพื่อความเชื่อตามอารยธรรมของตนมากขึ้น

อนึ่ง ในกรณีของสงครามอ่าวเปอร์เซีย ศาสตราจารย์ฮันทิงตันได้ชี้ให้เห็นเพิ่มเติมว่า กรณีนั้นเป็นตัวอย่างที่ดี ที่ผู้นำอิรัค คือซัดดัม ฮุสเซ็นเกือบประสบความสำเร็จในการทำให้สงครามอ่าวเปอร์เซียกลายป็นสงครามระหว่างวัฒนธรรม และเขาก็ได้กลายเป็นวีระบุรุษในสายตาของชาวมุสลิมจำนวนมาก ในฐานะตัวแทนของอิสลามที่ลุกขึ้นต่อสู้กับ"ตะวันตก" แม้แต่ผู้นำศาสนาของอิหร่าน ซึ่งเป็นศัตรูเก่าของอิรัคก็ยังกล่าวยกย่องสงครามอ่าวเปอร์เซียว่าเป็น "จิฮัด" (สงครามอันศักดิ์สิทธิ์)

ศาสตราจารย์ฮันทิงตันมีจุดยืนต่อแนวคิดของเขาว่า ปัญหาสำคัญของชาติตะวันตกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือเมื่ออารยธรรมธรรมจีน และอารยธรรมอิสลามร่วมมือกันต่อต้านตะวันตก จีนเองกำลังพยายามมุ่งหมายเป็นชาติมหาอำนาจในทางทหารและทางเศรษฐกิจ และปักกิ่งก็ได้ขายเทคโนโลยี่การสร้างอาวุธปรมาณูให้แก่ชาติอิสลาม เช่นปากีสถานและอิหร่าน ความร่วมมือในลักษณะเช่นนั้นเป็นการท้าทายชาติตะวันตกอย่างยิ่ง (แต่การที่สหรัฐอเมริกาขายอาวุธทันสมัยให้ซาอุดิอาราเบีย กลับไม่มีใครมองว่าเป็น "การสุมหัว" ระหว่างชาติตะวันตกและชาติอิสลาม นอกจากเป็นเรื่องของธุรกิจมากกว่า ใครมีเงินจ่าย จะซื้ออะไรก็ได้) อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างอารยธรรมจีนและอิสลามก็เป็นเพียงความร่วมมือในแง่ยุทธศาสตร์เท่านั้น เพราะที่จริงในอารยธรรมจีนเอง (หากพิจารณาจากเส้นเขตแดนทางการเมือง) ก็ยังมีความขัดแย้งกับวัฒนธรรมอิสลามอยู่ (หมายถึง กรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในแคว้นซินเกียง)

ฝ่ายที่มีความเห็นคัดค้านศาสตราจารย์ฮันทิงตันได้แย้งว่า กระแสโลกาภิวัฒน์ทำให้โลกในปัจจุบันใกล้ชิดยิ่งขึ้นกว่ายุคใดๆ ด้วย "เอกลักษณ์ที่ร่วมกันของยุคสมัย" เช่น แมคอินทอช แมคโดนัลด์ เพลงจังหวะเร็ว คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ท ฟาสต์ฟูด เป็นต้น สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นวัฒนธรรมร่วมกันของคนในโลกทุกๆชาติได้ เพราะไม่ว่าเด็กชาวจีน เด็กมุสลิม หรือเด็กอเมริกัน ก็ล้วนอยากดูการ์ตูนมิคกี้เมาส์ หรืออยากได้วอล์กแมนสักเครื่องทั้งสิ้น เราจะถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอารยธรรมของโลกในยุคปัจจุบันได้หรือไม่

 

ในประเด็นดังกล่าว ศาสตราจารย์ฮันทิงตันโต้ว่า ไม่ใช่ว่าเมื่อคนรัสเซียดื่มโคคาโคล่าของคนอเมริกันแล้วจะกลายเป็นคนในวัฒนธรรมอเมริกันไปได้ หรือคนอเมริกันก็ไม่อาจจะคิดแบบญี่ปุ่นได้เพียงเพราะเขากินสุกียากี้เท่านั้น แม้ว่าสื่อต่างๆจะเผยแพร่ภาพวิถีชีวิตแบบอเมริกัน หรือแม้แต่วิธีคิดแบบอเมริกันไปทุกแห่งหน หรืออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมานานมากแล้วก็ตาม ชนชาติต่างๆในโลกก็ยังไม่อาจจะเป็น "อเมริกัน" ได้ เพราะความเป็นอเมริกันนั้นอยู่ที่ แมกนาคาร์ต้า (Magna Carta) (เอกสารรับรองสิทธิ์และเอกสิทธิของขุนนางอังกฤษ ซึ่งพระเจ้าจอห์นพระราชทานให้เมื่อ ค.ศ.1215 กล่าวได้ว่าเป็น "กฎบัตรสำคัญที่สุดในเรื่องเสรีภาพ" เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาและการรับรองสิทธิของประชาชนในเวลาต่อมา และการให้พระมหากษัตริย์ทรงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของแผ่นดินด้วย) ไม่ได้อยู่ที่ "แมกนา แม็ค"

ยิ่งไปกว่านั้น ศาสตราจารย์ฮันทิงตันมองความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงหรือจัดการให้วัฒนธรรมอื่นๆมามีลักษณะแบบตะวันตก (ด้วยวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นบางประการ เช่น เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น หรือเพื่อขายสินค้าตามวัฒนธรรมของตน) ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และผิดศีลธรรมอย่างยิ่ง ศาสตราจารย์ฮันทิงตันเห็นว่า วิธีเดียวที่อารยธรรมตะวันตกจะคงความยิ่งใหญ่ได้ คือต้องเลิกพยายามที่จะเป็น universal (คือความต้องการที่จะให้วัฒนธรรมของตนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป) และยุโรปและอเมริกาจะต้องคิดหาและสร้างเอกลักษณ์ร่วมกัน จะต้องผูกพันกันให้มากกว่านี้ เพราะมิฉะนั้นแล้วจะต้อง "ถูกแยกกันแขวนคอ" เป็นแน่ คนอเมริกันเองก็จะต้องเลิกคิดที่จะทำให้สังคมอเมริกันเป็น "หม้อใบใหญ่ทางวัฒนธรรม" และแม้ว่าคนอเมริกันจะต้องให้การสนับสนุนการเคารพสิทธิมนุษยชนในวัฒนธรรมต่างๆต่อไป แต่ก็ต้องเลิกคิดที่จะพยายามสร้างสังคมหรือวัฒนธรรมอื่นๆตามแบบของสังคมและวัฒนธรรมตะวันตก คนอเมริกันตะต้องยอมรับว่า ในแต่ละวัฒนธรรมนั้นต่างก็มีระบบคุณค่าที่ต่างกัน และในแต่ละระบบคุณค่านั้น ไม่ใช่ว่าสิทธิมนุษยชนจะต้องเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดเสมอไป อีกประการหนึ่ง ก็ไม่ได้มีเฉพาะคนอเมริกันเท่านั้นที่เห็นว่า สิ่งต่างๆในวัฒนธรรมของตนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด คนในวัฒนธรรมอื่นเขาก็มักมองว่า สิ่งที่มีอยู่ในวัฒนธรรมของเขาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดด้วยเช่นกัน

***นิตยสาร Der Spiegel ฉบับวันที่ 25 พฤศจิกายน 1996

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com