Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

นิกายเซน

          คำเซน เป็นภาษาญี่ปุ่น มาจากเสียงจีนว่า “เสี้ยง” และเสียงกลางว่า “ฉัน” คือ “ฌาน” นั่นเอง นิกายนี้เจริญมาก แม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังแพร่หลายไปในยุโรป – อเมริกา ผู้ต้นนิกายชื่อ โพธิธรรม ชาวอินเดียภาคใต้ จาริกไปเมืองจีนสมัยต้นศตวรรษที่ 10

ความเป็นมาของนิกายได้ท้าวความไปถึงครั้งพุทธกาล คือ เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฎ ทรงชูดอกไม้ขึ้นดอกหนึ่งท่ามกลางธรรมสภา โดยมิได้ตรัสอะไรเลย ที่ประชุมไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมาย เว้นแต่พระมหากัสสปนั่งยิ้มน้อยๆ อยู่ พระศาสดาจึงตรัสว่า กัสสป ตถาคตมีธรรมจักษุได้ และนิพพานจิต (โปรดสังเกตคำนี้ พวกเซนถือเอาจิตเป็นนิพพาน) ตถาคตมอบหมายให้แก่เธอ ณ บัดนี้ พวกเซนจึงเคารพพระกัสสปว่า ผู้ให้กำเนิดนิกาย ต่อมาได้มีอาจารย์ปรัมปราสืบเนื่องกัน ถึงพระโพธิธรรม ลำดับที่ 28 เมื่อมาสู่เมืองจีนแล้ว ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าเหลียงบูฮ่องเต้ ตรัสถามว่า ข้าพเจ้าได้สร้างวัดบวชพระเป็นจำนวนมาก ไม่ทราบว่าจะมีอานิสงส์มากเพียงไร ท่านตอบว่าไม่มีเลย เพราะกุศลกรรมเหล่านั้นเป็นวัฏฏคามี ฮ่องเต้ไม่ทรงพอพระทัยจึงไม่ทรงอุปถัมภ์ พระโพธิธรรมจึงไปจำพรรษา ณ วัดเซียมลิ่มยี่ นั่งเข้าฌานหันหน้าเข้าฝาผนังอยู่ 9 ปี ต่อมาท่านจึงได้มอบหมาย ลัทธิของท่านให้สมณจีนตั้งเป็นนิกายเซนขึ้น มีคำโฆษณาสั้น ๆ ว่า

ไม่ต้องอาศัยตัวอักษร
ชี้ตรงไปที่ดวงจิตของมนุษย์
เห็นแจ้งในความจริงสำเร็จเป็นพุทธ

นิกายเซนถือว่า การบรรลุมรรคผลนั้น ไม่ใช่อยู่ที่ตัวบทอักษร หรือความรู้ในด้านปริยัติแต่ต้องอยู่ที่การขัดเกลาจิตของตนเป็นสำคัญ แม้ทรงพระไตรปิฎกแต่รุงรังภายในก็ใช้ไม่ได้ นิกายนี้เกิดก็มีสิ่งกระตุ้น กล่าวคือนิกายอื่นหนักไปในทางหลักปรัชญา การปฏิบัติจึงหย่อนไป นิกายเซนต้องการพื้นทางปฏิบัติขึ้น จึงมีวาจาที่ดุจเป็นดาบสองคม ชนิดที่บั่นทอนอย่างไม่ไว้หน้า เช่น เรียกอาจารย์ทรงพระไตรปิฎกว่า ฟุ้งซ่าน อีกอย่างหนึ่ง นิกายเซน ถือว่าเป็นนิกายแห่งปัญญาวิมุติ มุ่งสอนให้เป็นสุขโดยเห็นว่าการหลุดพ้น ไม่จำเป็นต้องผ่านพระไตรปิฎกมาเลย ไม่จำเป็นต้องเจริญไตรสิกขาตามลำดับเลย ใครก็ตามรู้แก่นแท้แห่งจิตใจของตนเองว่า เป็นอะไร เขาก็หลุดพ้นแล้ว นิกายนี้จึงถือปัญญาเป็นสำคัญ ใครมีปัญญาคือสมาธิดีเองโดยธรรมชาติดีกว่ามีศีลสมาธิแต่ขาดปัญญา



นิกายเซนมีอุบายวิธีต่าง ๆ ที่จะชักจูงให้บุคคลรู้แจ้งในธาตุพุทธของตน บางวิธีดูจะรุนแรงมาก เช่น ครั้งหนึ่ง เป็นฤดูหนาว อาจารย์เซนชื่อ ตังเฮียะ อุ้มพระพุทธรูปไม้จันทร์มาเผาไฟกลางคืนหน้าโบสถ์ สมภารเห็นเข้า ก็ตำหนิเอา ถามว่า

ท่านจะเผาพระพุทธรูปหาอะไร
หาบรมธาตุ
สมภารว่าก็พระพุทธรูปไม้จะหาพระธาตุได้อย่างไร
ตอบว่า ถ้าหาไม่ได้ผมจะขออุ้มมาเผาอีก 2 – 3 องค์
เพียงเท่านี้สมภารก็มีดวงตาเห็นธรรมบรรลุภูมิตรัสรู้

หมายความว่า จะหาพุทธภายนอกไม่ได้ พุทธอยู่ในใจของเราเอง วัตถุบูชาเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น นิกายเซนชอบผูกปริศนาธรรมให้ผู้ปฏิบัตินำไปขบคิดเช่น “สะพานไหลน้ำไม่ไหล หน้าตาดั้งเดิมก่อนพ่อแม่ให้กำเนิดเป็นอย่างไร อู้จุงง้อนี้คือใคร ใครกำลังดื่มน้ำชาอยู่” ใครตอบปัญหาเหล่านี้ออก ผู้นั้นก็บรรลุภูมิตรัสรู้

นิกายเซนมาเจริญสูงสุดในสมัยคณาจารย์ ฮุยเล้ง หรือเว่ยหล่างท่านผู้นี้เดิมมีอาชีพเป็นคนตัดฟืน อยู่ในปจันตคามชนบทภาคใต้ของจีน ต่อมาเดินทางไปศึกษาลัทธิเซนในสำนักคณาจารย์โฮ้งยิ้น ในสำนักมีศิษย์จำนวนมาก คณาจารย์โฮ้งยิ้น จึงบอกให้ศิษย์ทั้งหลายเขียนความรู้สึกที่ตนได้รับจากการปฏิบัติเซน เพื่อเปรียบเทียบความรู้สึกว่า ผู้ใดสมควรแก่การรับมอบตำแหน่งเจ้านิกายเซน ในเวลานั้นมีศิษย์ตัวเก็งที่สำคัญอยู่ 2 ท่าน คือ ท่านซินเซารูปหนึ่ง ท่านฮุ่ยเล้งรูปหนึ่ง ท่านซินเซาเขียนเป็นบทกลอนว่า

ชิงสีภูพีซิว กายเราคือต้นโพธิ
ซิมหยุเม้งเกียไท้ ใจของเราคือกระจกเงาอันใส
ชีชีขิ้นฮกฉิก หมั่นปัดกวาดอยู่บ่อย ๆ
ไม่ใส่เยียติงอาย อย่าให้ฝุ่นละอองลงจับได้

คณาจารย์โฮ่งยิ้น พิจารณาบทกลอนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่าผู้แต่งกลอนนี้มีภูมิปริยัติดี ทำให้ศิษย์ส่วนหนึ่งคิดว่าท่านซินเซาจะได้เป็นคณาจารย์แน่ แต่คอย ๆ ยังไม่เห็นแต่งตั้งกัน วันหนึ่งท่านฮุ้ยเล้ง ผ่านมาพบ อ่านไม่ออก จึงวานให้เด็กวัดคนหนึ่งอ่านให้ฟัง แล้วก็วานเด็กให้เขียนกลอนนั้นตามคำบอกดังนี้

ภูมีมุ้มฮุยชิว แต่เดิมไม่มีต้นโพธิ์
เม่งเกียเอียฮุยไท้ กระจกเงาเดิมไม่เป็นกระจกเงา
บุ้งไล้บอเจ็กบ่วย ความจริงไม่มีอะไรสักสิ่งหนึ่งเลย
ห่อฉู่เยียติงอาย แล้วฝุ่นละอองจะลงที่ตรงไหน

คณาจารย์โฮ่งยิ่นเห็นบทกลอนนี้เข้า ตกดึกคืนนั้นจึงเรียกท่านฮุ้ยเล้งไปพบที่กุฏิ แล้วกล่าวชมว่าฮุยเล้งเข้าถึงแก่นปฏิบัติ จึงขอมอบตำแหน่งเจ้าคณะให้ โดยมีบาตรและจีวรผืนหนึ่งเป็นเครื่องหมาย และสั่งให้ท่านออกจากวัดเพื่อกลับมาตุภูมิ เพราะกลัวอันตรายจากผู้ที่พลาดหวังในตำแหน่ง ท่านฮุ้ยเล้งจึงมาตั้งสำนักใหม่อยู่ที่ วัดนำพัวยี่ มณฑลกวางตุ้งของจีนใต้

นิกายเซนจึงแบ่งออกเป็นสองสาย คือ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com