สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

ระบอบรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

(Constitutionalism and Thai Constitutions)

ความหมายของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
การบัญญัติ การบังคับใช้ และการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ กับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ กับการปกครองของประเทศอื่นๆ
รัฐธรรมนูญกับการปกครองของไทย
เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญไทย
บรรณานุกรม

รัฐธรรมนูญ กับการปกครองของประเทศอื่นๆ

รัฐธรรมนูญประเทศเยอรมัน

ประวัติความเป็นมาของรัฐธรรมนูญเยอรมัน

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเยอรมันต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการปกครองในระบบเผด็จการของพรรคนาซีภายใต้การนำของอดอฟ ฮิตเลอร์ โดยในช่วงนั้นมีการใช้รัฐธรรมนูญและใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐไวม่าร์ (Weimer) โดยในรัฐธรรมนูญฉบับไวม่าร์นี้ได้ให้อำนาจอย่างมากกับประธานาธิบดี ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเยอรมันแพ้สงคราม เยอรมันได้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น

สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญเยอรมัน

1. รูปแบบการปกครองรัฐ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดรูปแบบในการปกครองเยอรมันให้มีรูปแบบของสหพันธ์รัฐ เช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเยอรมันเป็นประเทศที่รวมหลายมลรัฐเข้าไว้ด้วยกันเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา และปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย โดยอำนาจของรัฐมาจากปวงชน และกำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นประมุขของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน

2. การใช้อำนาจอธิปไตย

1. อำนาจนิติบัญญัติ

สถาบันที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติหรืออำนาจในการออกพระราชบัญญัติต่างๆนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้อำนาจกับรัฐสภา โดยรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร (Bundestag) และสภาสหพันธ์รัฐ (Bundesrat) สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน โดนใช้ระบบการเลือกตั้งแบบอัตราส่วนผสมและระบบการเลือกตั้งรายบุคคล ส่วนสภาสหพันธ์รัฐซึ่งก็หมายถึง วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกที่รัฐบาลมลรัฐของมลรัฐต่างๆแต่งตั้งแต่ละมลรัฐมีสิทธิส่งผู้แทนระหว่าง 3-5 คน ขึ้นอยู่กับขนาดประชากรของมลรัฐ โดยรัฐสภามีอำนาจนิติบัญญัติ หือมีอำนาจในการออกพระราชบัญญัติต่างๆ โดยหลักการในการแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติระหว่างสหพันธ์สาธารณรัฐกับมลรัฐต่างๆ มีลักษณะคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา โดนกำหนดว่า มลรัฐมีอำนาจนิติบัญญัติในเรื่องต่างๆที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มิได้บัญญัติว่าเป็นเรื่องของสหพันธ์สาธารณรัฐ

โดยบทบาทของสภาผู้แทนราษฎรและสภาสหพันธรัฐนั้นมีจุดเน้นที่ต่างกัน กล่าวคือ พระราชบัญญัติที่จะไปกระทบกับผลประโยชน์ของมลรัฐนั้น สภาสหพันธ์รับจะมีบทบาทสูงมากขึ้นถึงขนาดที่มีอำนาจในการที่จะยับยั้งพระราชบัญญัตินั้นๆได้ แต่พระราชบัญญัติที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวข้องน้อยกับผลประโยชน์ของมลรัฐ สภาผู้แทนราษฎรมีบทบาทสูงกว่า โดยสภาสหพันธรัฐมีอำนาจเพียงแค่ให้เสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเท่านั้น แต่ก็สามารถเสนอให้มีการการแต่งตั้งกรรมการร่วมระหว่างสองสภา ได้เช่นกัน

2. อำนาจบริหาร

รัฐบาลเป็นสถาบันผู้ใช้อำนาจบริหาร โดยตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลเป็นการแบ่งบทบาทระหว่างประธานาธิบดี ทำหน้าที่เป็นประมุขและนายกรัฐมนตรีซึ่งในระบบเยอรมันเรียกว่า Chancellor เป็นหัวหน้ารัฐบาลฝ่ายบริหาร โดยประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยที่ประชุมสหพันธ์รัฐซึ่งจัดขึ้นโดยเฉพาะประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้ที่สมาชิกสภาของมลรัฐต่างเลือกขึ้นมาในจำนวนที่เท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต่างจากในอดีตที่ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน โดยในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ลดทอนอำนาจของประธานาธิบดีลง กล่าวคือ กำหนดให้ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจยุบสภาและประกาศสภาวะสงคราม เช่นในอดีต

ส่วนนายกรัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎร โดยการเสนอชื่อของประธานาธิบดี ฉะนั้นการประธานาธิบดีต้องเสนอชื่อบุคคลที่ได้รับเสียงสนับสนุนข้างมาก โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีมากกว่าในอดีต เช่น เสนอให้ประธานาธิบดียุบสภาได้ เสนอให้ประธานาธิบดีแต่งตั้งหรือถอดถอนรัฐมนตรีได้ เป็นต้น

ในการไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีนั้น สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติได้ก็ต่อเมื่อได้เสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน แต่ถ้าหากสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจแล้วแต่ไม่สามารถเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนได้ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันสามารถเสนอประธานาธิบดีให้ยุบสภาได้ภายใน 21 วัน

จะเห็นได้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ได้ลดทอนบทบาทของประธานาธิบดีลงและได้เพิ่มบทบาทของนายกรัฐมนตรีมากขึ้น และทำให้ฐานอำนาจของนายกรัฐมนตรีมีความมั่นคงขึ้นซึ่งส่งผลให้ฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็ง โดยมีผู้เรียกระบบนี้ว่า Chancellor Democracy

3. อำนาจตุลาการ

สถาบันที่ใช้อำนาจตุลาการตามรัฐธรรมนูญ คือ สถาบันศาล โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับของสาธารณรัฐไวม่าร์ คือ ได้มีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาว่าพระราชบัญญัติใดละเมิดหลักการของรัฐธรรมนูญ ความสอดคล้องระหว่างกฎหมายของสหพันธ์รัฐกับกฎหมายของมลรัฐ ความขัดแย้งทางรัฐธรรมนูญของรัฐบาลสหพันธรัฐและรัฐบาลมลรัฐ เป็นต้น

3. ระบบการเลือกตั้ง

ที่ต้องกล่าวในเรื่องเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญเยอรมันกำหนดขึ้นนั้นก็เนื่องมาจากเป็นระบบการเลือกตั้งที่มีความน่าสนใจและมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับระบบการเลือกตั้งของประเทศไทย กล่าวคือ ระบบการเลือกตั้งของประเทศเยอรมันเป็นการผสมผสานระหว่าง 2 ระบบ คือ การเลือกตั้งระบบอัตราส่วนและการเลือกตั้งระบบรายบุคคลโดยระบบการเลือกตั้งแบบอัตราส่วนนี้ พรรคการเมืองมีการเสนอชื่อผู้สมัครของพรรคเรียงเบอร์จาก 1 ถึงจำนวนบัญชีรายชื่อโดยผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งจะลงคะแนนให้บัญชีของพรรคและคิดเป็นจำนวนร้อยละของผู้สมัคร ซึ่งจะออกมาเป็นที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคนั้นในบัญชีรายชื่อ และมีการกำหนดเสียงขั้นต่ำ คือ ร้อยละ 5 ถ้าได้น้อยกว่านั้นก็จะไม่มีที่นั่งในสภาเลย โดยในสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะมีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบอัตราส่วนและแบบรายบุคคลอย่างละครึ่ง ซึ่งในส่วนนี้ค่อนข้างมีความใกล้เคียงกับระบบการเลือกตั้งของประเทศไทยในปัจจุบันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ(แบบอัตราส่วน) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต(แบบแบ่งเขต) แต่แตกต่างกันที่จำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกับแบบบัญชีรายชื่อเป็น 400 คน และ 100 คน ตามลำดับ มิใช่ครึ่งต่อครึ่งอย่างเช่นในเยอรมัน

บทสรุปรัฐธรรมนูญสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน

จากที่พิจารณาในเรื่องรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมัน สามารถสรุปได้ว่า ประเทศเยอรมันมีการปกครองในรูปแบบสหพันธ์รัฐ โดยมีรัฐบาลสหพันธ์รัฐ(รัฐบาลกลาง)และรัฐบาลมลรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป้ฯประมุขของประเทศและเป็นประมุขของฝ่ายบริหาร มีระบบรัฐสภาแบบสภาคู่กล่าวคือ มีสภาผู้แทนราษฎรและสภาสหพันธรัฐ(วุฒิสภา) มีหน้าที่ในการพิจารณาและออกพระราชบัญญัติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้มีการเพิ่มอำนาจให้แก่นายกรัฐมนตรีมากขึ้น ซึ่งเป็นการป้องกันการมีอำนาจในการบริหารประเทศอย่างเฉียบขาดของประธานาธิบดี เช่นในอดีตตามประวัติศาสตร์ของเยอรมัน และในระบบศาลนั้นมีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับในประเทศไทย รวมถึงการเลือกตั้งก็มีระบบการเลือกตั้งคล้ายคลึงกับประเทศไทย กล่าวคือ มีการผสมผสานระหว่างระบบพรรคกับระบบบุคคล ซึ่งสามารถทำได้อย่างลงตัว ส่งผลให้ระบบการเมืองของเยอรมันมีเสถียรภาพมากในปัจจุบัน

« ย้อนกลับ | หน้าถัดไป »

รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
โครงสร้างอำนาจและการปกครองในรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส
รัฐธรรมนูญประเทศสหรัฐอเมริกา
สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา
รัฐธรรมนูญประเทศเยอรมัน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» รอยต่อพัฒนาการ
หนึ่งในมโนทัศน์ของ เลฟ เซเมโนวิช ไวก็อตสกี้ ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้และพัฒนาการ และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในวงการการศึกษาของเด็กปฐมวัยและพัฒนาการเด็ก

» ทฤษฎีการดูแลของวัตสัน
เป็นทั้งปรัชญาและทฤษฏีทางการพยาบาล ที่มีจุดเน้นที่การดูแล ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 ภายใต้อิทธิพลทางด้านมานุษยวิทยา รวมทั้งความรู้สึกผูกพันต่อบทบาทการดูแลเพื่อการฟื้นหายของผู้ป่วยที่วัตสันประจักษ์ด้วยตัวเอง

» ทฤษฎีแห่งการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา
ผู้เรียนเป็นฝ่ายสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเอง มิใช่ได้มาจากครูและในการสร้างความรู้นั้น ผู้เรียนจะต้องลงมือสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา

» ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน
มิติทางวิชาการหลายมิติที่ซ้อนทับ เคลื่อนไหว และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมทั้งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจในทุกบริบทที่เกี่ยวข้อง

» การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไทย
สังคมทุกสังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ตราบใดที่สังคมนั้นยังต้องมีการติดต่อและสัมพันธ์กับสังคมอื่น การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง

» ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ
เมื่อบุคคลปรารถนาที่จะได้รับความพึงพอใจและเมื่อบุคคลได้รับความพึงพอใจในสิ่งหนึ่งแล้วก็จะยังคงเรียกร้องความพึงพอใจสิ่งอื่นๆ ต่อไป ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะของมนุษย์

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-