สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

ระบอบรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

(Constitutionalism and Thai Constitutions)

ความหมายของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
การบัญญัติ การบังคับใช้ และการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ กับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ กับการปกครองของประเทศอื่นๆ
รัฐธรรมนูญกับการปกครองของไทย
เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญไทย
บรรณานุกรม

เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญไทย

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 มีบทบัญญัติรวมทั้งสิ้น 238 มาตรา มากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ทุกฉบับ จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาสาระมากที่สุด นับตั้งแต่มีการร่างรัฐธรรมนูญและประกาศใช้รัฐธรรมนูญในประเทศไทย และจากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดก็คงพอจะเห็นได้แล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่ถูกร่างขึ้นในบรรยากาศที่เสรี มีมีกลุ่มบุคคลใดมาคอยบงการให้คณะร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิกสภานิติบัญญัติสร้างรัฐธรรมนูญให้เป็นเป็นตามความประสงค์ของกลุ่มตนเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ บางฉบับ ด้วยเหตุนี้ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวนหนึ่ง จึงอยากที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สมบูรณ์พร้อม ทั้งในด้านเป็นกติกาของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเป็นเครื่องมือที่ฝ่ายบริหารสามารถใช้แก้ไขวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะวิกฤติการณ์ในทางเศรษฐกิจ ประกอบกับมีพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างมากกับบทบัญญัติบางเรื่องดังกล่าวแล้ว สมาชิกสภานิติบัญญัติจำนวนกว่า 60 คน จึงได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องอายุของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้ง และองค์ประกอบของรัฐสภาให้เป็นไปตามคำเรียกร้องของประชาชนและนิสิตนักศึกษาจำนวนหนึ่งดังกล่าวมาแล้ว กับทั้งขอเพิ่มมาตรา 169 ทวิ ให้สิทธิแก่คณะรัฐมนตรีที่จะขออำนาจพิเศษจากรัฐสภายามที่ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ อันจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เพื่อจำกัดขอบเขตหรือบรรเทาผลร้ายของวิกฤติการณ์นั้น

ปรากฏว่ารัฐบาลเห็นพ้องด้วยเพียงเรื่องเดียว คือเรื่องให้มีการแก้ไขเพื่อยุบเลือกวุฒิสภาเท่านั้นถึงกระนั้นก็ดี ญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลและสมาชิกสภานิติบัญญัติในเรื่องนี้ต้องตกไปในที่สุดเนื่องจากได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภานิติบัญญัติน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ในขณะเดียวกันสมาชิกสภานิติบัญญัติอีกกลุ่ม ก็เสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 107 เปลี่ยนตัวผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาจากประธานองคมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งปรากฏว่าได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภานิติบัญญัติมากกว่าครึ่ง อันเป็นการแก้ไขที่ประชาชนไม่ได้เรียกร้องและไม่แน่ว่าจะตรงกับพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้เคยทรงทักท้วงเรื่องนี้ไว้หรือไม่ นอกจากนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ยังมีลักษณะเป็นการเปิดโอกาสให้ผ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติโดยปริยายซึ่งเคยมีมาแล้วตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2490 และฉบับ 2511 อีกด้วย

อย่างไรก็ตามแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีบทบัญญัติหลายเรื่องที่ควรจะแก้ไขเพิ่มเติมให้เป็นไปตามอุดมคติของประชาธิปไตย แต่ก็น่าจะถือได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับเอาหลักการและวิธีการปกครองตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 มาบัญญัติไว้ครบถ้วน รวมทั้งเพิ่มเติมวิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้การปกครองของประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยทั้งรูปแบบ (form) และเนื้อหาสาระ (essence) อีกด้วย ซึ่งจะขอแยกอธิบายเป็นสองตอนดังต่อไปนี้

หลักการเก่าที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ แล้ว ดังนี้

1. หลักการปกครองระบบประชาธิปไตยใน “ระบบรัฐสภา” ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชนทั้งชาติ ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะขอกล่าวถึงหลักการเรื่องนี้โดยย่อดังนี้คือ ในระบบรัฐสภานี้ถือว่ารัฐสภาเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครอง มีอำนาจที่จะควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีได้อย่างเต็มที่โดยวิธีการไม่ผ่านร่างกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีต้องการ และการตั้งกระทู้ถาม(มาตรา 157) หรือโดยการเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี(มาตรา 159) ส่วนนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นสมาชิกสภาเหมือนกันมีอำนาจที่จะขอให้ประมุขยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ทั้งหมดได้ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีความขัดแย่งกับรัฐสภาอย่างรุนแรงทำให้ไม่สามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ด้วยความเรียบร้อย (มาตรา 122) ส่วนพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขจะทรงใช้อำนาจบริการ อำนาจนิติบัญญัติและนาจตุลาการผ่านทางคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ตามลำดับ นอกจากนั้น แม้ว่าพระองค์จะดำรงตำแหน่งอยู่เหนือฐานะทางการเมือง แต่พระองค์ก็ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยับยั้งร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้วได้ แต่เป็นการยับยั้งที่ไม่เด็ดขาด เนื่องจากรัฐสภาอาจยืนยันที่จะออกกฎหมายตามร่างเดิมได้เหมือนกัน โดยใช้เสียงข้างมาก 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด (มาตรา 99)

2. หลักการมีมีสองสภา โดยให้สภาที่ 1 หรือสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 240 และไม่เกิน 300 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี มีอำนาจเต็มที่ในการออกกฎหมายและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ส่วนสภาที่สองหรือวุฒิสภาซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 100 คน มาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ตามคำเสนอของนายกรัฐมนตรี มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 6 ปี แต่ทุก 3 ปี สมาชิกจำนวนครึ่งหนึ่งต้องออกไปเพื่อเปิดโอกาสให้พระมหากษัตริย์แต่งตั้งสมาชิกใหม่ (มาตรา 107 และ 108) วุฒิสภามีอำนาจกลั่นกรองร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น มีอำนาจควบคุมการบริหารราชกานแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีบ้างเล็กน้อย เช่น ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีได้ เป็นต้น แต่ไม่มีอำนาจร่วมในการอภิปรายและออกเสียงไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี

3. วางหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้อย่างชัดเจน ซึ่งรัฐจะละเมิดมิได้ เว้นแต่โดยบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมให้แก่สังคมเป็นต้น เนื่องจากการจำกัดสิทธิเสรีภาพเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว จะต้องกระทำโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งหมายความว่ารัฐสภาเท่านั้นจะเป็นผู้กระทำได้ (มาตรา 27-53) นอกจากนั้นถ้าประชาชนเห็นว่ากฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้นใช้บังคับและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีข้อความที่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญประชาชนก็มีสิทธิที่จะขอให้ศาลยุติธรรมส่งกฎหมายไปให้คณะกรรมการตุลาการรัฐธรรมนูญชี้ขาดและประกาศให้กฎหมายนั้นเป็นโมฆะใช้บังคับมิได้

4. วางหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการทุกคน เพื่อให้ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระเต็มที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามกฎหมายโดยกำหนดให้คณะกรรมการตุลาการประกอบด้วยข้าราชการฝ่ายตุลาการแทบทั้งหมด และมีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ทำหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งและถอดถอนผู้พิพากษา (มาตรา 209 และ 210) ซึ่งย่อมทำให้ฝ่ายตุลาการสามารถทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารได้อย่างมีผลและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้ฝ่ายบริหารละเมิดได้ตามอำเภอใจ

5. ห้ามข้าราชการประจำเข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมืองของรัฐโดยตรง โดยกำหนดข้อห้ามไว้ว่า ข้าราชการประจำจะดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาทิ ตำแหน่งรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือที่ปรึกษาของรัฐบาล ในขณะเดียวกันมิได้ (มาตรา 102 และ 179) ทั้งนี้ก็เพื่อให้ข้าราชการประจำทำงานสนองความต้องการของประชาชน และปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว และปล่อยหน้าที่การกำหนดนโยบายบริหารกิจการของประเทศให้เป็นเรื่องของนักการเมืองโดยตรง นอกจากนั้นเจตนารมณ์ของหลักการข้อนี้ต้องการที่จะป้องกันมิให้ข้าราชการประจำเป็นกลุ่มการเมืองที่มีอิทธิพลมากมาย หลักการนี้เป็นหลักการที่ประเทศประชาธิปไตยส่วนมากยึดถือปฏิบัติกันมาช้านานแล้ว แต่เป็นหลักการที่กลุ่มข้าราชการประจำชั้นสูงทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนของไทยไม่ค่อยจะยอมรับ

6. แยกนักการเมืองออกจากวงการค้าและธุรกิจที่มุ่งหากำไร โดยกำหนดข้อห้ามไว้ว่าสมาชิกรัฐสภาจะดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ในหน่วยข้าราชการหรือหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจในขณะเดียวกันมิได้ นอกจากนั้นสมาชิกรัฐสภายังถูกห้ามมิให้รับสัมปทานจากรัฐหรือหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือคงไว้ซึ่งสัมปทานนั้น หรือเป็นคู่สัญญากับรัฐอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ยิ่งหว่านั้นสมาชิกรัฐสภายังถูกห้ามมิให้รับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ จากหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ นอกเหนือไปเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชหารหรือหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจปฏิบัติกับบุคคลอื่น ๆ ในธุรกิจการงานตามปกติอีกด้วย (มาตรา 103)

การบัญญัติข้อห้ามนี้เป็นหลักการสำคัญอย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญนี้ ก็เนื่องขากต้องการป้องกันมิให้สมาชิกรัฐสภาใช้อำนาจหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์ส่วนตนจากหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งพวกตนมีหน้าที่สอดส่องดูแลให้ปฏิบัติงานอย่างถูกต้องตามระเบียบแบบแผนและกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งถ้าหากว่าบรรดาสมาชิกรัฐสภาไปมีประโยชน์เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจเสียแล้วก็น่าเชื่อได้ว่าสมาชิกรัฐสภาจะไม่สามารถทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิผล

ส่วนสมาชิกรัฐสภา หรือบุคคลอื่นที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรียังถูกห้ามมิให้เป็นผู้จัดการกรรมการที่ปรึกษาตัวแทน หรือลูกจ้างของบุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์กรใด ๆ ซึ่งดำเนินธุรกิจเพื่อเก็งกำไรอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้บรรดารัฐมนตรีใช้อิทธิพลของตำแหน่งหาประโยชน์ให้แก่ตนหรือพวกพ้องและบริวารที่ประกอบธุรกิจการค้าต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้รัฐหรือทางราชการต้องเสียประโยชน์ พูดสั้น ๆ ก็คือว่า เมื่อผู้ใดต้องการรับใช้พวกพ้องหรือวงศาคณาญาติที่ประกอบธุรกิจ ซึ่งอาจจะมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนรวมของรัฐ ก็ต้องไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ส่วนร่วม

ข้อห้ามนี้มีเจตนาสำคัญที่สร้างภาพพจน์ที่ดีแก่ผู้ดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงของไทย ถ้าไม่บัญญัติข้อห้ามไว้ให้ชัดเจน ก็จะไม่มีเครื่องยับยั้งอันใดที่จะปกป้องกันมิให้รัฐมนตรีของไทยยินดีที่จะให้นักธุรกิจทั้งของไทยและเทศเชิญไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทโดยได้รับค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยทั้ง ๆ ที่ตนอาจไม่มีความรู้ในธุรกิจนั้น ๆ เลย อันเป็นสิ่งทีรัฐมนตรีของไทยชอบทำกันเสมอมา และปรากฏว่าได้ก่อความเสียหายอย่างมากต่อผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ ทั้งนี้ก็เพราะพฤติการณ์ดังกล่าวของรัฐมนตรีมักจะมีผลทำให้บริษัทอิทธิพลเหล่านี้ได้รับอำนาจอภิสิทธิ์ในการทำธุรกิจต่าง ๆ กับหน่วยราชการ และบางครั้งก็กล้าที่จะทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี โดยไม่เกรงว่าจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและลงโทษอีกด้วย

หลักการและวิธีการในการดำเนินการปกครองที่กำหนดขึ้นใหม่ มีดังนี้

นอกจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 จะได้นำเอาหลักการและวิธีการปกครองทีเคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับอื่นมาบัญญัติไว้เกือบทั้งหมดแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้บัญญัติหลักการและวิธีการปกครองใหม่ ๆ ที่จะช่วยทำให้การปกครองไทยดำเนินไปได้ตามครรลองของประชาธิปไตยอย่างแท้จริงอีกหลายประการด้วย

1. ประกาศอุดมการณ์สำหรับเป็นแนวทางในการปกครองประเทศไทยไว้อย่างแจ้งชัดถึง 9 ประการ คือ จักรักษาไว้ซึ่งเอกราชของชาติไทยในทุกทาง จักคุ้มครองศาสนาทุกศาสนาให้สถาพร จักเทิดทูนพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและมิ่งขวัญของชาติ จักยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย จักตรากฎหมายขึ้นใช้เพื่อความเป็นธรรม จักใช้มาตรการทั้งปวงในอันที่จะขจัดความเหลื่อมล้ำในฐานะของบุคคลทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคมให้ลดน้อยลงเป็นลำดับ จักพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของราษฎรโดยทั่วหน้าและอย่างเสมอภาค และจักธำรงไว้ซึ่งหลักธรรมเพื่อให้ราษฎรได้รับความเป็นธรรมอย่างทั่วถึง(ดูคำปรารภ)

2. ถวายสิทธิแก่ราชธิดาให้สืบราชสันติวงศ์ได้ในกรณีที่ไม่มีราชโอรส(มาตรา 23)

3. ให้สิทธิเสรีภาพแก่ชาวไทยทั้งเพศหญิงละเพศชายอย่างเท่าเทียมกัน และกว้างขวางกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ อาทิ รับรองเสรีภาพทางวิชาการไว้อย่างแจ้งชัดโดยมีเงื่อนไขเพียงอย่างเดียวว่าการใช้เสรีภาพทางวิชาการนี้จะต้องไม่ขัดต่อหน้าที่พลเมือง ซึ่งจะต้องรักษาชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ (มาตรา 43) รับรองเสรีภาพในหารรวบรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ และหมู่คณะอื่น ๆ ซึ่งรัฐจะจำกัดเสรีภาพเช่นว่านี้ได้เฉพาะเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน หรือเพื่อความสงบเรียบร้อย

4. วางแนวทางในการสร้างความเป็นธรรมในสังคมไว้อย่างแจ้งชัดกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ อาทิ กำหนดให้รัฐดำเนินการให้ความเลื่อมล้ำในฐานะของบุคคลในทางเศรษฐกิจและสังคมน้อยลง(มาตรา 79) โดยวิธีการต่าง ๆ อาทิ โดยปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์และสิทธิในที่ดินอย่างทั่วถึง (มาตรา 81) และโดยจัดให้ผู้ทำงานรับจ้างได้มีความมั่นคงก้าวหน้าในการทำงานและมีหลักประกันเมื่อเจ็บป่วยและชราภาพ (มาตรา 89)

5. ส่งเสริมการสร้างนักการเมืองระดับท้องถิ่นขึ้นมาใหม่ เพื่อเตรียมตัวที่จะก้าวไปเป็นนักการเมืองระดับชาติต่อไป โดยห้ามมิให้นักการเมืองระดับชาติ (ซึ่งหมายถึงสมาชิกรัฐสภา) ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับท้องถิ่น อาทิ ตำแหน่งสมาชิกสภาจังหวัด หรือสภาเทศบาลในขณะเดียวกัน (มาตรา 103 วรรค 1)

6. กำหนดวิธีการป้องกันมิให้นักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภา หรือรัฐมนตรีสร้างความร่ำรวยให้แก่ตนเองในระหว่างดำรงตำแหน่งดังกล่าวโดยบังคับให้สมาชิกแห่งรัฐสภาและรัฐมนตรีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของตนต่อประธานรัฐสภาตามรายการ วิธีการและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดระหว่างที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังกล่าว

7. ส่งเสริมให้เกิดระบบพรรคการเมืองโดยเร็ว และยอมรับความสำคัญของพรรคการเมืองฝ่ายค้านโดยบังคับให้ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้ทนราษฎรต้องสังกัดพรรค และจะลาออกจากพรรคการเมืองมิได้หลังจากได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว (มาตรา 117) โดยการยกย่องให้ผู้นำของพรรคการเมืองใหญ่ทีไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 126)

8. ให้รัฐสภามีอำนาจตรวจสอบการปฏิบัติงานรวมทั้งการใช้จ่ายเงินของข้าราชการได้ โดยให้รัฐสภามีอำนาจเลือกบุคคลผู้เป็นสมาชิกหรือมิได้เป็นสมาชิกตั้งเป็นคณะกรรมการวิสามัญเพื่อกระทำกิจการหรือพิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยู่ในวงการสภาได้ (มาตรา 161) และมีอำนาจตั้งผู้ตรวจเงินแผ่นดินของรัฐสภาได้ด้วย (มาตรา 168)

9. ให้รัฐสภามีอำนาจควบคุมความประพฤติของสมาชิกรัฐสภาโดยการตราข้อบังคับเกี่ยวกับจรรยาบรรณของสมาชิก (มาตรา 164) ซึ่งจะทำให้สมาชิกสภามีวินัยของตนเองและรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

10. วางหลักประกันไว้อย่างแน่ชัดว่า หัวหน้ารัฐบาลต้องได้เป็นผู้รับเลือกตั้งจากราษฎรเท่านั้น โดยบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 177) ซึ่งยังผลให้ผู้ที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งจากราษฎรทั้งหมดโอกาสที่จะเป็นนายรัฐมนตรีโดยวิธีขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาตามแบบที่เคยทำกันมาแล้วในวงการเมืองไทย

11. ห้ามคณะรัฐมนตรีประกาศใช้กฎอัยการศึกตามอำเภอใจโดยไม่กำหนดระยะเวลา โดยบังคับไว้ว่าคณะรัฐมนตรีจะประกาศกฎอัยการศึกให้มีผลใช้บังคับได้ไม่เกินสามสิบวัน และหากต้องการขยายเวลาการใช้บังคับกฎอัยการศึก จะต้องขออนุมัติจากรัฐสภา

12. อนุญาตให้มีการตั้งศาลปกครองและศาลในสาขาแรงงาน สาขาภาษี หรือสาขาสังคมรวมทั้งอนุญาตให้มีการแต่งตั้งและถอดถอนผู้พิพากษารวมทั้งวิธีการพิจารณาของศาลเหล่านี้ ด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากวิธีการของศาลยุติธรรมทั่วไปได้ ทั้งนี้เพื่อให้ศาลเหล่านี้สามารถให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความได้อย่างเต็มที่ (มาตรา 212)

13. เปิดโอกาสให้ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นที่มีความต้องการที่จะปกครองตนเองขอจัดตั้งหน่วยปกครองท้องถิ่นตามที่พวกตนต้องการได้ รวมทั้งให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าฝ่ายบริหาร และสมาชิกสภาท้องถิ่นนั้นได้ นอกจากนั้นองค์การปกครองท้องถิ่นดังกล่าวนี้ยังได้รับหลักประกันว่าจะมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายปกครองท้องถิ่นของตน และมีอิสระในทางภาษีอากรและการเงินโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลหรือส่วนกลางเหมือนดังแต่ก่อนอีกต่อไป (มาตรา 214)

14. สร้างเกราะป้องกันมิให้รัฐธรรมนูญถูกล้มล้างง่ายเหมือนสมัยก่อน โดยมีบัญญัติข้อห้ามมิให้นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการล้มล้างรัฐธรรมนูญ (มาตรา 4) และอนุญาตให้มีการแก้ไขบทบัญญัติต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญง่ายกว่าสมัยก่อน (มาตรา 228) กล่าวคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 สามารถทำได้ด้วยคะแนนเสียงของสมาชิกรัฐสภามากกว่าครึ่งเท่านั้น แทนที่จะเป็นเสียงข้างมากสองในสามเหมือนสมัยก่อน
จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น ก็คงจะพอเห็นได้ชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 เป็น

รัฐธรรมนูญที่ยึดหลักของประชาธิปไตยมากที่สุด จึงถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน อย่างไรก็ตามปรากฏว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับได้เพียง 2 ปีเท่านั้น ก็ถูกคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินล้มล้างเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และในระหว่างที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับอยู่ ปรากฏว่ามีปัญหาโต้แย้งเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหลายประการ และมีช่องโหว่ทำให้นักการเมืองบางคนแสดงความเป็นนักการเมืองที่ไร้วินัยให้เป็นที่ครหาของประชาชนที่เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตย

ดังได้กล่าวแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ถูกคณะปฏิรูปล้มล้างไป เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งคณะปฏิรูปได้อ้างถึงสาเหตุที่ต้องทำการยึดอำนาจการปกครอง และล้มล้างรัฐธรรมนูญว่าเกิดจากการที่นักศึกษาบางกลุ่มกระทำการหมิ่นพระบรมโอรสาธิราช อันเป็นแผนการของคอมมิวนิสต์ที่ต้องการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และทำการต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธร้ายแรง ประกอบกับการที่รัฐมนตรีบางคน และนักการเมืองบางกลุ่มได้ให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาดังกล่าวซึ่งทำให้ “รัฐบาลไม่สามารถรักษาสถานการณ์บ้านเมืองด้วยวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญได้” นอกจากนั้นคณะปฏิรูปยังอ้างด้วยว่าการที่ “นักการเมืองที่อยู่ในพรรคเดียวกันก็แตกแยกกันไม่ถืออุดมคติของพรรค และไม่ปฏิบัติตามอาณัติที่ประชาชนมอบหมายไว้ให้ ซึ่งเป็นการพ้นวิสัยที่ระบอบประชาธิปไตยจะดำเนินไปตามวิถีทางรัฐธรรมนูญได้”

กล่าวสั้น ๆ ได้ว่า คณะปฏิรูปฯ เชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่มีอยู่ในขณะนั้น “มีอุปสรรคขัดข้องจนไม่อาจปฏิบัติให้เป็นไปโดยเรียบร้อยได้” อีกทั้งผู้แทนราษฎรไม่เคารพต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องล้มเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 ซึ่งใช้บังคับเพียง 2 ปีเท่านั้น

« ย้อนกลับ | หน้าถัดไป »

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” (ฉบับชั่วคราว)
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 มีชื่อว่า “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 9 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2516
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 มีชื่อว่า “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» รอยต่อพัฒนาการ
หนึ่งในมโนทัศน์ของ เลฟ เซเมโนวิช ไวก็อตสกี้ ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้และพัฒนาการ และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในวงการการศึกษาของเด็กปฐมวัยและพัฒนาการเด็ก

» ทฤษฎีการดูแลของวัตสัน
เป็นทั้งปรัชญาและทฤษฏีทางการพยาบาล ที่มีจุดเน้นที่การดูแล ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 ภายใต้อิทธิพลทางด้านมานุษยวิทยา รวมทั้งความรู้สึกผูกพันต่อบทบาทการดูแลเพื่อการฟื้นหายของผู้ป่วยที่วัตสันประจักษ์ด้วยตัวเอง

» ทฤษฎีแห่งการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา
ผู้เรียนเป็นฝ่ายสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเอง มิใช่ได้มาจากครูและในการสร้างความรู้นั้น ผู้เรียนจะต้องลงมือสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา

» ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน
มิติทางวิชาการหลายมิติที่ซ้อนทับ เคลื่อนไหว และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมทั้งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจในทุกบริบทที่เกี่ยวข้อง

» การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไทย
สังคมทุกสังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ตราบใดที่สังคมนั้นยังต้องมีการติดต่อและสัมพันธ์กับสังคมอื่น การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง

» ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ
เมื่อบุคคลปรารถนาที่จะได้รับความพึงพอใจและเมื่อบุคคลได้รับความพึงพอใจในสิ่งหนึ่งแล้วก็จะยังคงเรียกร้องความพึงพอใจสิ่งอื่นๆ ต่อไป ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะของมนุษย์

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-