สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

ระบอบรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

(Constitutionalism and Thai Constitutions)

ความหมายของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
การบัญญัติ การบังคับใช้ และการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ กับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ กับการปกครองของประเทศอื่นๆ
รัฐธรรมนูญกับการปกครองของไทย
เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญไทย
บรรณานุกรม

เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญไทย

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521”

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 มีความยาวทั้งหมด 206 มาตรา บรรจุหลักการและวิธีการในการดำเนินการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยไว้คล้าย ๆ กับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517 หลายประการ อาทิ หลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน หลักการมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หลักการปกครองในระบบรัฐสภาและหลักความเป็นอิสระของศาล แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทเฉพาะกาลยาวถึง 12 มาตรา ยาวกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ทุกฉบับและบทเฉพาะกาลดังกล่าวนี้หลายเรื่องกำหนดให้งดใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในมาตราอื่น ๆ เป็นการชั่วคราว จึงทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการโจมตีอย่างรุนแรงว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้ประชาธิปไตยเพียง “ครึ่งใบ” แก่ประชาชน

คณะผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี 2 คณะ คณะแรกคือ คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญมีทั้งหมด 35 คน มีนายจิตติ ติงสภัทร เป็นประธาน และมีหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ ๆ 6 พรรคเป็นกรรมาธิการด้วย อาจกล่าวได้ว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ไม่ได้มีความประสงค์ใด ๆ ที่จะสร้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้เป็นฐานอำนาจสำหรับคณะปฏิวัติที่จะครองอำนาจต่อไป ตรงกันข้ามคณะกรรมาธิการชุดนี้ต้องการที่จะสร้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้เป็นหลักประกันสำคัญในการที่จะทำให้การปกครองของประเทศไทยมีความเป็นประชาธิปไตยและสามารถนำมาซึ่งเสรีภาพและประสิทธิผลในการปกครอง และโดยเจตนารมณ์ดังกล่าวนี้เองทำให้บทบัญญัติหลายมาตราในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีลักษณะทั้งที่สอดคล้องและขัดกับหลักประชาธิปไตย กล่าวคือ ในร่างแรกของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2517 หลายประการ โดยสร้างบทเฉพาะกาลบางอย่างที่มีลักษณะขัดกับหลักการของประชาธิปไตยอยู่บ้าง และให้มีผลเพียง 4 ปีเท่านั้น ทั้งนี้ก็โดยคำนึงถึงประสบการณ์ทางการเมืองของไทยในอดีต และความเป็นจริงทางการเมืองที่เป็นอยู่ ในปี 2521 หลักการในร่างแรกของรับธรรมนูญที่ควรกล่าวถึง ณ ที่นี้มีดังนี้

  • ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้รับการยกย่องให้มีฐานะเป็นประธานแห่งรัฐสภา มีอำนาจที่นำรายชื่อบุคคลที่ตนเห็นสมควรขึ้นทูลเกล้าเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี วิธีการดังกล่าวนี้แสดงออกย่างชัดเจนว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยึดมั่นในหลักที่ว่า ผู้ที่เป็นประธานของตัวแทนปวงชนทั้งประเทศจะต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจสูสุดในการที่จะวินิจฉัยว่า ผู้ใดสมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งย่อมหมายความว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอชื่อใครก็ได้ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเป็นพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ หรือพลเอกสงัด ชลออยู่ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงถือว่ากรรมาธิการไม่ได้สร้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อให้พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ หรือพลเอกสงัด ชลออยู่ เป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้
  • ประธานสภานโยบายแห่งชาติได้รับการยกย่องให้เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอรายชื่อบุคคลที่ตนเห็นสมควรให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าประธานสภานโยบายแห่งชาติเป็นผู้มีอำนาจทางการเมืองมากมายภายใต้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2520 จึงสมควรที่จะมอบอำนาจนี้ให้แก่สมาชิกวุฒิสภาต่อไป เพื่อให้วุฒิสภาได้ใช้ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ วิธีการดังกล่าวนี้ขัดกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยจริงตามที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์เพราะถ้าจะกล่าวกันตามหลักของประชาธิปไตยแล้วสมาชิกวุฒิสภาควรได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่เสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเลือกวิธีการให้ประธานสภานโยบายเป็นผู้เสนอชื่อสมาชิกวุฒิสภาให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งแทนการปล่อยให้ประชาชนเลือกตั้งเอาเอง
  • วุฒิสภาในวาระเริ่มแรกหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นเวลา 4 ปี จะมีอำนาจบางประการเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจในการอนุมัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี และอำนาจในการลงมติไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีตามบัญญัติไม่ไว้วางใจซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประชุมร่วมกันในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีและพระราชบัญญัติไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี เห็นได้ชัดเจนว่าวิธีการเช่นนี้ขัดกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยแต่ที่ต้องบัญญัติไว้เช่นนี้ก็โดยเจตนารมณ์เพื่อให้รัฐบาลได้มีเสถียรภาพในระยะเริ่มแรกของการกลับมาใช้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ก็เพราะกรรมาธิการนกร่างรัฐธรรมนูญส่วนมากเกรงว่า หากปล่อยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจพิจารณาเรื่องดังกล่าวนี้อิสระ ก็อาจจะก่อให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดึงงบประมาณดังที่เคยเกิดขึ้นในปี 2512 , 2513 และ 2514 รวมทั้งอาจทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องการล้มคณะรัฐมนตรีใช้อำนาจเพื่อสนองความต้องการของตนในการอยากเป็นรัฐมนตรีบ้าง โดยไม่มีใครจะมายับยั้งถ่วงดุลได้ ซึ่งก็อาจจะมีผลทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอนอยู่เสมอ อันจะไม่เป็นผลดีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระยะเริ่มแรก นอกจากนั้นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญส่วนมากก็ได้พยายามที่จะสร้างความเข้มแข็งและความเป็นปึกแผ่นให้เกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร โดยกลไกของระบบพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
  • พรรคการเมืองอันเป็นสภาบันทางการเมืองทีสำคัญของประชาชนได้รับยกย่องให้มีฐานะสูงมากในการทำน้าที่เป็นกลไกทางการเมืองของประชาชนและของสภาผู้แทนราษฎรในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และควบคุมให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและก่อผลดีแก่ประชาชนโดยส่วนรวม ดังจะเห็นได้ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พรรคการเมืองใหญ่เท่านั้นมีสิทธิ์ส่งสมาชิกเข้ารับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร โดยจะต้องส่งสมาชิกของตนเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้ทนราษฎรไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีการเลือกตั้งกันในครั้งนั้น เช่น จะต้องส่งสมาชิก 150 คนในกรณีที่จะเลือกผู้แทนราษฎรทั้งหมด 300 คนนอกจากนั้นพรรคการเมืองก็ยังมีอำนาจเหนือสมาชิกของตนที่รับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรแล้วอย่างเด็ดขาดีอกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งต้องสังกัดพรรคการเมืองกันทุกคน ไม่มีสิทธิที่จะลาออกจากพรรคการเมืองที่ตนสังกัด หากลาออกจากพรรคการเมืองที่ตนสังกัดจะต้องพ้นจากสมาชิกภาพแห่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย และหากตนถูกพรรคการเมืองที่ตนสังกัดไล่ออกจากพรรคตนก็จะต้องสูญเสียสมาชิกภาพแห่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยเช่นกัน วิธีการดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นวิธีที่เปิดโอกาสให้คนมั่งมีหรือผู้มีอำนาจสามารถใช้เงินและอิทธิพลครองอำนาจทางการเมืองได้ตลอดไป โดยคนที่ยากจนหรือกลุ่มคนน้อยที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างออกไปจะไม่มีสิทธิตั้งพรรคการเมืองเพื่อดำเนินการต่อสู้ทางการเมืองตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย แต่เมื่อพิจารณาให้ละเอียดแล้วก็จะเห็นว่า วิธีการเช่นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง และทำให้สภาผู้แทนราษฎรมีความเป็นปึกแผ่นและมีวินัยเข้มแข็งสามารถตกลงใจในปัญหาต่าง ๆ ได้โดยรวดเร็ว ทั้งนี้ก็เพราะเชื่อกันว่าวิธีการเช่นนี้จะช่วยทำให้เกิดพรรคการเมืองใหญ่เพียง 1-3 พรรคโดยรวดเร็ว และบีบบังตับให้พรรคเล็กพรรคน้อยรวมกันเป็นพรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งถ้าจะว่ากันตามความจริงนั้น พรรคการเมืองในประเทศน่าจะมีเพียง 3 พรรคเท่านั่น โดยแต่ละพรรคเสนอทางเลือก 3 แนวทาง คือ อนุรักษ์นิยม สายกลาง และก้าวหน้า ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกใช้เป็นแนวทางในการบริหารกิจการของประเทศไทยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ
  • ข้าราชการประจำทั้งพรรคการเมืองและพลเรือนถูกห้ามมิให้รับการแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีหรือตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ ในขณะเดียวกัน ยกเว้นตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้ก็โดยมีความประสงค์ที่จะให้ข้าราชการประจำแยกตัวออกจากตำแหน่งทางการเมืองโดยเด็ดขาด และหากข้าราชการประจำทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนผู้ใดต้องการที่จะเป็นรัฐมนตรีหรือตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ ก็ควรที่จะลาออกจากตำแหน่งประจำ เพื่อจะได้มีเวลาทำหน้าที่ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งอย่างเต็มที่เพียงตำแหน่งเดียว วิธีการเช่นนี้สอดคล้องกับหลักการของประชาธิปไตย และที่ไม่ห้ามข้าราชการดำรงตำแหน่งวุฒิสภานั้น ก็โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ข้าราชการประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำฝ่ายทหารได้เข้ามามีส่วนในการพิจารณากลั่นกรองร่างกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของชาติ นอกจากนั้นวิธีการทีให้สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจประชุมร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการลงมติล้มคณะรัฐมนตรีก็เกิดจากความประสงค์ที่จะให้ผู้นำฝ่ายทหารใช้วิถีทางรัฐสภาเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีแทนการใช้วิธีการปฏิวัติรัฐประหาร โดยเชื่อว่าถ้าผู้นำฝ่ายทหารไม่ต้องการที่จะสนับสนุนคณะรัฐมนตรีชุดใดต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการปฏิวัติรัฐประหารล้มคณะรัฐมนตรี และล้มเลิกรัฐธรรมนูญอย่างเคยกระทำมาก่อนในอดีตอีก เพราะพวกตนสามารถจะเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีได้อยู่แล้วตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามวิธีการให้อำนาจวุฒิสมาชิกล้มคณะรัฐมนตรีได้ก็ให้ไว้เพียงวาระเริ่มแรกหลังจากใช้รัฐธรรมนูญนี้เพียง 4 ปีเท่านั้น โดยเชื่อว่าเมื่อระยะเวลา 4 ปีผ่านพ้นไปแล้ว สภาผู้แทนราษฎรของไทยก็จะมีความเข้มแข็งและมีวินัยโดยมีระบบพรรคการเมืองใหญ่เป็นกลไกสำคัญและสามารถสร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งก็จะได้ทำให้ผู้นำฝ่ายทหารไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลหรือห่วงสถานการณ์บ้านเมืองอีกต่อไป และสามารถให้ความสนใจต่อหน้าที่ในการป้องกันประเทศอันเป็นหน้าที่สำคัญของทหารได้อย่างเต็มที่ และคงมีส่วนร่วมในทางการเมืองเพียงแค่กลั่นกรองและยับยังร่างกฎหมายบางฉบับที่พวกตนเห็นว่าอาจมีผลกระทบกระเทือนต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของชาติเท่านั้น

อย่างไรก็ตามวิธีการทั้ง 5 ประการนี้ซึ่งมีที่สอดคล้องและไม่สอดคล้องกับหลักการของประชาธิปไตยที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้วางแนวทางไว้ได้ถูกคณะผู้จัดทำรัฐธรรมนูญชุดที่สองแก้ไขดัดแปลงเกือบทั้งหมด จนทำให้ลักษณะประชาธิปไตยที่มีปรากฏอยู่ในวิธีการดังกล่าวหายไปเกือบหมด คณะผู้จัดทำรัฐธรรมนูญชุดที่สองที่ว่านี้ก็คือคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติตั้งขึ้นมาจำนวน 35 คน เช่นกัน ประกอบด้วยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติทั้งหมดมีพลโทเฉลิมชัย จารุวัสตร์ เป็นประธาน คณะกรรมาธิการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างเป็นผู้เสนอ ซึ่งปรากฏผลดังนี้

  • คณะกรรมาธิการวิสามัญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เปลี่ยนหลักการสำคัญโดยเอาประธานวุฒิสภามาทำหน้าที่เป็นประธานแห่งรัฐสภา แทนประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกรรมาธิการยกร่างเป็นผู้นำเสนอ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มีผลทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดโอกาสให้พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนตอไปหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ทั้งนี้ก็เพราะ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นเป็นผู้มีอำนาจเสนอชื่อบุคคลตามที่ตนเห็นสมควรให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งย่อมมีผลทำให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นหนี้บุญคุณพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์
  • ประธานสภานโยบายแห่งชาติถูกตัดอำนาจอย่างสิ้นเชิงมิให้มีอำนาจใด ๆ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งก็ผิดไปจากข้อเสนอขอคณะกรรมาธิการยกร่าง ซึ่งเสนอให้ประธานสภานโยบายแห่งชาติเป็นผู้เสนอรายชื่อบุคคลตามที่ตนเห็นสมควรเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามที่ปรากฏนั้น การโต้เถียงกันระหว่างสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติเกี่ยวกับอำนาจในการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้เป็นไปอย่างจริงจัง เนื่องจากผู้ที่ต้องการให้ประธานสภานโยบายแห่งชาติมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีพยายามเสนอให้คงบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญไว้ตามร่างเดิมที่กรรมาธิการยกร่างเสนอมา ส่วนผู้ที่สนับสนุนให้พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปต้องการให้เปลี่ยนบทบัญญัติดังกล่าวเสียใหม่ ผลปรากฏว่าต้องใช้เวลาโต้เถียงกันอยู่หลายครั้งและในที่สุดฝ่ายที่สนับสนุนพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ก็เป็นฝ่ายชนะ
  • เพิ่มอำนาจให้แก่สมาชิกวุฒิสภาที่จะเข้าประชุมร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และใช้อำนาจร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องสำคัญ ๆ อีก 2 เรื่อง คือการพิจารณาอนุมัติร่างกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ และได้รับความเห็นชอบจากประธานรัฐสภาว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง กับการอนุมัติพระราชกำหนดต่าง ๆ อาจกล่าวได้ว่าการเพิ่มอำนาจให้แก่วุฒิสภาใน 2 เรื่องดังกล่าวนี้ แสงดถึงความไม่ไว้วางใจสภาผู้แทนราษฎรมากเกินไปว่า สภาผู้แทนราษฎรจะบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ และจะไม่ร่วมมือกับคณะรัฐมนตรีในการรักษาความมั่นคงของชาติ จึงต้องเอาสมาชิกวุฒิสภามาร่วมพิจารณาอนุมัติร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติในที่ประชุมร่วมกันของสภาทั้งสอง
  • สร้างบทเฉพาะกาลขึ้นให้มีผลระงับใช้บทบัญญัติเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่คณะกรรมาธิการยกร่างได้วางไว้อย่างเป็นระบบเป็นเวลาถึง 4ปี ซึ่งก็มีผลทำให้การเมืองไทยในวาระเริ่มแรกหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีลักษณะเหมือนกับการเมืองของไทยในระยะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาคือ 1) นักการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองโดยสามารถจะเล่นการเมืองได้อย่างอิสระหรือจะสังกัดพรรคก็ได้ตามใจชอบ 2) จะเปลี่ยนพรรคเมื่อใดก็ได้ตามใจชอบ ซึ่งยังผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านเปลี่ยนพรรคการเมืองที่ตนสังกัดเหมือนกับเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวไปทำงานแต่ละวัน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการเสถียรภาพทางการเมือง และไม่ช่วยเสริมสร้างระบบพรรคให้เข้มแข็งและมีวินัยอันเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย
  • สร้างบทเฉพาะกาลขึ้นให้มีผลระงับใช้บทบัญญัติเกี่ยวกับการแยกข้าราชการประจำกับราชการการเมืองออกจากกัน ตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้วางแนวทางไว้เป็นเวลาถึง 4 ปี ซึ่งมีผลทำให้ข้าราชการประจำสามารถเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ในขณะเดียวกัน อันเป็นลักษณะเด่นของการเมืองไทย ตั้งแต่ พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ซึ่งกรรมาธิการยกร่างฯ เห็นว่าควรจะเลิกทันทีเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้ว

สำหรับเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองที่ถือว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยตรงก็คือ กรณีเหตุการณ์วิกฤตรัฐธรรมนูญ และการยุบสภา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2526 ทั้งนี้ เนื่องจากสาเหตุจากบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญนั่นเอง กล่าวคือตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญมีเงื่อนไขสำคัญที่จะต้องปฏิบัติในช่วงหลังจากการเลือกตั้งวันที่ 22 เมษายน 2526 อันเป็นวันครบเทอม 4 ปี ของสภาผู้แทนราษฎร และครบเทอม 4 ปี นับแต่วันแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญจะต้องยกเลิกการบังคับใช้บทเฉพาะกาลอันจะยังผลให้ข้าราชการประจำโดยเฉพาะนายทหารสำคัญ ๆ หมดอิทธิพลทางการเมืองและการเริ่มต้นการบังคับใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในมาตราต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ตามเงื่อนไขของบทเฉพาะกาล ซึ่งเงื่อนไขเช่นว่านี้ส่วนใหญ่กำหนดไว้ในมาตรา 203 มาตรา 204 และมาตรา 205 หลังจากนั้นเงื่อนไขเหล่านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงในสระสำคัญ 5 ประเด็นด้วยกัน คือ

1. ประเด็นที่เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในส่วนนี้ ได้แก่ การห้ามมิให้ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเอนประจำ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี (โดยผลตามมาตรา 148) นอกจากนี้ยังห้ามมิให้รัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งรับสัมปทานหรือรับประโยชน์ใด ๆ ในหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจรวมทั้งการห้ามมิให้รัฐมนตรีมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่กับองค์กรใด ๆ ซึ่งดำเนินธุรกิจเพื่อการค้ากำไรอีกด้วย (ตามมาตรา 97(1) และ (3) ประกอบมาตรา 149)

2. ประเด็นที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในส่วนนี้คือ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยในเรื่องของการกำหนดเขตการเลือกตั้งให้เปลี่ยนมาใช้วิธี “รวมเขตจังหวัด” ให้แต่ละจังหวัดทุกจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 1 เขต ยกเว้นกรุงเทพฯ ซึ่งแบ่งเขตเท่ากัน (ตามมาตรา 90 วรรค 2) และในส่วนของวิธีการเลือกตั้งระบุให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นคณะตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองส่งเข้าสมัคร และแต่ละคณะจะมีจำนวนเท่าจำนวนผู้แทนราษฎรที่จะมีได้ในเขตเลือกตั้งนั้น โดยเลือกรวมเป็นคณะได้เพียงหมายเลขเดียว นอกจากนี้ ยังได้เปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้รับเลือกตั้งโดยกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ผู้รับสมัครรับเลือกตั้งจะต้องสังกัดเป็นสมาชิกพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใด ซึ่งส่งสมาชิกเข้ารับสมัครเลือกตั้งทั่วไปคราวนั้น หรือหากเป็นการเลือกตั้งซ่อม ผู้สมัครก็ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่มีสมาชิกพรรคเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้วด้วย (ตามมาตรา 97(3)กระกอบมาตรา 95)

3. ประเด็นเกี่ยวกับวุฒิสภา วุฒิสภาจะสูญเสียอำนาจสำคัญในการที่จะได้ประชุมร่วมกันหรือการมีฐานะอำนาจทัดเทียมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน 4 ประการด้วยกันคือ

  • ในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ซึ่งเดิมในระยะเวลา 4 ปีแรก ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาซึ่งวุฒิสภาอาจแปรบัญญัติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายได้ แต่เมื่อหมดบทเฉพาะกาลแล้วอำนาจดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลง การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณทุกกรณีตามมาตรา 133 สมาชิกวุฒิสภาจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้น สมาชิกวุฒิสภาไม่มีอำนาจแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมอีกต่อไป และในกรณีวุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วยก็จะไม่มีการตั้งกรรมาธิการ ร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแต่อย่างใด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจยกร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันที ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีมติยืนยันร่างเดิมด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
  • การอภิปรายทั่วไปตามาตรา 137 เดิมในระยะ 4 ปีแรก สมาชิกวุฒิสภามีสิทธิอภิปรายและลงมติด้วย แต่จะร่วมเข้าเสนอญัตติ กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ แต่เมื่อบทเฉพาะกาลสิ้นสุดลง การอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 137 นี้ จะกระทำได้ในที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น สมาชิกวุฒิสภาไม่มีสิทธิอภิปรายหรือลงมติแต่อย่างใด เพราะไม่ใช่กรณีที่ต้องกระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาอีกต่อไป
  • การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีแจ้งว่า เป็นร่างพระราชบัญญัติที่สำคัญซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 203(3) ก็มิอาจกระทำได้เมื่อบทเฉพาะกาลสิ้นสุดลง ในกรณีที่จะต้องกระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 143 แห่งรัฐธรรมนูญเท่านั้น

4. ประเด็นที่เกี่ยวกับสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนนี้ความเปลี่ยนแปลงที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2521 จะเกิดขึ้นในประเด็นสำคัญ 3ประการ คือ

  • เกี่ยวกับการสิ้นสุดสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งนอกจากจะสิ้นสุดลงในกรณีต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในมาตรา 103 อนุมาตราอื่น ๆ แล้ว สาเหตุสำคัญแห่งการสิ้นสุดสมาชิกภาพของผู้แทนราษฎรมีอีก 3 สาเหตุ คือเหตุเมื่อลาออกจากพรรคการเมืองทีตนสังกัด เหตุที่ถูกขับออกจากพรรคและเหตุเมื่อศาลสั่งยุบพรรคการเมืองที่ตนสังกัด แล้วไม่สามารถหาพรรคใหม่สังกัดได้ในเวลา 60 วัน ซึ่งเป็นบทบัญญัติของมาตรา 103(7) และ (9) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เมื่อบทเฉพาะสิ้นสุดลง
  • ยกเลิกคณะกรรมาธิการวิสามัญวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติและกำหนดให้การเสนอร่างพระราชบัญญัติกระทำได้โดยตรงต่อสภา แต่ว่าจะต้องเสนอโดยพรรคการเมืองที่สภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นสังกัดอยู่มีมติให้เสนอ และจะต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคนั้น จำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน ลงชื่อรับรองจึงจะเสนอได้ (ตามมาตรา 125 วรรค 2) ดังนั้น พรรคที่มีสมาชิกไม่ถึง 20 คน ย่อมไม่มีโอกาสเสนอรางกฎหมายได้
  • ให้มีการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านเป็นตำแหน่งที่มีเงินเดือนประจำขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร (ตามมาตรา 105) ในฐานะผู้นำของบรรดาพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล และบัญญัติบังคับในการเลือกตั้งกรรมาธิการวิสามัญของสภา จะต้องเป็นไปตามสัดส่วนหรืออัตราของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละพรรคมีอยู่ในสภา

5. ประเด็นที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ดังที่เกิดขึ้นตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อพรรคการเมือง ซึ่งโดยพื้นฐานของหลักการและเหตุผลแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลในทางสร้างสรรค์หรือทางบวกมากกว่าทางลบ กล่าวคือ เป็นการพยายามสร้างเสริมและพัฒนาระบบพรรคการเมืองให้เกิดขึ้น และมุ่งหวังให้เกิดการเจริญเติบโตและเข้มแข็งอีกด้วย ดังเช่น การบัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องสังกัดพรรคการเมือง การเสนอร่างกฎหมายทีจะต้องทำในนามของพรรคและการกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมือง หรือการสิ้นสมาชิกภาพของผู้แทนราษฎร เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นการให้ความสำคัญแก่พรรคการเมืองในฐานะองค์การที่จะทำหน้าที่ทางการเมืองภายในระบอบประชาธิปไตยแทบทั้งสิ้น

ความเปลี่ยนแปลงในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญซึ่งได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญต่าง ๆ ทั้ง 5 ประเด็น ตามที่ได้กล่าวมานั้น โดยหลักเกณฑ์และเนื้อหาสาระส่วนใหญ่ที่ปรากฏอยู่ในการเปลี่ยนแปลงนี้ ค่อนข้างจะปรากฏเป็นที่ชัดเจนว่าแนวโน้มเอียงของการเปลี่ยนแปลงเป็นไปในลักษณะที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาเพื่อยกระดับความเป็นประชาธิปไตยขึ้นอีกระดับหนึ่ง ซึ่งมากกว่าในช่วงที่บทเฉพาะกาลมีผลบังคับใช้อยู่หลายช่วงชั้น โดยเฉพาะเจตนาในการพัฒนาระบบพรรคการเมืองขึ้นภายใต้ขั้นตอนและวิธีการเข้มงวดรัดกุมมากขึ้น การใช้ระบบการควบคุมสมาชิกโดยพรรคด้วยวิธีการให้อำนาจแก่พรรคในการให้คุณให้โทษ เพื่อรักษาระเบียบวินัยของสมาชิกภายในพรรค

การเสนอร่างกฎหมายในนามของพรรคหรือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกตั้งแบบเลือกพรรค และผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องสังกัดพรรค ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นการยกย่องฐานะอำนาจของพรรคการเมืองให้สามารถเติบโตกล้าขึ้นเป็นพลังทางการเมืองที่สำคัญในการต่อรองกับฝ่ายทหาร กองทัพและข้าราชการ อันเป็นตัวแปรสำคัญยิ่งของพลังประชาธิปไตยและการสร้างสรรค์ระบอบการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยทางการเมือง กล่าวคือ นอกจากจะมีความสำคัญในแง่ของการแบ่งแยกตัวบุคคลที่จะเข้าทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย อันเป็นภารกิจ อันเป็นภารกิจของข้าราชการการเมืองระดับรัฐมนตรี นอกจากหน้าที่ในการปฏิบัติตามนโยบายอันเป็นภารกิจของข้าราชการแล้ว ยังมีความหมายแง่ของความเป็นธรรมในการแข่งขันช่วงชิงเข้าสู่อำนาจการเมืองและความชอบธรรมในการใช้อำนาจนั้นตามหลักการของระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยอีกด้วย ทั้งนี้ เพราะการที่ข้าราชการประจำเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองในขณะเดียวกัน โดยได้รับการแต่งตั้งเข้ามาและไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้น ย่อมขัดกับหลักการประชาธิปไตยอยู่แล้ว

โดยพื้นฐานในส่วนของสถาบันรัฐสภา แม้มิได้เพิ่มหรือยกย่องอำนาจขึ้นมาก็ตาม แต่ผลจากการสิ้นสุดบทเฉพาะกาลก็ได้มีส่วนสำคัญต่อการสร้างความอิสระและความคล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิม ในการปฏิบัติหน้าที่ทางนิติบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง เช่น การยกเลิกคณะกรรมาธิการสามัญ วินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติซึ่งก่อนนั้นเสียงข้างมากในกรรมาธิการคณะนี้จะมาจากการแต่งตั้งของฝ่ายบริหาร การกำหนดให้การเสนอร่างพระราชบัญญัติกระทำได้โดยตรงต่อสภาหรือการยกย่องฐานะอำนาจของผู้นำฝ่ายค้าน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญมิได้ก่อให้เกิดผลต่อการเปลี่ยนแปลงในทางเดียวกัน หรือทางด้านการพัฒนาเพื่อยกระดับความเป็นประชาธิปไตยให้สูงขึ้นเท่านั้น ในด้านตรงกันข้าม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีส่วนสำคัญต่อการโยกย้ายฐานะอำนาจทางการเมืองของกลุ่มพลังอำนาจหลักในสังคมการเมืองที่ปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนในเบื้องต้นคืออำนาจของรัฐสภาได้ถูกลดทอนความสำคัญลงไปอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้นยังรวมไปถึงในส่วนของรัฐมนตรี ผู้นำรัฐบาลและรัฐบาลโดยส่วนรวมตามนัยของสัมพันธภาพระหว่างเสถียรภาพของรัฐบาลกับอำนาจวุฒิสภาอีกด้วย นั่นหมายถึงว่า พลังอำนาจฝ่ายกลไกรัฐคือข้าราชการ ทหาร หรือนักการเมืองข้าราชการต้องประสบความยากลำบากยิ่งขึ้นต่อการแข่งขันช่วงชิง และครอบงำฐานะอำนาจในรัฐสภา การถูกพรากอำนาจโดยบทเฉพาะกาลจึงเท่ากับเป็นการทำลายที่มั่นสำคัญของระบอบอำนาจเผด็จการ

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะก่อให้เกิดความพอใจแก่กลุ่มพลังฝ่ายประชาธิปไตย แต่ก็ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียแก่พลังฝ่ายเผด็จการอยู่เหมือนกัน ซึ่งเป็นที่ปรากฏชัดมาแล้วในประวัติการเมืองไทยว่า การเคลื่อนย้ายถ่ายเททางอำนาจมิได้เป็นไปตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของตัวบทกฎหมาย หรือการมอบโอนให้แก่กันโดยสำนึกของสัญญาสุภาพบุรุษ หรือตามความคิดความชื่อเกี่ยวกับคติธรรมทางการเมืองการปกครองเท่านั้น แต่การต่อสู้ช่วงชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจจะมีความสอดคล้องกับความจริงและเป็นสิ่งตัดสินชี้ขาดมากกว่าอย่างอื่น ในฝ่ายที่ได้ประโยชน์ก็ย่อมจะปกป้องหวงแหนในสิทธิประโยชน์ของฝ่ายตน ส่วนในฝ่ายที่สูญเสียก็ย่อมจะช่วงชิงและทวงคืน การผ่องถ่ายอำนาจการเมืองจึงเป็นเรื่องของการขัดแย้งโดยตรงสำหรับรูปแบบและวิธีการก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมประกอบอื่น ๆ ที่จะเกื้อกูลต่อสภาพการณ์และเงื่อนไขนั้น ๆ เช่น สถานการณ์พื้นฐานอำนาจ ความคิด-ความเชื่อ การระดมทรัพยากรทางการเมือง กลไกสถาบัน ความสามารถในการลดการต่อต้านกำจัดศัตรูและสร้างพันธมิตรร่วมสถานการณ์และการจัดการสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง ฯลฯ เป็นต้น

ดังได้กล่าวไว้แล้วว่าในประวัติการเมืองไทย ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและเหตุการณ์สำคัญที่จะก่อให้เกิดการยกเลิกรัฐธรรมนูญหรือการพยายามยืดบทเฉพาะกาลนั้น มีต้นเหตุมาจากรัฐธรรมนูญมีข้อห้ามข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมืองพร้อม ๆ กัน รัฐธรรมนูญให้อำนาจกว่าวุฒิสภาน้อยหรือไม่ทัดเทียมกับอำนาจสภาผู้ทนราษฎร หรือรัฐธรรมนูญได้แยกข้าราชการประจำจากข้าราชการเมืองโยมีข้อห้ามหรือบังคับให้รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง เป็นต้น ซึ่งมักเป็นเหตุให้คณะทหารทำการปฏิวัติ-รัฐประหาร ยกเลิกรัฐธรรมนูญดังกล่าวและประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองต่าง ๆ เคลื่อนไหวลงสมัครรับเลือกตั้งเข้าสู่สภา จัดตั้งรัฐบาลแล้วกลับเข้าสู่รัฐประหาร วนเวียนอยู่เป็นวัฏจักรหรือเรียกว่า “วงจรอุบาทว์ของการเมืองไทย” (The vicious circle of Thai politices) นั่นเอง และการที่คณะทหารสามารถเลือกใช้วิธีการรัฐประหารแล้วล้มเลิกหรือฉีกรัฐธรรมนูญนี้เองทีทำให้รัฐธรรมนูญของไทยได้มีการประกาศใช้มาแล้วถึง 16 ฉบับจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ล้วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากสาเหตุแห่งการไม่พอใจในส่วนแบ่งอำนาจที่จะต้องแบ่งสรรปันส่วนกับฝ่ายพรรคการเมืองที่กำลังเติบโตมาช่วงชิงส่วนเฉลี่ยอำนาจการเมืองอยู่เรื่อย ๆ และสามารถอ้างสิทธิความชอบธรรมแห่งอำนาจได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ท่ามกลางการเติบโตของพลังทางเศรษฐกิจและสังคม

พรรคการเมืองจึงเป็นเป้าหมายสำคัญของการแข่งขันช่วงชิงอำนาจการเมืองกับกลุ่มทหาร – ข้าราชการ ดังจะเห็นได้จากปัญหาความขัดแย้ง เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในประวัติการเมืองไทย ซึ่งมีศูนย์รวมอยู่ที่การแข่งขันทางอำนาจระหว่างข้าราชการประจำกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง หรือระหว่างคณะทหารกับพรรคการเมืองตลอดมา

คู่กรณีสำคัญของเหตุการณ์วิกฤติรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่เหตุการณ์ยุบสภาถึงสามครั้งก็คือ ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทหารที่สูญเสียประโยชน์ – อำนาจ จากการสิ้นสุดบทเฉพาะกาลและพยายามต่อสู้เพื่อให้มีการยืดอายุบทเฉพาะกาลต่อไป ซึ่งนำโดยพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบก กับฝ่ายพรรคการเมืองที่ต้องการให้บทเฉพาะกาลสิ้นสุดและยกเลิกไป รวมทั้งการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมในสาระสำคัญใหม่ ๆ ด้วย ซึ่งนำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยระยะเวลาตั้งแต่ สิงหาคม 2524 จนถึงกุมภาพันธ์ 2526 ได้มีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมถึง 4 ฉบับ และไม่ผ่านสภาทั้ง 4 ฉบับ กระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้มีการแก้ไขในเวลาต่อมาถึง 2 ครั้ง

โดยครั้งแรก คือ การแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2528 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการเลือกตั้ง ซึ่งเดิมการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นแบบรวมเขตโดยถือเอาจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งและให้การออกเสียงเลือกตั้งเป็นคณะตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งเรียกว่า “พวงใหญ่” แก้ไขเพิ่มเติมเป็นการเลือกตั้งแบบผสม ระหว่างแบ่งเขตและรวมเขต โดยแต่ละเขตมี ส.ส. ได้ไม่เกิน 3 คน และการออกเสียงลงคะแนนได้เท่ากับจำนวน ส.ส. ที่พึ่งมีในเขตเลือกตั้งนั้น ครั้งที่สอง คือ การแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2532 โดยแก้ไขให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา และประธานวุฒิเป็นรองประธานรัฐสภา ในที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกยกเลิกโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อ พ.ศ. 2534 ช่วงรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี รวมระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้ทั้งสิ้น 12 ปี มีนายกรัฐมนตรี 3 คน

« ย้อนกลับ | หน้าถัดไป »

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” (ฉบับชั่วคราว)
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 มีชื่อว่า “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 9 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2516
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 มีชื่อว่า “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» รอยต่อพัฒนาการ
หนึ่งในมโนทัศน์ของ เลฟ เซเมโนวิช ไวก็อตสกี้ ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้และพัฒนาการ และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในวงการการศึกษาของเด็กปฐมวัยและพัฒนาการเด็ก

» ทฤษฎีการดูแลของวัตสัน
เป็นทั้งปรัชญาและทฤษฏีทางการพยาบาล ที่มีจุดเน้นที่การดูแล ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 ภายใต้อิทธิพลทางด้านมานุษยวิทยา รวมทั้งความรู้สึกผูกพันต่อบทบาทการดูแลเพื่อการฟื้นหายของผู้ป่วยที่วัตสันประจักษ์ด้วยตัวเอง

» ทฤษฎีแห่งการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา
ผู้เรียนเป็นฝ่ายสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเอง มิใช่ได้มาจากครูและในการสร้างความรู้นั้น ผู้เรียนจะต้องลงมือสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา

» ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน
มิติทางวิชาการหลายมิติที่ซ้อนทับ เคลื่อนไหว และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมทั้งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจในทุกบริบทที่เกี่ยวข้อง

» การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไทย
สังคมทุกสังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ตราบใดที่สังคมนั้นยังต้องมีการติดต่อและสัมพันธ์กับสังคมอื่น การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง

» ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ
เมื่อบุคคลปรารถนาที่จะได้รับความพึงพอใจและเมื่อบุคคลได้รับความพึงพอใจในสิ่งหนึ่งแล้วก็จะยังคงเรียกร้องความพึงพอใจสิ่งอื่นๆ ต่อไป ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะของมนุษย์

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-