สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

ระบอบรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

(Constitutionalism and Thai Constitutions)

ความหมายของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
การบัญญัติ การบังคับใช้ และการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ กับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ กับการปกครองของประเทศอื่นๆ
รัฐธรรมนูญกับการปกครองของไทย
เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญไทย
บรรณานุกรม

เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญไทย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540

ปฏิรูปโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของสถาบันการเมือง

โดยเฉพาะรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีใหม่หลายประการ คือ

แม้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะกำหนดให้รัฐสภาไทยมีโครงสร้างแบบสองสภาเหมือนในรัฐธรรมนูญฉบับเก่า คือมีสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา แต่ได้มีการปฎิรูปอำนาจหน้าที่ของสภาทั้งสองโดยเฉพาะวุฒิสภาอย่างมาก ดังจะกล่าวต่อไป

  • สภาผู้แทนราษฎรซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 500 คน ยังคงมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินและในการตรากฎหมายเหมือนเดิม แต่มีความเข้มข้นและจริงจังกว่าในอดีต เช่น ในการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีเกี่ยวกับงานในหน้าที่นั้น ส.ส. มีสิทธิตั้งกระทู้ถามในเรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชนให้นายรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีตอบภายในวันที่ยื่นกระทู้ได้โดยเพียงแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรและไม่ต้องระบุคำถามให้ประธานสภาผู้แทนทราบเท่านั้น อาจกล่าวได้ว่าการตั้งกระทู้ถามสดกระทู้ถามธรรมดาในอดีตเป็นการทดสอบความรู้ความสามารถของนายรัฐมนตรี (ม.148) และรัฐมนตรีว่ามีความรอบรู้เกี่ยวกับปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินมากน้อยเพียงใด เพราะหากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีตอบไม่ชัดเจนหรือไม่ครบถ้วนย่อมจะสูญเสียความนิยมในหมู่ประชาชนไม่มากก็น้อย
    ส่วนในการยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีก็มีความเข้มข้นมากกว่าเดิม เพราะ ส.ส. ฝ่ายค้านสามารถใช้ทั้งมาตรการทางการเมืองและมาตรการทางกฎหมายตรวจสอบได้พร้อมกันดังกล่าวแล้ว

ในทำนองเดียวกันในการใช้อำนาจนิติบัญญัตินั้น แม้ว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันได้กำหนดให้มีการประชุมรัฐสภา 2 สมัยในหนึ่งปีเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับเก่าบางฉบับเช่นฉบับ พ.ศ. 2534 แต่ได้กำหนดให้แบ่งสมัยประชุม 2 สมัยนั้นออกเป็นสมัยประชุมสามัญทั่วไป และสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ (มาตรา 159)

โดยในสมัยประชุมสามัญนั้น รัฐสภาจะประชุมปรึกษาหารือเรื่องใด ๆ ก็ได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาญัตติหรือตรากฎหมายต่าง ๆ แต่ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัตินั้น รัฐสภาจะดำเนินการประชุมได้เฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ในหมวดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ หรือ “การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ การอนุมัติพระราชกำหนด... การเลือกหรือการให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง การตั้งกระทู้ถามและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ...” เท่านั้น

เห็นได้ชัดว่า การกำหนดให้มีสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติเป็นการเฉพาะมีเจตนารมณ์เพื่อให้รัฐสภาทำหน้าที่ในการปรับปรุงและตรากฎหมายอันเป็นหน้าที่สำคัญให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้มากที่สุดที่จะมากได้

นอกจากนั้น ในการริเริ่มกฎหมายนั้นรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ให้สิทธิแก่ ส.ส. จำนวน 20 คนจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ร่วมกันโดยได้รับความเห็นชอบจากพรรคของตนเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนได้โดยไม่จำต้องมาจากพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว เหมือนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 และ พ.ศ. 2534 ซึ่งจำกัดสิทธิในการริเริ่มกฎหมายของพรรคการเมืองเล็กที่มีสมาชิกไม่ถึง 21 คน
สำหรับร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว รัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ลดระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรีจะต้องนำขึ้นทูลเกล้า ฯ พระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยจาก 30 วัน เหลือเพียง 20 วัน ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกฎหมายของรัฐสภาได้รับประกาศใช้เร็วขึ้น (มาตรา 93)

  • การปฏิรูปโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาที่เคยเป็นเพียงเครืองมือของฝ่ายบริหารให้เป็นเครื่องมือของประชาชนในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ซึ่งจะทำให้วุฒิสภากลายเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีศักดิ์ศรีและมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเมืองไทยอย่างมาก ดังจะชี้ให้เห็นต่อไปนี้

แม้วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ของไทยทังฉบับประชาธิปไตยและฉบับคณาธิปไตยจะประกบด้วยสมาชิกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาวิชาชีพต่าง ๆ แต่ก็มีฐานเป็นเพียงสภาที่สองที่มีบทบาทและอำนาจที่ค่อนข้างจำกัดคือ มีบทบาทด้านนิติบัญญัติเพียงกลั่นกรองร่างพระราชบัญญัติทีผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้วเท่านั้น โดยอาจแก้ไขเพิ่มเติมหรือยับยั้งร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนได้เพียงชั่วคราวไม่เกิน 180 วัน แม้รัฐธรรมนูญบางฉบับ เช่น ฉบับ พ.ศ. 2511 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญคณาธิปไตยจะให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ แต่ก็ปรากฏว่าสมาชิกวุฒิสภาได้ใช้อำนาจนี้เลย

ในทำนองเดียวกัน แม้วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ จะมีอำนาจควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยการตั้งกระทู้ตามรัฐมนตรีได้ แต่ปรากฏว่าแทบไม่มีสมาชิกวุฒิสภาใช้อำนาจนี้เลย นอกจากนั้นแม้รัฐธรรมนูญไทยบางฉบับเช่นฉบับ พ.ศ. 2521 จะให้อำนาจวุฒิสภาควบคุมรัฐบาลโดยการร่วมประชุมกับสมาชิกสภาผู้แทนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล หรือทั้งคณะ

แต่โดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไทยทั้ง 2 ฉบับนั้น วุฒิสภาจะทำหน้าที่ค้ำจุนฐานะของคณะรัฐมนตรีให้อยู่ในตำแหน่งมากกว่าควบคุมคณะรัฐมนตรีเหมือนสมาชิกสภาผู้แทนฝ่ายค้าน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้สมาชิกวุฒิสภามีฐานะเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารและแสดงบทบาทหรือใช้อำนาจหน้าที่อย่างจำกัดก็เพราะวุฒิสภาทุกคนมาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี และส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำด้วยในขณะเดียวกัน จึงทำให้สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดต้องตอบแทนบุญคุณผู้แต่งตั้งหรือนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการประจำทั้งหมดยังผลให้นักวิชาการ นักการเมือง และประชาชนที่รักประชาธิปไตยที่ไม่พอใจบทบาทดังกล่าวของวุฒิสภาพากันเรียงร้องให้ยุบเลือกวุฒิสภาเพื่อประหยัดงบประมาณและเวลาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ

ส่วนนักวิชาการ นักการเมือง และประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าควรมีวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นสภาที่สองต่อไป โดยมีสมาชิกวุฒิสภาเพียง 200 คน ได้เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยตรง โดยเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้วุฒิสภามากขึ้น คือไม่เพียงจะให้มีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งและถอดถอนบุคลากรขององค์กรตรวจสอบต่าง ๆ เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง และกรรมการ ป.ป.ช. เป็นต้น รวมทั้งมีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่าง ๆ เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูงบางตำแหน่ง เช่น ประธานศาลฎีกา ปลักกระทรวง หรืออธิบดี เป็นต้น ได้ด้วย ตลอดจนมีอำนาจถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาด้วยกันเองได้ด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญปัจจุบันจึงได้กำหนดคุณวุฒิของบุคคลที่สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. สูงเท่ากับผู้สมัครเป็น ส.ส. คือ ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และมีคุณสมบัติอย่างอื่นแตกต่างจากผู้สมัคร ส.ส. เช่น

  • ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ทั้งนี้เพื่อให้ ส.ว. มีประสบการณ์พอสมควร
  • ต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองทั้งนี้เพื่อให้ ส.ว. เป็นกลางทางการเมือง
  • ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยพ้นจากตำแหน่งมาแล้วมากกว่า 1 ปี ทั้งนี้เพื่อให้ ส.ว. พ้นจากความผูกพันกับ ส.ส. ซึ่งตนมีอำนาจในการถอดถอนด้วย
  • ต้องไม่เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาก่อนคือ ห้าม ส.ว. สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ ส.ว. ผูกติดกับเขตเลือกตั้งเหมือน ส.ส.

นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญปัจจุบันยังได้บัญญัติขนาดของเขตเลือกตั้งและวิธีหาเสียงของผู้สมัครเป็น ส.ว. ไว้แตกต่างจากผู้สมัคร ส.ส. อีกด้วย ดังนี้

1. เขตเลือกตั้งของ ส.ว. ต้องใหญ่กว่าเขตเลือกตั้งของ ส.ส. คือ จังหวัดไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใหญ่หรือเล็กไม่ว่าจะมี ส.ว. ได้กี่คน เป็นเขตเลือกตั้งของ ส.ว. โดย ส.ว. จะมีฐานเป็นผู้แทนของคนทั้งจังหวัด เพื่อจะได้มีฐานะทางการเมืองสูงกว่า ส.ส. ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากเขตเลือกตั้งที่เล็กกว่า

2. ห้ามผู้สมัคร ส.ว. รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งโดยเด็ดขาด โดยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะแนะนำผู้สมัครเป็น ส.ว. ให้ประชาชนทราบเท่านั้น หากผู้สมัคร ส.ว. ผู้ใดหรือบุคคลอื่นใดหาเสียงให้จะมีผิดตามกฎหมายและมีโทษทั้งจำและปรับ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้สมัครเป็น ส.ว. ต้องใช้เงินทองในการรณรงค์หาเสียง ซึ่งอาจทำให้ ส.ว. ต้องเป็นหนี้บุญคุณของพรรคการเมือง หรือผู้สนับสนุนทางการเมือง อันจะทำให้ ส.ว. ไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบควบคุมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อย่างเต็มที่

3. ห้าม ส.ว. รับตำแหน่งรัฐมนตรีเว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่ง ส.ว. แล้วเป็นเวลา 1 ปี ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ ส.ว. กระทำการหรือละเว้นกระทำการใด ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่เป็นหรือจะเป็นรัฐบาลนั้นเอง

ปฏิรูปที่มา โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีให้มีความโปร่งใสกะทัดรัดและบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะชี้ให้เห็นต่อไปนี้

รัฐธรรมนูญปัจจุบันมาตรา 202 วรรคสอง กำหนดให้กระทำการสรรหานายกรัฐมนตรีอย่างเปิดเผยในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ร่วมกันเสนอชื่อ ส.ส. ที่พวกตนเห็นสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีต่อสภาผู้แทน ซึ่งอาจจะมี ส.ส. ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีหลายคนก็ได้ แต่บุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ ส.ส. แต่ละคนมีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องฟังมติพรรค
อาจกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญมาตรานี้มีเจตนารมณ์เพื่อทำให้ที่มาของนายกรัฐมนตรีมีความโปร่งใสและได้รับการยอมรับของ ส.ส. ฝ่ายข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แทนที่จะปล่อยให้หัวหน้าพรรคการเมืองแอบไปประชุมแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และตำแหน่งทางการเมืองกันในบ้านหรือที่ทำงานของผู้มีอิทธิพลในตอนกลางคืนของวันเลือกตั้งตามที่เคยชอบทำกันในอดีต ส่วนนายกรัฐมนตรีก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นฐานะเสียงสนับสนุน และกล้าที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่

« ย้อนกลับ | หน้าถัดไป »

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” (ฉบับชั่วคราว)
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 มีชื่อว่า “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 9 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2516
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 มีชื่อว่า “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» รอยต่อพัฒนาการ
หนึ่งในมโนทัศน์ของ เลฟ เซเมโนวิช ไวก็อตสกี้ ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้และพัฒนาการ และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในวงการการศึกษาของเด็กปฐมวัยและพัฒนาการเด็ก

» ทฤษฎีการดูแลของวัตสัน
เป็นทั้งปรัชญาและทฤษฏีทางการพยาบาล ที่มีจุดเน้นที่การดูแล ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 ภายใต้อิทธิพลทางด้านมานุษยวิทยา รวมทั้งความรู้สึกผูกพันต่อบทบาทการดูแลเพื่อการฟื้นหายของผู้ป่วยที่วัตสันประจักษ์ด้วยตัวเอง

» ทฤษฎีแห่งการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา
ผู้เรียนเป็นฝ่ายสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเอง มิใช่ได้มาจากครูและในการสร้างความรู้นั้น ผู้เรียนจะต้องลงมือสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา

» ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน
มิติทางวิชาการหลายมิติที่ซ้อนทับ เคลื่อนไหว และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมทั้งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจในทุกบริบทที่เกี่ยวข้อง

» การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไทย
สังคมทุกสังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ตราบใดที่สังคมนั้นยังต้องมีการติดต่อและสัมพันธ์กับสังคมอื่น การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง

» ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ
เมื่อบุคคลปรารถนาที่จะได้รับความพึงพอใจและเมื่อบุคคลได้รับความพึงพอใจในสิ่งหนึ่งแล้วก็จะยังคงเรียกร้องความพึงพอใจสิ่งอื่นๆ ต่อไป ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะของมนุษย์

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-