สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

ระบอบรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

(Constitutionalism and Thai Constitutions)

ความหมายของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
การบัญญัติ การบังคับใช้ และการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ กับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ กับการปกครองของประเทศอื่นๆ
รัฐธรรมนูญกับการปกครองของไทย
เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญไทย
บรรณานุกรม

เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญไทย

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม”

ประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 มีบทบัญญัติรวมทั้งสิ้น 68 มาตรา แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะร่างโดยสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม แต่ดังได้กล่าวมาแล้วว่า สภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นบุคคลสำคัญของคณะราษฎรเกือบทั้งหมด จึงยังผลให้หลักการและแนวทางในการปกครองไทยที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีความคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 อย่างมาก ดังจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้นำเอามาตรา 10 ของรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 มาบัญญัติไว้ในมาตรา 65 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลว่า สภาผู้แทนราษฎรจะประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท มีจำนวนเท่ากันคือ สมาชิกประเภทที่ 1 ได้แก่ผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งและ สมาชิกประเภทที่ 2 ได้แก่ผู้ที่พระมหากษัตริย์ทรงตั้ง ในระหว่างที่ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่าครึ่งยังมีการศึกษาไม่จบประถมศึกษา แต่อย่างช้าจะต้องไม่เกิน 10 ปี หมายความว่าถ้าราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งจบการศึกษาชั้นประถมศึกษามากกว่าครึ่งเมื่อใดภายใน 10 ปี สมาชิกภาพของประเภทที่ 2 จะต้องสิ้นสุดลงทันที และถึงแม้ว่าราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกินครึ่งยังไม่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาก็ตาม สมาชิกภาพของสมาชิกประเภทที่ 2 ก็จะต้องสิ้นสุดเมื่อครบกำหนด 10 ปี นับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1

จริงอยู่ ถ้าคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงในสมัยนั้น ก็จะต้องรับว่าระยะเวลา 10 ปี ที่คณะราษฎรได้กำหนดไว้สำหรับควบคุมแนวทางของการเมืองและการปกครองให้เป็นไปตามที่คณะราษฎรปรารถนาเป็นระยะเวลาที่ไม่นานเลย ทั้งนี้ก็เพราะคนไทยในสมัยนั้นขาดทั้งการศึกษาสามัญและการฝึกอบรมทางการเมือง คณะราษฎรคงหวังจะใช้เวลาดังกล่าวขยายการศึกษาสามัญให้ไปสู่ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง และใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการฝึกอบรมให้ราษฎรได้เข้าใจการเมือง และการปกครองในระบอบใหม่ ซึ่งก็คงจะมีการเลือกตั้งเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวเพียง 2 หรือ 3 ครั้งเท่านั้น

แต่การกระทำของคณะราษฎรในระยะต่อ ๆ มาไม่ได้แสดงว่า คณะราษฎรต้องการจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาราษฎรให้เข้าใจการเมืองและการปกครองในระบอบใหม่ และมอบอำนาจให้แกราษฎรเลือกผู้ปกครองประเทศเอาเองโดยเสรี ตามที่ตนได้กำหนดระยะเวลาไว้ แต่ต้องการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจของคณะของตนเสียมากกว่า เพราะเมื่อครบกำหนด 10 ปีแล้ว รัฐบาลของคณะราษฎรก็ได้จัดให้มีการแก้รัฐธรรมนูญขยายอายุสมาชิกประเภทที่ 2 ออกไปอีก 10 ปี

นอกจากนั้น เครื่องชี้ชัดถึงเจตนาของคณะราษฎรว่า ต้องการจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจของตน ก็คือการบีบบังคับโดยทางอ้อมให้พระมหากษัตริย์ตั้งพรรคพวกของตนเป็นสมาชิกประเภทที่ 2 เกือบทั้งหมด ซึ่งย่อมทำให้คณะราษฎรสามารถคุมสถาบันทางการเมืองและการปกครองที่สำคัญได้อย่างเด็ดขาด และเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นสถาบันที่มีอำนาจในการควบคุมการบริหารงานของคณะรัฐมนตรีได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งสามารถปลดคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งได้ จึงยังผลให้คณะราษฎรซึ่งเป็นคณะพรรคการเมืองเพียงคณะเดียวในสมัยนั้น คุมวิถีของการเมืองและการปกครองของได้โดยเด็ดขาด

ยิ่งกว่านั้น เครื่องชี้ที่สำคัญที่แสดงถึงเจตนาของคณะราษฎรว่าต้องการผูกขาดอำนาจการเมืองโดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเครื่องมือก็คือ การไม่บัญญัติรับรองสิทธิของราษฎรที่จะรวมตัวกันเป็นพรรคการเมือง เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งคณะราษฎรอาจเกรงว่า จะถูกฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์รวบรวมราษฎรเป็นกองกำลังทางการเมืองทำลายล้างอำนาจของตนก็ได้ นอกจากนั้นในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติ มาตรา 11 ห้ามพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่กลับไม่มีบทบัญญัติห้ามข้าราชการประจำยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแห่งรัฐ ซึ่งได้ยังผลให้บุคลสำคัญของคณะราษฎรที่เป็นข้าราชประจำ สามารถเข้าคุมตำแหน่งทางการเมืองทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีได้และยังผลให้คณะบุคคลอื่นที่มีความสามารถจะถ่วงดุลอำนาจของคณะราษฎรได้ ไม่สามารถดำเนินการคัดค้านหรือท้วงติงการกระทำหรือนโยบายของคณะราษฎรได้โดยชอบด้วยวิถีทางรัฐธรรมนูญเลย

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดหลักการและกระบวนวิธีในการปกครองบางอย่างไว้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับแรกอยู่บ้างเหมือนกัน ซึ่งน่าจะต้องกล่าวถึงก็คือ ประการแรก รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดหลักการปกครองตามแนวของ “การปกครองในระบบรัฐสภา” (Parliamentary system of government) ซึ่งถือว่า แม้คณะรัฐมนตรีจะต้องบริหารงานแผ่นดินโดยรับผิดชอบต่อรัฐสภาก็ตาม แต่คณะรัฐมนตรีก็มีอำนาจที่จะขอให้พระมหากษัตริย์ยุบสภา เพื่อให้ราษฎรเลือกตั้งสมาชิกสภาใหม่ทั้งหมดได้ ซึ่งย่อมจะทำให้เกิดดุลอำนาจระหว่างคณะรัฐมนตรีผู้ใช้อำนาจบริหารกับรัฐสภาผู้ใช้อำนาจควบคุมการบริหารงานแผ่นดิน

นอกจากความแตกต่างในหลักการปกครองดังกล่าว รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ยังแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ในเรื่องอื่น ๆ อีกเช่น เรื่องฐานะของพระมหากษัตริย์และเรื่องสิทธิของประชาชน ดังปรากฏอยู่ในมาตรา 3 ถึง 9 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ และทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติผ่านทางสภาผู้แทน อำนาจบริหารผ่านทางคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการผ่านทางศาล บทบัญญัติดังกล่าวนี้ไม่มีปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับแรก แต่เนื่องจากคณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎรซึ่งอยู่ใต้อิทธิพลของคณะราษฎรไม่ค่อยจะยอมรับฟังคำแนะนำ และตักเตือนของพระมหากษัตริย์ในการใช้อำนาจต่าง ๆ เลย จึงทำให้บทบัญญัติดังกล่าวนี้ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญให้อำนาจพระมหากษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนประเภทที่ 2 แต่ในทางปฏิบัติกลับปรากฏว่า นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ถวายรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้ง ไม่เปิดโอกาสให้พระมหากษัตริย์ใช้พระบรมราชวินิจฉัยเลยว่าสมควรจะแต่งตั้งหรือไม่ เนื่องจากเสนอรายชื่อบุคคลเท่ากับจำนวนที่จะแต่งตั้งพอดี ยังผลให้พระมหากษัตริย์ไม่มีโอกาสได้เลือกเฟ้นคนดีที่สมควรจริง ๆ ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงไม่พอพระทัย อย่างยิ่งและได้เคยตำหนิคณะราษฎรในเรื่องนี้อย่างรุนแรง

ในทำนองเดียวกัน แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะได้บัญญัติรับรองสิทธิของชาวไทยไว้หลายอย่างเช่น เสรีภาพในการพูด การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรมและการตั้งสมาคมแต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่รับรองสิทธิในการตั้งพรรคการเมืองไว้ด้วย จึงย่อมทำให้ชาวไทยไม่สามารถรวมพลังกันเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองให้มีประสิทธิผลได้ นอกจากนั้นรัฐบาลยังได้ออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้อีกด้วย เช่น พ.ร.บ.ป้องกันรัฐธรรมนูญ เป็นต้น จำกัดเสรีภาพในการวิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างมาก

โดยเหตุที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ประโยชน์แก่คณะราษฎร และตัดสิทธิของบุคคลอื่นที่คณะราษฎรต้องการจำกัดอิทธิพลดังกล่าวแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นที่เกลียดชังของบุคคลดังกล่าวนั้น ซึ่งคณะราษฎรก็ตระหนักถึงความรู้สึกเหล่านั้นเป็นอย่างดี จึงได้จัดการให้มีการออก พ.ร.บ.ป้องกันรัฐธรรมนูญ ยังผลให้มีบุคคลจำนวนไม่น้อยต้องถูกจับกุมและลงโทษ เพราะละเมิด พ.ร.บ.ดังกล่าว
ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 นี้เป็นรัฐธรรมนูญของคณะราษฎรโดยแท้ จึงทำให้คณะราษฎรพยายามป้องกันรักษารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้ทุกวิถีทาง โดยไม่ยอมประนีประนอมแม้แต่กับองค์พระมหากษัตริย์ แต่หลังจากผู้นำฝ่ายทหารของคณะราษฎร โดยเฉพาะจอมพล ป. พิบูลสงคราม เสื่อมอิทธิพลลงเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากต้องตกเป็นจำเลยในคดีอาชญากรสงคราม รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงไม่มีผู้ปกปักรักษาและถูกเลิกล้มโดยผู้นำฝ่ายพลเรือนของคณะราษฎร เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 ผู้นำฝ่ายพลเรือนของคณะราษฎรที่ว่านี้คือ ดร. ปรีดี พนมยงค์ และนายควง อภัยวงศ์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญถาวรฉบับใหม่ขึ้นและประกาศใช้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2489

« ย้อนกลับ | หน้าถัดไป »

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” (ฉบับชั่วคราว)
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 มีชื่อว่า “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 9 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2516
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2520
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 มีชื่อว่า “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร”
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 มีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» รอยต่อพัฒนาการ
หนึ่งในมโนทัศน์ของ เลฟ เซเมโนวิช ไวก็อตสกี้ ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้และพัฒนาการ และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในวงการการศึกษาของเด็กปฐมวัยและพัฒนาการเด็ก

» ทฤษฎีการดูแลของวัตสัน
เป็นทั้งปรัชญาและทฤษฏีทางการพยาบาล ที่มีจุดเน้นที่การดูแล ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 ภายใต้อิทธิพลทางด้านมานุษยวิทยา รวมทั้งความรู้สึกผูกพันต่อบทบาทการดูแลเพื่อการฟื้นหายของผู้ป่วยที่วัตสันประจักษ์ด้วยตัวเอง

» ทฤษฎีแห่งการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา
ผู้เรียนเป็นฝ่ายสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเอง มิใช่ได้มาจากครูและในการสร้างความรู้นั้น ผู้เรียนจะต้องลงมือสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา

» ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน
มิติทางวิชาการหลายมิติที่ซ้อนทับ เคลื่อนไหว และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมทั้งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจในทุกบริบทที่เกี่ยวข้อง

» การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไทย
สังคมทุกสังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ตราบใดที่สังคมนั้นยังต้องมีการติดต่อและสัมพันธ์กับสังคมอื่น การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง

» ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ
เมื่อบุคคลปรารถนาที่จะได้รับความพึงพอใจและเมื่อบุคคลได้รับความพึงพอใจในสิ่งหนึ่งแล้วก็จะยังคงเรียกร้องความพึงพอใจสิ่งอื่นๆ ต่อไป ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะของมนุษย์

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-