ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

ทฤษฎีการสร้างพลังอำนาจ

(Empowerment Theories)

ทฤษฎีการสร้างพลังอำนาจในเกย์และเลสเบี้ยน

ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยชาวเกย์และเลสเบี้ยนเป็นประเด็นสำคัญที่นำมาสู่การถกเถียงเรื่องการสร้างพลังอำนาจ เพราะว่าเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับแบบแผนของเพศวิถี เหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1969 ได้เกิดการจลาจลที่เรียกว่า “Stonewall riots” ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยชาวเกย์และเลสเบี้ยน Stonewall เป็นชื่อของร้านเหล้าเล็กๆ ของชาวเกย์ในเมืองกรีนนิช (Greenwich Village) รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นับว่าเป็นครั้งแรกที่ชาวเกย์ลุกฮือขึ้นต่อสู้กับกำลังตำรวจที่เข้ามาจับกุมพวกเขาในบาร์ หลังจากเหตุการณ์ที่ Stonewall องค์กรชาวเกย์ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเมืองใหญ่ๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา เกย์และเลสเบี้ยนได้กลายเป็นประเด็นการต่อสู้ทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เฉกเช่นเดียวกับนักสตรีนิยม

“การก้าวออกมา” (Coming out) และการเปิดตัวให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขามีเพศวิถีอย่างไร เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อชาวเกย์และเลสเบี้ยนทั้งมวล ทั้งนี้ พวกเขาตระหนักว่า การซุกตัวอยู่แต่ในมุมมืดที่ไม่มีใครมองเห็นทำให้พวกตนต้องถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบอย่างหนัก แกนกลางของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยชาวเกย์และเลสเบี้ยนก็คือการท้าทายของนักสตรีนิยมที่มีต่อระบบชายเป็นใหญ่และการจำแนกแยกแยะบทบาททางเพศสภาพ (Gender role stratification) อย่างไรก็ตาม ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยชาวเกย์และเลสเบี้ยนส่วนหนึ่งรู้สึกเจ็บปวดกับบรรดานักสตรีนิยม เพราะว่านักสตรีนิยมบางส่วนไม่ให้ความสนใจกับขบวนการชาวเกย์และเลสเบี้ยนเท่าที่ควร แม้ในปัจจุบันนี้ นักสตรีนิยมจำนวนไม่น้อยยังลังเลที่จะสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวของชาวเกย์และเลสเบี้ยน

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยชาวเกย์และเลสเบี้ยนมีอิทธิพลอย่างมากในการทำให้ชาวเกย์และเลสเบี้ยนจำนวนมากออกมาเปิดตัวต่อสาธารณะในบริบทของวัฒนธรรมอเมริกัน ทว่า การกดขี่เอารัดเอาเปรียบชาวเกย์และเลสเบี้ยนยังเกิดขึ้นในสังคมอเมริกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น ยังพบว่า ชาวเกย์ที่เป็นคนผิวขาวมีอำนาจมากกว่าชาวเลสเบี้ยนผิวขาวแต่ไม่มีอำนาจมากเท่าชายผิวขาวที่เป็นคนรักต่างเพศ (Heterosexual) ชาวเกย์และเลสเบี้ยนผิวสีมีอำนาจน้อยกว่าชาวผิวสีที่เป็นคนรักต่างเพศ ชาวเกย์และเลสเบี้ยนที่ยากจนก็มีอำนาจน้อยกว่าคนยากจนที่เป็นคนรักต่างเพศ การตระหนักในการกดขี่เอารัดเอาเปรียบที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ต้องตระหนักในภาวะความไร้พลังอำนาจที่เกิดขึ้นอย่างสัมพันธะนั้นเป็นสิ่งจำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ในกระบวนการสร้างพลังอำนาจ

การสร้างพลังอำนาจในประชากรเลสเบี้ยนและเกย์มีรูปแบบหลากหลาย อาทิ การก้าวออกมาของปัจเจก การผลักดันให้คนสาธารณะก้าวออกมาเปิดเผยเพศวิถีของตน การรวมพลังชุมชนในระดับรากหญ้า การรวมพลังทางการเมืองภายในบริบทการเมืองแบบดั้งเดิม การเคลื่อนไหวปลดปล่อย การแยกตัว (Separatism) การแข็งขืนต่อรัฐ (Civil disobedience) การก่อการจลาจล (Rioting) การเดินขบวน (Demonstration) การเดินแสดงพลัง (Marching) และการเคลื่อนไหวของชาวรักร่วมเพศ (Queer movement)

“การก้าวออกมา” หมายถึง กระบวนการที่ปัจเจกชาวเกย์และเลสเบี้ยนเปิดเผยต่อตนเองและผู้อื่นว่าแบบแผนเพศวิถีของตนนั้นเป็นอย่างไร กระบวนการนี้เป็นการปลดปล่อยบุคคล โดยปัจเจกก้าวออกมายอมรับตัวตนของเขาหรือเธอ อย่างเท่าเทียมกับปัจเจกที่เป็นคนรักต่างเพศ ทั้งนี้ในทางทฤษฎีถือว่าการกดขี่เอารัดเอาเปรียบจะทำได้อย่างสะดวกและรุนแรงมากขึ้น ถ้าผู้ถูกกดขี่ไม่ปรากฎตัวออกสู่สาธารณชนอย่างชัดแจ้ง

“การผลักดันให้ผู้อื่นก้าวออกมา” (Outing others) หมายถึง กระบวนการที่คนของสาธารณะ อาทิ ดารานักแสดง นักการเมือง นักกีฬา หรือผู้มีชื่อเสียงซึ่งปิดบังเพศวิถีของตน ถูกเปิดเผยความเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยนของตนต่อสาธารณะ ทั้งนี้ ในทางทฤษฎีถือว่า การเปิดเผยคนของสาธารณะว่าเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยนจะมีส่วนช่วยให้เกิดการสร้างพลังอำนาจมากขึ้นในชาวเกย์และเลสเบี้ยน และทำให้ความเสี่ยงที่จะถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบลดน้อยลง มีการผลักดันอย่างรุนแรงให้นักการเมืองออกมาเปิดเผยความเป็นเกย์และเลสเบี้ยนของตนต่อสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองที่มักจะออกเสียงต่อต้านสิทธิของชาวเกย์และเลสเบี้ยนมาโดยตลอด

ชาวเกย์และเลสเบี้ยนจะมี “การรวมพลังกันในระดับรากหญ้า” เพื่อแสวงหาบริการสังคมทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับรัฐและระดับชาติ มีการจัดตั้งศูนย์ชุมชนชาวเกย์และเลสเบี้ยนจำนวนมากในเมืองใหญ่ๆ โดยใช้เป็นแหล่งบริการทางสังคมและใช้เป็นแหล่งของการส่งต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเกย์และเลสเบี้ยนจำนวนมากในชุมชนได้ให้บริการ Case management services บริการทางการแพทย์ และการให้ความช่วยเหลือโดยตรงต่อผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ HIV

กลุ่มชาวเลสเบี้ยนจำนวนหนึ่งดำเนินการท้าทายอย่างยิ่งในการจัดตั้งองค์กรของตนเองที่ให้บริการแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้มนม และผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังอื่นๆ ทั้งนี้ กลุ่มเลสเบี้ยนพบว่าการบริการทางการแพทย์ที่เน้นบริการแต่คนรักต่างเพศเท่านั้น ทำให้เกิดข้อจำกัดในกลุ่มชาวเกย์และเลสเบี้ยนในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ชาวผิวสีจัดตั้งองค์กรรากหญ้าของตนในการให้ความช่วยเหลือชาวเกย์และเลสเบี้ยนที่มีผิวสีและถูกกดขี่หลายรูปแบบ โดยเฉพาะถูกกดขี่ในด้านเชื้อชาติและชาติพันธุ์ องค์กรเหล่านี้พยายามดำเนินการเพื่อให้ชาวเกย์และเลสเบี้ยนให้ความช่วยเหลือและดูแลซึ่งกันและกันในชุมชนของตน กิจกรรมขององค์กรจะเน้นตอบสนองข้อจำกัดที่ชาวเกย์และเลสเบี้ยนมักจะถูกกีดกันออกจากแหล่งทรัพยากรทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง

“การแยกตัว” เป็นรูปแบบการสร้างพลังอำนาจที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับชุมชนของชาวเลสเบี้ยน การแยกตัวตั้งอยู่บนทฤษฎีความเชื่อที่ว่า เราจำเป็นต้องมีชุมชนของผู้หญิงหรือของเลสเบี้ยนเป็นการเฉพาะเพื่อที่จะขจัดอิทธิพลของระบบชายเป็นใหญ่และลัทธิที่เน้นเฉพาะแต่รักต่างเพศให้หมดไป เราจำเป็นต้องแยกตัวออกไปจากพื้นที่ทางสังคมที่ผู้ชายแสดงความเป็นผู้ครอบงำอย่างเด็ดขาด ในทางทฤษฎี การแยกตัวเช่นนี้เหมือนการสร้างโลกใหม่ที่เป็นยูโธเปีย ทว่าการปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นสิ่งที่แสนยากลำบาก เพราะว่าชุมชนที่แยกตัวออกมาอาจจะถูกบุกรุกโดยอำนาจรัฐหรือโดยผู้ที่มีความเกลียดชังชาวเลสเบี้ยนได้ตลอดเวลา ชุมชนที่แยกตัวนั้นมีน้อยรายที่จะประสบความสำเร็จ ทว่ามีความพยายามที่จะดำเนินการให้เกิดชุมชนที่แยกตัวเช่นนี้อยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม เลสเบี้ยนที่เป็นชนผิวสีไม่ใคร่ให้ความสนใจกับการแยกตัวเป็นชุมชนแบบนี้เนื่องเพราะคนผิวสีส่วนใหญ่มีความผูกพันกับครอบครัวขยาย ครอบครัวใหญ่และวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ของตนอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น เลสเบี้ยนที่ยากจนอาจจะเข้าไม่ถึงชุมชนที่แยกตัวเช่นนี้ เพราะการแยกตัวเป็นชุมชนของตนจำเป็นต้องมีการเงินค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เพื่อจะดำรงความเป็นอิสระของชุมชนเอาไว้ให้ได้

“การแข็งขืนต่อรัฐ” เป็นเครื่องมือพิเศษในการสร้างพลังอำนาจที่กลุ่มเลสเบี้ยนและกลุ่มชาวเกย์หลายกลุ่มดำเนินการอยู่ กลุ่มแข็งขืนต่อรัฐที่รู้จักกันดี ได้แก่ AIDS Coalition to Unleash Power หรือเรียกย่อว่า ActUp ทั้งนี้ องค์กร ActUp โดยพื้นฐานแล้วเป็นองค์กรด้านเอดส์ ทว่าสมาชิกขององค์กรจำนวนมากเป็นชาวเกย์และเลสเบี้ยน สมาชิกของ ActUp ได้มีส่วนร่วมในการจัดรายการวิทยุ รณรงค์แนวคิดในการต่อสู้ทางการเมือง

รูปแบบอื่นๆ ของการแข็งขืนต่อรัฐ เช่น การที่ชาวเกย์และเลสเบี้ยนใช้โซ่ผูกร่างกายของตนหลายๆ คนเข้าไว้ด้วยกันกับราวบันไดหน้าศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา เพื่อประท้วงต่อศาลสูงที่ตัดสินคดีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของชาวเกย์และเลสเบี้ยน

การใช้พลังการเมือง หมายถึง การที่ชาวเกย์และเลสเบี้ยนมีการรวมตัวกันทางการเมืองและประกาศให้ความสนับสนุนผู้สมัครที่ลงชิงชัยในการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับรัฐ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1992 นั้น มีผู้กล่าวว่าชาวเกย์และเลสเบี้ยนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นายบิล คลินตันได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนั้น

ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยชาวเกย์และเลสเบี้ยนที่สำคัญอีกรูปแบบหนึ่งคือ “การเคลื่อนไหวของชาวรักร่วมเพศ” (Queer movement) เป็นรูปแบบที่ชาวเกย์เป็นผู้ตั้งขึ้นใช้เรียกตนเอง แนวความคิดเชิงทฤษฎีที่ค้ำยันรูปแบบนี้ ได้แก่ความคิดเรื่อง ชาติของคนรักร่วมเพศ (Queer Nation) ซึ่งเป็นการจัดตั้งองค์กรทางสังคมและการเมืองระดับชาติที่ปฏิเสธแนวทางการผสมกลมกลืนคนรักร่วมเพศให้เข้าไปในวัฒนธรรมของคนรักต่างเพศ และมีทรรศนะที่ก้าวหน้าต่อการกำหนดสร้างบทบาททางเพศใหม่ การเคลื่อนไหวของคนรักร่วมเพศพยายามเป็นปากเสียงให้ชาวเกย์และเลสเบี้ยน โดยแทนที่ให้คนรักร่วมเพศยอมรับในความเหมือนกันกับพวกรักต่างเพศกลับให้ยืนยันและยอมรับในความแตกต่างที่พวกตนมีไม่เหมือนกับคนรักต่างเพศ

การเคลื่อนไหวของคนรักร่วมเพศโต้แย้งว่า แม้การใช้คำว่า “เกย์” หรือ “เลสเบี้ยน” ก็เป็นถ้อยที่สร้างข้อจำกัด ต่อบทบาทของพวกตน ตรรกะของทฤษฎีรักร่วมเพศก็คือความตระหนักว่า ประโยชน์สูงสุดของชาวเกย์และเลสเบี้ยนก็คือยุติการกดขี่ของคนทั้งหมดและการยกย่องชื่นชมกับความหลากหลาย

ในบรรยากาศของปัจจุบัน ความพยายามสร้างพลังอำนาจให้กับชาวเกย์และเลสเบี้ยนจำเป็นต้องดำรงความแข็งแกร่งของขบวนการเคลื่อนไหวเอาไว้อย่างต่อเนื่อง เกย์และเลสเบี้ยนควรจะต้องทำงานหนักต่อไปในด้านของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมาย เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติในเรื่องของที่อยู่อาศัย การจ้างงาน ป้องกันการมองว่ารักร่วมเพศเป็นอาชญากรรม ป้องกันการทำให้รักต่างเพศกลายเป็นสถาบันปิดสถาบันเดียว อาทิ สถาบันการแต่งงานที่เน้นแต่รักต่างเพศ

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นโต้แย้งมากมาย ในรูปแบบของการสร้างพลังอำนาจหลายรูปแบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกดดันหรือผลักดันให้คนสาธารณะออกมาเปิดเผยตนเองว่ามีเพศวิถีอย่างไรนั้น อาจจะกระทบถึงสิทธิส่วนบุคคล เพราะคนสาธารณะคนนั้นอาจไม่อยากประกาศว่าตนเป็นรักร่วมเพศต่อคนทั้งสังคมก็ได้

เป็นที่พึงสังเกตว่า แม้เราจะมีรูปแบบของกิจกรรมการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยชาวเกย์และเลสเบี้ยนจำนวนมาก แต่ยังต้องตระหนักในความเป็นจริงว่า สัมฤทธิ์ผลของขบวนกิจกรรมเพื่อปลดปล่อยดังกล่าวยังมีอยู่น้อยนิด เมื่อเปรียบเทียบกับพลังกระแสหลักที่พยายามจะผสมกลมกลืน (assimilate) ชาวเกย์และเลสเบี้ยนให้หลอมรวมอยู่ในสังคมรักต่างเพศให้ได้ ซึ่งเราอาจจะตีความได้ว่า การผสมกลมกลืนนี้ทำให้ชาวเกย์และเลสเบี้ยนนั้นมีความอดทนมากยิ่งขึ้นต่อคนส่วนใหญ่ที่เป็นรักต่างเพศ ตราบเท่าที่ชาวรักร่วมเพศสามารถแสดงคุณค่าของความเป็นผู้บริโภคในสังคมรักต่างเพศและมีทรรศนะดั้งเดิมที่สนับสนุนระบบครอบครัวที่ให้คุณค่ากับ “ชายเป็นใหญ่”

นอกจากนั้น ยังมีข้อวิจารณ์ว่า การที่ชนชั้นกลางผิวขาวที่เป็นคนรักร่วมเพศได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้นก็เพราะคนกลุ่มนี้ได้แสดงออกซึ่ง “การเป็นผู้บริโภคที่ดีในตลาดทุนนิยมเสรี” หรือความเป็นชนชั้นกลางผิวขาวทำให้คนกลุ่มนี้แม้จะเป็นรักร่วมเพศก็มีสถานภาพทางเศรษฐกิจสังคมที่พร้อมกับการผสมกลมกลืน นั่นเอง

กล่าวได้ว่า ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยชาวเกย์และเลสเบี้ยนผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้กับคนรักร่วมเพศที่เป็นคนผิวสีและเป็นคนชั้นล่าง-ยากจน-น้อยมาก ทั้งนี้ เพราะคนกลุ่มนี้มีข้อจำกัดในด้านสถานภาพทางเศรษฐกิจสังคมการเมืองที่จะเข้าถึงการผสมกลมกลืนอย่างราบรื่นยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มประชากรของเกย์และเลสเบี้ยนด้วยกันเอง ก็มีการวิจารณ์ว่าขบวนการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ส่วนใหญ่ไปเน้นแต่ที่พฤติกรรมทางเพศ-แต่สถานเดียว ทั้งๆ ที่ยังมีปัญหาด้านความต้องการจำเป็นต่างๆ ของชาวเกย์และเลสเบี้ยนที่ควรจะให้ความสำคัญ

เป็นไปได้ว่า การเคลื่อนไหวที่ไปเน้นแต่เพียงพฤติกรรมทางเพศ มาจากกลุ่มชนชั้นกลางผิวขาว ที่มีโอกาสที่ดีกว่าในการได้รับการตอบสนองความต้องการจำเป็นทุกด้าน เมื่อคนกลุ่มชนชั้นกลางไม่มีปัญหา ความสนใจจึงจำกัดวงแต่เรื่องพฤติกรรมทางเพศเป็นส่วนใหญ่ มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เป้าหมายของการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยชาวเกย์และเลสเบี้ยนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง โดยควรจะเน้นการขยายวิสัยทัศน์ของขบวนการให้ครอบคลุมเรื่องของสิทธิมนุษยชนความเท่าเทียมทางเพศและเพศสภาพ ความเป็นธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ ตลอดจนความศรัทธาในสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ

ประวัติความเป็นมา
หลักสำคัญของแนวคิด
การจำแนกแยกชั้นชน
การกดขี่เอารัดเอาเปรียบ
ทฤษฎีสตรีนิยม
ทฤษฎีการสร้างพลังอำนาจในเกย์และเลสเบี้ยน
ทฤษฎีการสร้างพลังอำนาจของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์
ประเด็นร่วมสมัย
การให้นิยามความหมายของการให้ความช่วยเหลือ
ประเด็นวิจารณ์
พลังทางสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ
ความสอดคล้องกับปัจเจก กลุ่ม ครอบครัว องค์กร สถาบันและชุมชน
ความสอดคล้องกับค่านิยมและจรรยาบรรณของการสังคมสงเคราะห์
ปรัชญาที่ใช้ค้ำยันทฤษฎี
ประเด็นวิธีวิทยาและข้อมูลประจักษ์
บทสรุป

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» รอยต่อพัฒนาการ
หนึ่งในมโนทัศน์ของ เลฟ เซเมโนวิช ไวก็อตสกี้ ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้และพัฒนาการ และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในวงการการศึกษาของเด็กปฐมวัยและพัฒนาการเด็ก

» ทฤษฎีการดูแลของวัตสัน
เป็นทั้งปรัชญาและทฤษฏีทางการพยาบาล ที่มีจุดเน้นที่การดูแล ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 ภายใต้อิทธิพลทางด้านมานุษยวิทยา รวมทั้งความรู้สึกผูกพันต่อบทบาทการดูแลเพื่อการฟื้นหายของผู้ป่วยที่วัตสันประจักษ์ด้วยตัวเอง

» ทฤษฎีแห่งการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา
ผู้เรียนเป็นฝ่ายสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเอง มิใช่ได้มาจากครูและในการสร้างความรู้นั้น ผู้เรียนจะต้องลงมือสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา

» ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน
มิติทางวิชาการหลายมิติที่ซ้อนทับ เคลื่อนไหว และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมทั้งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจในทุกบริบทที่เกี่ยวข้อง

» การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไทย
สังคมทุกสังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ตราบใดที่สังคมนั้นยังต้องมีการติดต่อและสัมพันธ์กับสังคมอื่น การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง

» ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ
เมื่อบุคคลปรารถนาที่จะได้รับความพึงพอใจและเมื่อบุคคลได้รับความพึงพอใจในสิ่งหนึ่งแล้วก็จะยังคงเรียกร้องความพึงพอใจสิ่งอื่นๆ ต่อไป ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะของมนุษย์

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-