Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน >>

นิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่

นิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่และเสมียนมี
บันทึกการเดินทางและการอ่านเพื่อเข้าถึงเรื่องเล่าท้องถิ่น

วารุณี โอสถารมย์

กรุง

กวีทั้งสองเริ่มต้นการเดินทางตามเนื้อหาในนิราศจากศูนย์กลางจักรวาล คือ ราชธานีหรือกรุง ทั้งคู่บันทึกภาพกรุงให้เป็นพื้นที่ความทรงจำถึงอดีตที่แวดล้อมและสัมพันธ์กับประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวของกวี สถานที่ต่างๆในกรุงถูกเขียนให้เป็นภาพตัวแทนของบุคคลที่เขาเคยผูกพัน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ผู้อุปถัมภ์ภายใต้สังคมระบบมูลนาย-ไพร่ ที่มีกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงเป็นผู้อุปถัมภ์และมีบุญบารมีสูงสุด อย่างกรณีสุนทรภู่ เขาเชื่อมโยงสถานที่ในกรุงตามเส้นทางเดินทางเข้ากับความทรงจำที่มีต่อมารดา ภรรยาและหญิงคนรักหลายคน ด้วยการเอ่ยชื่อถึงเธอเหล่านั้น เป็นการแสดงว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนในชีวิตจริงของเขา สถานที่ที่เชื่อมโยงความทรงจำถึงบุคคลยังมีบรรดาเพื่อนที่อาศัยบนเรือนแพย่านบางกอกน้อย ที่เขามองเห็นได้ขณะเรือผ่าน บุคคลเหล่านี้มีความสัมพันธ์อยู่ในระนาบทางสังคมเดียวกัน แต่พื้นที่กรุงที่มีความสำคัญต่อชีวิตและความทรงจำอดีตของสุนทรภู่กลับเป็นพื้นที่ศูนย์กลางจักรวาลพระบรมมหาราชวังที่ประทับของรัชกาลที่ 2 กษัตริย์ผู้สวรรคต องค์อุปถัมภ์ที่ทำให้ชีวิตของเขาก้าวขึ้นสู่ความรุ่งโรจน์สูงสุด ก่อนที่จะตกต่ำลงขณะที่เขาเดินทางมาสุพรรณ เขาบันทึกภาพเรือแล่นผ่านฉนวนน้ำท่าพระตำหนักวังหลวง และเมื่อมองเห็นยอดปราสาท ทำให้เขาหวนอาลัยอดีตอันแสนสุข ช่วงเวลาที่ทำให้ชีวิตส่วนตัวและครอบครัวอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้เมื่อเรือผ่านท่าช้าง เขาจึงนึกถึงบ้านตัวเองที่เคยได้รับพระราชทาน และใช้ชีวิตร่วมกับจัน ภรรยาคนแรกที่เป็นชาวบ้านบุและรับราชการฝ่ายในกรมพระราชวังหลังมาก่อน การเดินทางผ่านและมองเห็นวังหลวง วังหลัง ไม่ได้เพียงแค่กระตุ้นความทรงจำถึงกษัตริย์รัชกาลที่ 2 ในฐานะผู้มีบุญและมีอำนาจสูงสุดเท่านั้น

หากยังเชื่อมโยงความทรงจำให้พระองค์เข้ามาอยู่ในโลกส่วนตัว ในฐานะผู้มีบุญที่ให้เขาได้พึ่งพาจนสร้างความผูกพันทางจิตใจอย่างลึกซึ้ง สุนทรภู่ถึงกับขออุทิศผลบุญจากการบวชถวายพระองค์ด้วยพื้นที่ความทรงจำในอาณาบริเวณกรุง ขณะเรือแล่นผ่าน ยังเชื่อมโยงไปสู่การย้อนอดีตถึงชีวประวัติ ตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือที่วัดชีปะขาวจนสามารถใช้ความรู้เข้ารับราชการในหน้าที่อาลักษณ์ สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่พำนักเมื่อเริ่มรับราชการ และยังทำให้นึกถึงเพื่อนและหญิงคนรักในละแวกนี้ หรือการผ่านวัดละคอนทำ ก็ทำให้เขาย้อนความทรงจำถึงการเคยมีอาชีพอิสระ บอกบทละครให้คณะละครนอกนายบุญยังที่มีชื่อเสียงเวลานั้น (สุนทรภู่, 2509 : 25-32)

กรุงในนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ จึงมีความหมายผูกพันอยู่กับความทรงจำอดีตที่เป็นโลกและชีวิตส่วนตัวของเขา เป็นสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ที่เขาคุ้นเคย กรุงเป็นพื้นที่อย่างน้อยได้ให้ความสุขทั้งทางวัตถุและจิตใจ แม้จะเป็นเพียงอดีต การเดินทางเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นเนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจ การเดินทางเป็นความหวังในการแสวงโชคจากดินแดนห่างไกลในป่ารอบนอก

สำหรับเสมียนมีแล้ว “กรุง” ราชธานีกรุงเทพฯ มีความหมายพื้นที่ตัวตนตามที่เขาบันทึกไว้ในนิราศสุพรรณอีกแบบหนึ่ง กรุงเทพฯ แม้จะเป็นที่ประทับขององค์พระมหากษัตริย์ แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับความเจริญทางเศรษฐกิจที่มีต่อบ้านเมือง มีอิทธิพลต่อโลกทัศน์การมองชีวิตการงานของเสมียนมี ชีวิตราชการของเขาอยู่ในกระแสความเคลื่อนไหว ที่เป็นการเติบโตเศรษฐกิจการค้าของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะการค้าสำเภากับต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางการผลิตภายในและนโยบายบริหารการคลังของรัฐ ด้วยการได้รับตำแหน่งหน้าที่เก็บอากรสมพัตสรที่สุพรรณ การรับรู้ของเขาที่มีต่อสถานที่ และภูมิทัศน์ภายในกรุง ล้วนแล้วแต่ให้ความหมายแก่เรื่องเล่าการค้ากับต่างประเทศ โอกาสและฐานะทางเศรษฐกิจของผู้คนทุกชนชั้น และลักษณะความเป็นเมืองมหานครที่คึกคักของกรุงเทพฯ

เสมียนมีเริ่มต้นบันทึกการออกเดินทางจากบ้านของตัวเอง ที่เป็นเรือนแพริมแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งอยู่ทางใต้จากวังหลวง โดยไม่ระบุว่าเป็นตอนไหนของแม่น้ำ หากแต่ให้ภาพภูมิทัศน์ความคับคั่งของเรือสำเภาที่บรรทุกสินค้าเข้าจากต่างประเทศคือ จีนและอินเดีย และเรือสินค้าส่งออกจากไทย รวมถึงภาพความหนาแน่นของชุมชนการค้าทั้งเรือนแพและตลาดน้ำ ที่เต็มไปด้วยสินค้าจำหน่ายหลากหลายที่มีทั้งสินค้าต่างประเทศ และสินค้าของป่าที่ส่งออก เสมียนมีเชื่อมโยงความเคลื่อนไหวการค้านี้เข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจของผู้คนที่เข้ามามีส่วนร่วม ให้สามารถสร้างฐานะรายได้ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายทางกายและใจ ทั้งตึกรามบ้านช่องและบ่าวไพร่ใช้สอย ดังที่ว่า

“ ที่เงินทองตวงถังก็ตั้งตึก
อึกกระทึกไม่เบาเป็นเจ้าสัว
มีผู้คนบ่าวไพร่ใช้เหมือนวัว
ให้ลงหัวลงท้ายสบายใจ”

(หมื่นพรหมสมพัตสร (มี) 2544 : 8)

การให้ความสำคัญต่อความเคลื่อนไหวการค้ายังครอบคลุมถึงภาพการค้าภายใน “กรุง” ระดับชาวบ้านด้วย เสมียนมีบันทึกภาพการค้าในชุมชน แม่ค้าขายของตามเรือนแพ มีการซื้อขายคึกคักกันในตลาดน้ำคลองบางกอกน้อย “พวกแม่ค้ามิได้ขาดตลาดน้ำ สุดจะร่ำเรือแพกระแสสินธุ์” เขาทำให้เห็นว่าแม้แต่แม่ค้าก็มีช่องทางให้ร่ำรวยได้แม้ว่าจะด้วยวิธีการ “ขี้ฉ้อ” บ้างก็ตาม (หมื่นพรหมสมพัตสร (มี) 2544 : 12)

เสมียนมีเปรียบเทียบฐานะทางเศรษฐกิจตัวเองกับพวกเจ้าสัว (ซึ่งทั้งหมดสร้างฐานะได้ด้วยการเป็นเจ้าภาษีนายอากร วิธีการคล้ายกับเสมียนมี) เสมียนมีมองตัวเองขณะนั้นว่ายังเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ไม่มีตำแหน่งเฝ้า มีเงินทองไม่มากนัก และอาศัยแผ่นดินทำมาหากิน เขาคาดหวังการสร้างฐานะให้ดีขึ้น เขาจึงมีความหวังในการเก็บอากรครั้งนี้ อาจสามารถทำรายได้สูงให้กับพระคลังซึ่งที่หมายถึงโอกาสการสร้างฐานะตนเองให้ดีขึ้นด้วย

แต่การบันทึกพื้นที่ “กรุง” ส่วนที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับเสมียนมีไม่ต่างจากสุนทรภู่ คือ พื้นที่กลางกรุงสัญลักษณ์ตัวแทนพระมหากษัตริย์ เป็นตำหนักแพลงสรง พระมหาปราสาทที่ทำให้รำลึกถึงพระแก้วมรกต ที่นี่เป็นสัญลักษณ์หมายถึงศูนย์กลางจักรวาลที่พึ่งพาสูงสุดของเสมียนมี สำหรับเสมียนมีรัชกาลที่ 3 ดำรงสถานะกษัตริย์ผู้สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทุกชนชั้นไม่ว่าจะเป็นเชื้อสายเจ้านายชั้นสูง อย่างโอรสกรมพระราชวังบวรสถานภิมุข เขาให้ข้อมูลถึงบางองค์ที่ยังรักษาฐานะความเป็นเจ้านายชั้นสูงอยู่ได้ ว่าเป็นผู้ทำการค้าสำเภา ซึ่งเป็นช่องทางเศรษฐกิจที่รัชกาลที่ 3 สนับสนุนและโปรดปรานเจ้านายเหล่านั้น แม้แต่เสมียนมี เขายังได้รับโอกาสการเป็นนายอากรที่หมื่นพรหมสมพัตสร เป็นช่องทางการทำอากรที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและตัวเอง (หมื่นพรหมสมพัตสร (มี) 2544 : 9)



การสะท้อนภาพตัวตน “กรุง” จากเจตนคติของกวีผ่านนิราศสองเรื่องอาจแตกต่างกัน สุนทรภู่เลือกสถานที่ที่เชื่อมโยงความทรงจำที่มีต่อแม่ คนรัก เพื่อน และพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 2 ซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อชีวิตส่วนตัว สถานที่ในกรุงยังเป็นความทรงจำ การใช้ชีวิตในช่วงบวชเรียน และทำงานอันเป็นประสบการณ์ที่เป็นความสุขภายใต้สังคมแบบอุปถัมภ์ มูลนาย-ไพร่ ขณะที่เสมียนมี “กรุง” เป็นพื้นที่ประสบการณ์การเติบโตและความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจการค้า ที่มีพลังเปลี่ยนแปลงฐานะความร่ำรวยของคนในสังคม แม้แต่เจ้านายที่มีชาติกำเนิดเป็นตัวกำหนดฐานะทางสังคมก็ยังประสบกับความถดถอยได้ หากไม่เข้าร่วมโอกาสเศรษฐกิจการค้า

การเดินทางครั้งนี้ของเขาก็เพื่อโอกาสแบบนั้นเช่นกันและโอกาสอย่างนั้นยังเป็นความสุขที่เขามุ่งแสวงหา ในแง่นี้คงไม่ต่างจากสุนทรภู่ที่การเดินทางก็เป็นการแสวงหาโภคทรัพย์จากแผ่นดิน เพื่อฐานะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและเพื่อความสุขในอนาคตกับการใช้ชีวิตในกรุง “กรุง” จึงมีภาพลักษณ์ของความสุข หมายถึง การมีตึกเป็นที่อยู่อาศัย มีข้าคนและทรัพย์สินให้ใช้จ่าย รวมถึงมีการใช้ชีวิตทางวัฒนธรรมกระฎุมพีแบบชาวกรุง จินตนาการความสุขนี้เป็นไปได้ด้วยบุญบารมีและการอุปถัมภ์จากมูลนายสูงสุด คือ พระมหากษัตริย์ที่มีภาพตัวแทน คือ พระบรมมหาราชวัง ฉนวนน้ำและตำหนักแพนั่นเอง และ “กรุง” นั่นเองคือ พื้นที่ที่มีฐานะสำคัญที่สุดในจินตนาการและอารมณ์ความรู้สึก ความสุขใน “กรุง” ยังหมายถึงความมั่นคงและการได้รับความคุ้มครองจากกำลังคนและเสบียงอาหารที่ส่งมาจากหัวเมืองต่างๆ ในราชอาณาจักร เสมียนมีถึงกับเชื่อมั่นว่า หากข้าศึกยกทัพมาคงเหมือน “แมงเม่าบินเข้ากองไฟ” (สุนทรภู่ 2509 : 25-29 และ หมื่นพรหมสมพัตสร (มี) 2544 : 8-16 , 24)

จินตนาการพื้นที่บันทึก “กรุง” ในนิราศทั้งสองเรื่อง สามารถเปรียบเทียบได้เหมือนกับภาพศูนย์กลางในจิตรกรรมฝาผนังต้นรัตนโกสินทร์ พระมหาปราสาทและภาพเขียนแบบนาฏลักษณ์ซึ่งหมายถึงตัวเอกที่ต้องเป็นกษัตริย์ หรือพระโอรส โดยมีส่วนประกอบของภาพที่เป็นอาคารแบบจีนและฝรั่ง เรือสำเภา และคหบดีจีนเป็นต้น ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์อันที่เป็นหลากหลายที่เกิดจากการขยายตัวของเศรษฐกิจการค้าซึ่งได้ทับซ้อนกันอยู่ในจิตสำนึกของกวี

นิราศสุพรรณ บันทึกความยากลำบากของการเดินทาง
โครงเรื่องนิราศสุพรรณ
กรุง
เส้นทางสู่เมืองสุพรรณ
เมืองสุพรรณ
ป่า
เรื่องเล่าท้องถิ่น
การผลิตและภาวะความเป็นอยู่
ด่านและศาลอารักษ์
ตำนานท้องถิ่นสุพรรณ
วัฒนธรรมชาวกรุงพบวัฒนธรรมชาวบ้าน
กลุ่มชาติพันธุ์
ไหว้พระและศรัทธาพุทธ
ไม้ ปลา นก แร่ : ธรรมชาติวิทยาในนิราศสุพรรณ
คำอธิบายเพิ่มเติม
บรรณานุกรม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com