วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน >>

นิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่

นิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่และเสมียนมี
บันทึกการเดินทางและการอ่านเพื่อเข้าถึงเรื่องเล่าท้องถิ่น

วารุณี โอสถารมย์

คำอธิบายเพิ่มเติม

  • มีข้อถกเถียงในเรื่องเจตนคติกับการเสนอความจริงแบบประสบการณ์นิยมของนิราศ เนื่องจากนิราศเป็นรูปแบบคำประพันธ์ที่ผสมผสานกันระหว่างจดหมายเหตุระยะทาง และวรรรณกรรมเสภาแบบชาวบ้าน ที่ผู้เขียนต้องใช้ทักษะและอารมณ์กวี เป็นสื่อถ่ายทอดสารที่ประกอบด้วยข้อเท็จจริงตามที่มองเห็นกับอารมณ์กวี ที่เป็นอัตวิสัยของผู้เขียน ทำให้ Terweil ได้ตั้งคำถามว่า นี่จะเป็นส่วนที่ทำให้การเสนอภาพความเป็นจริงผิดเพี้ยนไปหรือไม่ สำหรับความคิดของ Terweil เขาประเมินคุณค่านิราศในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่เป็นข้อมูลการเดินทางและท้องถิ่น โดยถือว่าผู้อ่านสามารถแยกแยะอารมณ์กวี ออกจากความจริงที่กวีนำเสนอ เรื่องภูมิทัศน์ ชื่อสถานที่ เมือง หมู่บ้าน ในฐานะที่เป็นข้อมูลท้องถิ่น แต่ผู้เขียนบทความนี้ขอมองเช่นเดียวกับธงชัย วินิจจะกูล ที่ตั้งข้อสงสัยว่า เราสามารถแยกแยะได้เช่นนั้นหรือ อารมณ์กวีโดยเนื้อแท้แล้วเป็นการสะท้อนเจตนคติหรือทัศนคติที่ถูกหล่อหลอมจากโลกทัศน์ทางสังคมของกวีที่มีต่อสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น และได้สอดแทรกอยู่ในโครงเรื่องไว้ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม (Terweil 1989 : 22-26 Thongchai Winichakul 1993 : 42-43)
  • มีผู้ศึกษาโลกทัศน์หรือความคิดเชิงอุดมคติสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ที่สัมพันธ์กับเจตนคติของสุนทรภู่และเสมียนมีในการเขียนนิราศสุพรรณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการมองเห็น “กรุง” ราชธานีศูนย์กลาง เมืองชนบทและป่า ปริตตา เฉลิมเผ่ากอ อนันตกูล (2536) ศึกษาจิตรกรรมฝาผนังยุคนี้ ในฐานะภาพตัวแทนทางวัฒนธรรม ด้วยการอธิบายว่าภาพจิตรกรรม เป็นรหัสของภาษาที่มีหลักเกณฑ์ที่เรียกว่าไวยากรณ์ตายตัว และเป็นผลิตผลทางวัฒนธรรมที่กำหนดโดยชนชั้นสูง ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ช่างเขียน มีอำนาจเหนือกว่าในการกำหนดความคิด การวางรูปทรงและองค์ประกอบภาพ ที่เป็นหลักการเขียนลายเรียกว่าลายกนก และลายนี้ยังถูกใช้เขียนภาพตัวละครหลักในจิตรกรรมที่เรียกว่าตัวนาฏลักษณ์ ภาษาของจิตรกรรมที่มีกฎเกณฑ์ตายตัวนี้ ต้องการตอกย้ำความคิดเชิงอุดมคติ ในการจัดระเบียบและลำดับชั้นทางสังคม กำหนดประเภทของโลกและมนุษย์ที่อยู่ในพื้นที่ศูนย์กลาง ให้แตกต่างจากกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่รอบนอก โดยจัดวางตำแหน่งฐานพื้นที่ศูนย์กลางให้สูงกว่า เนื่องจากเป็นตัวแทนความเจริญทางวัฒนธรรม ด้วยการใช้รูปแบบลวดลายทางนาฎลักษณ์ ศูนย์กลางจึงเป็นพื้นที่แสดงภาพปราสาท วัง มนุษย์ที่อยู่ในพื้นที่นี้ก็มีรูปแบบและท่าทางของนาฎลักษณ์คือ ท่ารำ และเป็นตัวแทนชนชั้นสูง คือ กษัตริย์ เจ้านายและขุนนาง จิตรกรรมฝาผนังยุคต่อมาได้มีการเขียนภาพตัวแทนความเจริญที่หลากหลายความหมายอย่างภาพอาคารบ้านเรือนแบบจีนและตะวันตก เรือสำเภา ป้อมกำแพงที่มีปืนใหญ่ เป็นการแสดงความเจริญทางวัตถุ ในขณะที่การเขียนภาพนอกกรุงเป็นภาพป่า ซึ่งถือว่าอยู่รอบนอกศูนย์กลาง แสดงด้วยสีเขียวเข้มและมืดทึบ เป็น ต้นไม้ พุ่มไม้ และถือเป็นพื้นที่ธรรมชาติ ผู้คนและภาพอื่นๆไกลออกไปก็ลดลักษณะนาฎลักษณ์ ทำให้ดูอิสระเหมือนห่างไกลจากการถูกควบคุมแต่พื้นที่ทั้งสองก็มีฐานะลดหลั่นกัน อย่างไรก็ตามปริตตา ยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่าภาพศูนย์กลางยังเป็นความหมายถึง ความมีบุญหรือผู้มีบุญสูงสุดของแผ่นดิน ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์รัศมีบุญนี้แรงกล้าที่สุดในกรุงและค่อยๆจางออกไปยังรอบนอกที่ป่า


แนวคิดเรื่องบุญนี้เป็นการอธิบายที่สอดคล้องกับการศึกษาเรื่อง โลกทัศน์ทางการเมืองของสุนทรภู่ โดยสมบัติ จันทรวงศ์(สมบัติ จันทรวงศ์ 25:284-6,292-4)ความคิดทางสังคมของสุนทรภู่ วางอยู่บนพื้นฐานความเชื่อเรื่องบุญ-กรรม ว่าเป็นเครื่องกำหนดทางฐานะทางสังคมของแต่ละคนให้แตกต่างกัน ตั้งแต่การถือกำเนิด ดังนั้นฐานะของเจ้านายจึงเป็นผู้มีบุญที่เกิดจากการสั่งสม และสามารถแผ่ขยายออกไปให้ข้าไทที่มีฐานะต่ำกว่าได้” พึ่งบุญ” หรือให้การอุปถัมภ์ ผู้มีบุญสูงสุดคือพระมหากษัตริย์ ยังถือว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด และอยู่เหนือชีวิตข้าไท บุญนี้ยังสัมพันธ์กับบารมีของกษัตริย์แต่ละองค์อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ดี”กรุง”ที่เป็นกรุงเทพฯราชธานีในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการผลิตเพื่อการค้าและการขยายตัวของระบบเงินตรา ที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ของผู้คนในกรุงซึ่งรวมถึงกวีผู้เขียนนิราศสุพรรณทั้งสองคน งานของนิธิ เอียวศรีวงศ์เรื่อง “วัฒนธรรมกระฎุมพี กับวรรณกรรมต้นรัตนโกสินทร์” (นิธิ เอียวศรีวงศ์ 2527ก. 1-234) ก็ชี้ถึงความเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯในฐานะเมืองมหานคร 2 อย่าง คือ การขยายตัวของประชากรที่ประกอบด้วยผู้คนต่างแดน หลากหลายชาติและภาษา และการเป็นชุมชนค้าขายนั้น มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดชาวเมืองตั้งแต่ผู้นำลงมาจนถึงราษฎรให้มีรสนิยมและจิตสำนึกแบบกระฎุมพี ที่ให้ความสำคัญกับการค้าขายโดยถือว่าเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความเจริญและความอยู่ดีมีสุข โดยเฉพาะการค้ากับต่างประเทศที่นำเอาพ่อค้าและชาวต่างชาติเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ พร้อมกับการนำเอาแบบแผนความคิดศิลปวัฒนธรรมแปลกใหม่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอาคาร การแต่งกาย ดนตรี การละเล่น ศิลปะ ละครรำที่เป็นแบบชนชาติต่างๆทั้งอินเดีย จีนและยุโรป การค้ายังเป็นการสั่งสมความมั่งคั่งทางวัตถุ ทั้งหมดนี้สร้างสีสัน เสียงและความเคลื่อนไหวให้กับชีวิตชาวเมือง

แต่สำหรับพื้นที่เมืองชนบทและป่านั้น พบการศึกษาของธงชัย วินิจจกูล (1993) ถึงพื้นที่ส่วนรอยต่อที่เป็นหัวเมืองกับป่านี้ไว้อย่างน่าสนใจ เขาใช้บันทึกการเดินทางของผู้คนในสมัยรัชกาลที่ 5 อธิบายการแบ่งพื้นที่ความแตกต่างของผู้คนในสังคมไทย โดยระบุถึงฐานะของคนยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่อยู่รอบนอกศูนย์กลางไว้ 2 กลุ่มคือ กลุ่ม “ชาวบ้านนอก” ซึ่งอยู่ในเมืองชนบท และกลุ่ม “ชาวบ้านป่า” หรือ "ชาวป่า” ที่อยู่ในป่า โดยไม่ใช้เหตุผลความแตกต่างทางชาติพันธุ์ หรือวัฒนธรรม เพราะในยุคนั้น สยามมีสภาพเป็นแอ่งหล่อหลอมประชากรหลากหลายทางชาติพันธุ์ในพระราชอาณาจักร เนื่องจากสังคมยุคนั้นได้สร้างภาพให้กษัตริย์สยามมีฐานะเป็นพระโพธิสัตว์หรือจักรพรรดิราช ที่แผ่บารมีปกครองผู้คนด้วยเมตตาธรรม จึงทำให้ประชากรจากต่างดินแดนเคลื่อนย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

คนเหล่านี้ถูกนโยบายรัฐจัดแบ่งกำลังคน ให้ออกไปตั้งถิ่นฐานยังหัวเมืองต่างๆ ทั้งชั้นนอกและชั้นใน เพื่อทำหน้าที่ปกป้องและหล่อเลี้ยงกรุงเทพฯอันเป็นราชธานี ฐานะความเป็น “ชาวบ้านนอก”และ “ชาวบ้านป่า” ยังถูกทำให้ลดหลั่นแตกต่างกัน นั่นคือ “ชาวบ้านนอก” ที่อยู่ในพื้นที่ “เขตปัจจันตประเทศ” หรือพื้นที่ที่อยู่รอบนอกกรุง นั้นถูกทำให้หมายถึงหรือเข้าใจว่าเป็นพื้นที่ห่างไกลศูนย์กลาง คือ กรุงที่มีฐานะเป็นศูนย์กลางจักรวาลทางพุทธศาสนา และเป็นพุทธศาสนาที่ดีงาม เป็นสัญลักษณ์แห่งผู้เจริญ “ชาวบ้านป่า” ที่อยู่ในพื้นที่ป่านั้นยิ่งถูกทำให้เห็นว่าไกลออกไปจากศูนย์กลางยิ่งกว่า และพื้นที่ป่าก็ยังถูกนิยามเข้าไว้ด้วยกันกับพื้นที่ป่าเถื่อนที่เป็นอันตรายแม้ว่าจะเต็มไปด้วยความท้าทายระหว่างการเดินทาง(ธงชัย วินิจจะกุล. 1993.)

โลกทัศน์หรือความคิดเชิงอุดมคติได้รับการศึกษาถือไว้อย่างหลากหลายตามที่กล่าวมานี้ มีอิทธิพลต่อการกำหนดเจตนคติ อันเป็นโครงเรื่องที่ปรากฏในการอ่านนิราศสุพรรณทั้งของสุนทรภู่ และเสมียนมี เนื่องจากกวีผู้แต่งนิราศทั้งสองเรื่องต่างมีชีวิตและประสบการณ์ที่ถูกหล่อหลอมภายใต้ความคิด ความเชื่อและค่านิยมทางวัฒนธรรม

  • ภาพความเปลี่ยว อันตรายและความยากลำบากของเส้นทางในช่วงนี้กลับถูกมองเห็นเป็นอีกแบบหนึ่ง Terweil ได้อ้างงานเขียนของSlafterบรรยายภูมิทัศน์ช่วงนี้ว่า การเดินทางออกจากนครชัยศรีออกไปเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่หลายแห่ง จากนั้นเป็นป่าไผ่หนาแน่นอีกหลายแห่ง เพียงเท่านี้ก็อาจดูไม่แตกต่างจากบรรยากาศที่นิราศทั้งสองเรื่องบันทึกไว้ แต่Slafterได้ให้รายระเอียดธรรมชาติและชีวิตชุมชนที่ไม่ปรากฏในนิราศ นั่นคือการเขียนถึงคุณสมบัติของไผ่ว่ามีคุณภาพดีลำต้นใหญ่ และภาพการทำนาซึ่งเป็นการเกษตรกรหลักในพื้นที่แถบนี้ Slafter มองเห็นทุ่งข้าวในนา ผู้คนเดินทางจากนากลับบ้านด้วยการพายเรือ เหนือแม่น้ำที่เป็นทุ่งแห้งแล้งก็เห็นเกวียนเตรียมใช้บรรทุกสินค้า เมื่อพ้นช่วงน้ำหลากช่วงนี้ ผู้คนเริ่มลดน้อยลงในแม่น้ำเมื่อเขาเดินทางไกลออกมา แต่เขากลับเห็นแพขนไม้ซุง ไม้ย้อมผ้า(คราม) และฟืนบรรทุกลอยตามลำแม่น้ำล่องมา การเห็นภาพต่างกันย่อมให้บรรยากาศการเดินทางต่างกันด้วย เมื่อเราอ่านตาม (Slafter) เราอาจไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยว และภาวะอันตรายบนเส้นทางช่วงนี้มากเท่ากับเวลาอ่านนิราศสุพรรณ (Terweil , 1989.)
  • น่าสนใจว่า เมืองน้องท้าวอู่ทอง ตามคำบอกเล่าชาวบ้านสุพรรณที่ถูกบันทึกไว้ในนิราศสุพรรณของเสมียนมี ท้ายที่สุดแล้วเป็นร่องรอยที่เราอาจเชื่อมโยงถึงการค้นพบทางวิชาการของนักประวัติศาสตร์และโบราณคดีปัจจุบัน อธิบายประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณศตวรรษที่ 15 หรือพุทธศตวรรษที่ 20 ในฐานะรัฐสุพรรณภูมิ มีผู้ปกครอง คือ ขุนหลวงพะงั่ว สันนิษฐานว่าเป็นพี่มเหสีพระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตามยังไม่พบการอ้างอิงหลักฐานจากข้อความตอนนี้ในนิราศสุพรรณเข้ากับงานค้นคว้าทางวิชาการ
  • พระเพทราชาในพงศาวดารอยุธยาที่เขียนขึ้นสมัยรัตนโกสินทร์เกือบทุกฉบับ ระบุว่ากษัตริย์องค์นี้มีถิ่นกำเนิดบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณ ทรงถูกสร้างภาพลักษณ์เพื่อสื่อว่าทรงมีชาติกำเนิดจากชาวบ้าน พงศาวดารบรรยายฉากทรงต้อนรับ “ญาติและข้าหลวงเดิม” ชาวเมืองสุพรรณที่มาเข้าเฝ้าเมื่อทราบว่าทรงขึ้นครองราชย์ โดยชวนกันหาปลา เนื้อ และพืชผลที่ “มีประสาชนบทประเทศบ้านนอก” ทรงเลี้ยงอาหารและพาชมพระราชวัง จนถึงให้นอนค้างในวัง และไม่ทรงห้ามปรามชาวเมืองกลุ่มนี้ที่ “พูดจาเพ็ดทูล แบบชาวบ้านนอก” (อ้างใน วารุณี โอสถารมย์ 2547 : 181-182) ซึ่งถือว่าผิดแบบแผนราชประเพณี การยอมรับภาพลักษณ์พระเพทราชาลักษณะนี้ จนมีการนำพระนามไปตั้งชื่อถนนในชุมชนเมืองสุพรรณ น่าจะเป็นประเด็นที่ควรศึกษาวิเคราะห์ต่อไปว่ามีความเป็นมาอย่างไร
นิราศสุพรรณ บันทึกความยากลำบากของการเดินทาง
โครงเรื่องนิราศสุพรรณ
กรุง
เส้นทางสู่เมืองสุพรรณ
เมืองสุพรรณ
ป่า
เรื่องเล่าท้องถิ่น
การผลิตและภาวะความเป็นอยู่
ด่านและศาลอารักษ์
ตำนานท้องถิ่นสุพรรณ
วัฒนธรรมชาวกรุงพบวัฒนธรรมชาวบ้าน
กลุ่มชาติพันธุ์
ไหว้พระและศรัทธาพุทธ
ไม้ ปลา นก แร่ : ธรรมชาติวิทยาในนิราศสุพรรณ
คำอธิบายเพิ่มเติม
บรรณานุกรม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

» เงิน
ระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของหรือการแลกเปลี่ยนสินค้ากับสินค้า ต่อมาได้ใช้สิ่งของเป็นสื่อ เช่น เปลือกหอย ผ้าขนสัตว์ หนังสัตว์ เกลือ ใบชา ใบยาสูบ

» ปรมนุตรสุญญตา
ว่างหมด คือ ปรมนุตรสุญญตา อะไรว่างหมด กาย ว่างหมด เวทนา ว่างหมด จิต ว่างหมด ธรรมชาติ ว่างหมด

» กฎบัตรสหประชาชาติ
บรรดาประชาชนแห่งสหประชาชาติ ได้ตั้งเจตน์จำนง ที่จะช่วยชนรุ่นหลังให้พ้นจากภัยพิบัติแห่งสงคราม ซึ่งได้นำความวิปโยคอย่างสุดจะพรรณามาสู่มนุษย์ชาติในชั่วชีวิต

» กรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส
ไทยต้องยินยอมเสียดินแดนบางส่วนไป เพื่อรักษาเอกราชและดินแดนส่วนใหญ่ไว้ ทำให้พื้นที่ประเทศไทยเหลืออยู่เพียง 513,600 ตารางกิโลเมตร

» เพลงพื้นบ้าน
เพลงของชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นประดิษฐ์แบบแผนการร้องเพลงของตนไปตามความนิยม และสำเนียงภาษาพูดที่เพี้ยนแปร่งแตกต่างกันไป

» วิถีโลก
เพื่อให้สามารถนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพสังคม เศรษฐกิจการเมืองและการปกครองของสังคมไทยและโลก ไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้

» ประเทศไทยในอดีต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต หลายเรื่องเป็นเรื่องที่น่าจะได้ทราบไว้เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ และความสัมพันธ์เชื่อมโยงไปยังเรื่องอื่น ๆ

สติ๊กเกอร์ไลน์
-สนับสนุนผลงาน
รายได้สมทบทุนยังชีพหลังเกษียณ-