ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พันธสัญญา
(Testament)

พันธสัญญาเดิม
(Old Testament)

หนังสือประวัติศาสตร์

 (Historical Books)

หนังสือที่จัดเข้าในประเภทประวัติศาสตร์ คือ หนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ความหมายของ “ประวัติศาสตร์” ในที่นี้ก็เหมือนกับที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับเล่มอื่น ๆ ในพระคัมภีร์ไบเบิล แม้ว่าข้อมูลในเล่มเหล่านี้จะมีลักษณะที่เป็น “เป็นประวัติศาสตร์” มากกว่าเล่มอื่น ๆ ก็ตาม

หนังสือที่จัดอยู่ในหมวดนี้ได้แก่ โยชูอา, ผู้วินิจฉัย, นางรูธ, ซามูแอลฉบับที่หนึ่งและที่สอง, พงศ์กษัตริย์ฉบับที่หนึ่งและที่สอง, พงศาวดารฉบับที่หนึ่งและที่สอง, เอสรา, เนหะมีย์, โตบิท ยูดิธ, เอสเธอร์ (โปรเตสแตนต์ไม่ถือว่า โตบิทและยูดิธเป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ไบเบิล เพราะไม่เข้ากับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่ว่าเป็นหนังสือที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า) ชาวยิวเรียกหนังสือเจ็ดเล่มแรกในหมวดนี้ว่า “หนังสือประกาศกยุคแรก” (Early Propherts) เพราะจัดไว้ในหมวดเดียวกับหนังสือประกาศก ซึ่งก็มีเหตุผลที่ดีเพราะในหนังสือเหล่านี้มีเรื่องเกี่ยวกับประกาศกต่าง ๆ ในยุคแรกอยู่เป็นจำนวนมาก

เนื้อหาของหนังสือเหล่านี้ต่อเนื่องจากหนังสือห้าเล่มแรกซึ่งจบลงด้วยการที่โมเสสมอบหน้าที่ให้โยชูอาและท่านเองถึงแก่มรณกรรม หนังสือโยชูอา ดำเนินต่อจากนั้นเป็นต้นไป โดยชี้ให้เห็นว่า ประชาชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้เข้าไปตั้งหลักแหล่งอยู่ในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าทรงสัญญานั้นอย่างไร หนังสือผู้วินิจฉัย พูดถึงการทรยศของอิสราเอลต่อพระเจ้าและอาญาของพระองค์และการกลับใจของอิสราเอลมาหาพระเจ้า หนังสือซามูแอล กล่าวถึงวิกฤติทางการปกครองในระบบ “เทวาธิปไตย” ซึ่งมีผู้แทนของพระเจ้าเป็นผู้นำและการเริ่มต้นยคุราชาธิปไตย โดยเฉพาะในยุคของกษัตริย์ดาวิด หนังสือพงศ์กษัตรยิ์ เล่าถึงความเสื่อมของอาณาจักรนับแต่ยุคของซาโลมอนเรื่อยมา อิสราเอลไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า พระองค์ลงอาญา ทั้งเจ็ดเล่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มแรกในหมวดหนังสือประวัติศาสตร์นี้



กลุ่มที่สองในหมวดนี้ได้แก่ หนังสือพงศาวดาร ซึ่งเขียนขึ้นหลังจากที่ชาวอิสราเอลถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่บาบิโลน เมื่อกลับมาก็ยังต้องขึ้นต่อบาบิโลน แต่ก็มีอิสระพอสมควร พระสงฆ์เป็นผู้นำและยึดถือกฎบัญญติตามประเพณีเดิมผู้เขียนพยายามเน้นให้ชาวอิสราเอลยึดมั่นในความเชื่อศรัทธาต่อพระเจ้า และซื่อสัตย์ต่อกฎแห่งประเพณี เพื่อให้ก่อสร้างอิสราเอลขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หนังสือเอสรา และ เนหะมีย์ ดำเนินเรื่องต่อจาก พงศาวดาร โดยกล่าวถึงการกลับจากบาบิโลน และการสร้างวิหารขึ้นใหม่ที่กรุงเยรูซาเล็มในปี 537 จนกระทั่งเสร็จสิ้นในปี 515 เนหะมีย์เป็นผู้นำสำคัญของชาวอิสราเอล ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากบาบิโลน และเริ่มก่อสร้างประชาคมอิสราเอลขึ้นมาใหม่ที่กรุงยารูซาเล็ม สำหรับหนังสือสามเล่มสุดท้ายคือ โตบิท ยูดิธ และ เอสเธอร์ นั้น ได้รับการบรรจุและยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ไบเบิลหลังจากหนังสือเล่มอื่น ๆ เพราะมีปัญาตัวบทและภาษที่ใช้เขียนซึ่งมีทั้งกรีกและฮีบรู โตบิท เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคล คนหนึ่งชื่อโตบิทและครองครัวของเขา เป็นบทสอนเกี่ยวกับความรักเมตตาต่อผู้อื่น และความไว้วางใจในพระเจ้า เป็นแบบอย่างครอบครัวที่ดี ยูดิธ เล่าเรื่องชัยชนะของอิสราเอลต่อศัตรูโดยสตรีนางหนึ่งชื่อยูดิธเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในเรื่อง เธอเป็นสตรีธรรมดา แต่มีความเชื่อในพระเจ้า สามารถเข้าไปตัดศีรษะของผู้นำของศัตรูทำให้ข้าศึกแตกพ่ายไปในที่สุด หนังสือ เอสเธอร์ ก็เช่นเดียวกับ ยูดิธ เล่าเรื่องชัยชนะของอิสราเอลโดยการนำของสตรีที่ชื่อเอสเธอร์ ต่างกันแต่ว่า เอสเธอร์เป็นถึงราชินี ชาวอิสราเอลฆ่าฟันศัตรูล้มตายเป็นอันมาก เนื้อหาอาจทำให้ผู้อ่านเห็นแต่ความเกลียดชังและความโหดร้าย ซึ่งเป็นปฏิกิริยาและความรู้สึกรักชาติของอิสราเอล

หนังสือหมวดประวัติศาสตร์นี้เขียนขึ้นด้วยความพยาบามที่จะฟื้นอดีตเพื่อมิให้คนรุ่นหลังลืมเรื่องราวของบรรพบุรุษของตน หนังสือเหล่านี้เขียนขึ้นประมาณศตวรรษที่ 3 และที่ 2 ก่อน ค.ศ. รวบรวมความทรงจำที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา เพื่อสอนลูกหลานให้รู้ถึงการต่อสู้ ความทุกข์ทรมาน ชัยชนะในอดีต ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็เป็นที่เข้าใจกันดีกว่า ใครเขียนประวัติศาสตร์ก็ย่อมมีส่วนเสนอเรื่องที่ “เข้าข้างตัวเอง” อย่างไร ก็ดีจำเป็นต้องพิจารณาด้วยว่า หนังสือเหล่านี้ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลเท่านั้น หากเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความรอดด้วย พระเจ้าทรงเปิดเผยความจริงต่าง ๆ ทางเหตุการณ์เหล่านี้ จึงไม่ควรพิจารณาแต่ละเรื่องอย่างโดด ๆ นอกนั้น เรื่องราวต่าง ๆ ไม่ได้เขียนขึ้นระหว่างเหตุการณ์นั้นโดยตรง แต่เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาก่อนที่จะมีผู้รวบรวมเป็นหนังสือดังที่เป็นอยู่ การเล่าเรื่องต่าง ๆ ย่อมเล่ากันไม่เพียงแต่เพื่อให้ “รู้” แต่เพื่อให้เป็นบทเรียนสำหรับลูกหลานและคนรุ่นหลัง ให้สืบทอดเจตนารมณ์และเชื่อมั่นในพระเจ้ายิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะแนวคิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ (Concept of History) ของอิสราเอลนั้น น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเทวศาสตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ (Theology of History) มากกว่า เพราะเอกภาพและความต่อเนื่องของประวัติศาสตร์มาจากความเข้าใจที่ว่า ตนเองไม่เป็นแต่เพียงประชาชาติหนึ่ง หากเป็นประชาชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ประวัติศาสตร์ของพวกเขาเป็นความสัมพันธ์หรือการพบระหว่างพวกเขากับพระเจ้าตลอดเวลา พระเจ้าทรงมีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ของพวกเขา พระองค์ “ทรงกระทำ” การณ์ต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้ “เกิดขึ้นเอง”

หนังสือประวัติศาสตร์ (Historical Books)
หนังสือปรีชาญาณ (Wisdom Books)
หนังสือประกาศก

พันธสัญญาใหม่
(NEW Testament)

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

» เงิน
ระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของหรือการแลกเปลี่ยนสินค้ากับสินค้า ต่อมาได้ใช้สิ่งของเป็นสื่อ เช่น เปลือกหอย ผ้าขนสัตว์ หนังสัตว์ เกลือ ใบชา ใบยาสูบ

» ปรมนุตรสุญญตา
ว่างหมด คือ ปรมนุตรสุญญตา อะไรว่างหมด กาย ว่างหมด เวทนา ว่างหมด จิต ว่างหมด ธรรมชาติ ว่างหมด

» กฎบัตรสหประชาชาติ
บรรดาประชาชนแห่งสหประชาชาติ ได้ตั้งเจตน์จำนง ที่จะช่วยชนรุ่นหลังให้พ้นจากภัยพิบัติแห่งสงคราม ซึ่งได้นำความวิปโยคอย่างสุดจะพรรณามาสู่มนุษย์ชาติในชั่วชีวิต

» กรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส
ไทยต้องยินยอมเสียดินแดนบางส่วนไป เพื่อรักษาเอกราชและดินแดนส่วนใหญ่ไว้ ทำให้พื้นที่ประเทศไทยเหลืออยู่เพียง 513,600 ตารางกิโลเมตร

» เพลงพื้นบ้าน
เพลงของชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นประดิษฐ์แบบแผนการร้องเพลงของตนไปตามความนิยม และสำเนียงภาษาพูดที่เพี้ยนแปร่งแตกต่างกันไป

» วิถีโลก
เพื่อให้สามารถนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพสังคม เศรษฐกิจการเมืองและการปกครองของสังคมไทยและโลก ไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้

» ประเทศไทยในอดีต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต หลายเรื่องเป็นเรื่องที่น่าจะได้ทราบไว้เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ และความสัมพันธ์เชื่อมโยงไปยังเรื่องอื่น ๆ